นันทวัน แสงธรรมกิจกุล ดาวสังคมค้างฟ้า …SOCIAL DIVA

nantawan

นันทวัน แสงธรรมกิจกุล หรือ ‘มาดามแหน’ ผู้เป็นที่รู้จักโดดเด่นในแวดวงสังคมชั้นสูง ด้วยบุคลิกสาวเปรี้ยว ร่าเริง สดใส มีอารมณ์ขันอยู่เสมอ มีเอกลักษณ์ในการแต่งกายด้วยชุดกระโปรงสั้น micro-skirt สุดเก๋ไก๋ ทำเอาสายตาชาวบ้านชาวเมืองที่เห็นรายรอบต้องเหลียวหลังมอง



“ดิฉันแต่งตัวแบบนี้มานานแล้วนะคะ เพราะดิฉันชอบ อีกอย่างเป็นคนไม่สูง ยิ่งใส่ยาวยิ่งเตี้ยเข้าไปใหญ่ ก็เลยใส่สั้น (หัวเราะ) ใส่ชุดแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน ม.เกษตรฯ ตอนนั้นเปรี้ยวมาก รุ่นพี่ก็เขม่น แต่ดิฉันก็จะใส่ เขาไม่ให้เราใส่ตุ้มหู ดิฉันก็ใส่ แต่ก็ขอขอบคุณรุ่นพี่ที่เขาบังคับให้สวมรองเท้าหุ้มส้นไม่ให้สวมรองเท้าแตะ ตอนนั้นไม่เข้าใจว่าทำไม แต่พอทำงานแล้วจึงเข้าใจว่ามันไม่สุภาพค่ะ”

ปัจจุบันนี้มาดามแหนดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท เลมอน ไฟว์ จำกัด รับจัดงาน และจัดเลี้ยงต่างๆหรือที่เราๆท่านๆ คุ้นหูว่า “Organizer” ทั้งยังรับเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทชั้นนำมากมาย จุดแข็งของเลมอน ไฟว์ คือ มีบริการอาหารแสนอร่อยของบริษัทฯ เอง โดยมาดามแหนเป็นผู้คิดค้น outfit และจัดสรรค์องค์ประกอบต่างๆ ให้อย่างลงตัวและสมบูรณ์แบบที่สุด โดยเธอให้เหตุผลว่า

“เพราะดิฉันเองเป็นคนเรื่องมาก อะไรก็ตามที่เลมอนไฟว์ทำคือตอบสนองความเรื่องมากของตัวเอง เช่น การเสิร์ฟน้ำก็จะต้องเสิร์ฟแบบมีหลอด เพราะผู้หญิงทาลิปสติกทานด้วยหลอดจะสะดวกกว่า อาหารก็ต้องเสิร์ฟเฉพาะคน  ไม่เสิร์ฟเป็นจานรวมและให้หยิบทานเอง เพื่อความสะดวกและที่สำคัญคือความสะอาดค่ะ

“เมื่อครั้งงานเปิดตัวสยามพารากอนนั้นสนุกสนานมาก เพราะดิฉันสรรหาวิธีสารพัดให้อาหารออกมาสวยดูดีและต้องดูหรู จำได้เลยตอนนั้นมีหมูปิ้ง ดิฉันก็เอาข้าวเหนียวมาจี่เป็นคำเสียบสลับกับหมูชิ้นบนก้านแก้วที่สั่งเป่าแก้วขึ้นมาเป็นแท่ง ซึ่งไม่เหมือนกับหมูปิ้งเสียบไม้แน่นอน ดิฉันชอบคิดอะไรที่มีความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้งานแต่ละงานออกมาดีและดูสวยที่สุด เชื่อไหมคะว่า prop หายตลอด ช้อนหรือถ้วยอะไรที่แปลกๆสวยๆที่เราสั่งทำ จบงานแล้วหายตลอด (ยิ้ม)”

มาดามแหนถ่ายทอดประสบการณ์ด้วยความยิ้มแย้มและเป็นกันเอง แถมยังบอกเราว่าอย่าเพิ่งขำสิคะ…ยังมีขำกว่านี้อีก อยากฟังไหม จะเล่าให้ฟัง

“สมัยที่ดิฉันเรียนอยู่โรงเรียนอำนวยวิทย์ เพื่อนชวนไปดูหมอ เขาดูแล้วบอกว่าเรียนยังไงก็ตก..คิดว่าถ้ายังนั้น ไม่น่าจะต่อ มศ.4, 5  น่าจะไปเรียนอาชีวะ เลยไม่ดูหนังสือเลยแล้วกัน”(หัวเราะ) เราก็แอบเดา…ปรากฏว่าตกใช่ไหม?

