“โครงการเขื่อนแม่วงก์” เป็นไปตามผลจากการศึกษาของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

43980

ความจริงในรอบ 20 ปีมานี้ โครงการเขื่อนเพื่อชลประทานและบรรเทาอุทกภัยขนาดใหญ่ในภาคกลางเหล่านี้สร้างมาแล้วหลายแห่งโดยเฉพาะ “โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ลพบุรี” (เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) และ “โครงการเขื่อนคลองท่าด่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครนายก” (เขื่อนท่าด่าน) ส่วนเขื่อนแม่วงก์เป็นไปตาม “ข้อเสนอแนะ” จากผลจากการศึกษาของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ตาม “โครงการจัดทำกรอบและประสานการบริหารจัดการและทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา” (“โครงการ ธ ประสงค์ใด”) ตั้งแต่หลายปีก่อน

ฉะนั้นแล้วตั้งแต่ประเด็นที่ต้องการเสนอ คือ ในเมืองไทยถ้าคุณอยากสร้างเขื่อนไม่ให้คนค้านเยอะๆต้องเป็น “เขื่อนหลวง” ต้องเป็นโครงการที่ลงท้ายด้วย “อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ส่วนโครงการเขื่อนใหญ่อย่างอื่นโดนต่อต้านหนักโดยเฉพาะเขื่อนแม่วงก์ ซึ่งไม่มีวลีนี้ต่อสร้อย นั่นคือ “โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์” ไม่มี “อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ส่วนเรื่องพระราชดำรัสมันเกี่ยวแน่แต่ไม่เกี่ยวอย่างเป็นทางการ

e0b894e0b989e0b8b2e0b899e0b981e0b8abe0b8a5e0b988e0b887e0b899e0b989e0b8b3

สรุปการน้อมนำกระแสพระราชดำรัสมานั้นเป็นการทำไม่ถูกคนถึงได้ค้านหรือว่าอย่างไร หรือมันขึ้นอยู่กับว่าคนพูดพูดไม่คิดทั้งๆที่คนพูดก็เป็นมนุษย์สองขาเหมือนกับเราๆท่านๆแต่บังเอิญว่าถูกยกให้สูงสุดสอยแค่นั้นเอง งานศึกษาของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 30 ตุลาคม 2544 เรื่อง “อนุมัติในหลักการโครงการจัดทำกรอบและประสานการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา” สมัยที่ พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปีแรกนั่น เป็นที่มาของชุดเขื่อนจำนวนมาก รวมทั้งเขื่อนแก่งเสื้อเต้นด้วยและสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ไม่ได้สร้างเขื่อนเฉพาะเมืองไทยแต่เคยมีหุ้นถึง 10% อยู่ในบริษัท MDX (สุบิน ปิ่นขยัน เป็นประธานกรรมการและผู้ก่อตั้ง)ซึ่งสร้างเขื่อนในอินโดจีนและพม่า

ครั้งหนึ่งเมื่อปี 1995 มีข่าวว่า MDX ที่สำนักงานทรัพย์สินฯถือหุ้นจะจ้างทหารเขมรแดงเข้าไปสร้างเขื่อนที่เกาะกงด้วย อันนี้ยังไม่นับกรณีที่ธนาคารไทยอย่างธนาคารไทยพาณิชย์เป็นผู้ให้กู้รายใหญ่กับโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ในลาวอย่างเขื่อนไซยะบุรีอีก แล้วใครถือหุ้นใหญ่ใน SCB?

