Looking Back at Success Stories

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นมีดำริให้ก่อตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ในประเทศขึ้น ส่งผลให้เกิดการวางรากฐาน กระทั่งสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 4 ซึ่งตั้งอยู่ ณ วังบางขุนพรหมและเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 มิถุนายน 2498 นั่นคือจุดเริ่มต้นของวงการบันเทิงไทยยุคใหม่ที่เข้าถึงประชาชนครอบคลุมทุกภาคส่วนต่อเนื่องยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ จนถึงวันนี้เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความสำเร็จของสื่อสารมวลชนไทยมีผลต่อวิถีชีวิตคนจำนวนมากของประเทศ ขณะที่วงการบันเทิงก่อให้เกิดความสำเร็จแก่คนเบื้องหน้าผู้เป็น “คนของประชาชน” จากคนธรรมดาคนหนึ่งกลายมาเป็นผู้มีอิทธิพลชี้นำสังคม

แวดวงศิลปะบันเทิงในยุคนี้มีคลื่นลูกใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลาส่งผลให้ปริมาณไม่สัมพันธ์กับคุณภาพ ในขณะที่พื้นที่ไม่มากไปกว่าเดิมแต่ทำไมคลื่นลูกเก่าจำนวนมากยังคงยืนหยัดอยู่ท่ามกลางพื้นอันจำกัดได้ และยังคงเป็นตำนานซึ่งถูกจดจำ และทุกครั้งที่พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานใหม่เกิดขึ้นกระแสความนิยมถึงความสำเร็จในอดีตยังคงเป็นแรงส่งให้ก้าวปัจจุบันและต่อๆ ไป ไม่ใช่แค่เป็นที่รู้จักหากแต่เป็นคุณภาพ ไฮคลาสภูมิใจเสนอบทบันทึกชีวิตจากดินสู่ดาวซึ่งสุกสกาวบนท้องฟ้าบันเทิงไทยได้ ณ บัดนี้

ฉัตรชัย เปล่งพานิช
Forever Hero

ระย้า เป็นผลงานการแสดงแรกในวงการบันเทิงของผม ช่วงแรกมีบ้างที่เพื่อนๆ มักแซวว่าดูผลงานนะ เล่นแข็งเป็นไม้กระดานเลย ฯลฯ ก็ว่ากันไป ถ้าจะนับแล้วผมอยู่ในวงการฯ มาก็เกือบ 30 ปี เข้าวงการตั้งแต่ประมาณปี 2521 เริ่มฝึกเรียนแอคติ้ง ฝึกคิวบู๊ ถ่ายทำปี 2522 ประมาณ 29-30 ปีแล้ว

สำหรับผมไม่รู้สึกว่าชีวิตผมเปลี่ยนไป(จากเดิม)เพราะมีความรู้สึกตลอดเวลาว่าเราก็ยังเป็นเรา เมื่อสมัยที่เราเป็นเด็กๆ เป็นอย่างไรเราก็ยังเป็นอย่างเดิมไปเจอเพื่อนที่สนิทกันหรืออยู่ด้วยกันเราก็ยังเหมือนเดิม สามารถไปเดินห้าง ไปกินก๋วยเตี๋ยวข้างถนน ทำอะไรๆ ได้ตามปรกติ ก่อนเข้าวงการเป็นอย่างไรเมื่อเข้ามาในวงการแล้วก็ยังเป็นแบบนั้น อาจจะมีแฟนๆ มากขึ้น เขาเข้ามาทักทายเรา ขอลายเซ็นบ้างผมรู้สึกว่าเราเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา เรื่องปรกติ ดีใจด้วยที่เรามีแฟนๆ ยังรักเราอยู่

การโลดแล่นอยู่ในวงการได้นานคือผมตั้งใจกับการทำงานทุกชิ้น เพราะมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่าเราต้องรักงานของเราในทุกๆ ชิ้น และตั้งใจทำมันให้ดีที่สุดในทุกๆชิ้นที่เราได้รับมอบหมายมาไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหรืองานอะไรก็ตามแต่ที่ไม่ได้เกี่ยวกับนักแสดง บางอันเราอาจจะไม่เก่งที่จะทำตรงนั้นแต่เราก็ต้องตั้งใจทำให้เต็มที่

เลือกทำหรือเลือกไม่ทำงานนั้นมีหลายสาเหตุในวงการฯ ทั้งแบบ(รับ)เล่นเพราะเป็นพี่เป็นน้องเป็นคนที่เคารพนับถือ บางเรื่องเราก็เล่นเพราะส่วนหนึ่งอยากทำ บางเรื่องเราก็เลือกรับงาน แล้วแต่ความคิดของเรา สำหรับผมเป็นอิสระไม่มีกฎเกณฑ์ในการเลือกงานนะครับ

มาถึงตอนนี้กลายเป็นว่าทุกคนเรียกผมว่า “พระเอกตลอดกาล” อาจเป็นเพราะเขาคงเห็นเรามานานมากแล้ว ผมยังไม่คิดถึงสิ่งนั้น ที่เราเล่นมาทั้งหมดผมก็สวมบทบาททุกบทบาท บางทีก็ไม่ได้เป็นพระเอก ไปเป็นตัวเอก เป็นตัวร้าย เป็นฆาตกร มันสนุกกับการที่ได้เล่นในหลายๆ บทบาท แต่ก็ยังโชคดีที่เขาเห็นว่าถึงจะไปเล่นตัวร้ายแล้วแต่ก็ยังมีความรู้สึกว่าเห็นเรามานานมากแล้วก็เล่นเป็นพระเอกมาตลอด อาจจะเป็นบทในเรื่องตี๋ใหญ่ ปริศนา สี่แผ่นดิน หนังบู๊ต่างๆ ที่เคยเล่นมา
ถึงเราจะอยู่เบื้องหลังบ้างแต่ว่าในใจของตัวเองก็ยังอยากแสดงอยู่ ผมก็จะแสดงไปเรื่อยๆ..อย่างรุ่นแม่จุ๊ (จุรี โอศิริ) ป๋า ส. (สมชาย อาสนจินดา) ฯลฯ เวลาไปแสดงแล้วมีความสนุกนะครับ เรารักกับสิ่งที่เราได้ไปทำมา

สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์
Iconic Actress

แอนไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมาอยู่ในงานสายอาชีพนี้ เพราะตอนเด็กเป็นคนที่ขี้อายมากๆ กระทั่งวันหนึ่งตอนอายุ 14 พี่ๆ หิ้วเราไปดูแฟชั่นโชว์สปัน จำได้ว่าอยู่ตรงขั้นบันไดหน้าสยามเซ็นเตอร์ ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์เน่าๆ แล้วมีคนมาติดต่อชวนไปเทสต์หน้ากล้อง ถ่ายโฆษณา นั่นคือเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตครั้งแรก ทั้งๆ ที่แอนก็ไม่ค่อยได้ไปเดินสยามบ่อยนัก จากตรงนั้นชีวิตเริ่มเปลี่ยนไปเพราะได้ถ่ายโฆษณาน้ำยาอัดกลีบผ้าเรียบ Smooth & Style แต่งจากเด็ก 14 เป็นคนที่แก่ประมาณ 34 หลังจากนั้นมีโอกาสได้ถ่ายแฟชั่น หนังสือแพรว สุดสัปดาห์ วัยน่ารัก Boy & Girl ฯลฯ เข้าสู่วงการนางแบบ เดินแฟชั่นโชว์ มีโฆษณาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถ่ายภาพยนตร์ เป็นไปตามขั้นตอนของงานในสายอาชีพวงการบันเทิง

หลังจากนั้นก็เริ่มต้นเป็นนางแบบผู้คนจะจดจำแอนในภาพของการถ่ายแบบเดินแฟชั่นโชว์ พอมาเป็นนักแสดงเต็มตัว เซ็นสัญญาอยู่กับช่อง 7 มีงานละครเรื่อยมาจนกระทั่งหมดสัญญาก็เป็นฟรีแลนซ์มาตลอด ไปเล่นละครกับช่อง 3 กระทั่งมาอยู่กับเวิร์คพอยท์ฯ ซึ่งให้โอกาสได้ทำในสายอาชีพพิธีกรที่เป็นการเปลี่ยนตัวเองค่อนข้างมาก เพราะตรงข้ามกับนิสัยส่วนตัวโดยสิ้นเชิง เมื่อเปลี่ยนบทบาทเป็นพิธีกรจนเป็นที่ยอมรับของคนว่านี่เป็นสไตล์ของเราทำให้ทิ้งการแสดงไปพักใหญ่กระทั่งกลับมาเล่นละครเรื่องแม่หญิงอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มีเพลงประกอบละครด้วยหลังจากทิ้งไปนานประมาณ 5 ปี ด้วยความที่ปรับสมดุลชีวิตตัวเอง ต้องเลี้ยงลูก เพราะงานละครนั้นใช้เวลากับเราค่อนข้างเยอะ และต้องทำธุรกิจด้วย เราต้องทำอย่าจริงจังเพราะเราลงทุน ลงแรง เราก็อยากให้ประสบความสำเร็จ จึงต้องทุ่มเท เวลาที่เราจะทำอะไรก็ต้องรู้ว่าเราสวมหมวกใบไหน

แอนให้ความเคารพ ให้ความจริงใจ และให้ความรักกับงานที่เราทำทุกๆ ด้าน เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจะทำสิ่งนั้นสุดความสามารถของเรา และที่สำคัญคือเราจะต้องมีความสุขกับงานที่เราทำ การที่คนๆ หนึ่งจะทำงานอยู่มาได้นับ 10 ปีหรือ 20 ปีเขาต้องมีความรักและจริงใจกับอาชีพที่เราทำ ไม่ว่าอาชีพพิธีกร หรืออาชีพใดก็ตาม รักอย่างเดียวไม่พอเราต้องเคารพในงานที่ทำและต้องให้เกียรติผู้อื่นที่อยู่ในแวดวงหรือสังคมของงานที่เราทำ เมื่อประมวลมาแล้วเมื่อเรามอบสิ่งนั้นให้ไปก็จะทำให้เราได้รับสิ่งนั้นกลับมา

อาภาพร นครสวรรค์
The Colorful Singer

จุดเปลี่ยนชีวิตของฮายคือ ‘เลิกแล้วค่ะ’ ซึ่งเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จมาก ก่อนหน้านั้นร้องเพลงมาเกือบสิบปี เป็นที่รู้จักบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับโด่งดัง ดังนั้นเพลงนี้จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในชีวิต แล้วก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาภาพร นครสวรรค์มีวันนี้

แต่ก่อนที่บ้านยากจนมาก วันที่เลวร้ายที่สุดที่อยู่ในความทรงจำก็คือวันที่แม่ไม่มีข้าวให้กิน ต้องกินกลอยแทน ก็เมากันใหญ่… เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องฝังใจว่าฮายอยากทำให้แม่สบาย น้องๆ สบาย วันหนึ่งพอความฝันเป็นจริง ทำได้อย่างที่ตั้งใจก็รู้สึกดี

หลักในการทำงานของฮายก็คือเราต้องทำทุกอย่างให้เต็มที่ งานต้องพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้นโจทย์ของเรามันจึงยากขึ้นเรื่อยๆ ท้าทายดี ยกตัวอย่างเช่นเพลงชุดต่อไปของเราต้องทำให้ดีมากๆ เพราะชุดล่าสุดคือ ‘เชพบ๊ะ’ เราทำเอาไว้ค่อนข้างดี ค่อนข้างถูกใจแฟนเพลง ที่พูดมานี้ไม่ใช่ฮายเก่งคนเดียวนะคะ โชคดีที่ฮายอยู่ท่ามกลางคนเก่ง มีเพื่อนร่วมงานที่เก่ง มีความสามารถแล้วก็รักงานเหมือนๆ กัน งานจึงออกมาดี