“(เธอย่นมุมปากลง) ไม่ตกค้า (ลากเสียงยาว)…แต่ยอมรับว่าเป็นคนที่เลขแย่มาก ปัจจุบันก็ยังแย่อยู่…ปรากฏว่าได้ 51% ไม่ตก…เอ๊ะ!! ทำไมหมอดูบอกว่าตก ตั้งแต่นั้นนะ ฉีกตำราไม่ดูหนังสือและไม่ดูหมออีกเลย ดิฉันเป็นคนที่ไม่ชอบวิชาไหนก็จะไม่ดูหนังสือเลย ปิดกำแพง ไม่ขวนขวายจะเรียนเลย แต่พอช่วงมศ.4-5 มาเรียนที่อัมพรไพศาล ต้องเรียนภาษาฝรั่งเศส โอย…ยากมาก เลยมีความคิดใหม่ OK เราเริ่มพร้อมกันแล้วกัน ปรากฏว่า…ปาเลฟรองเซ เก่งมากๆ(หัวเราะ) แป๊บเดียวก็จบ มศ.5 ออกมาด้วยคะแนน 54% หลังจากนั้นก็ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย จวนจะเอนทรานซ์แล้ว หนังสือไม่เคยอ่าน ไม่มีเรียนพิเศษ สมัยก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยยากมากไม่เหมือนสมัยนี้ ตอนไปดูผลสอบกับเพื่อนทั้งกลุ่ม 8 คน ที่สนามจุ๊บซึ่งเขาติดอยู่ที่เดียวในประเทศไทย เพื่อนที่ไปด้วยไม่มีใครติดเลย.. เราติดอยู่คนเดียว แต่เราดีใจไม่ได้…ต้องทำหน้านิ่งมาก อยากกรี๊ด แต่เพื่อนร้องไห้หมด เลยคิดว่า เอ..หรือครูเขาให้คะแนนผิด เพราะเราเรียนแย่สุด ในขณะที่เพื่อนคนอื่น แต่ละคนคะแนน 80++% ทั้งนั้นเลย ก็เลยไปดูทุกวัน (หัวเราะ) ว่าเขาลบชื่อเราไหม ไม่ลบค่ะ(ลากเสียงยาว) ก็เลยได้มาเป็นสาวเปรี้ยวของมหาวิทยาลัยเกษตร

“ตอนเรียนเกษตรก็มีวิชาธรณี อื้อหือ..ที่เกลียดมาก ยากจัง หินอะไรต้องบอกชื่อให้ได้ ตอนสอบอาจารย์ก็บอกว่าเอาหนังสือเข้าไปแต่ห้ามตอบเกิน 1 หน้า..ตายแล้วยังมาจำกัดเราอีก เครียดเข้าไปใหญ่ นันทวันตอบหินชั้นหมดเลย 20 ข้อ(หัวเราะ) ยังไงก็ต้องถูก 1 ข้อ ทุกครั้งที่สอบ ดิฉันจะไปบนเจ้าที่ตรงหน้าคณะ ขอให้อาจารย์ออกข้อสอบยากๆ เพราะอะไรรู้ไหม(หันมาถาม บก.) ยากสิดี คนอื่นเขาก็ทำไม่ได้ เพราะถ้าขอให้ขอสอบออกง่ายๆ เราก็ทำไม่ได้อยู่ดี เราจะได้ไม่ตกคนเดียว(หัวเราะ)
“อีกวิชาหนึ่งปฏิบัติการจุลชีววิทยา สอบ lab. บนโต๊ะก็มีฝาครอบ นักศึกษาต้องเวียนไปตามแต่ละโต๊ะแล้วตอบคำถามตามจุดที่อาจารย์เขาตั้งไว้ ถึงคราวที่ดิฉันไปอยู่ตรงโต๊ะทีมีฝาครอบ…เปิดออกมากรี๊ดสามบ้านแปดบ้าน เปิดขึ้นมา กบนอนตายแอ้งแม้ง เกิดมาไม่เคยเห็น แถมยังเหม็นฟอร์มาลีน กรี๊ดพลางร้องพลางวิ่งออกนอกห้องสอบ (เล่าพร้อมยกมือโบกสะบัดแสดงอาการกลัว)” ดิฉันอยู่อักษรศาสตร์แต่ต้องเรียนวิชาพวกนี้ ซึ่งไม่เคยเจอมาก่อนเลยค่ะ เพราะคณะนี้ชื่อวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ ไม่รู้มาอยู่รวมกันได้อย่างไร งงไหมคะ”

