นครโสเภณี

kalakam01

ถึงแม้เงาสะท้อนจากกระจกจะบอกชัดว่าสีสันบนใบหน้าที่บรรจงเคลือบไว้นี้ ได้ที่แล้ว แต่ดิฉันก็ยังพยายามเติมให้เข้มขึ้นอีกนิด ก็แหม…คนทำงานแบบดิฉันนี่ เรื่องความสวยงามต้องมาเป็นอันดับแรกค่ะ กว่าจะเดินทาง กว่าจะ ‘เข้ากะ’ กว่าจะเสร็จงาน ถ้าไม่รู้จักเตรียมพร้อม คงตกงานได้ง่ายๆ

ดิฉันเริ่มรู้ตัวว่า ‘พิเศษ’กว่าใครๆ ตั้งแต่เด็กๆ สมัยอยู่บ้านนอก พวกผู้ใหญ่เขาว่าดิฉันหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนแม่ แต่ที่ดิฉันพอใจมากกว่า ก็ท่าทีของพวกผู้ชายทั้งแก่ทั้งหนุ่มนั่นต่างหาก เวลานั้นมันก็แค่สุขใจที่มีคนสนใจ แต่ใครจะรู้ว่าเวลานี้ความพิเศษนั่น ทำให้ดิฉันมีงานทำ มีรายได้มากโขจนคนอื่นอิจฉา

‘งาน’ ง่ายๆ ไม่ต้องเหนื่อยยาก ไม่ต้องสอบ ไม่ต้องเรียนให้ปวดหัว ถึงแม้มันจะเป็นงานชนิดที่พวก ‘คนดี’ ทั้งหลายเขาตราหน้าว่าต่ำช้าและสกปรก ดิฉันก็ไม่หวั่นค่ะ สำหรับดิฉันมันก็คืองานสุจริตชนิดหนึ่ง ขอให้รู้ไว้เถอะว่า ลูกค้าส่วนหนึ่งของดิฉัน ก็ไอ้พวก ‘คนดี’ ที่ด่าดิฉันปาวๆเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่นนั่นล่ะค่ะ  พวกนั้นมักจะเรียกดิฉันและเพื่อนๆที่ทำอาชีพนี้ทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผยว่า ‘โสเภณี’ อันที่จริงดิฉันไม่ชอบคำนี้หรอกค่ะ ถึงแม้มันจะฟังดูไพเราะกว่าคำที่ชาวบ้านร้านตลาดเรียกพวกเราก็ตาม แต่แหม…คุณขา เวลามันมีคำว่า “โส” มาประกอบเนี่ย ทำให้นึกถึงแต่คำความหมายแย่ๆ เช่น โสมม, โสโครก ไปเสียได้ แต่ถึงจะสกปรกอย่างไร พอลับหลังคนเข้าหน่อย คนที่รังเกียจก็วดกินด้วยความกระหายทั้งนั้น

ใครไม่รู้เคยบอกว่า ‘โสเภณี’ มาจากคำเต็มว่า ‘นครโสเภณี’ ที่แปลเป็นไทยได้ว่า ‘สตรีผู้ยังพระนครให้งาม’                  ที่อินเดีย ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น อาชีพนี้ถือได้ว่าเป็นอาชีพพิเศษ มีเกียรติมาก เพราะเขาต้องเฟ้นหาสตรีที่มีความงามเป็นเลิศ มีความรู้ความสามารถเข้าขั้น ทั้งในเรื่องการเจรจาพาที การดนตรีฟ้อนรำ ไปจนถึงความถนัดทางวิชาชีพ เป็นตำแหน่งที่กษัตริย์ทรงประกาศแต่งตั้ง  เป็นศรีสง่าแห่งพระนครสร้างทั้งชื่อเสียงและนำเงินตราจำนวนมหาศาลเข้ามาสู่บ้านเมือง จน Karl Adolph Gjellerup นักประพันธ์ชาวเดนมาร์ก ยังกล่าวถึงหญิงเหล่านี้ไว้ในบทประพันธ์ชื่อ Der Pilger Kamanit หรือ กามนิต ยกย่องให้เป็น “มงกุฎดอกไม้หลากสีของกรุงอุชเชนี”  เลยทีเดียว