ตอนนี้ผู้ชมเห็นผลงานของฮายทั้งในฐานะนักร้องและนักแสดง ถามว่าชอบอันไหนมากกว่ากัน ขอตอบว่าชอบทั้งสองอย่างเพราะมีเสน่ห์ต่างกัน แต่ร้องเพลงนี่เป็นตัวเรามากกว่า เพราะฉะนั้นฮายก็ยังจะร้องเพลงต่อไป จนกว่าจะไม่มีใครฟัง

หม่ำ จ๊กมก
The True Comedian

วันที่มาอยู่กับพี่เทพ โพธิ์งาม คือจุดพลิกชีวิตผม ไม่อย่างนั้นทุกคนก็ไม่ได้เห็นผมหรอก พอดีผมโดดเด่นมาจากคณะพี่เทพที่ทำให้ผมมาถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่มีจุดนั้นจะไม่มีหม่ำ จ๊กมก ผู้กำกับ 400 ล้าน* นักแสดง ศิลปินตลก ฯ หากไม่มีวันนั้นผมก็อาจจะค้าขายลาบ ส้มตำ เพราะผมชอบทำกับข้าว

ฉายา “ไหปลาแดกฝังเพชร” มันก็แล้วแต่คนจะพูดจะคิด โอเคแหละแล้วแต่คนนะ หลักจริงๆ ก็คือรู้จักวิธีคิด รู้จักกิน รู้จักอยู่ ผมว่านี่แหละดี รู้จักรักอาชีพตัวเอง รู้จักรักอาชีพตัวเอง รู้จักการดำเนินชีวิตในวันข้างหน้าที่จะเกิดขึ้น ผมคิดว่านี่แหละจะทำให้ความอยู่รอดของครอบครัวและมาตรฐานของตัวเองจะคงอยู่ตลอดไป

ผมยังเป็นเหมือนเดิม 20 ปีที่แล้วเป็นยังไงตอนนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น กินข้าวสวยไม่ค่อยเท่าไหร่ไม่อิ่ม กินแต่ข้าวเหนียว ผมก็เป็นของผมแบบนี้แหละ การทำงานก็เรียนรู้ ถ้าเรามุ่งมั่นกับสิ่งที่เรารักความมั่งคั่งจะตามเรามา ถ้าคิดว่าเราจะรักอะไรเราต้องทำให้มันรู้สึกว่ามันรักเราด้วย นั่นคืออาชีพที่แท้จริงของเรา

ผมยังไม่ได้เดินมาถึงจุดสูงสุดของชีวิตนะครับ ทำงานไปเรื่อย ทำงานหาเงินให้ลูกเรียนไปตามประสาหัวอกพ่อ เป้าหมายของชีวิตในตอนนี้ผมอยากให้ลูกเรียนจบทั้ง 2 คน อยากจะหยุดพักได้เห็นลูกทำงานแล้วเราอยากพาเมียไปท่องเที่ยว เที่ยวในประเทศไทยแล้วค่อยไปเที่ยวต่างประเทศ เห็นฝรั่งอายุมากๆ เขาจูงมือกันมาเที่ยววัดพระแก้วบ้านเราถ่ายรูปกันสองคน…มันมีความสุขมากเลยนะ วันข้างหน้าอีก 4-5 ปีก็ไม่แน่ ผมอาจจะอยู่เบื้อหลังมากขึ้น อยากจะเบนเข็มตัวเองบ้าง เหนื่อยงานมาทั้งชีวิตแล้ว

เจตริน วรรธนะสิน
Pioneer Rapper

ยุคที่นูโวเป็นที่นิยมส่งผลมาถึงน้องของพวกพี่เขา ผมได้มีโอกาสขึ้นเวทีคอนเวทีคอนเสิร์ตกับพี่โจ ในที่สุดจึงเข้าตาพี่ๆ ในแกรมมี่ โดยพี่เล็ก บุษบา ดาวเรือง เห็นแววในตัวผมจึงเรียกเข้ามาคุย แนะนำให้เจอพี่เต๋อ เรวัติ พุทธินันท์ และพี่วัฒน์ ธนวัฒ สืบสุวรรณ โปรดิวเซอร์ของผม จุดพลิกผันมันอยู่ที่ตรงนั้น จากเด็กคนหนึ่งที่เล่นดนตรี ประกวดสตริงคอมโบโรงเรียน ซ้อมดนตรีตามห้องอัดตอนเย็นชั่วโมงละ 70 บาท รวมตัวกับเพื่อนๆ ตั้งวงไปเล่นตามงาน แต่เมื่อได้ออกอัลบั้มแรก ชื่อ จอ เ-ะ บ ก็มีเพลงฮิตอย่าง กองไว้ ฝากเลี้ยง เจ็บไปเจ็บมา

ถึงวันนี้ 18 ปีที่ออกอัลบั้มมายังไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย ถือว่าเป็นฝันที่เป็นจริงและยังเป็นอยู่ โชคดีที่มีโอกาสในการเล่นเพลงฮิตของเราติดตัวไปตลอดชีวิต อย่าง เจ็บไปเจ็บมา, กองไว้, คาใจ, ฝากเลี้ยง, ประมาณนี้หรือเปล่า, All I Wanna Do, แววตา, อยากให้รู้ว่าเหงา หรือว่าเพลงอื่นๆ อีกมากมาย กระทั่งวันนี้เรามาเป็นโปรดิวเซอร์ตัวเองทำอัลบั้มสวรรค์ชั้น 7 (J7th Heaven) จนมาเป็นค่ายของเราคือ 7 Record ในแกรมมี่ ความรักที่มีกับการร้องเพลง ความรักที่มีต่อดนตรี ความรักที่มีกับการแสดงบนเวที ความรักที่เรารักจะเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์และมีความซื่อสัตย์กับอาชีพนี้ เรารักแฟนเพลง เราให้เกียรติแฟนเพลง เราให้เกียรติคนทำงานเบื้อหลังที่ทำงานให้กับเรา เราให้เกียรติสิ่งที่เราทำออกไปแล้วที่ถือเป็นอมตะ เป็นตำนานของเรา โดยดูแลมันอย่างดี ผมถือว่าตรงนี้คือสิ่งที่ทำให้ผมอยู่ได้นาน

