แด่กัลยาณมิตรผู้จากไป

สำหรับคนอย่างข้าพเจ้า ที่มีอายุเกินค่อนศตวรรษไปแล้ว ย่อมมีญาติมิตรตายจากไปเนืองๆ คงจะเขียนถึงทุกๆ คนไม่ไหว แต่ก็จำต้องเอ่ยถึงกัลยาณมิตร ซึ่งรวมถึงครูและเพื่อน ที่มีไมตรีจิตมิตรภาพต่อกัน โดยที่บางคนได้ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมมิใช่น้อยเอาเลยด้วยซ้ำ อย่างดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ ซึ่งเพิ่งตายจากไปนั้น เป็นเยาวมิตร รุ่นนิธิ เอียวศรีวงศ์ และเคยเป็นคณะบรรณกรจัดพิมพ์สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนิสิตนักศึกษามาแต่ พ.ศ. ๒๕๐๙ โดยที่เขามีบทบาททางวิชาการและทางสื่อสารมวลชนตลอดมา แม้ระยะหลังๆ มานี้ เราจะห่างเหินกันไป ก็นึกถึงเขาอยู่เสมอ แต่แล้ววันดีคืนดีก็เห็นประกาศในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า เขาตายจากไปแล้ว และเผาที่วัดพระศรีมหาธาตุเมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๑

สำหรับบุญเย็น วอทองนั้น เป็นคนรุ่นเดียวกับข้าพเจ้า หากเขาแก่กว่าสองปี และมีพื้นฐานมาจากมหาวิทยาลัย คล้ายๆ กับดีพร้อม หากออกไปมีบทบาททางการเมือง ตามแนวทางของสังคมนิยม อย่างควรแก่การก้มหัวให้ แต่อำนาจหลักในเมืองไทยที่เป็นฝ่ายขวาตกขอบและมีจิตสำนึกทางเผด็จการแบบศักดินาขัตติยาธิปไตย (ไม่ว่าจะมีรูปแบบการปกครองไปในทิศทางใด) ย่อมทนคนอย่างบุญเย็นไม่ได้ แม้เขาจะเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมาก่อน ผลก็คือเขาต้องเข้าร่วมขบวนการกับพรรคคอมมิวนิสต์ แล้วไม่หวนกลับมาสยบยอมกับอำนาจอันจอมปลอมในเมืองไทย หากขอลี้ภัยอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนลาว จนถึงแก่กรรมลงเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๑ และปลงศพกันอย่างเรียบง่ายและอย่างมีศักดิ์ศรีที่กลางกรุงเวียงจันทน์ เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๑

คุณบุญเย็นฝากบอกมาว่าอยากพบข้าพเจ้าก่อนตาย ข้าพเจ้าจึงข้ามโขงไปเวียงจันทน์เพื่อไปพบเขา ให้สมความปรารถนา มีสุริชัย แซ่ด่าน เดินทางร่วมไปด้วย โดยสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์เป็นผู้ประสานงาน

ครูของข้าพเจ้า ซึ่งตายจากไปแต่วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๔๙ นั้น ข้าพเจ้าเพิ่งมาทราบเมื่อเร็วๆ นี้เอง อย่างน่าเสียดายยิ่งนัก

ท่านเป็นภราดาหรือเจษฎาจารย์ คณะเซนต์คาเบรียล ชาวฝรั่งเศส ชื่อ Brother Richard Robert เกิดแต่เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ซึ่งก็แก่กว่าข้าพเจ้าไม่กี่ปี แต่ท่านเป็นครูประจำชั้นของข้าพเจ้าเมื่อเรียนมัธยมปีที่ ๘ โรงเรียนอัสสัมชัญ ทั้งๆ ที่ตอนนั้น ท่านยังเป็นหนุ่มแน่น รูปงาม และเชี่ยวชาญการร้องรำทำเพลงเป็นพิเศษ

ต่อมาท่านได้เป็นอธิการโรงเรียนอัสสัมชัญที่บางรัก และเป็นอธิการโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ที่ซอยเซนต์ หลุยส์ ถนนสาทร แต่ดูเหมือนท่านจะมีเรื่องวิวาทกันกับคณะภราดาที่เมืองไทย จนท่านต้องลาออกมาจากหน่วยงานดังกล่าว

