มงคลชีวิตที่ 16 “ประพฤติธรรม”

ico940

“เป็นนักภาวนา ให้ภาวนาเอาให้รู้อย่างเดียว ใจเรามันชั่ว ปัญญาตัวรู้นี่แหละทำให้เราฉลาด อย่าเอาหลายอย่าง เอาตัวรู้อย่างเดียว จับปลาหลายมือ มันก็คว้าน้ำเหลว จับรู้อย่างเดียว หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ อย่างนี้สินักภาวนา” หลวงปู่ท่อน ญาณธโร

ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่อาจสวนทางกับโลกในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว อยากได้อะไรก็เพียงปลายนิ้วสัมผัส แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังนิยมความสงบในโลกใบนี้ท่ามกลางความเจริญก้าวหน้าดังกล่าว คนอีกจำนวนหนึ่งให้ความนับถือศรัทธาในการประพฤติตนตามหลักพุทธศานา เพื่อให้สามารถมีสติสัมปชัญญะในการดำรงชีวิตประจำวัน การประพฤติธรรมคือการประพฤติตนให้อยู่ในกรอบของความถูกต้องและความดี ทั้งปรับปรุงพฤติกรรมของตนให้ดีสมกับที่เกิดเป็นคนและให้มีความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง เราจะเห็นได้ว่าการประพฤติธรรมนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นมงคลที่ 16 เรามีการทำงานติดต่อกับคนจำนวนมากซึ่งมีอัธยาศัยต่างๆกันไป ถ้าไม่ระมัดระวังให้ดีแล้ว โอกาสที่จะกระทบกระทั่งกันก็มีมาก โอกาสที่เราจะทำให้งานเสียเพราะขาดความเป็นธรรมก็มีมากเช่นกัน

ดังนั้นก่อนทำงานเพื่อส่วนรวมจึงต้องประพฤติธรรม เพื่อเป็นการปรับปรุงตนให้พร้อมที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างผาสุก ไม่นำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองและผู้อื่น ซึ่งได้แก่การประพฤติปฏิบัติตนสองลักษณะควบคู่กันไป ได้แก่ ประพฤติเป็นธรรมและประพฤติตามธรรม

ประพฤติเป็นธรรมคือมีความเที่ยงธรรม เป็นความถูกต้องและเป็นความดี ความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของสังคมนั้น ขึ้นอยู่กับหลักธรรมอย่างหนึ่งคือ “ความเป็นธรรม” สังคมใดก็ตามแม้จะมีข้าวปลาอาหารสมบูรณ์มั่งคั่งบริบูรณ์ แต่ถ้าขาด “ความเป็นธรรม” เสียอย่างเดียว สังคมนั้นก็จะมีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย เพราะขาดความเป็นธรรม ครอบครัวจึงแตกสลาย บ้านเมืองจึงเกิดปฏิวัติรัฐประหาร สงครามระหว่างประเทศจึงเกิดขึ้น

ความเป็นธรรมคือการกระทำที่ชอบด้วยเหตุผล เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกหนทุกแห่ง มีบางคนเข้าใจว่าความเป็นธรรมก็คือความยุติธรรมเป็นเรื่องมาจากผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เป็นผู้ให้ ตนเป็นผู้รับ ความเข้าใจเช่นนี้ผิด อันที่จริงความเป็นธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนจะต้องให้แก่กัน “ผู้ใดไม่ละเมิดความยุติธรรมเพราะความรัก ความชัง ความโง่เขลา และความกลัว ยศของผู้นั้นย่อมเด่นดุจดวงจันทร์เปล่งแสงสว่างในข้างขึ้นทุกค่ำคืน” เราจึงต้องฝึกตนเองให้เป็นคนที่ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างชอบด้วยเหตุผล มีความเป็นธรรมไม่ลำเอียงเพราะอคติ ดังต่อไปนี้

  • ไม่ลำเอียงเพราะรัก เช่น ถึงจะรักนาย ก มากเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าไม่มีผลงานดีเด่นก็ต้องยกย่องคนอื่นที่มีความสามารถดีกว่าขึ้นมา ไม่เห็นแก่หน้า ข้อนี้รวมถึงการไม่เป็นคนโลภ ไม่รักทรัพย์สมบัติมากจนยอมเสียความเป็นธรรม
  • ไม่ลำเอียงเพราะชังคือถึงจะเกลียดหรือไม่ชอบใครเป็นเรื่องส่วนตัว ก็ไม่นำมาปนกับงานซึ่งเป็นเรื่องส่วนรวม หากเขาทำความดีก็ต้องปูนบำเหน็จรางวัลให้เช่นเดียวกับคนอื่น ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
  • ไม่ลำเอียงเพราะหลงคือเป็นคนมีปัญญา หูตากว้างไกล รู้เท่าทันคน ไม่โง่ ใครๆไม่สามารถหลอกลวงได้ ไม่เป็นผู้ใหญ่ชนิดลงโทษผู้น้อยโดยที่ไม่ได้ไต่สวนความผิดให้ชัดเจนก่อน เป็นต้น
  • ไม่ลำเอียงเพราะกลัวภัยคือมีใจอาจหาญไม่หวั่นไหว ไม่เกรงต่ออิทธิพลมืดใดๆถึงจะถูกขู่ทำร้ายก็ไม่ยอมเสียความเป็นธรรมเพราะมีความรักธรรมยิ่งกว่าชีวิต