พูดถึงเจ เจตริน มันมีไม่กี่อย่าง คือ “เขาเป็นนักร้องเพลงสไตล์ฮิพฮอพ ป็อป แดนซ์” ก็อยู่แถวๆ นี้แหละ จำไว้เลย 3 คำนี้ยังวนเวียนอยู่กับชีวิตของผมตั้ง 18 ปีจนถึงปัจจุบันนี้มันก็ยังวนเวียนอยู่ในความเป็นผม ถ้าเรายังอยู่ในวงการนี้ ยังสนุกกันมัน ฟังเพลงเยอะ และทำเพลง และนำเสนอสิ่งดีๆ ให้กับแฟนคลับเราในปัจจุบันหรือแฟนคลับใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็ตาม หรือแม้ว่าเราอาจจะโตอยู่ในวงการมาเป็นผู้ใหญ่เราก็จะมีวิธีการนำเสนองานในรูปแบบที่ลงตัวกับตัวเรา ฉะนั้นเราจึงต้องขยันและห้ามอยู่นิ่ง! จนถึงตอนนี้หลังจาก 2 ปีที่เรามีเพลงฮิพฮอพคือสวรรค์ชั้น 7 เป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จมาก เราแข็งแรงขึ้น จึงเปิดค่าย 7 Record รวบรวมเด็กๆ ฮิพฮอพ มาออกเป็นซิงเกิลต่างๆ

สมญา “เจ้าพ่อแร็ป” ทำให้ผมรู้สึกดีใจที่เขามองว่าเราเป็นต้นแบบ ถ้าพูดก็เหมือนเป็น Pioneer เป็นคนที่คิดริเริ่มทำสิ่งใหม่ออกมา เราก็มีกำลังใจในการที่จะต้องทำผลงานออกมา หรือผลิตงานใหม่ๆ ถ้าไม่ใหม่ไม่ออกถ้าดีจึงจะออก เราต้องรักษามาตรฐานของเราเอาไว้ ยังคงจะต้องตอบโจทย์ให้กับแฟนคลับซึ่งโตตามเรามาเมื่อเรียกว่าเราเป็นหัวหน้า-เป็นต้นแบบ-เป็นเจ้าพ่อเพลงแร็ป ผมรู้สึกภูมิใจและยินดี

ใหม่ เจริญปุระ Queen of Pop Rock Text : Windmill
ชีวิตใหม่เป็นเหมือนกับแมวเก้าชีวิต ผ่านมา 25 ปีในวงการฯ มีหลายช่วงชีวิตที่มันพลิก แล้วก็พลิกๆๆๆ เหมือนก้าวไปอีกสเต็ป ตั้งแต่ก้าวแรกก็คือตอนอายุ 15 จากเด็กใสๆ คนหนึ่ง ตูมเดียวได้ขึ้นมาเป็นนางเอกภาพยนตร์ ตอนนั้นมันเจ๋งมากกับการเป็นนางเอกภาพยนตร์ ใหม่ก็มองว่ามันยอดที่สุดแล้วสำหรับเด็กคนหนึ่ง จนอายุ 19 ใหม่ได้เล่นหนังสิบกว่าเรื่องรู้สึกว่าอิ่มตัวแล้วอยากไปเรียนต่างประเทศ อยู่ดีๆ ก็พลิกกลับมาเป็นนักร้องตอนอายุ 20 อีก เมื่อพลิกมาเป็นนักร้องก็ประสบความสำเร็จมาก ทำให้มีมากมายหลากหลายอัลบั้มเกิดขึ้น ยอดขายเป็นล้านแผ่นตลอด มีคอนเสิร์ตเป็นที่ยอมรับ แล้วพอทำไปได้ 3 ชุด ก็พลิกขึ้นมาอีกจาก 1 ล้านแผ่นกลายเป็น 2 ล้านแผ่นเป็นที่ยอมรับเพิ่มขึ้นๆ ดีกรีความแรงก็เพิ่มขึ้น

ช่วงที่มีหนังสือพิมพ์ลงรูปใหม่หน้า 1 น่าจะเป็นช่วงที่พลิกราวกับรถพลิกคว่ำ 4 ตลบแล้วกลายเป็นนาทีทองนาทีเพชรของใหม่ ตั้งแต่อายุ 15 มาจนถึงเวลานั้นประมาณ 27-28 ถามตัวเองว่าเขาจะเอาเราไหม ชื่อเสียงทั้งหมดที่สร้างมามันจะจบตรงนี้ไหมแต่มันกลายเป็นเด้งกลับขึ้นมาเป็นสูงสุดเข้าไปอีก ใหม่ได้เล่นภาพยนตร์สุริโยทัย ได้มีอัลบั้มแพ้ใจ มีแฟนเพลงลุกฮือขึ้นมาร่วมยืนหยัดกับใหม่กันทั้งประเทศ เป็นการตอกย้ำเหมือนลงเสาเข็มให้เราแข็งแรงขึ้น จนกระทั่งได้กลับมาแสดงภาพยนตร์ ได้รับรางวัลจากสื่อมวลชน ได้รับการยอมรับให้เป็น DIVAS ของเมืองไทย ได้งานที่หลากหลาย และมีคอนเสิร์ตของตัวเอง เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้แสดงคอนเสิร์ตบนเวทีอิมแพคอารีน่า ได้ร้องเพลงของคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ แล้วได้ไปทัวร์คอนเสิร์ตต่างประเทศทั่วโลกเลยไปกันใหญ่ วงจรชีวิตในช่วงหลังเหมือนดาวระยิบระยับแสงเพชรแวววาวมากและยังซึมลึกอยู่ในใจของใหม่ เป็นตำแหน่ง เป็นสิ่งที่คนมอบให้ สังคมยกย่องแต่งตั้งให้เราแต่ว่าตัวเราไม่เคยรู้สึกว่าเราล่องลอยอยู่บนเมฆจนหยุดไม่ได้ สุดท้ายแล้วก็คือสิ่งที่คนมอบให้แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องอุตสาหะและไม่ลืมตัวเราก็ทำงานดี ตลอดไป