ข้าพเจ้าได้ขอให้นายเจริญ ตรงวรานนท์ ซึ่งเป็นอัสสัมชนิกรุ่นหลัง หาข้อมูลเพิ่มเติมให้ เขาได้เขียนส่งมาให้ดังนี้

“หลังจากที่ภราดาได้ออกจากโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์และออกจากเครือเซนต์คาเบรียลในประเทศไทยประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ท่านก็ได้รับเชิญจากลูกศิษย์คนหนึ่ง ซึ่งประกอบธุรกิจ ค้าขายยางรถยนต์ อยู่ถนนวิสุทธิกษัตริย์ให้ไปพักอาศัยอยู่ด้วยที่ชั้น ๒ ของอาคาร โดยลูกศิษย์คนนั้นได้สัญญาว่าจะให้ท่านอยู่ที่นั่นไปจนตลอดชีวิต ท่านจึงได้ตกแต่งที่พักโดยลงทุนทำเฟอร์นิเจอร์ ตู้ใส่เอกสาร เครื่องใช้อย่างดีในบ้านของลูกศิษย์คนนั้น แต่หลังจากนั้นลูกศิษย์คนนี้ของท่านประสพปัญหาทางธุรกิจ ต้องหลบหนีหนี้สิน ภรรยาของลูกศิษย์คนนี้ก็เลยเชิญท่านออกจากบ้านหลังนั้น เพราะต้องขายตึกใช้หนี้ ท่านจึงย้ายไปเช่าตึกอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ใกล้ๆ กับธนาคารกรุงเทพ ซึ่งท่านได้อาศัยอยู่ในบ้านเช่าที่เป็นอาคารพาณิชย์ในชั้นที่ ๓ นี้เป็นเวลานาน ในขณะนั้น ท่านยังคงรับสอนภาษาอังกฤษให้ลูกศิษย์ลูกหาที่มาเรียนกับท่านอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ได้ออกจากโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ ในจำนวนลูกศิษย์ที่มาเรียนพิเศษก็มี นางธัญญรัตน์ เสมือนเพ็ญ และพี่น้องตระกูลอังสพัทธ์ ๓ คน ได้แก่ น.ส. อภิรดี นายปกรณ์ และนายอภิชาติ ซึ่งต่อมาทั้งสี่คนนี้ รวมทั้งนายอภิชัย อังสพัทธ์ ซึ่งเป็นนายแพทย์ แต่ไม่ได้เรียนพิเศษ ก็ได้ติดต่อไปมาหาสู่กับท่านตลอดมา หลังจากท่านอยู่ที่บ้านเช่าหลังนี้ได้ประมาณ ๕ ปี ท่านก็ตัดสินใจซื้อบ้านทาวน์เฮ้าส์ใกล้ชายหาดบางแสน แถวถนนลงหาด ซึ่งเป็นชั้นเดียวเล็กๆ หลังหนึ่ง ท่านมักจะไปพักผ่อนตากอากาศที่บ้านหลังนี้ในวันธรรมดาที่ไม่มีการสอน ส่วนวันหยุด ท่านก็สอนภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศสอยู่ที่บ้านเช่าในกรุงเทพฯ เช่นเดิม ท่านเดินทางโดยนั่งรถประจำทางกรุงเทพฯ-บางแสนเป็นประจำ ต่อมาเมื่อท่านมีอายุมากขึ้น เดินทางได้ไม่สะดวกเหมือนแต่ก่อนเนื่องจากมีปัญหาสุขภาพ ท่านจึงตัดสินใจขายบ้านที่บางแสนไป ๒ ปีก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต โดยมีนายปกรณ์ช่วยจัดการเป็นธุระให้ ช่วงที่ท่านสอนหนังสืออยู่ที่ห้องเช่า ก็มีลูกศิษย์ลูกหามาเสนอจะรับท่านไปอยู่ด้วย บางคนมีบ้านหลังใหญ่โต จะให้ท่านไปอยู่พร้อมกับมีคนรับใช้ดูแลให้ด้วย แต่ท่านปฏิเสธ เพราะไม่อยากรบกวนผู้อื่น ระหว่างนี้คุณธัญญรัตน์ซึ่งเป็นภรรยาของคุณปกรณ์ ได้เสนอและชวนบราเดอร์โรเบิร์ตไปอยู่บ้านเดี่ยวของเธอหลังหนึ่ง ซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ยังไม่มีใครอยู่ จึงอยากให้ท่านไปพักอาศัยอยู่ที่นั่น ตอนแรกท่านก็แบ่งรับแบ่งสู้ และท่านได้รู้จักสนิทสนมกับคุณธัญญรัตน์ และพี่น้องสกุลอังสพัทธ์ ซึ่งมักจะไปมาหาสู่ท่านอยู่บ่อยๆ เช่น พาไปช๊อปปิ้งที่เวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์บ้าง ไปซื้อของที่อิเซตันบ้าง ไปกินอาหาเที่ยงหรือไม่ก็เป็นอาหารเย็นด้วยกันในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ประกอบกับ คุณธัญญรัตน์ได้ชักชวนบราเดอร์ด้วยความเต็มใจ และยินดี หลายต่อหลายครั้ง ท่านจึงขอไปดูบ้านหลังนั้นก่อน ท่านได้ไตร่ตรองอยู่ประมาณเกือบ ๑ ปี จึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ ซึ่งอยู่ที่หมู่บ้านชวนชื่นกรีนวิลล์ ถนนพุทธมณฑลสาย ๒ ท่านอยู่ที่บ้านหลังนี้ได้ประมาณ ๑๐ ปี โดยที่ท่านก็ยังรับสอนภาษาอังกฤษเช่นเดิม แต่ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ท่านได้หยุดการสอนหนังสือ เนื่องจากท่านป่วยเป็นโรคปอดบวม ประกอบกับเดิมที่ท่านเป็นโรคถุงลมโป่งพองมาก่อน คุณธัญญรัตน์ และพี่น้องสกุลอังสพัทธ์ พร้อมด้วยนายแพทย์อภิชัย จึงได้ส่งท่านเข้ารักษาที่โรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ โดยรับเป็นคนไข้พิเศษของนายแพทย์อภิชัย จนหายจากโรคปอดบวม หลังจากออกจากโรงพยาบาลได้ปีเศษ หากอยู่มาวันหนึ่ง ท่านเกิดอาการปวดท้องมาก จึงได้ไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ในขณะนั้นแพทย์ได้ตรวจพบว่าเส้นโลหิตแดงภายในช่องท้องมีอาการโป่งพอง แพทย์จึงให้ท่านพักที่ห้องคนไข้และนัดเวลาเพื่อทำการผ่าตัดรักษา แต่ในวันที่ท่านกำลังนอนรอผ่าตัดอยู่นั้น เส้นเลือดก็แตก ก่อนเวลาที่จะผ่าตัด ๔ ชั่วโมง ทำให้แพทย์ต้องตัดสินใจผ่าตัดกระทันหัน หลังการผ่าตัด ท่านอยู่ในอาการโคม่าและเสียชีวิตในอีก ๓ ชั่วโมงต่อมา”

