ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย

Kong Photography

ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายในทางพุทธศาสนานั้นมีมานานกว่า 2,500 ปีแล้ว โดยมีคำสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าในยามที่มีชีวิตปกติจิตหรือวิญญาณของสัตว์ทั้งหลายนั้นมีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีเว้นว่างแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียวคือมีการเกิดดับต่อเนื่องกันอย่างไม่ขาดสายเมื่อจิตดวงหนึ่งดับจิตดวงใหม่ก็เกิดขึ้นในทันทีโดยอาศัยเหตุปัจจัยของจิตดวงเก่าในการสืบเกิดต่อๆกันไป นับแสนนับล้านครั้งต่อวินาทีจิตดวงใหม่นั้นไม่ใช่เป็นอันเดียวกันกับจิตดวงเก่าเพียงแต่อาศัยเหตุปัจจัยจากจิตดวงเก่าจึงเกิดมีเกิดเป็นขึ้นมาได้และเมื่อสัตว์ทั้งหลายได้จุติตายดับจากภพหรือสภาวะนั้นๆแล้วจิตหรือวิญญาณจะถือกำเนิดขึ้นในทันทีอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายไม่สภาวะใดก็สภาวะหนึ่ง หรือในภพภูมิใดภพภูมิหนึ่งในกรณีที่มีความเข้าใจกันว่าขณะที่เสียชีวิตผู้เสียชีวิตรู้สึกเหมือนกับว่าวิญญาณได้ออกจากร่างนั้นในทางพุทธศาสนาถือว่าลักษณะดังกล่าวเป็นการเกิดใหม่ในสภาวะหนึ่ง เรียกว่า “โอปปาติกะ” คือ พวกที่มีกำเนิดเป็นตัวตนขึ้นมาเองในทันทีทันใด โดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่เช่น เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรตหรือสภาวะที่เรียกว่าภูตผีปีศาจวิญญาณ(แล้วแต่จะเรียก) เป็นต้น

กำเนิดของสรรพสัตว์ทั้งหลายในภพหรือสภาวะต่างๆนั้น ในทางพุทธศาสนาว่ามี 4 ลักษณะคือ

  • ชลาพุชะ สัตว์ที่เกิดในครรภ์ เช่น ในครรภ์ของมนุษย์ ในครรภ์ของสัตว์เดรัจฉานที่ ออกลูกเป็นตัว เป็นต้น
  • อัณฑชะ สัตว์ที่เกิดในไข่ เช่น ไก่ นก เป็ด งู เป็นต้น
  • สังเสทชะ ในพระไตรปิฎก แปลว่า สัตว์ที่เกิดในไคล คือ เกิดในของชื้นแฉะหมักหมมเน่าเปื่อย(ผู้ เขียน แปลว่า เป็นการเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันกับเหงื่อของคนเรา คือ แบ่งแยกออกจากกายเดิม เกิดจากกายเดิม มาจากกายเดิม เป็นส่วนหนึ่งของกายเดิม เช่น การแบ่งตัวของแบคทีเรีย การแบ่งตัวของไฮดร้า การเพาะเนื้อเยื่อ การโคลนนิ่ง เป็นต้น)
  • โอปปาติกะ เกิดผุดขึ้น คือ พวกที่มีกำเนิดเป็นตัวตนขึ้นมาเองในทันทีทันใดโดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ เช่น เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต สภาวะที่เรียกว่า ภูตผี ปีศาจ วิญญาณ เป็นต้น (บาลีว่า : รวมทั้งมนุษย์บางพวก อาจหมายถึงกรณีของการเกิดแบบการสวมร่างหรืออาจหมายถึงมนุษย์ในชมพูทวีป อุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีปและอมรโคยานทวีป เป็น 4 ทวีปที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก)

 