เรามุ่งมั่นทำงานจนไม่รู้ว่าเป็นกรรมกรหรือว่านักร้อง (หัวเราะ) มุมานะมากแบบที่บ่ยั่นเลยนะ ที่เราทำๆ ไปนั้นไม่รู้หรอกว่าวันนี้ 200 พรุ่งนี้ 300 มะรืนจะ 500 เพราะว่าเราเทไม่ยั้งอยู่แล้ว แต่ผลลัพธ์เด้งกลับมาเกินสิ่งคาดหวัง ถ้าเราคาดหวังคืออยากให้มัน The Best ทุกครั้ง แต่บางครั้งอาจจะได้ 90 บางครั้งอาจะได้ 300

การเลือกงานนี่สำคัญที่สุด ถ้ารับงานส่งเดชจะกลายเป็นยาพิษ ยอมรับว่าใหม่เสียโอกาสดีๆ ในชีวิตไปเยอะ เคยจะไปทำอัลบั้มที่ญี่ปุ่นและที่อังกฤษทั้งสองที่นี้เป็นประเทศที่หินมากๆ ได้รับทาบทามมาแล้วแต่ติดสัญญากับบริษัท งานภาพยนตร์ฮอลลีวูดติดต่อเข้ามาแต่ก็พลาดอีก ในความพลาดนั้นใหม่ก็ยังไปได้โอกาสที่ดีอื่นๆ มารองรับ เมื่อเราเลือกแล้วว่าเราจะทำงานนี้เราต้องกดให้มิดเกียร์ ใหม่เคยมีหลายเหตุการณ์เช่นบางงานเราอาจจะไม่เหมาะสมก็ไม่น่าเล่น หรือบางงานเหมาะสมจังเลยแต่ไม่สบายพอดี ทั้งๆ ที่อยากทำมากแต่ก็ทำไม่ได้ บางทีเราต้องดูวันเวลาและโอกาส มันใช้หลากหลายปัจจัยในการที่จะมายืนอยู่แล้วประสบความสำเร็จ

ใหม่ เจริญปุระ
Queen of Pop Rock

ชีวิตใหม่เป็นเหมือนกับแมวเก้าชีวิต ผ่านมา 25 ปีในวงการฯ มีหลายช่วงชีวิตที่มันพลิก แล้วก็พลิกๆๆๆ เหมือนก้าวไปอีกสเต็ป ตั้งแต่ก้าวแรกก็คือตอนอายุ 15 จากเด็กใสๆ คนหนึ่ง ตูมเดียวได้ขึ้นมาเป็นนางเอกภาพยนตร์ ตอนนั้นมันเจ๋งมากกับการเป็นนางเอกภาพยนตร์ ใหม่ก็มองว่ามันยอดที่สุดแล้วสำหรับเด็กคนหนึ่ง จนอายุ 19 ใหม่ได้เล่นหนังสิบกว่าเรื่องรู้สึกว่าอิ่มตัวแล้วอยากไปเรียนต่างประเทศ อยู่ดีๆ ก็พลิกกลับมาเป็นนักร้องตอนอายุ 20 อีก เมื่อพลิกมาเป็นนักร้องก็ประสบความสำเร็จมาก ทำให้มีมากมายหลากหลายอัลบั้มเกิดขึ้น ยอดขายเป็นล้านแผ่นตลอด มีคอนเสิร์ตเป็นที่ยอมรับ แล้วพอทำไปได้ 3 ชุด ก็พลิกขึ้นมาอีกจาก 1 ล้านแผ่นกลายเป็น 2 ล้านแผ่นเป็นที่ยอมรับเพิ่มขึ้นๆ ดีกรีความแรงก็เพิ่มขึ้น

ช่วงที่มีหนังสือพิมพ์ลงรูปใหม่หน้า 1 น่าจะเป็นช่วงที่พลิกราวกับรถพลิกคว่ำ 4 ตลบแล้วกลายเป็นนาทีทองนาทีเพชรของใหม่ ตั้งแต่อายุ 15 มาจนถึงเวลานั้นประมาณ 27-28 ถามตัวเองว่าเขาจะเอาเราไหม ชื่อเสียงทั้งหมดที่สร้างมามันจะจบตรงนี้ไหมแต่มันกลายเป็นเด้งกลับขึ้นมาเป็นสูงสุดเข้าไปอีก ใหม่ได้เล่นภาพยนตร์สุริโยทัย ได้มีอัลบั้มแพ้ใจ มีแฟนเพลงลุกฮือขึ้นมาร่วมยืนหยัดกับใหม่กันทั้งประเทศ เป็นการตอกย้ำเหมือนลงเสาเข็มให้เราแข็งแรงขึ้น จนกระทั่งได้กลับมาแสดงภาพยนตร์ ได้รับรางวัลจากสื่อมวลชน ได้รับการยอมรับให้เป็น DIVAS ของเมืองไทย ได้งานที่หลากหลาย และมีคอนเสิร์ตของตัวเอง เป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้แสดงคอนเสิร์ตบนเวทีอิมแพคอารีน่า ได้ร้องเพลงของคุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ แล้วได้ไปทัวร์คอนเสิร์ตต่างประเทศทั่วโลกเลยไปกันใหญ่ วงจรชีวิตในช่วงหลังเหมือนดาวระยิบระยับแสงเพชรแวววาวมากและยังซึมลึกอยู่ในใจของใหม่ เป็นตำแหน่ง เป็นสิ่งที่คนมอบให้ สังคมยกย่องแต่งตั้งให้เราแต่ว่าตัวเราไม่เคยรู้สึกว่าเราล่องลอยอยู่บนเมฆจนหยุดไม่ได้ สุดท้ายแล้วก็คือสิ่งที่คนมอบให้แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องอุตสาหะและไม่ลืมตัวเราก็ทำงานดี ตลอดไป