เมื่อข้าพเจ้าอายุครบ ๖๐ ปี ท่านภราดาเขียนถ้อยคำมาอวยพรข้าพเจ้าอย่างน่าจับใจ ดังขอแปลบางตอนมาลงไว้ในที่นี้

ครูจำได้ว่าที่โรงเรียนอัสสัมชัญนั้น เวลาอาจารย์ที่สอนวรรณคดีไทยขาดไป หนุ่มน้อยสุลักษณ์มักยืนหน้าชั้นและสอนแทน นับว่าเธอเกิดมาเป็นครู

หลังจากนั้น ครูได้ติดตามการงานของเธอตลอดมาด้วยความสนใจและบ่อยครั้งถึงกับภูมิใจ ตามทัศนะของครูนั้น ถือว่าการศึกษาต้องเป็นไปในทิศทางที่ช่วยให้คนคิดเป็น ครูเสียใจที่เธอไม่เป็นที่ยอมรับในบางวงการ การพูดความจริง ย่อมไม่ได้รับความสำเร็จในโลกนี้

ดูเหมือนอะไรๆ จะดีขึ้น ครูคิดว่าเธอมีส่วนร่วมด้วยในทางนี้ ขอให้พระเจ้าได้โปรดประทานชีวิตให้เธออีกหลายๆ ปี ในประเทศที่ครูมาร่วมชะตาด้วย การร่วมรับรู้อย่างลึกซึ้ง การเข้าใจคนอื่น และการร่วมมือกันสร้างบ้านเมือง ยังคงเป็นงานที่สำคัญอยู่ต่อไป

จากครูเก่าของเธอ

ภราดาโรเบิร์ต

๑๙ มกราคม ๑๙๙๓

(จาก Five Cycles of Friendship 1993)

ภราดาโรเบิร์ตเป็นครูประจำชั้น ม. ๘ ของข้าพเจ้า ส่วนภราดาวิคตอเรียงนั้นเป็นครูประจำชั้น ม. ๗ และท่านสอนภาษาอังกฤษให้ข้าพเจ้ามาแต่ตอนอยู่ชั้น ม. ๖ ด้วยแล้ว ภายหลังท่านบ่นกับข้าพเจ้าว่าโรงเรียนในเครือที่ภราดาคณะเซนต์กาเบรียลมาอำนวยการศึกษาอยู่นั้น ไม่ว่าจะอัสสัมชัญหรืออื่นใด ล้วนมุ่งแต่สอนลูกคนรวยเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่ภราดาคณะนี้อุทิศตนเพื่อคนยากไร้ แต่ละท่านต้องการมีชีวิตอย่างคนจน ตัวภราดาวิคตอเรียงเอง ภายหลังลาออกจากการสอน ไปรับใช้คนที่เป็นโรคเรื้อนอยู่ทางขอนแก่น ร่วมกับภราดาอุรแบง ซึ่งเคยเป็นอธิการโรงเรียนอัสสัมชัญมาก่อน ข้าพเจ้าเคยไปเยี่ยมท่านที่ขอนแก่นและเคยไปพบท่านที่เวียงจันทน์ เมื่อท่านเกษียณอายุกลับไปฝรั่งเศสแล้ว ข้าพเจ้าก็เคยตามไปพบท่าน

ลูกศิษย์ท่านที่เป็นใหญ่เป็นโต มักหาตั๋วฟรีจากการบินไทยให้ท่านมาเยือนเมืองไทย แทบทุกสองสามปี เวลาท่านมาทีไร ข้าพเจ้าก็มักชวนศิษย์เก่าๆ ของท่าน ให้จัดงานเลี้ยงต้อนรับท่าน โดยเราเชิญภราดาโรเบิร์ตไปร่วมด้วย บัดนี้ภราดาวิกตอเรียงก็ยังมีชีวิตอยู่ แม้เวลาภราดาวิกตอเรียงไม่มาเมืองไทย ข้าพเจ้าก็มักเชิญภราดาโรเบิร์ตไปรับประทานอาหารด้วยกันกับศิษย์บางคนแทบทุกปี โดยมีเสรี เสรีวัฒโนภาส เป็นตัวเชื่อม

เสรีเป็นอัสสัมชนิกรุ่นหลังข้าพเจ้าหลายปี หากเขามีแก่ใจอุทิศตนให้สำนักเรียนเก่าของเขา เช่น ขออนุญาตผู้บริหารโรงเรียนให้เชิญข้าพเจ้าไปปลุกมโนธรรมสำนึกนักเรียนมาหลายต่อหลายรุ่น และเขามักยินดีรับใช้ครูบาอาจารย์เก่าๆ โดยเฉพาะก็บุคคลที่ผู้บริหารโรงเรียนรุ่นหลังๆ เมินเสีย หรือไม่ใยดี น่าเสียดายที่เสรีมาตายจากไปเสียแต่เมื่อ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๘ (ดังข้าพเจ้าได้เขียนถึงเขาไว้ด้วยแล้วในเรื่อง “สรรพสาระสำหรับผู้แสวงหา”) ก็เลยขาดชนวนเชื่อมให้เราได้พบปะเลี้ยงดูภราดาโรเบิร์ต