 

คุณสมบัติข้างต้นนี้ คนทุกคนจำเป็นต้องมี มิฉะนั้นโลกนี้ก็จะวุ่นวาย โดยเฉพาะผู้นำทุกท่านจะต้องปลูกฝังคุณสมบัติดังกล่าวนี้ ให้เกิดขึ้นในใจตนอย่างเต็มเปี่ยมเพื่อไม่ให้เป็นที่ติฉันได้ในภายหลัง

ประพฤติตามธรรมคือการประพฤติปฏิบัติตนตามธรรมะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน ฝึกฝนอบรมตนเองให้คุณธรรมในตัวสูงขึ้นประณีต ได้แก่ การปฎิบัติตามหลักกุศลกรรมบถ 10 ประการ

  • เว้นจากการฆ่าสัตว์ คือไม่ฆ่าสัตว์ นับตั้งแต่ฆ่าคนทั่วไป ฆ่าสัตว์ที่มีคุณ และฆ่าสัตว์อื่นๆ เจตนารมณ์ของกุศลบทข้อนี้ ต้องการให้ทุกคนรู้จักแก้ปัญหาโดยสันติวิธี
  • เว้นจากการลักทรัพย์ คือไม่แสวงหาทัรพย์โดยทางทุจริต เจตนารมณ์ของกุศลบทข้อนี้ ต้องการให้ทุกคนทำมาหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต
  • เว้นจากการประพฤติผิดในกาม คือไม่กระทำผิดในทางเพศ ไม่ลุอำนาจแก่ความกำหนัด เจตนารมณ์ของกุศลบทข้อนี้ ต้องการให้ทุกคนมีจิตใจสูง เคารพในสิทธิของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
  • เว้นจากการพูดเท็จ คือต้องไม่เจตนาพูดใหห้ผู้ฟังเข้าใจผิดไปจากความเป็นจริง เจตนารมณ์ของกุศลบทข้อนี้ ต้องการให้ทุกคนมีความสัตย์จริง
  • เว้นจากการพูดส่อเสียด คือไม่เก็บความข้างนี้ไปบอกข้างโน้น เก็บความข้างโน้นมาบอกข้างนี้ เจตนารมณ์ของกุศลบทข้อนี้ ต้องการไม่ให้คนเราหาความชอบด้วยการประจบสอพลอ
  • เว้นจากการพูดคำหยาบ คือไม่พูดคำซึ่งทำให้คนฟังเกิดความระคายใจ และส่อว่าผู้พูดเป็นคนมีสถุลต่ำ เจตนารมณ์ของกุศลบทข้อนี้ ต้องการให้ทุกคนเป็นสุภาพชน
  • เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ คือไม่พูดเหลวไหลไม่พูดพล่อยๆ สักแต่ว่ามีปากอยากพูดก็พูดไปหาสาระมิได้ แต่พูดถ้อยคำที่มีสาระ มีหลีกฐาน มีที่อ้างอิง ถูกกาลเวลา มีประโยชน์ เจตนารมณ์ของกุศลบทข้อนี้ ต้องการให้ทุกคนมีความรับผิดชอบต่อถ้อยคำของตน
  • ไม่โลภแยากได้ของเขา คือไม่เพ่งเล็งที่จะเอาทรัพย์ของคนอื่นในทางทุจริต เจตนารมณ์ของกุศลบทข้อนี้ ต้องการให้คนเราเคารพในสิทธิข้าวของของผู้อื่น
  •   ไม่พยายามบาทปองร้ายเขา คือไม่ผูกใจเจ็บ ไม่คิดอาฆาตล้างแค่น ไม่จองเวร มีใจเบิกบาน แจ่มใสไม่ขุ่นมัว ไม่เกลือกกลั้วด้วยโทสะจริต เจตนารมณ์ของกุศลบทข้อนี้ ต้องการให้คนเรารู้จักให้อภัยทาน
  •  ไม่เห็นผิดจากคลองธรรม คือไม่คิดแย้งกับหลักธรรมเจตนารมณ์ของกุศลบทข้อนี้ ต้องการให้คนเรามีพื้นจิตใจดี มีมาตรฐานความคิดที่ถูกต้อง

ท้ายที่สุดนี้ “ธมฺมจารี สุขํ เสติ การประพฤติธรรม นำสุขมาให้”

จากหนังสือมงคลชีวิต ฉบับ “ทางก้าวหน้า”
เรียบเรียง : Porsche Kittisak K
Thanks to image from http://cdn.gotoknow.org/assets/page_covers/000/002/056/ico940.jpg?1342914356

Related contents:

You may also like...