เหตุผลหลักที่ทำให้การศึกษาไทยดิ่งลงเหว

242696_165792150151731_135150889882524_439516_3990569_o

“ความด้อยคุณภาพของผู้สอน” หรือจะพูดแบบสามัญว่าครูหรือผู้สอนที่ชอบเรียกตัวเองด้วยความภาคภูมิใจเหลือเกินว่า “อาจารย์” นั้น มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่สอนไม่เอาไหน ต่อให้หลักสูตรหรือแผนการเรียนการสอนดีเลิศประเสริฐศรีอย่างไร หากผู้สอนไม่มีคุณภาพก็ย่อมจะเป็นแรงเสริมช่วยผลักให้คุณภาพการศึกษาดิ่งสู่เหวแห่งความพินาศทางการศึกษาดังที่ปรากฏ

“จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่าผู้สอนหรือผู้ที่ขนานนามตนเองว่า “อาจารย์” ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการพัฒนาเกี่ยวกับเทคนิคการสอน อีกทั้งอาจารย์เหล่านี้ไม่ยอมพัฒนาปรับปรุงวิธีการสอนคือข้าสอนของข้าแบบเดิมๆใครจะทำอะไร แม้แต่ผู้บริหารผู้ยิ่งใหญ่ หรือที่เรียกตนเองว่าอธิการบดีก็ไม่กล้าแตะต้อง ไม่กล้ามาประเมินอาจารย์และพัฒนาให้ปัญญาชนสายพันธุ์นี้เป็นครูที่พึงประสงค์ของการศึกษาไทย เพราะหากขืนมายุ่งกับผู้สอนมากเกิน คราวต่อไปหรือสมัยหน้าในการเลือกตั้งอธิการบดีก็จะทำให้ผู้ที่แส่หาเรื่องในการกวดขันอาจารย์ให้เป็นครูจะไม่ได้รับคะแนนนิยมให้เป็นอธิการบดีหรือแม้แต่คณบดีหรือหัวหน้าภาควิชา พฤติกรรมเช่นนี้พบได้เสมอในมหาวิทยาลัยที่นำเอาระบบการเมืองมาใช้ในเลือกตั้งผู้บริหาร”

ในประเด็นนี้จึงสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า “ผู้สอนหรืออาจารย์” มีพฤติกรรมการสอนที่ขัดกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 คือ “ไม่สอนให้นักศึกษาคิดเป็น ไม่สอนให้ทำเป็น ไม่สอนให้วิเคราะห์เป็น” โดยส่วนใหญ่อาจารย์สอนให้นักศึกษาเพียงให้รู้ ให้ท่องจำ แต่คิดและทำไม่เป็นจนทำให้บรรดาบัณฑิตมีลักษณะหัวลีบและพิกลพิการในที่สุด นี้คือผลพวงของคุณภาพการสอนที่ไม่เอาไหนย่อมนำไปสู่ภาวะดิ่งเหวของการศึกษาไทย

“กระบวนการน้ำเน่าในการเลือกตั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัย” มหาวิทยาลัยของรัฐส่วนใหญ่มักจะตะแบงว่าผู้บริหารทุกระดับจนถึงอธิการบดีนั้นได้มาโดยการสรรหา(Search)แต่เมื่อพิเคราะห์ให้ถ่องแท้แล้ว ต้องยอมรับว่าใม่ใช่สรรหาเป็นเพียงการเลือกตั้ง (Election)เหมือนกับเลือกนายก อบต. นายกเทศมนตรี หรือเช่นเดียวกับการเลือก ส.ส.หรือ ส.ว.

กระบวนการแบบนี้ทำให้อาจารย์ผู้อาวุโสจากหลายสถาบันถึงกับคิดออกมาดังๆว่าน่าจะให้กรรมการการเลือกตั้งจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการเลือกอธิการบดีเสียเอง ครูหรือปรมาจารย์บางคนถึงกับแสดงความคิดเห็นออกมาว่า หากยังเป็นระบบน้ำเน่าแบบนี้โอกาสต่อไปก็สามารถจะส่งเสาไฟฟ้ามาลงเลือกตั้งเป็นผู้บริหารได้เช่นกัน

เมื่อนำกระบวนการน้ำเน่ามาใช้ในการเลือกตั้งผู้บริหาร สิ่งที่เกิดขึ้นคือการหาเสียง การสาดโคลน การนำเสนอโดยการโกหกอย่างเป็นทางการ(วิสัยทัศน์) การให้สัญญาแบบประชานิยม การล็อบบี้กรรมการสภามหาวิทยาลัย ฯลฯ ล้วนแต่ทำให้ว้าวุ่น โกลาหล อลเวง ผลที่ตามมาคือความแตกแยกระหว่างผู้สนับสนุนทั้ง 2 ฝ่าย คือฝ่ายที่ได้เป็นกับฝ่ายที่ไม่ได้รับเลือกจนทำงานร่วมกันไม่ได้ต่างคนต่างอยู่ทำให้คุณภาพการศึกษาตกต่ำโดยปราศจากข้อสงสัย

ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะสภามหาวิทยาลัยน่าจะหันไปดูมหาวิทยาลัยชั้นนำ(World Class Universities)ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย รวมทั้ง ออสเตรเลีย ว่ามหาวิทยาลัยดีเยี่ยมเหล่านั้นเขาได้อธิการบดีมาโดยวิธีการใด ที่จะไม่ทำลายภาวะผู้นำทางวิชาการของมหาวิทยาลัย

“เมื่อภาวะผู้นำทางวิชาการ (Academic Leadership) ถูกทำลายโดยกระบวนการน้ำเน่า และน้ำเสีย ด้วยวิธีการเมืองแบบไทยๆ ก็ย่อมจะเป็นตัวกระตุ้นอัตราเร่งของการดิ่งสู่ห้วงเหวแห่งความหายนะของคุณภาพการศึกษาไทย”

เวคิน นพนิตย์
กรรมการสภามหาวิทยาลัย

Thanks to image from
http://myschoolproject.files.wordpress.com/2011/12/242696_165792150151731_135150889882524_439516_3990569_o.jpg
http://www.libraryhub.in.th/wp-content/uploads/2009/09/ubon-school-library12.jpg

Related contents:

You may also like...