ด้าน ดร.สมิต ธรรมสโรช ชี้ด้วยว่า EHIA เป็นกุญแจดอกสำคัญในการสร้างเขื่อนและก่อนที่จะสร้างได้นั้นต้องผ่านกระบวนการศึกษาผลกระทบ ซึ่งบริษัทที่รับทำจะศึกษาผลกระทบและทำรายงาน แค่ทำตามเวลาที่ถูกกำหนดและตัวรายงานฉบับนี้ต้องส่งให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการ ซึ่งในขั้นตอนของการทำรายงานจะมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไปด้วยแต่รายงานฉบับนี้ก็เป็นการจัดทำแบบชนิดรวบรัดเพื่อที่จะนำมาเขียนรายงานที่นำไปสู่การก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์

“เราไม่ได้เป็นพวกต่อต้านความเจริญ แต่เราคัดค้าน EHIA นี้ ที่นำเสนอไม่ครบถ้วนทุกประเด็น ในแง่ของกระบวนการจัดทำและขั้นตอนการพิจารณา การไม่เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้สาธารณชนได้รับทราบ และเงื่อนงำในการเปลี่ยนตัวคณะกรรมการพิจารณาตั้งแต่ต้นปี และหากมองรายงานฉบับนี้ ในมุมมองที่ผมเป็นนักวิชาการ รายงานฉบับนี้ยังเป็นรายงานที่ต้องได้รับการแก้ไขอีกมาก”

นาย เพชร มโนปวิตร ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล(WWF)ประเทศไทย กล่าว “ที่ชี้ว่า EHIA ฉบับนี้ศึกษาผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างฉาบฉวยและฉ้อฉล เช่น การศึกษาและสำรวจเรื่องเสือโคร่งทำเพียง 2 วัน และทำด้วยการสอบถามจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ในขณะที่กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล(WWF)ประเทศไทย ร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ทำการสำรวจเป็นปีๆพบว่าป่าแม่วงก์เป็นพื้นที่หากินและแพร่ขยายพันธุ์ของเสือโคร่งซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ของโลก

เสือโคร่งมันอาจจะไม่สำคัญอะไรหรอกสำหรับบางคน แต่ในมุมของนักอนุรักษ์ เสือโคร่งเป็นดัชนีที่บอกให้เรารู้ว่าป่าผืนนี้ ระบบนิเวศนของมันสมบูรณ์มากๆ หาได้ไม่ง่ายในโลกใบนี้แล้ว เพราะป่าใดก็ตามที่พบเสือโคร่งอาศัยอยู่ตามธรรมชาติได้ แปลว่าป่ามันสมบูรณ์ มีพืชที่เป็นอาหาร มีน้ำจนมีบรรดาสัตว์กีบ เช่น หมูป่า เก้ง กวาง ซึ่งเป็นอาหารของเสืออาศัยอยู่มากพอที่เสือจะดำรงชีวิต ซึ่งเราศึกษากันเป็นปีๆ มีภาพถ่าย มีรายงานที่สมบูรณ์มาก แต่ใน EHIA ฉบับนี้ ไม่ใส่ใจ ไม่ให้น้ำหนักในเรื่องนี้เลย”

ระหว่าง “ปากท้อง” กับ “ป่า” จะเลือกอะไร คำพูดช็อตสำคัญขอฝ่ายต้องการเขื่อนแม่วงก์

น่าสนใจกับข้อมูของ “บุญชู พรหมารักษ์” หรือที่รู้จัก “กำนันโต” ของชาวบ้าน ต.แม่วงก์ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ เป็นคนสำคัญที่ผลักดันโครงการนี้ตั้งแต่เริ่มต้น สมัยเป็นผู้ใหญ่บ้านเมื่อปี 2511 ปัจจุบันผ่านมากว่า 40 ปี ก็ยังคงรออย่างมีความหวัง

“ผืนป่าแม่วงก์ จุดก่อสร้างเขื่อนเคยถูกบุกรุกมาแล้ว ไม่ใช่ป่าอนุรักษ์อย่างที่นักอนุรักษ์ออกมาคัดค้าน พูดง่ายๆเคยเสื่อมโทรมแต่ก็ขับไล่ตั้งแต่ปีพ.ศ.2530 ปล่อยไว้นานป่าก็สูงตามเวลา แต่เมื่อตั้งโจทย์ว่าเขื่อนนี้จะสามารถช่วยชาวไร่ ชาวนา ส่วนใหญ่ยากจนให้มีน้ำทำนาได้ ไม่ต้องลุ้นฝนเหมือนที่ผ่านมา แบบว่าปีไหนฝนมาก็รอดไป แต่ปีไหนฝนขาดเท่ากับเงินลงทุนเป็นศูนย์ ผมมองว่าคุ้มค่ามากกว่าผืนป่าเพียง 2.21% เมื่อเทียบพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์”