nantawan3

เห็นเธอเป็นสาวสังคมมีเพื่อนฝูงมากมาย เราจึงอยากรู้ว่า คำจัดความของ “เพื่อน” ในยุคนั้นกับยุค 3G ต่างกันไหม

“ต่างมากคะ สมัยนั้นเพื่อนก็คือเพื่อน คนที่เขาอยู่ในห้องเรียนเดียวกับเราเขาคือเพื่อน ฉะนั้นต้องรักกัน ไม่มีเดียดฉันท์ว่าใครเป็นอย่างไร แตกต่างจากสมัยนี้ทุกคนเลือกคบเพื่อนเพื่อจะนำบางสิ่งมาสู่ตนเอง เช่น เพื่อนรวยเพื่อนก็จะคอย Support ลองสังเกตดูนะคะ ซึ่งสมัยก่อนมันไม่ใช่แบบนี้ค่ะ เพื่อนคือคนที่อยู่ในวงจรในวัฏจักรชีวิตเรา ซึ่งบางคนที่บ้านเขาอาจมีธุรกิจของเขาใหญ่โต แต่ทุกคนก็ไม่เคยถามปูมหลังกันและกัน เพื่อนพี่คนหนึ่งเป็นทายาทโรงแรมดัง ที่บ้านเอารถให้เธอขับมาเรียน เธอขับมาถึงม.เกษตรฯ เอาไปแอบจอดนะคะ เพราะเพื่อนคนอื่นไม่มีรถ…สมัยนี้ทุกคนแข่งกันออกรถ กู้หนี้ยืมสิน ใช้บัตรเครดิต เพื่อให้ได้ยกระดับตัวเอง…คือเป็นอะไรที่มันเป็นมายา ไม่ใช่ Real ไม่ใช่ Fact ชีวิตคนถึงทุกข์ ภาพมายาเหล่านี้คนเขาสร้างขึ้นกันเอง มันเป็นค่านิยมที่เป็นวัตถุนิยมเกินไป กลายเป็นว่าเราไม่สามารถสัมผัสถึงนิยามแท้ๆ คำว่าเพื่อนเป็นอย่างไร

“โดยส่วนตัวดิฉันคิดเองว่าในชีวิตนี้เรามีเพื่อนได้ คนดีๆ มีอีกเยอะ แต่ในบางครั้งเรากลัว เราไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไร คนมีเงินเยอะก็กลัวก็คนที่เขาจะเข้ามาเขาคิดหวังอะไรกับเรา ไม่มีเงินไปคบหากับเขา ก็จะกลายเป็น เขาจะมาคิดว่าเราไปหวังอะไรกับเขารึเปล่า มันไม่เหมือนสมัยก่อนนะ ชีวิตเหมือนแม่น้ำลำคลอง มีปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลงให้เห็นนะคะ แต่สมัยนี้เหมือนสิ่งก่อสร้างที่เห็นแล้วสวยเลย สวยแบบไม่มีปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติ สวยเพราะสร้างขึ้นมา

