Why do we kiss?

Porramate Chumyim kiss

“จูบ”…คุณคิดว่าไม่สำคัญ…ยามที่คุณจูบฉัน หัวใจฉัน “สั่น” ไม่สมประดี…คุณเป็นคนจูบ คุณรุ้บ้างไหม…ฉันหนาว ฉันร้อนเหมือนดังเป็นไข้ ทุกที ทุกที… “จูบเบาเบาเท่านั้นยังทำฉันสั่นดังฟ้าสะเทือน” รักไม่จริงก็อย่ามาเฉือนหัวใจฉันด้วยจูบเลย

ทำไมเราถึงจูบกัน และชอบที่จะจูบกัน? มีอะไรอยู่ในจูบนั้น ?
การจูบกันเป็นเครื่องมือของมมุษย์อย่างเดียวหรือไม่? สัตว์อื่นๆจูบกันหรือไม่?

ตอบย้อนกลับขึ้นไป มีการค้นพบว่าสัตว์ที่มีระดับวิวัฒนาการใกล้เคียงกับมนุษย์อย่างลิงมีการจูบเช่นกันแต่ไม่เข้มข้นและไม่บ่อยครั้งเท่ากับการจูบกันของมนุษย์ ดังนั้น “การจูบ” จึงเป็นสิ่งที่มนุษย์เราใช้เป็น “ภาษา” ในการถ่ายทอดข้อมูลบางอย่างซึ่งกันและกันและเป็นสิ่งที่มนุษย์เราใช้เป็นเครื่องมือในการดำรงอยู่ สิ่งที่น่าสนใจคือทำไมการจูบถึงเป็นภาษาที่เป็นสากลและแพร่กระจายอยู่ในเกือบทุกวัฒนธรรมตลอดทุกช่วงเวลาของมนุษยชาติ มีรายงานการวิจัยทางจิตวิทยาว่าด้วยการจูบของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดประเทศอังกฤษพบว่าคนเรามีเหตุผลในการจูบกันและมันไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เราเคยเข้าใจกันเสียด้วยจะด้วยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว เราลองมาดูกันไหมครับว่าทำไมเราชอบที่จะจูบกันและชอบที่จะจูบกัน?

งานวิจัยนี้มีหัวข้อว่า “Examinating the possible Functions of Kissing Romantic Relationships” โดยตีพิมพ์ในวารสาร “Sexual behavior” รวมถึงงานวิจัยที่ทดลองจากกลุ่มวิจัยเดียวกันในวารสาร “Journal Human nature” ที่กล่าวถึงบทบาทและหน้าที่ของการจูบผ่านการสำรวจและการทดลองกว่า 900 คนทั้งหญิงและชายทั่วทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป ครอบคลุมอายุตั้งแต่ 18 ถึง 63 ปี สิ่งที่ค้นพบก็คือการจูบมันมีความซับซ้อนจริงๆเสียด้วย นักวิจัยรายงานว่าเคยมีการตั้งทฤษฎีว่าด้วยบทบาทและหน้าที่ของการจูบนั้นอยู่สามทฤษฏีด้วยกันหนึ่งคือเพื่อใช้ในการเลือกคู่ให้เหมาะกับตัวเอง ประการที่สองคือเพื่อใช้ในการปลุกเร้าอารมณ์ให้ทะยานสูงขึ้นสำหรับการร่วมเพศ ประการที่สามคือเพื่อรักษาระดับความสัมพันธ์เอาไว้ให้คงอยู่ต่อไป แต่จากผลการทดลองในครั้งนี้ได้ข้อสรุปที่สนับสนุนความแนวคิดของทฤษฎีที่หนึ่งและสามคือการจูบมีเหตุผลที่มารองรับคือใช้เป็นเครื่องมือในการเลือกคู่และรักษาความสัมพันธ์ของคู่ที่ได้เลือกเอาไว้ให้คงอยู่ต่อไป

beach-couple-kiss-love-smile-Favim.com-336044_large

นักวิจัยรายงานว่าในการเริ่มต้นพัฒนาความสัมพันธ์ของมนุษย์ บทบาทและหน้าที่ของการจูบนั้นเป็นไปเพื่อเชื่อมโยงเอาคนแปลกหน้าสองคนเข้าหากันเพื่อให้ใบหน้าอยู่ใกล้กันและกัน ต่างปลดปล่อยฟีโรโมนทดสอบระบบความรู้สึกสัมผัส รับรู้กลิ่น รส รวมถึงการส่งสัญญาณทางพันธุกรรมเข้าสู่สมองของอีกฝ่ายหนึ่ง(ผ่านน้ำลาย)ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่จะสมองจะบ่งชี้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเรานี้เหมาะที่จะเป็นคู่ของเราหรือเปล่า? และเราควรจะสานต่อความสัมพันธ์กับคนที่อยู่ตรงหน้าเราต่อไปหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงและผู้ชายที่มีทัศนคติ(มองเห็น)ว่าตัวเองเป็นคนที่น่าดึงดูด รวมถึงผู้ที่ชอบมีความสัมพันธ์แบบชั่วคราว ทั้งสองกลุ่มเห็นตรงกันว่าการจูบกันนั้นสำคัญในจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ ซึ่งอาจะมีเหตุผลมาจากการที่ว่าการจูบนั้นเป็นวิธีที่รวดเร็วและสะดวกที่สุดที่จะช่วยให้พวกเขาจะสามารถ “แซมเปิ้ลหรือทดลอง” ความเหมาะสมของคนที่กำลังตัดสินใจจะสานสัมพันธ์ด้วย เป็นกระบวนการทางจิตใต้สำนึก แบบไฟเขียวไฟแดง สั่งให้หยุดหรือไปต่อ หลังจากจูบแรกนั้นผ่านพ้นคนในกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่มีการเปลี่ยนใจได้ง่ายและมากที่สุดหากพบว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากจูบกับฝ่ายตรงข้ามนั้น “ไม่ใช่” เอาเสียเลย งานวิจัยยังพบว่าคนทั่วไปให้ความสำคัญกับการจูบในความสัมพันธ์ “แบบชั่วครั้งชั่วคราว” มากที่สุดในช่วงเวลาก่อนมีเพศสัมพันธ์และความสำคัญของการจูบจะลดลงเรื่อยๆในระหว่างมีเพศสัมพันธ์และสำคัญน้อยที่สุดหลังจากมีเพศสัมพันธ์กันแล้วและสำคัญน้อยลงไปอีกในเวลาอื่นๆที่ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์กัน