เรามุ่งมั่นทำงานจนไม่รู้ว่าเป็นกรรมกรหรือว่านักร้อง (หัวเราะ) มุมานะมากแบบที่บ่ยั่นเลยนะ ที่เราทำๆ ไปนั้นไม่รู้หรอกว่าวันนี้ 200 พรุ่งนี้ 300 มะรืนจะ 500 เพราะว่าเราเทไม่ยั้งอยู่แล้ว แต่ผลลัพธ์เด้งกลับมาเกินสิ่งคาดหวัง ถ้าเราคาดหวังคืออยากให้มัน The Best ทุกครั้ง แต่บางครั้งอาจจะได้ 90 บางครั้งอาจะได้ 300

การเลือกงานนี่สำคัญที่สุด ถ้ารับงานส่งเดชจะกลายเป็นยาพิษ ยอมรับว่าใหม่เสียโอกาสดีๆ ในชีวิตไปเยอะ เคยจะไปทำอัลบั้มที่ญี่ปุ่นและที่อังกฤษทั้งสองที่นี้เป็นประเทศที่หินมากๆ ได้รับทาบทามมาแล้วแต่ติดสัญญากับบริษัท งานภาพยนตร์ฮอลลีวูดติดต่อเข้ามาแต่ก็พลาดอีก ในความพลาดนั้นใหม่ก็ยังไปได้โอกาสที่ดีอื่นๆ มารองรับ เมื่อเราเลือกแล้วว่าเราจะทำงานนี้เราต้องกดให้มิดเกียร์ ใหม่เคยมีหลายเหตุการณ์เช่นบางงานเราอาจจะไม่เหมาะสมก็ไม่น่าเล่น หรือบางงานเหมาะสมจังเลยแต่ไม่สบายพอดี ทั้งๆ ที่อยากทำมากแต่ก็ทำไม่ได้ บางทีเราต้องดูวันเวลาและโอกาส มันใช้หลากหลายปัจจัยในการที่จะมายืนอยู่แล้วประสบความสำเร็จ

คริสติน่า อากิล่าร์
Queen of Dance

จุดพลิกผันของติ๊นา ก็คือวันที่ พี่เต๋อ เรวัติ พุทธินันท์ เรียกเข้ามาคุย ตอนนั้นติ๊นาทำงานประจำอยู่บริษัททัวร์ สวนกันไปสวนกันมาหลายรอบแล้วเพราะเรียกเข้าไปแล้วเราก็ไม่ได้ไป แต่วันที่ได้มาเจอพี่เต๋อคือวันที่เปลี่ยนชีวิตติ๊นาจากฝันที่เรามีตั้งแต่เด็กๆ ว่ารู้สึกว่าวันหนึ่งจะต้องเป็นนักร้องนั้นมาถึงแล้ว

ตั้งแต่เด็กติ๊นามีความรู้สึกว่าวันหนึ่งจะเป็นนักร้อง ไม่ใช่นักร้องที่ร้องเพลงประจำ แต่ว่ามีเพลงเป็นของตัวเอง มันเป็นเซนส์อย่างหนึ่งแต่เราไม่ได้ทำอะไรเพื่อให้ตัวเองเป็นนักร้อง เมื่อตอนอายุ 16 เคยมีคนติดต่อให้ไปร้องเพลงทำอัลบั้มแต่ไม่ได้ทำเพราะมีความรู้สึกว่ามันยังไม่ถึงเวลาของเราเพราะเรียนหนังสืออยู่

ในยุคนั้นโอกาสน้อยแต่ยุคนนี้โอกาสจะเดินเข้าสู่วงการเยอะ สิ่งที่จะทำให้เราอยู่ได้นานเป็นคนของประชาชนก็คือเราต้องมีความรับผิดชอบ ต้องรักในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ บางคนอาจจะเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ บางคนอาจจะเกิดมาพร้อมความตั้งใจ มุมานะ และรู้จักพัฒนาตัวเองเพื่อที่จะได้เป้าหมายนั้นมา มันแตกต่างกัน การเข้ามามันง่ายแต่การอยู่นานๆ มันยาก ยิ่งสมัยนี้มีคลื่นลูกใหม่เกิดมาทุกวันๆ ต้องยอมรับว่าเยอะจนถ้าเดินสวนกันเราก็ไม่รู้ว่าเป็นคนวงการรึเปล่า แต่การที่อยู่ตรงนี้ได้นานมีแฟนเพลงที่รักเราก็คือรับผิดชอบในงาน ตั้งใจทำงานทุกชิ้นที่เขามอบให้เรานั้นอย่างเต็มที่และดีที่สุด

เราอย่าคิดว่าเราเป็น Somebody ถ้าเราคิดว่าเราดังแล้ว เท่านั้นก็จบ! แต่ต้องคิดว่าเราเป็นคนที่โชคดี ได้มาทำในสิ่งที่เรารักและมีคนมารักเรามากมาย ฉะนั้นคนที่เป็นแฟนเพลงเรา คนที่ซื้ออัลบั้มของเรา เป็นบุคคลที่สำคัญมาก และที่สำคัญก็คือทีมงานทุกๆ คน ทุกขั้นตอนทุกอย่างมีความหมาย อย่างคิดว่าเป็นความสำเร็จของเราเพียงคนเดียวแต่เป็นของหลายคน เพียงแต่เราเป็นคนยืนอยู่ข้างหน้าถ้ามีเราคนเดียวก็ไปไม่รอดหรอก