เสียงตรงจากชาวบ้านในพื้นที่ จ.นครสวรรค์…ต้องการหรือไม่ต้องการเขื่อนแม่วงก์

“ชาวนาในพื้นที่ ต.วังซ่าน และอีกหลายตำบลของ อ.แม่วงก์ รวมถึงพื้นที่การเกษตรขนาดใหญ่อย่าง อ.ลาดยาว ที่ต้องเผชิญกับภัยแล้งซ้ำซากทุกปี บอกว่าอยากได้เขื่อนแม่วงก์ รอกันมานานแล้ว ตอนนี้ผมทำนารอบ 2 ต้องรอลุ้นน้ำฝนจะมาตอนไหน ส่วนจะหันไปเจาะน้ำบาดาล พื้นที่แถวนี้ก็ไม่สามารถทำได้ ขอให้เขื่อนเกิดขึ้นจริงๆเถอะครับ พวกเราลำบากกันมานานมากแล้ว”

“ป้า บังเอิญ อาจหาญ ชาวนา ต.ลาดยาว อ.ลาดยาว จ.นครสรรค์ ยอมรับว่าแต่ละปีของการทำนา ต้องคอยลุ้นกับปริมาณน้ำฝน หากปีไหนฝนขาดช่วง นั่นเท่ากับเงินลงทุนอาจเป็นศูนย์ ซึ่งแม้หลายคนจะหันมาเจาะน้ำบาดาลมาใช้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ จึงหวังว่าหากมีเขื่อนแม่วงก์ จะทำให้ชาวนามีน้ำไว้ใช้อย่างเพียงพอ ฟังดูเรื่องปากท้องของชาวนา เราก็คงต้องเปิดใจรับฟังเช่นกันนะครับ เพราะนั่นเป็นความอยู่รอดของครอบครัวพวกเค้า ถ้าต้องเสี่ยงแบบนี้ทุกปีก็คงไม่ใช่ ทุกคนต้องกินต้องใช้ เราต้องเข้าใจความลำบาก น้ำไม่มีจะกิน ไม่มีจะอาบ ไม่มีทำนา (ทุกอย่างเป็นเสียงความเดือดร้อน)”

ไม่ว่าสุดท้ายโครงการเขื่อนแม่วงก์จะเกิดขึ้นหรือไม่ คงเป็นโจทย์ของรัฐบาลต้องตัดสินใจถึงความคุ้มค่า ที่สำคัญประโยชน์ต้องตกอยู่กับประชาชนอย่างแท้จริงทั้งหมดอยากชี้ให้เห็นคร่าวๆ ซึ่งคงอธิบายไม่ได้มากไปกว่านี้ว่าสถาบันเบื้องบนมีความกระตือรือร้นสนใจในการพัฒนาโครงการด้านน้ำขนาดใหญ่มากน้อยเพียงไร การเข้ามาเกี่ยวข้องของสถาบันเบื้องบนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของฝ่ายบริหารว่าจะเอาหรือไม่เอาโครงการเหล่านี้มากน้อยเพียงใด ซึ่งแน่นอนว่ามีอิทธิพลทำให้การดำเนินงานผ่านฉลุยและมีการตรวจสอบน้อยว่าปรกติทั้งในแง่ผลกระทบด้านต่างๆและคอร์รัปชันการจ่ายค่าชดเชยที่ดิน

1238374_10151884886311649_2138669828_n

อ้างอิง

สรุปพระราชดำริ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายธีระ วงสมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และข้าราชการกรมชลประทานเข้าเฝ้าฯ 19 กันยายน พ.ศ.2554