ดิฉันก็มาถูกทาง…ใครอย่าหาว่าดิฉันไร้การศึกษา เพราะปริญญาจากมหาวิทยาลัยดังก็มีแปะไว้ให้พ่อแม่ชื่นใจบนข้างฝาบ้าน ส่วนความสามารถในการร้องเต้น เจรจาพาที หรือแม้แต่ความสามารถเกี่ยวกับวิชาชีพนั้น ดิฉันไม่เคยพร่อง ถ้าจะนับตำแหน่งนางงามบ้านนอกสองสามเวทีที่เคยครองมาด้วยแล้ว ก็ถือว่าคุณสมบัติครบถ้วนเหมาะสมกับตำแหน่งนครโสเภณี ไม่น้อยหน้าใคร

เขายังเล่าต่ออีกว่า ในอินเดียนั้น นครไพศาลี เมืองหลวงของแคว้นวัชชี คือที่แรกที่เกิดมีนางนครโสเภณีขึ้น โดยมีนางอัมพปาลี เป็นปฐมนครโสเภณี มีชื่อเสียงโด่งดังขจรไปในทั่วทิศ บุรุษน้อยใหญ่ต่างขนเอาทรัพย์สมบัติมากองไว้ที่นครไพศาลีเพียงเพื่อจะมีโอกาสได้อยู่ร่วมกับนางเพียงแค่คืนเดียว นางคงมีโฉมสะคราญตามากจนถึงกับมีตำนานว่า นางเป็นพวก โอปปาติกะ คือ เกิดแล้วเติบโตเลย โดยกำเนิด ณ โคนต้นมะม่วง และความงามทำให้พระราชกุมารแห่งนครไพศาลีซึ่งเสด็จมาพบเข้าเกิดวิวาทแย่งชิงกัน จนเรื่องลุกลามเข้าสู่ศาล ซึ่งมีคำตัดสินว่า ‘ให้นางเป็นของกลางของทุกคน’

เจ้าชายแห่งนครนี้ มีหัวคิดก้าวไกล พากันแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุนด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ ‘เงินถึง’ มาร่วมอภิรมย์กับนาง สร้างรายได้มหาศาลแก่นครแห่งนี้

‘แขกประจำ’ ของนางอัมพปาลีนี้มิใช่ใคร ก็พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์ผู้มั่งคั่งแห่งแคว้นมคธนั่นแหละ ในที่สุดนางอัมพปาลีก็มีโอรสกับพระเจ้าพิมพิสารเสียด้วย ชื่อว่า ‘วิมล’ ต่อมาวิมลได้ฟังพระธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วเลื่อมในออกบวช นางอัมพปาลีเองก้เลื่อมใสในพระธรรมนั้นจึงถวายสวนมะม่วงที่นางเกิดไว้ในพระพุทธศาสนาและในบั้นปลายชีวิตได้ฟังธรรมจากพระลูกชายซาบซึ้งถึงขอบวชเป็นภิกษุณี และบรรลุอรหันตผลในที่สุด

ส่วนพระเจ้าพิมพิสารเอง คงจะทรงประทับพระราชหฤทัยในนางนครโสเภณีแห่งนครไพศาลีมาก จึงได้ทรงเลือกเฟ้นหญิงงามแล้วตั้งเป็นนางนครโสเภณีแห่งกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงแห่งแคว้นมคธของพระองค์ นางชื่อ ‘สาลวดี’ มีค่าตัวถึงคืนละ ๑๐๐ กหาปนะ