และถ้าไม่รักก็คงไม่ทำงานนี้ไปตั้งนานแล้ว การร้องเพลงคือสวนหนึ่งก็คือชีวิตของติ๊นา ดนตรีเป็นสิ่งที่ทำให้โลกเรานี้ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ถึงแม้ว่าเราไม่ได้ร้องเองแค่เราฟังเพลงมันคือความสุข ความสุขของติ๊นาคือการยืนอยู่บนเวทีคอนเสิร์ต มีคนที่ตั้งใจมาดูเรา มาร่วมสนุก ร่วมร้อง ร่วมเต้นกับเรา มันทำให้เรารู้สึกว่าเราอยู่บ้านแล้วมีแขกมาปาร์ตี้ที่บ้านเรา เป็นความภูมิใจ เป็นความสุขที่อธิบายได้ยาก ทุกครั้งที่ได้ขึ้นคอนเสิร์ตไม่ว่าเวทีเล็กหรือเวทีใหญ่คือการได้ไปเจอกับคนที่รักเรา อยากฟังเพลงของเรา ทุกครั้งมันก็คือความสุข ยิ่งเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่างความรู้สึกจึงต่างกัน

ฉายาที่สังคมมองที่สังคมให้เรา อย่างเช่น Queen of Dance เกิดจากการทำงานเป็นทีม ติ๊นารักในสิ่งที่ทำถือว่าโชคดีมาก และเกิดในยุคที่พี่เต๋อเป็นคนดูแล สอน และให้สิ่งต่างๆ กับเราเยอะมาก…มันไม่มีอะไรที่จะยั่งยืน อย่าไปคาดหวังอะไรมาก ทำหน้าที่ของเราให้ได้ดีที่สุดแล้วผลดีมันก็จะตามมาหาเราเอง

ไตรภพ ลิมปพัทธ์
Legendary TV Host

จุดเปลี่ยนในชีวิตผมมีอยู่จุดเดียวไม่มีจุดอื่นเลย ตอนสอบเอนทรานซ์ผมเลือกวิศวะทั้ง 6 อันดับ ผลปรากฏว่าสอบเข้าไม่ได้มีความรู้สึกเจ็บปวดมากและโมโหชีวิต โมโหไปทุกอย่างแต่ไม่โมโหตัวเอง โทษทุกอย่างแต่ไม่โทษตัวเอง กลับมาบ้านมีพระอยู่องค์หนึ่งห้อยอยู่ที่คอองค์ที่ใส่จนปัจจุบันนี้ ไม่รู้จะโทษอะไรหันไปหันมาเอาพระที่ห้อยอยู่ถอดออกมาแล้วก็ทิ้ง ในใจตอนนั้นมีความรู้สึกว่าก่อนจะไปสอบก็ขอแล้วแค่นี้ก็ช่วยไม่ได้ ไม่นับถือแล้ว ในวินาทีเดียวกันนั้นก็เกิดยูเรก้าที่เรียกว่าเป็นตัวรู้เกิดขึ้นมาบอกว่า ทั้งหมดที่ทำ ทั้งหมดที่เป็นอยู่นี้มันผิด ในชีวิตนี้จะไปหวังให้ใครช่วยเรานั้นเป็นไปไม่ได้ ใครทำอะไรก็ต้องได้สิ่งนั้น ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมาก็เข้าใจว่าถ้าอยากได้อะไรสักอย่างในชีวิตต้องได้จากที่เราทำเอง ไม่ใช่ได้จากความฝัน ความหวัง ความศรัทธา วันนั้นเป็นวันเดียวที่รู้สึกว่าทำอะไรก็ได้สิ่งนั้น ตั้งแต่นั้นมาในชีวิตก็จะไม่มีเรื่องดีใจ เสีย พิสดาร อะไรอีกเลย

จากวันนั้นจนกลายมาเป็นคนเบื้องหน้าใช้เวลานาน ผมเรียนรามคำแหงอีก 3 ปีกว่า แล้วไปเป็นทนายความอีกหลายปี กว่าจะมาเป็นพิธีกรอีกเป็น 10 ปี ไม่มีทางที่เปลี่ยนปุ๊บแล้วทุกสิ่งจะมาตามที่เราตั้งใจ เวลาที่เปลี่ยนคือเปลี่ยนความคิด เมื่อเปลี่ยนความคิดก็เปลี่ยนพฤติกรรม ไล่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ค่อย สร้างรากฐานใหม่ให้กับชีวิตตัวเองไปเรื่อยๆ จากคนเดิมที่คิดเฮงซวย คิดไม่เอาอ่าว คิดไม่เอาไหน ก็ค่อยๆ เริ่มเป็นคนที่มีความคิดขึ้น คิดในเรื่องที่ทำได้และทำไม่ได้ คิดในเรื่องที่เราต้องทำอะไรบ้าง และคิดในเรื่องที่ว่าแม้ทำอย่างเต็มความสามารถที่สุดแล้วก็ไม่ได้มาก็มี เพราฉะนั้นต้องเข้าใจทั้งหมด ค่อยๆ ไล่เข้าใจมาเรื่อยๆ แต่นั่นคือจุดที่ทำให้มีความเข้าใจชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะไปมัวแต่หวังอะไร

ผมพยายามทำงานที่เปิดโลก หรือเปลี่ยนชีวิตให้คนอื่นๆ ด้วยความพยายาม อาจจะมาจากเหตุผลที่ว่าตัวเองก็ประสบมากับสิ่งเหล่านี้ พยายามพูด อธิบาย หรือบอกเขาเท่าที่เรามีโอกาสและเข้าใจได้ว่า ชีวิตมันเป็นแบบนี้ พื้นฐานเข้าใจง่ายมากแต่เราพยายามไม่เข้าใจมัน เราพยายามจะโทษทุกสิ่งทุกอย่างในโลกยกเว้นตัวเอง!