ตอนที่ท่านตายจากไป ดูสถาบันการศึกษาที่ท่านเคยเป็นผู้บริหารระดับสูงสุด ทั้ง AC และ ACC จะไม่ได้ทำอะไรๆ ในทางสนองคุณท่านเอาเลยก็ว่าได้ แสดงว่าความกตัญญูกตเวทีหายไปแล้วจากสถาบันการศึกษาแห่งนี้ ซึ่งดูที่จะเน้นไปทางเงิน ทางอำนาจ และทางความสำเร็จอย่างโลกๆ โดยปราศจากคุณธรรมและศีลธรรมเอาเลยก็ว่าได้

เมื่อพูดถึงครูเก่าที่เป็นคาทอลิกแล้ว ก็ขอพูดถึงอาจารย์เก่าซึ่งเป็นนักพรตนิกายอังกฤษบ้าง ท่านผู้นี้คือ ศาสตราจารย์เรยินัล ฟุลเลอร์ ซึ่งเชี่ยวชาญทางด้านเทววิทยา โดยเฉพาะก็พระคัมภีร์ใหม่ แม้ท่านจะไม่เคยสอนข้าพเจ้าที่ St. David’s College, Lampeter แต่ท่านและภรรยาดีกับข้าพเจ้าตลอดเวลาที่ท่านสอนอยู่ที่นั่นจน พ.ศ. ๒๔๙๗ แล้วท่านไปสอนที่สหรัฐสามแห่ง ล้วนเป็นสถาบันการศึกษาทางเทววิทยาที่มีชื่อเสียงทั้งนั้น และข้าพเจ้าก็ได้ไปเยี่ยมท่านทุกแห่ง จนท่านตายจากไปเมื่อปี ๒๕๕๐ ดังมีมรณประวัติถึงท่านลงพิมพ์ใน Seeds of Peace เล่ม ๓ ปีที่ ๒๓ ฉบับกันยายน-ธันวาคม ๒๕๕๐ ด้วยแล้ว ภรรยาท่านอายุกว่า ๙๐ แล้ว ยังติดต่อน่อเนื่องอยู่กับข้าพเจ้าจนบัดนี้

พร้อมกันนี้ ก็ขอเอ่ยถึงกัลยาณมิตรอีก ๒ ท่านจากอินเดีย (๑) ลามะ Kyabje Minling Trichen Rinpoche ชาวธิเบต ซึ่งขนานนามกันเล่นๆ ว่า The Sleeping Buddha ท่านเป็นฆราวาส หากเป็นประมุขของนิกาย Nyingma แห่งวัด Mindrolling ในอินเดีย

ข้าพเจ้าเคยไปเยี่ยมท่าน ๒-๓ ครั้ง โดยที่ท่านเพิ่งตายจากไปเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ นี่เอง ดังมีมรณประวัติท่าน ซึ่งนำมาลงพิมพ์ใน Seeds of Peace เล่ม ๓ ปีที่ ๒๔ ฉบับกันยายน-ธันวาคม ๒๕๕๑ ด้วยแล้ว ในฉบับเดียวกันนี้ ก็มีมรณประวัติ Nirmal Deshpande สตรีเหล็กทางอหิงสธรรม ซึ่งเป็นศิษย์ของมหาตมะ คานธี โดยเธอมีแก่ใจเขียนคำนำให้ข้าพเจ้าด้วยสำหรับหนังสือของข้าพเจ้าที่เขียนถึงอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ฉบับภาษาฮินดี เธอมีคุณกับข้าพเจ้าเป็นส่วนตัว และเธอเป็นแบบอย่างของสตรีที่ยืนหยัดอยู่ข้างสันติประชาธรรมอันควรแก่การก้มหัวให้ยิ่งนัก

 

 

Related contents:

You may also like...