แต่ด้วยความเผลอเรอ นางสาลวดีเกิดตั้งครรภ์ขึ้น นางปิดเรื่องนี้ไว้เงียบเชียบ รอจนคลอดลูกออกมาเป็นชาย แต่ด้วยสำนึกรักในหน้าที่ เมื่อคลอดเสร็จเรียบร้อย นางเอาลูกชายคนแรกห่อผ้าแล้วใส่ถาด สั่งนางสาวใช้ให้เอาไปทิ้งที่หน้าประตูเมือง เคราะห์ดีของเด็กที่เจ้าชายอภัย พระราชโอรสพระเจ้าพิมพิสารเสด็จไปพบเข้าแล้วทรงนำมาเลี้ยงไว้ พระราชทานนามว่า ชีวก ซึ่งต่อมากลายเป็นแพทย์ประจำพระองค์พระพุทธเจ้า

ต่อมาไม่นาน นางสาลวดีเกิดพลาดท่าซ้ำสอง แต่คราวนี้โชคช่วยที่นางให้กำเนิดบุตรสาว จึงเลี้ยงไว้เพื่อให้สืบทอดตำแหน่ง ตั้งชื่อลูกสาวคนนี้ว่า ‘สิริมา’ แล้วให้ร่ำเรียนวิชาที่จำเป็นแก่ตำแหน่งนครโสเภณี จนเมื่ออายุได้ ๑๐ ขวบก็ทำงานแทนแม่ได้ มีค่าตัวถึง ๑,๐๐๐ กหาปนะ แพงกว่าแม่เสียอีก

นางสิริมานี้ ต่อมาได้ฟังพระธรรมเทศนาและใคร่ครวญจนบรรลุโสดาบัน ถวายทานอันประณีตจำนวนมากทุกวัน จนวันหนึ่งพระภิกษุผู้ยังอ่อนต่อธรรมไปรับบิณฑบาต เกิดติดใจในความงามของนาง ไม่ยอมฉันภัตตาหาร เป็นไข้ใจนอนซม ขณะนั้นเอง นางสิริมาได้ป่วยและสิ้นใจลง พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องแล้ว มีพระราชดำรัสขอให้อย่าเพิ่งทำการศพนางสิริมาแต่ให้เก็บไว้ ล่วงเวลาผ่านไป ๕ วันแล้ว ศพของนางขึ้นอืดน่าอุจาด  พระพุทธองค์โปรดให้ทางการประกาศหาคนที่มีทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปนะ แลกกับการได้ครอบครองร่างนางสิริมา แต่ก็หามีใครยอมไม่ แม้ลดราคามาจนให้เปล่าก็ไม่มีใครรับ ทรงแสดงธรรมว่า เมื่อมีชีวิตอยู่ ทุกคนยอมทุ่มเงินมากมายเพื่อได้ครอบครองตัวนาง เมื่อตายแล้วเพียง ๕ วัน ถึงให้เปล่าก็ไม่มีคนปรารถนา เพราะเรายึดติดในรูปกาย ซึ่งไม่มีแก่นสาร พระภิกษุรูปนั้นคิดได้ ใคร่ครวญในธรรม กลับมาบำเพ็ญศีลต่อไป

…แต่ยังหรอกค่ะ ดิฉันยังไม่หวังนิพพาน อรหันต์ โสดาบันอะไรๆในชาตินี้ หรือชาติใกล้ๆนี้หรอก ทำบุญก็หวังว่าผลบุญจะช่วยให้รูปกายยังงามต้องตาต้องใจลูกค้าไปอีกนานๆ ขอให้ลูกค้าเงินหนามาหาบ่อยๆ ก็เท่านั้นเอง และที่ไม่เคยลืมขอพรเลยก็คือ ขอให้รอดพ้นจากการถูกแฉ…ด้วยเถิด