กับคำว่าแมวเก้าชีวิตนั้นผมคิดว่ามันเป็นเรื่องจริงของชีวิต ไม่ใช่สำหรับผมคนเดียวแต่เป็นของทุกคน มีคนมักจะพูดให้ได้ยินบ่อยๆ ว่าคนนั้นจบแล้ว คนนี้จบแล้ว แต่เชื่อผมเถอะมันจบจริงๆ เมื่อตาย ถ้าไม่ตายยังไม่จบ และผมพบกับชีวิตตัวเองแล้วว่าถ้าไม่ตายก็ยังไม่จบ

ความสำเร็จกับผมมันผ่านไปนานแล้ว มันไม่มีอีกแล้ว ผมไม่เข้าใจมันอีกแล้ว เมื่อก่อนผมก็คิดว่าเราจะทำอะไรก็ต้องวิ่งไปถึงเส้นชัยให้ได้จึงจะเป็นความสำเร็จ ฉะนั้นตลอดเวลาการวิ่งของผมก็วิ่งตลอดตั้งใจวิ่งอย่างเดียวเพื่อให้ไปถึงเส้นชัยให้ได้ แล้วผมก็พบความจริงว่าวินาทีที่มันผ่านเส้นชัยเป็นวินาทีเดียว กับตลอดเวลาที่สิ่งมามันเหนื่อยต่างกันตั้งเยอะ ทำไมไม่ใช้เวลาที่วิ่งให้มันมีความสุขเหมือนกับทุกวินาทีมันเป็นความสำเร็จของชีวิต ฉะนั้นวิธีคิดเดิมของผมผิดผมจึงไม่คิดอีกแล้ว จึงคิดว่ามันไม่มีจริงเมื่อวิ่งสนามนี้เสร็จก็ต้องวิ่งสนามหน้า วิ่งสนามนู้นอีก ต้องวิ่งไปเรื่อยๆ สำหรับผมมันไม่มีจริงอีกต่อไปแล้ว ฉะนั้นทำทุกวินาทีให้มีความสุขดีกว่า

ถ้ามีคนถามผมว่ามีความสุขไหมกับงาน หรือมีความทุกข์ไหม ตอบได้ว่าไม่มี สุขก็ไม่มีทุกข์ก็ไม่มี ผมทำตามหน้าที่ เมื่อหน้าที่ผมจบแล้วก็จบกัน ผมทำอย่างนั้นไปเรื่อยๆ จนมันชินและไม่รู้สึกพิสดารกับมันอีกแล้ว

ใครก็ตามที่อานข้อเขียนนี้ เชื่อผม ไม่ต้องเชื่อหลายอย่าง เชื่อว่าความยิ่งใหญ่ที่สุดจริงๆ ไม่ได้อยู่ข้างนอกแต่มันอยู่ข้างใน เมื่อคุณทำทั้งหมดข้างในให้ยิ่งใหญ่ให้ได้แล้วข้างนอกจะเล็กนิดเดียว โลกทั้งโลกจะเหลือเท่ากับลูกหินลูกเดียวเท่านั้น แต่ถ้าหากคุณทำให้ข้างในใหญ่ไม่ได้ปัญหาเล็กนิดเดียวอาจจะใหญ่เท่ากับโลกนี้ทั้งโลกก็ได้ เมื่อทุกอย่างเล็กนิดเดียวหมดอะไรล่ะจะมีความหมาย มันจะไม่มีอะไรมีความหมายอีกเลยก็โลกทั้งโลกยังเท่าลูกหินแล้วอะไรจะมีความหมาย อย่าพยายามสร้างความหมาย พยายามทำให้ข้างในยิ่งใหญ่มีค่ามากกว่า

วรายุฑ มิลินทจินดา
Sophisticated Drama Producer
อยู่ในแวดวงการเป็นผู้จัดละครมานานพอสมควร 20 กว่าปี จุดพลิกผันจากคนธรรมดาให้กลายมาเป็นไก่ วรายุฑ คือ การแสดง จากเด็กทำฉากแล้วมาได้เล่นละครเป็นลลนาในเรื่องประชาชนชาวแฟลต นั่นแหละคือจุดพลิกผันของชีวิตทำให้คนรู้จักเรามากขึ้น ถ้าไม่มีตรงนั้นก็คงทำงานศิลปกรรม อุปกรณ์ประกอบฉาก หรือเป็นงานประสานงานธุรกิจ หรืออาจจะเป็นผู้จัดละครซึ่งคนอาจจะไม่รู้จักเราในงานแสดง

ประสบการณ์จาก(โรงเรียน)ช่างศิลปทำให้เรานำมาประยุต์ใช้กับงานในวงการบันเทิงได้มากทีเดียว เพราะว่าช่างศิลปสอนให้เป็นทุกอย่าง ส่วนการหล่อหลอมของวงการนั้นออกมาก็อยู่ที่ตัวเราเองเพราะว่ามีสิ่งดีๆ และไม่ดีให้เห็นอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะวงการไหนก็ตาม คิดว่าวงการนี้ให้ชีวิตใหม่กับเรา ให้เรามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เจอคนที่ดี เจอคนที่รักเราจริงและเรารักเขาจริง เจอผู้ใหญ่ที่อุปการะเรามาตลอดเวลา ตรงนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดใหม่ในชีวิตของเรา อะไรที่จะนับย้อนไปได้ถ้าเราเป็นเด็ก 1 ขวบก็จะขอเป็น 1 ขวบตรงนั้นแล้วขอเป็นวัยรุ่นตรงนี้แล้วกัน

นอกจากงานหลังกล้องบางครั้งก็เข้าไปเล่นละครเอง เพราะคิดว่าคนเคยรู้จักเรา และคนไม่เคยเห็นเราเล่นในบทอย่างนี้ลองไปเล่นดูซิว่าจะเป็นอย่างไรประกอบกับผู้กำกับอยากให้เล่นดูก็เล่นได้ การอยู่ในวงการที่มีทั้งศิลปิน นักแสดง ผู้จัดเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา สิ่งที่ทำให้เราอยู่ได้นานก็คือวินัย อย่าทรยศต่ออาชีพของตัวเอง ดูแลรักษาอาชีพของตัวเอง หมั่นฝึกฝนในด้านของการแสดง อย่าให้บกพร่องในหน้าที่ของตัวเองและรู้จักตัวเองว่าเราเป็นใคร

Related contents:

You may also like...