“ที่เห็นดิฉันอยู่ในสังคมมาอย่างยาวนาน เพราะเองเป็นคนที่คบกับใครอย่างจริงใจและการวางตัวที่ดี เซเลบสมัยก่อน สร้างบารมีด้วยความนิสัยดี จะพยายามทำให้งานเขาสนุก อยู่กันตั้งแต่เริ่มงานจนจบงานเพื่อให้แขกที่มาร่วมงานสนุก แต่เซเลบสมัยใหม่ มีบางคนมาเพื่อเอาของชำร่วยแล้วกลับบ้าน หรือวันหนึ่งไป 3-4 งาน ไปเอาของชำร่วยที่เขาแจกแล้วกลับไป พอผู้จัดเขามีการแสดง มีงานจริงๆ ก็ไม่มีคนดูงานเขา ดิฉันจะบอกกับน้องๆ เซเลบที่สนิทเสมอว่า เราควรจะให้เกียรติกับเจ้าของงาน อยู่งานเขา ดูงานเขา ร่วมงานอย่างเต็มที่ เพราะเขาตั้งใจเชิญเรามา”

ได้ยินแบบนี้ เราแอบสงสัยว่า เธอยังคงวาดฝันให้สังคมกลับไปเป็นเหมือนเก่าใช่ไหมหนอ

“ได้แค่วาดฝันค่ะ อย่างใน Social Network จะมีคนมา like นั่นนี่ … ทีนี้เราต้องมาถามตัวเราเองว่า มีไหมคนที่เราไม่เคยเจอกัน จะมารักกันตั้งแต่วันแรกที่คุยโดยที่ไม่เคยเห็นหน้ากัน? ไม่มี(ลากเสียงยาว) ดิฉันมีความรู้สึกว่าคำพูดบางคน เหมือนร้านสะดวกซื้อ รับขนมจีบ ซาลาเปาไหมคะ? ทุกครั้งที่อ่านต้องมีสติค่ะ อย่าตกเป็นเหยื่อของพวกมิจฉาชีพ”

คงเพราะเธอเป็นคนพิถีพิถันในชีวิตแบบนี้กระมัง ถึงเลือกที่จะครองตัวเป็นโสด แม้จะเชื่อว่าสวยเก่งเปรี้ยวฉลาดครบรสอย่างเธอคนนี้ต้องมีคนรุมจีบเยอะแน่นอน

“คนจีบก็มีบ้าง ดิฉันเป็นคนค่อนข้างแก่นค่ะ โดยเฉพาะช่วงทำทัวร์เจอคนมากมาย หลายประเภท หลายรูปแบบ ต้องคิดหาคำพูดเอาตัวรอดอยู่ตลอด หัวไวมากเลยนะคะ ผู้ชายไม่กล้าค่ะ ผู้ชายชอบผู้หญิงที่อะไรๆ ก็ได้ค่ะ แต่ตัวตนของดิฉันชัดเจนเกินไป สาวมั่นค่ะ”

สมัยทำทัวร์ มาดามแหนได้พบปะผู้คนมากมาย ทำให้อ่านปุ๊บรู้ปั๊บใครเป็นแบบไหน

“รู้ แต่บางทีก็แกล้งโง่  และต้องนิ่ง เราให้ service ฉะนั้นแล้วสิทธิ์เท่ากับศูนย์ ต้องจำคำนี้ไว้ ไม่มีสิทธิ์จะเถียงอะไรกับเขา ไม่ต้องไปต่อล้อต่อเถียงเพราะมันไม่มีประโยชน์ เงียบไว้ดีกว่า เราเถียงไปก็มีแต่ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจกันมากขึ้น”

เป็นคนมองโลกในแง่ดี ดูเป็นคนมีความยืดหยุ่น

“ยืดหยุ่นมาก เป็นคนที่สถานภาพมีสองอัน เราอยู่จุดยืนในฐานะผู้บริโภค เราเอาเงินไปให้เขาจะไม่ยอมเด็ดขาดเลยที่จะมาเอาเปรียบเรา แต้ถ้าเราเป็นผู้ให้บริการ ไม่ว่าเราจะถูกหรือผิดยังไง เขาจะว่าเรายังไงหรือเขาจะให้เราผิด เราก็ยอมผิด

“เวลามีเรื่องไม่สบายใจหรือหงุดหงิดอะไรแค่ไหนดิฉันก็จะวางไว้ตรงนั้น เดินออกจากตรงนั้น ไม่หยิบมา จะหยิบมาทำไมให้เราทุกข์ เพราะอะไร? บางครั้งคนที่เขาทำให้เราทุกข์เขานอนหลับสบายแล้ว ทำไมเราต้องมานอนไม่หลับ ปวดหัวทุกข์ใจทำไม จริงไหม? ใครทำอะไร ดิฉันจะเฉย และคิดเสมอว่าบางทีเขาอาจไม่อยากคบเราก็ได้ เราก็ไม่ต้องไปยุ่งกับเขาสบายใจ คนเราอย่าคิดเข้าข้างตัวเอง มันจะเป็นทุกข์ค่ะ”