บางทีก็นึกแปลกใจนะคะว่าทำไมอาชีพของดิฉันนี่มันยังผิดกฎหมายอยู่ได้ ในเมืองเรานี่ใครๆก็รู้ว่ามันมี และมันก็มีมานานนมเนไม่รู้กี่ร้อยปีมาแล้ว หลักฐานก็มีทนโท่ แต่ก็ยังหลอกตัวเองว่าเป็นของที่ไม่ควรมีอยู่ร่ำไป อุปมาก็คงไม่ต่างอะไรกับผี รู้ว่ามี บางทียังเคยเจอ แต่ก็พยายามหลอกตัวเองอยู่นั่นแหละว่ามันไม่มีจริง อ้างว่าเมืองพุทธบ้างล่ะ อ้างว่าวัฒนธรรมดีงามบ้างล่ะ ข่าวเขาก็ออกกันโครมๆว่าก็พระนั่นแหละที่เป็นลูกค้าวีไอพีของพวกดิฉัน น่าสมเพชสิ้นดี

ประเทศอื่นๆหลายประเทศเขาก็อนุญาตและเปิดกิจการกันเป็นล่ำเป็นสัน ในวัฒนธรรมยุโรปตั้งแต่โบราณ เช่น วิหารพระเทวีอิชทาร์ กลางกรุงบาบิโลน หญิงเทวทาสีทั้งหลายก็จะนั่งรอชายมาเปิดบริสุทธิ์เพื่อเป็นพลีแด่พระแม่ พวกเธอนั่งรออยู่หน้าวิหาร ผู้ชายคนไหนผ่านมาแล้วโยนเหรียญลงบนตักเธอ คือผู้ได้สิทธิ์ในตัวเธอ การทำกามพลีเช่นนี้แพร่หลายอย่างยิ่งในดินแดนโบราณทั้งหลาย  เช่น ในวัฒนธรรมกรีก เกาะเลบอส ซึ่งมีวิหารของพระเทวีวีนัสตั้งอยู่ เป็นต้น

แม้ว่าในช่วงแรก รายได้ทั้งหมดจากการ ‘เสียตัว’ จะมอบไว้ในพระศาสนา แต่ต่อมาก็เริ่มมีการหาเลี้ยงชีพโดยการนี้ จนกระทั่งแม้แต่การ ‘ขายตัวการกุศล’ ที่ Salon นักกฎหมายและนักสังคมสงเคราะห์ชาวเอเธนส์ จัดให้มีขึ้นก็ด้วยอ้างว่าการมีชู้จะได้ลดลงและมีเงินสำหรับการกุศลไว้ใช้จ่าย

ไม่มีโสเภณีคนใดในเอเธนส์ที่จะมีชื่อเสียงและค่าตัวแพงลิบลิ่วเท่ากับ Phryne ซึ่งจริงๆแล้วเธอชื่อ Mnēsarétē แต่เพราะมีผิวเหลือง เธอจึงได้ฉายาเชิงเสียดสีว่า Phryne ซึ่งมีความหมายว่า คางคก ด้วยรูปร่างหน้าตาอันงดงามทำให้เธอได้รับเลือกให้แสดงเป็นพระเทวี Aphrodite ในเทศกาลเฉลิมฉลองของมหาเทพแห่งท้องทะเล Poseidon โดยเธอเปลือยกาย สยายผมแล้วเดินขึ้นมาจากผืนน้ำ สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ชม หลังจากนั้นเธอยังทำหน้าที่เป็นแบบให้กับศิลปินมากมายวาดภาพอีกด้วย ครั้งหนึ่ง Phryne ถูกใส่ร้ายจนต้องขึ้นศาล เธอใช้ความสามารถของเธอ พิสูจน์ความบริสุทธิ์จนได้ เรื่องของเธอยืนยันว่านอกจากความงามและความฉลาดหลักแหลมแล้ว โสเภณีคืออาชีพมีเกียรติมาตั้งแต่โบราณสมัยแล้ว