นอกจากนี้ยังพบว่าผู้หญิงให้ความสำคัญต่อการจูบมากกว่าผู้ชายในช่วงเวลาที่มีความสัมพันธ์กันโดยเหตุผลอยู่เบี้องหลังคือธรรมชาติของสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมเพศหญิงจะต้องใช้เวลาในการเลือกเฟ้นหาคู่ที่เหมาะสมนานกว่าเพศชาย เนื่องจากเพศหญิงเป็นเพศที่ต้องตั้งครรภ์ ให้นมบุตรและต้องดูแลลูกของตัวเองเป็นเวลานานหลายปี จึงทำให้เพศหญิงให้ความสำคัญต่อการคัดสรรคู่ของตัวเองนานกว่าเพศชาย

นักวิจัยกล่าวว่าผู้หญิงมีความรู้สึกละเอียดอ่อนต่อการจูบซึ่งผลจากการฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในช่วงของการมีประจำเดือนและช่วงที่ไม่มีประจำเดือนไม่เหมือนกันอีกด้วย ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชายที่มองเห็นว่าตัวเองไม่มีความดึงดูดทางเพศและกำลังมองหาคนที่จะให้คำมั่นสัญญาในความรักด้วยนั้นจะให้ความสำคัญกับการจูบในขณะที่เริ่มต้นความสัมพันธ์น้อยกว่าและให้ความสำคัญกับความสามารถและต้นทุนต่างๆของฝ่ายตรงข้ามในการรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาวมากกว่า

สิ่งที่น่าสนใจคือในชายและหญิงที่มองหาความสัมพันธ์ในระยะยาว นักวิจัยพบว่าบทบาทและหน้าที่ของการจูบนั้นจะเปลี่ยนจุดประสงค์ของมันไปโดยเพื่อรักษาความสัมพันธ์นั้นเอาไว้ให้แน่นแฟ้นเขาเหล่านี้จะใช้กล้ามเนื้อรอบปากที่ชื่อ “Orbiculusoris(กล้ามเนื้อหูรูดปากที่ทำหน้าที่ในการย่นหรือทำปากจู๋)” มากขึ้นในการใช้เป็นสื่อกลางในการส่งภาษา “จูบ” โดยเป็นไปเพื่อรักษาความสัมพันธ์นั้นอาไว้ให้ยาวนานยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าคู่รักที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นและใกล้ชิดนั้นมองเห็นว่าการจูบกันบ่อยครั้งโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเพศสัมพันธ์กันนั้นมีความสำคัญและสัมพันธ์ต่อความสุขที่เกิดขึ้นของทั้งสองฝ่ายอีกด้วย

url

หลังจากอ่านงานวิจัยชิ้นนี้ สิ่งที่น่าตั้งคำถามต่อไปคือแล้วบทบาทและหน้าที่ของการจูบที่มีต่อผู้คนในสังคมของโลกตะวันออกอย่างในประเทศไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เหมือนหรือแตกต่างจากการจูบของคนในโลกตะวันตกอย่างไร งานวิจัยที่เข้าไปดูทัศนคติความสำคัญและความสัมพันธ์ของการจูบในเพศอื่นๆที่นอกเหลือไปจากเพศชายและเพศหญิง เช่น ชายกับชาย หญิงกับหญิงก็น่าติดตามและน่าค้นหาปริศนาอยู่ภายในรอยจูบนั้น ถ้ามีโอกาสดีๆจะหางานวิจัยใหม่ๆมานำเสนอคุณผู้อ่านต่อไปครับ

“The mouth is made for communication, and nothing is more articulate than a kiss.”
― Jarod Kintz, It Occurred to Me

“จูบ …. ใครคิดว่าไม่สำคัญ”
Love, Kae Porramate
Porramate Chumyim

Thanks to images from http://ilovedatingtips.com/wp-content/uploads/2013/07/kissing-tips.jpg
http://healthyandbeloved.com/wp-content/uploads/2012/03/beach-couple-kiss-love-smile-Favim.com-336044_large.jpg
http://www.medulous.com/blog/wp-content/uploads/2013/10/kiss.jpg
http://i556.photobucket.com/albums/ss3/Mia_bucket_photos/couple_kiss_bed-1.jpg
http://www.abc.net.au/news/image/659992-3×2-940×627.jpg
http://www.zencollegelife.com/blog/wp-content/uploads/2012/01/02_kissing.jpg

Related contents:

You may also like...