“เวลามีปัญหา เราต้องมองจริงๆให้ลึกเลยนะคะว่า ต้นเหตุจริงๆเป็นเพราะเราหรือเขา แต่ถ้าคนกำลังแรงแสดงว่าอารมณ์เขากำลังพุ่งพล่าน เราเองต้องเป็นผู้คุมสติ ต่อล้อต่อเถียงกันก็มีแต่จะโกรธกันไปเปล่าๆ เขาเองไม่มีสติแต่เราต้องมีสติ ถ้าเขามีสติคงไม่มาต่อล้อต่อเถียงกัน อย่าต่อล้อต่อเถียงมันไม่มีใครผิดใครถูก เพราะว่าถ้าเราไปว่าเขา เขาก็จะเอาคำพูดของเรามาว่าเราว่าเป็นต้นเหตุทำให้เขาโกรธ โดยที่เขาเองก็ไม่ได้คิดว่าเขามาให้ต้องโกรธกันตั้งแต่ตอนแรก บางคนจะสรุปความผิดที่ต้นเหตุ และปลายเหตุ ถ้าเขาทำไม่ดี เราว่าเขาไป ก็ต้องทะเลาะกัน เพราะเราคือปลายเหตุ เพราะฉะนั้นดิฉันบอกใครก็ตามว่า ต้องดูต้นเหตุ อย่าสรุปที่ปลายเหตุ”

วิธีรับมือพวกขี้แพ้ชวนตี ชอบสาดโคลนให้คนอื่นเสียหาย

“สำหรับดิฉันแล้วใครจะว่าอะไรไม่เคยเดือดร้อน อยากรู้อะไรมาถามได้เลย ดิฉันตอบได้เพราะเรื่องของเรา คนที่เขาพูดคือไม่รู้จริงหรอก ดิฉันเป็นคนชนคนอยู่แล้ว ไม่สนใจเลยนะใครจะสาดอะไร เพราะทุกวันนี้สังคมมันกว้างมาก มันไม่มีที่มาที่ไป เซเลบผุดขึ้นมาเยอะแยะ บางคนเกิดขึ้นมาอยู่ได้นานไหม บางคนต้องไปหาสิ่งของ เสื้อผ้า ซื้อกระเป๋าปลอมมาถือ ดิฉันจะบอกเลยนะว่าไม่ต้องเลยค่ะ มีอย่างไรใช้อย่างนั้น ไม่ต้องไปเลียนแบบใคร ไม่ต้องไปใช้ของเลียนแบบ ชอบอะไรก็ใช้อย่างนั้น…เป็นตัวของตัวเอง สวยใครสวยมัน ไม่ต้องไปถือของเลียนแบบ อายเขาอีก (ยกมือขึ้นโบกพร้อมหลับตา) เป็นตัวของเราเองดีที่สุดค่ะ จะดูน่ารักแล้วจะอยู่ได้นาน  (หัวเราะ)”

ทุกวันนี้มาดามแหนมีความสุขในแบบฉบับของเธอเอง เธอบอกว่าเธอทำงานก็มีความสุข เพื่อนดีก็มีความสุข นอกเหนือจากเวลาทำงานก็จะหาเวลาท่องเที่ยวเพื่อเป็นการพักผ่อนเติมความสุขให้กับตนเอง ซึ่งทำให้ชีวิตเธอมีสีสันอยู่เสมอ นอกจากนี้แล้วเธอบอกว่าสไตล์การแต่งตัวของเธอก็ต้องดูมีรสนิยมด้วย ไม่ใช่ว่าแต่งจนเหมือน  display ตามห้างสรรพสินค้าเยอะไปหมด จบการสนทนาด้วยแสงเพชรดีดเข้าตาและเธอกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานโดยไม่ลืมบอกว่า “ขอบคุณนะคะ”


Text: Kittisak Kandisakunanont
Photo: HI-CLASS STUDIO Tel. 089-1132305

Related contents:

You may also like...