แต่จะเป็นเมื่อไรก็ไม่รู้ อาจจะเมื่อศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเริ่มเข้ามามีบทบาทเหนือวิธีคิดและวิสัยทัศน์ของคนตะวันตก และเริ่มวางแบบแผนในการใช้ชีวิตให้ ‘ถูกทำนองคลองธรรม’ขึ้นมาก็เป็นได้ ที่โสเภณีกลายเป็นนางบาป และการจะใส่ร้ายหรือลดทอนความหน้าเชื่อถือของผู้หญิงคนใด ก็สามารถทำได้ แค่บอกว่าเธอคือ ‘โสเภณี’

ผู้หญิงที่สามารถเป็นกรณีศึกษาที่ดีที่สุดถึงเรื่องนี้ คือผู้หญิงที่ชาวคริสต์ทุกคนต้องรู้จัก และยิ่งต้องรู้จักหลังจากที่นวนิยายเรื่องสำคัญอย่าง Davinci’s code ถูกเผยแพร่ออกไป เธอคือ Mary Magdalene ซึ่งไม่มีหลักฐานชี้ชัดตรงไหนว่าเธอคือโสเภณี แต่คนเกือบทั้งโลกเชื่อต่อๆกันมาเป็นพันปีว่าเธอเป็น แถมยังเป็นโสเภณีที่ถูกผีสิงถึง ๗ ตัว และพระคริสตเจ้าทรงขับไล่ออกไปได้ในที่สุด มีผู้วิเคราะห์ว่า การใส่ร้ายป้ายสีครั้งนี้ทำให้สถานะอันแท้จริงที่ว่าเธอคือชายาและศิษย์รักของพระคริสต์ถูกปฏิเสธและลืมเลือนไปในที่สุด

แต่ก็ใช้ว่าในเวลาที่พระคริสตเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่บนโลกนั้น จะไม่มีหญิงโสเภณี

พระคริสตคัมภัร์ ภาคพันธะสัญญาใหม่ เล่าว่า วันหนึ่ง นักบวชฟาริสี นำหญิงโสเภณีมาพบพระเยซู แล้ว

๘:๔ เขาทูลพระองค์ว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า หญิงคนนี้ถูกจับเมื่อกำลังล่วงประเวณีอยู่

๘:๕ ในพระราชบัญญัตินั้นโมเสสสั่งให้เราเอาหินขว้างคนเช่นนี้ให้ตาย ส่วนท่านจะว่าอย่างไรในเรื่องนี้”

๘:๖ เขาพูดอย่างนี้เพื่อทดลองพระองค์ หวังจะหาเหตุฟ้องพระองค์ แต่พระเยซูทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดิน เหมือนดั่งว่าพระองค์ไม่ได้ยินพวกเขาเลย

๘:๗ และเมื่อพวกเขายังทูลถามพระองค์อยู่เรื่อยๆ พระองค์ก็ทรงลุกขึ้นและตรัสกับเขาว่า “ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีบาป ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน”

๘:๘ แล้วพระองค์ก็ทรงน้อมพระกายลงและเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดินอีก

๘:๙ และเมื่อเขาทั้งหลายได้ยินดังนั้น จึงรู้สำนึกโดยใจวินิจฉัยผิดชอบ เขาทั้งหลายจึงออกไปทีละคนๆ เริ่มจากคนเฒ่าคนแก่จนหมด เหลือแต่พระเยซูตามลำพังกับหญิงที่ยังยืนอยู่ที่นั้น

๘:๑๐ เมื่อพระเยซูทรงลุกขึ้นแล้ว และมิได้ทอดพระเนตรเห็นผู้ใด เห็นแต่หญิงผู้นั้น พระองค์ตรัสกับนางว่า “หญิงเอ๋ย พวกเขาที่ฟ้องเจ้าไปไหนหมด ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ”