มีคำถามว่าแล้วเราจะนับชีวิตหลังความตายในขณะที่อยู่ในสภาวะวิญญาณหรือในสภาวะอื่นๆ เป็นชาติกันอย่างไร ?
การนับชาติในทางพุทธศาสนานั้นจะไม่นิยมนับตามการเกิดดับของวิญญาณชั่วขณะจิต แต่จะนับชาติในขณะถือกำเนิดอยู่ในภพใดภพหนึ่งใน 31 ภพภูมิ เช่น เกิดเป็นมนุษย์นับตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์มารดาจนถึงวินาทีที่เสียชีวิต นับเป็นหนึ่งชาติ เมื่อตายไปแล้วถือกำเนิดเป็นเปรตหรือโอปปาติกะซึ่งเกิดมีเกิดเป็นขึ้นทันที ทันใดโดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่เป็นสภาวะหนึ่งในอบายภูมิจนกระทั่งจุติดับจากเปรตก็นับเป็นอีกชาติหนึ่ง เมื่อดับจากสภาวะเปรตไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ซึ่งเป็นโอปปาติกะเหมือนกันจน กระทั่งจุติดับจากเทวดาก็นับเป็นอีกชาติหนึ่ง เมื่อดับจากสภาวะเทวดามาเกิดเป็นมนุษย์จนกระทั่งเสียชีวิตก็นับเป็นอีกชาติหนึ่ง เป็นต้น ในสมัยพุทธกาลนั้นมีแต่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์และพระสงฆ์ที่ได้องค์ฌานขั้นสูงเท่านั้นที่บอกได้ว่าบุคคลผู้นั้นมีกำเนิดในสภาวะหรือภพภูมิอื่นใดบ้างที่ไม่ใช่โลกมนุษย์ ต่อมาภายหลังจนถึงปัจจุบันพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติจนได้องค์ฌานขั้นสูงมีน้อยลง จึงหาผู้ที่รู้เห็นผู้ที่ถือกำเนิดในภพอื่นๆที่ไม่ใช่โลกมนุษย์ได้ยาก จึงไม่นิยมนับชาติของผู้ที่ไปเกิดในสภาวะหรือในภพอื่นที่ไม่ทราบแน่ชัด จะนับก็แต่เฉพาะกรณีที่ตายเกิดอยู่ในโลกนี้เท่านั้น

การเวียนว่ายตายเกิดนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่าบุคคลผู้เกิดมาในวัฏฏสงสารนั้นย่อมไม่รู้เบื้องต้น ย่อมไม่รู้ท่ามกลางย่อมไม่รู้ที่สุดว่าวันไหน ชาติไหน ภพไหน กัปใดเราจึงจะข้ามพ้นวัฏฏสงสารได้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นพระองค์ทรงเปรียบไว้เหมือนกับต้นมะม่วงเวลาต้นมะม่วงมันเกิดขึ้นมาแล้วมันเจริญเติบโตขึ้นมาแล้วมันออกดอกออกผลเมื่อออกดอกออกผลแล้วผลของมันก็สุก ขณะที่ผลของมันสุกมันก็ร่วงลงไปแล้วได้ดิน ได้น้ำ ได้อากาศที่ดี ผลที่ร่วงลงไปนั้นก็สะสมเชื้อของมันคือมันมียางอยู่ในนั้นมันก็ต้องเจริญงอกขึ้นมาอีก เป็นต้นมะม่วงขึ้นมาอีกเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วมันก็ออกดอกออกผลสุกอีกก็ร่วงลงอีกจนผลมะม่วงนั้นมันแผ่ไปทั่วทั้งประเทศ ทั่วทั้งโลกแล้วเราจะกำหนดได้หรือไม่ว่าต้นมะม่วงต้นแรกนั้นมันอยู่ที่ใดต้นมะม่วงต้นแรกนั้นคือต้นไหนเราไม่สามารถที่จะกำหนดได้ว่าต้นมะม่วงนั้นมันเกิดสลับซับซ้อนกันมาสืบทอดกันมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาติแล้วไม่รู้กี่พันต้นแล้ว กี่แสนกี่ล้านต้น