2 mae wong เขื่อนแม่วงก์

มติครม. 30 ตุลาคม 2544
http://www.eppo.go.th/admin/cab/cab-2544-10-30.html#9

http://www.cabinet.thaigov.go.th/pol44_1030.htm

โครงการเขื่อนแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์
http://kromchol.rid.go.th/lproject/2010/index.php/2011-05-02-14-11-54/59-2011-05-08-14-36-21/159-2011-05-17-06-29-39

โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ลพบุรี
http://kromchol.rid.go.th/lproject/2010/index.php/2011-05-02-14-11-54/60-2011-05-08-14-36-40/260-2011-10-29-07-54-16

โครงการเขื่อนคลองท่าด่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครนายก
http://kromchol.rid.go.th/lproject/2010/index.php/2011-05-02-14-11-54/60-2011-05-08-14-36-40/483-2013-07-09-09-00-23

โครงการห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดปราจีนบุรี
http://kromchol.rid.go.th/lproject/2010/index.php/2011-05-02-14-11-54/58-2011-05-08-14-35-37/150-2011-05-17-06-17-24

เปิดเอกสารสำนักงานทรัพย์สินฯ วางแผน3ระยะ สั้น-กลาง-ยาว แก้ปัญหาน้ำ
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1321065977&grpid=01&catid=01

กรณีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือหุ้นใน MDX สร้างเขื่อนเทินหุนบุนในลาว
http://www.adbi.org/working-paper/2010/09/02/4056.national.regional.investors.financing.infrastructure.asia/crossborder.investment.projects.in.asia.review.of.selected.case.studies/

อนึ่งนักวิจัยต่างประเทศได้ติดตามผล “เขื่อนเรัชชะประภานหลังผ่านไป 25 ปี” พบว่าระบบนิเวศย่อยยับสนิท ถึงขนาดว่ามีศัพท์เรียกว่า “Ecological Armageddon” เกิดขึ้นมาด้วย

Ecological Armageddon คือชื่อที่นักวิชาการพูดถึง ความล่มสลายเชิงระบบนิเวศ ที่น่ากลัวคือกระบวนการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่างๆเกิดขึ้นเร็วมากอย่างไม่น่าเชื่อซึ่งผลจาการสำรวจระบบนิเวศของเขื่อนรัชชประภา(เขื่อนเชี่ยวหลาน) ในประเทศไทย ซึ่งบทความนสี้ได้ถูกพิมพ์ลงเอกสารทางวิทยาศาสตร์ของ Science J. ซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ความตอนหนึ่งว่า “…We surveyed small mammals on forest islands in Chiew Larn Reservoir in Thailand 5 to 7 and 25 to 26 years after isolation and observed the near-total loss of native small mammals within 5 years …

… Based on our results, we developed an island biogeographic model and estimated mean extinction half-life (50% of resident species disappearing) to be 13.9 years. These catastrophic extinctions were probably partly driven by an invasive rat species; such biotic invasions are becoming increasingly common in human-modified landscapes. Our results are thus particularly relevant to other fragmented forest landscapes and suggest that small fragments are potentially even more vulnerable to biodiversity loss than previously thought. ”

(‘Ecological Armageddon’: mammals vanish entirely from forest fragments after 25 years,Jeremy Hance)

Unseen in Thailand จริง

*************************************************************************************************
ขอขอบคุณข้อมูล, ภาพประกอบ จาก


โครงการพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ

กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

หน้าที่ 4 ข้อ 3.3 http://kromchol.rid.go.th/lproject/2010/images/stories/_data/download/content/kingspeech54sep19.pdf

 โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำของอ่างเก็บน้ำยางชุม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

รวมข่าวเขื่อนแม่วงก์

Near-Complete Extinction of Native Small Mammal Fauna 25 Years After Forest Fragmentation

Related contents:

You may also like...