๘:๑๑ นางนั้นทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า ไม่มีผู้ใดเลย” และพระเยซูตรัสกับนางว่า “เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิด และอย่าทำบาปอีก”

แหม…ถ้าหากว่ากฎหมายการเอาหินทุ่มใส่โสเภณีแบบนั้นยังคงอยู่ เดินๆไปตามท้องถนนก็คงเห็นห่าหินลอยละลิ่ว ทางโน้นห่าหนึ่ง ทางนี้ห่าหนึ่งนะคะ เขาคงลืมไปว่า เจ้าคนที่ปาหินนั่นที่อาจจะมีส่วนสนับสนุนให้โสเภณีคงมีอยู่ก็ได้

จะพล่ามสาธยายไปก็เปลืองปากเปล่าๆค่ะ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องชนิดที่เรียกว่านานาจิตตัง มองซ้ายมองขวาอาจจะเจอะกับคนในเข้าโดยไม่รู้ตัว แต่ก็อย่างที่ดิฉันเปรียบไว้กับผี  เพราะเห็นแล้วบางคนอาจะไม่รู้ว่าเป็นผี ส่วนผีด้วยกันบางทีก็ดูกันออก บางทีแทบจะเดินชนกันยังเนียนจนจับไม่ได้

จะนครโสเภณี, โสเภณี, นางโลม หรืออะไรก็แล้วแต่คนจะสรรหามาเรียก ก็คือคนเหมือนกัน ต้องทำมาหากินเลี้ยงดูตัวเองและคนที่รัก ไม่ต่างอะไรกับคนอาชีพอื่นๆ จะผิดถูกอย่างไรก็อยู่ที่ใครจะมองจากมุมไหน

แต่ถ้ามองอย่างใจเป็นกลาง มันก็คืออาชีพที่มีมาคู่โลกแล้วก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคม จากขายตัวแลกเงิน เวลานี้ก็เห็นเกลื่อนกลาดที่ขายตัวเอาแต้มหรือขายตัวเอาเกรด แต่ก็น่าตลกตรงที่หลายอย่างสวนทางกันอย่างน่าพิศวง สมัยก่อนโสเภณีแต่งตัวล่อเสือล่อตะเข้ แต่งหน้าหนา นุ่งผ้าน้อย พอมาเดี๋ยวนี้สิคุณขา…สาวๆหลากอาชีพแต่งตัวกันน่าทุเรศนัยน์ตาเสียยิ่งกว่าโสเภณี พวกเราเสียอีกที่ต้องทำตัวให้กลมกลืนกันชาวบ้าน เพื่อป้องกัน ‘ภาพหลุด’ ทำให้ลุกค้ากระเป๋าหนัก แต่ขี้อาย หายไปจนหมด

ใครจะว่าอย่างไรก็ช่างเถอะ…ดิฉันก็ยังภูมิใจที่ได้สานต่ออาชีพโบราณอาชีพนี้ แม้ว่าจะไม่ได้รับมรดกมาจากคุณแม่แบบนางสิริมา หรือไม่ได้มีค่าตัวอลังการอย่างพระนางอัมพปาลิกา ขอเพียงแค่ไม่มีใครเรียกอีคางคก แล้วก็ไม่ต้องถูกแฉจนชาวบ้านรุมขว้างหินใส่ก็พอ

อ่อ…แต่บางทีถ้าจะเผลอท้องไปบ้างก็ไม่กลัวหรอกค่ะ คลินิกเดี๋ยวนี้หาง่ายยิ่งกว่าโรงพยาบาลเสียอีก  ท้องปุ๊บ รีดปั๊บ เห็น ‘คนดี’ เขาทำกันออกเกร่อ

ว่าแล้วก็เติมหน้าหน่อยดีกว่า คุยตั้งนาน เสียเวลาทำงานจริงๆ…

———
ผู้เขียน: สรรพสิทธิ์ เอี่ยมสุดใจ

Related contents:

You may also like...