แล้วก็เปรียบเสมือนกับเรานั่นแหละเราสืบทอดมาจากใครเป็นต้นตอของคนต้นตอของคนนั้นคือใคร เมื่อเราสืบทอดว่านายนี้เป็นพ่อของเรานางนี้เป็นแม่ของเรา เมื่อสืบทอดไปคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ของเราคือใครแล้วคนที่เป็นพ่อของพ่อ แม่ของแม่ของเรานั้นคือใครแล้วคนที่เป็นพ่อของแม่ของแม่นั้นต่อไปเรื่อยๆ นั้นคือใครเรากำหนดไม่ได้ว่าใครคือ ต้นตอของคนนั้นเกิดอยู่ที่ใดใครเป็นต้นตอวงศ์ตระกูลของเรานั้นเรากำหนดไม่ได้

Kong Photography 02

วัฏฏสงสารนั้นก็เหมือนกัน ก็เปรียบเสมือนกับ ไก่กับไข่นั่นแหละเราว่าไก่เกิดก่อนไข่ก็ไม่ใช่ เราว่าไข่เกิดก่อนไก่ก็ไม่ใช่ไก่มันเกิดมาจากไข่ ไข่มันเกิดมาจากไหน ไข่มันก็ต้องเกิดมาจากไก่เรียกว่าไม่รู้จักสิ้นสุดว่าอะไรเป็นต้นตอที่แท้จริงเพราะฉะนั้นวัฏฏสงสารนั้นจึงยาวไกลมาก

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่าถ้าจะให้บุคคลนั้นตัดเอาต้นไม้ทั้งหมด ถอนเอาทั้งต้นหญ้าถอนเอาทั้งสิ่งที่เป็นพืชถอนมาแล้วก็ตัดเป็นมัดๆ ยาว 4 นิ้ว มัดเป็นมัดๆพืชหมดชมพูทวีปนี้ เมื่อเราตัดมาแล้วเป็นมัดๆ มัดละ 4 นิ้ว

เราสมมุติว่าบุคคลนี้เป็นพ่อของเรา บุคคลนี้เป็นแม่ของเราจนต้นไม้ในชมพูทวีปนั้นมันหมดไป พ่อแม่ของเราต้นตอของเราก็ไม่ปรากฏเพราะฉะนั้นวัฏฏสงสารนั้นยาวไกลมากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงตรัสว่าเราเอาก้อนดินแผ่นดินของเราทั้งแผ่นนี้แหละปั้นเป็นก้อนเท่ากับกำปั้นของเรานี้ก้อนนี้สมมุติว่าเป็นแม่นะ ก้อนนี้สมมุติว่าเป็นพ่อนะก้อนนี้สมมุติว่าเป็นแม่ของแม่นะ เป็นพ่อของพ่อนะก้อนนี้เป็นพ่อของพ่อของพ่อก้อนนี้เป็นแม่ของแม่ของแม่ไล่ไปจนแผ่นดินทั้งแผ่นหมดไปเราก็ไม่สามารถที่จะทำที่สุดแห่งวัฏฏสงสารได้เพราะฉะนั้นวัฏฏสงสารนั้นจึงยาวไกลมาก

น้ำตาของบุคคลผู้เกิดมาในวัฏฏสงสารนั้นเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วร้องห่มร้องไห้เพราะพ่อแม่ตายไปร้องห่มร้องไห้เพราะผัวตายไป ร้องห่มร้องไห้เพราะเมียตายไปร้องห่มร้องไห้เพราะลูกอันเป็นสุดที่รักนั้นตายไปน้ำตาของบุคคลนั้นน้ำในมหาสมุทรยังน้อยกว่าบุคคลผู้เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดร้องไห้เพราะพลัดพรากจากของรักของชอบใจ

คิดดูซิว่าน้ำในทะเล ในมหาสมุทรนั้นมากมายขนาดไหนน้ำตาของเรามากกว่านั้นน้ำตาของเราที่เกิดมาในวัฏฏสงสารนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่า มากกว่านั้น คิดดูซิว่าเราจะเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดมากขนาดไหนเราเกิดชาตินี้เราเกิดขึ้นมา แก่แล้วก็เจ็บเจ็บแล้วก็ตายเราเป็นทุกข์มากมายขนาดไหน เป็นทุกข์เพราะความเกิดก่อนที่เราจะเกิดมันเป็นทุกข์ ทำไมจึงเป็นทุกข์

เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่าบุคคลผู้ที่เกิดมานั้นแหละ ออกมาจากท้องของมารดาเมื่อเกิดอยู่ในปฏิสนธิในท้องของมารดานั้นแหละย่อมนั่งทับอาหารเก่าแล้วก็ทูลอาหารใหม่ในท่านั่งยองๆเวลาแม่รับประทานอาหารที่ร้อนลูกอยู่ในท้องนั้นก็ได้รับความทุกข์ทรมานเวลาแม่รับประทานอาหารเย็นลูกที่อยู่ในท้องก็หนาวเหมือนกับว่าอยู่ในกองหิมะเวลาแม่รับประทานอาหารเผ็ดตัวของลูกนั้นก็ร้อนเหมือนกับถูกพริก

เพราะอะไร เพราะว่าการเกิดนั้นมันเป็นทุกข์ชาติ ทุกขาความเกิดนี้มันก็เป็นทุกข์ ขณะที่คลอดออกมาจากท้องมารดานั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่าเปรียบเสมือนกับออกมาจากช่องแห่งภูเขาคือเด็กนั้นถูกภูเขาทั้งสองลูกนั้นบีบรัดเอากว่าที่จะเอาออกมาได้บางคนก็เอาหัวออกมาก่อนรอดชีวิต บางคนเอาขาออกมาก่อนก็ออกไม่ได้บางครั้งต้องผ่าตัดออกมาต้องทรมานทั้งผู้เป็นลูก ต้องทรมานทั้งผู้เป็นแม่บางคนก็เสียชีวิตตั้งแต่ในท้อง บางคนก็เสียชีวิตในขณะที่คลอดออกมาบางคนคลอดออกมาแล้วตัวแดงๆ อยู่ได้ไม่กี่วันก็ตายไป เพราะอะไรเพราะว่าชาติเกิดนั้นมันทุกข์ เพราะฉะนั้นวัฏฏสงสารนั้นถ้าเราเกิดบ่อยๆมันก็เป็นทุกข์ เราเกิดชาตินี้ไม่รู้ว่ามันเป็นทุกข์มากมายขนาดไหนเดี๋ยวคนนั้นก็ทำให้เราเสียใจ บุคคลนั้นก็พูดให้เราเสียใจคิดดูซิว่าเราเกิดมานั้นเป็นทุกข์มากขนาดไหน

เพราะฉะนั้นถ้าเราเกิดมานานจนน้ำตาของเรานั้นเท่ากับมหาสมุทรคิดดูซิว่าเราจะเกิดมากมายขนาดไหนแล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสต่อไปว่าเลือดในลำคอของเราที่ถูกเขาตัดคอนี้แหละ จากการเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานบ้างเกิดเป็นวัว เกิดเป็นควาย ถูกเขาฆ่ากินบ้าง เกิดเป็นกวางถูกเขาฆ่าบ้างเกิดเป็นหมูถูกเขาฆ่ากินบ้าง เกิดเป็นเป็ด เป็นไก่ เป็นปู เป็นปลาถูกเขาฆ่าเลือดในลำคอของเรามากกว่าน้ำในมหาสมุทรคิดดูซิว่าเราจะเกิดมากเกิดน้อยขนาดไหนหรือว่าเราเกิดมาเป็นมนุษย์เราทำทุจริตกรรม ทำทุจริตทางกาย วาจาหรือว่าวจีทุจริต เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เขาประหารชีวิตเราเลือดในลำคอของเรานั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสว่ามากกว่าน้ำในมหาสมุทร เรียกว่าเราเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดได้รับทุกข์ทรมานนั้นมากมายพระองค์จึงออกค้นหาหนทางเพื่อพ้นจากกองทุกข์อันยิ่งใหญ่นี้ให้ได้ ทรงทดลองด้วยหลายวิธีเป็นเวลาถึง 6 ปีจนตรัสรู้ และทรงสอนให้ผู้อื่นได้พ้นจากทุกข์กองนี้ด้วยธรรมะของพระองค์เอง

Story : พระชวลิต ฉันทสีโล วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์
ขอขอบคุณภาพจาก Kong Photography
Kong Photography ชวลิต ฉันทสีโล

Related contents:

You may also like...