ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม

คงไม่ใช่คำพูดที่เกินเลยหากจะบอกว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มีอาชีพอะไร หรือเป็นประชากรในช่วงวัยใดของประเทศไทย ต่อให้รสนิยมการดูหนังฟังเพลงของคุณเป็นแบบไหน คุณย่อมจะต้องเคยบริโภคผลิตภัณฑ์แห่งความบันเทิงที่หลากหลาย ภายใต้แบรนด์ GMM GRAMMY มาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้งในช่วงชีวิตนี้

ในฐานะผู้ก่อตั้งอาณาจักรธุรกิจบันเทิงอันดับหนึ่งของเมืองไทย ชื่อของ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ที่บุคคลทั่วไปพร้อมใจกันเรียกขาน ตามสมญานามที่สื่อมวลชนยกให้เป็นญาติสนิทในตำแหน่ง ‘อากู๋’ จึงเป็นหนึ่งบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การพัฒนาของวงการดนตรีและอุตสาหกรรมบันเทิงของประเทศนี้ ซึ่งแน่นอนว่า หากมีการขีดเขียนตำนานดนตรีร่วมสมัยของไทยในระยะเวลาเกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ผลงานจากความสำเร็จของอาณาจักรบันเทิงแกรมมี่ โดยการนำของ ‘อากู๋’ ย่อมจะครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์เหล่านั้น

ไฮคลาส : จากจุดเริ่มต้นมาจนถึงวันนี้ คำว่า ‘GMM GRAMMY’ มีความหมายอย่างไรสำหรับคุณ
แกรมมี่คือบริษัทที่ทำงานครีเอทีฟในเรื่อง สื่อ เพลง ความบันเทิง เราเป็นนักครีเอทีฟ ทุกอย่างที่เราทำต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ทั้งหมด

แน่นอนบริษัทแกรมมี่ก็เป็นบริษัทที่ผมสร้างขึ้นมา เป็นสิ่งที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง น้องๆ พนักงานที่ทำงานอยู่ในบริษัทนี้ ตอนก่อตั้งมีพนักงานอยู่ 30 กว่าคน ปัจจุบันทั้งเบื้องหลัง หรือนักร้อง เบ็ดเสร็จ 3,000 กว่าคน ซึ่งหมายความว่า เรามี 3,000 กว่าครอบครัวที่อาศัยแกรมมี่ในการดำรงชีพ ผมคิดว่าคนในแกรมมี่ทุกคนรักบริษัทนี้ พนักงานของเราไม่ค่อยลาออกกัน หากดูในจำนวนทั้งหมดจะพบว่าคนที่อยู่กับแกรมมี่ มาตลอด 27 ปีเต็ม ก็มีหลายร้อย คนที่อยู่มามากกว่า 20 ปีก็เยอะแยะไปหมด ทุกคนผูกพันกับบริษัทนี้

ผมสังเกตว่าอายุของบริษัทฝรั่งต่างชาติ มักจะยืนยาวเป็นระดับศตวรรษทั้งนั้น แต่ของไทยเราทำไป 3 ชั่วคนก็มักจะเจ๊งกัน ไม่เคยถึงระดับร้อยปี ผมจึงบอกลูกว่า ให้ช่วยดูแลอย่าให้ล่มสลาย ให้อยู่เป็นระดับ 100 ปีถึง กำไรน้อยๆ แต่ให้มันอยู่ได้

ตอนนี้ลูกของผมก็เริ่มโตมาทำงานกันหมดแล้ว ส่วนใหญ่ก็เรียนอยู่สาขาศิลปะ ดนตรี นิเทศ ก็มาทำอยู่สายนี้หมด ลูกผมก็มีชื่อ ฟ้าใหม่, ระฟ้า, อิงฟ้า และ ฟ้าฉาย ลูกสาวผมอิงฟ้าไปเรียน Liberal Arts ที่ญี่ปุ่น ลูกชายผม 2 คนก็เรียน Communications Art ที่ USC Annenberg School ซึ่งเป็นคณะที่สอนนิเทศศาสตร์ดีที่สุดในอเมริกา

คุณ Annenberg เขาเป็นเศรษฐีที่สำเร็จในเรื่องของ Broadcasting เป็นคนบริจาคเงินสร้างคณะนี้เพื่อให้มันสมบูรณ์ จะข้าเรียนต้องคะแนนถึง จึงจะสามารถเรียนได้ ก็โชคดี ที่ลูกชายผมสามารถเข้าเรียนได้

ไฮคลาส : ย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ทำให้กลายเป็น ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม แห่ง GMM GRAMMY

พื้นฐานเดิมผมเป็นนักโฆษณา ตั้งใจตั้งแต่แรกว่าอยากจะทำสินค้าที่เป็น Consumer products สืบเนื่องมาจากตอนเด็ก พ่อของผมเปิดร้านสโตร์ขายขนมปัง ยาสีฟัน ผงซักฟอก สบู่ ของกินของใช้ ฯลฯ เราก็เลยคุ้นเคยและคิดว่าชีวิตเราน่าจะเป็นคนที่ทำสินค้าเกี่ยวกับ Consumer products โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมไปเริ่มต้นทำงานกับบริษัทสหพัฒนพิบูลย์ แล้วมาทำบริษัทของโอสถสภา คือ บริษัทพรีเมียร์ มาร์เก็ตติ้ง ปลาเส้นทาโร่ ปรากฏว่าอยู่ๆ ก็ได้ไปเจอกับคนที่ทำรายการทีวี เขามาขอโฆษณากับเรา ผมก็แลดูเห็นว่าเขาร่ำรวยดีจึงเกิดความสนใจว่าเขาทำทีวีกันอย่างไร เพราะท่าทางเขาไม่ได้ใช้ระยะเวลาอะไรมากมาย

พอมาเจอคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งก็ทำเรื่องเกี่ยวกับเพลง ผมก็เกิดความสนใจอีก คิดขึ้นมาว่าแทนที่เราจะทำอะไรเกี่ยวกับConsumer products ซึ่งพอทำมาถึงจุดนั้นเรารู้ว่ามันไม่ง่ายเพราะว่าต้องมีทั้งโรงงาน วัตถุดิบ มีหลายสิ่ง และการแข่งขันสูงมาก แต่ถ้าเราทำรายการทีวี ดูจากคนที่เรารู้จัก ซึ่งเขาทำอยู่ก่อน ตัวผมเองก็เรียนนิเทศศาสตร์มาจึงคิดว่าตัวเองน่าจะทำได้

ผมศึกษาตลาดของธุรกิจเพลงในขณะนั้นส่วนใหญ่ยังเป็นธุรกิจที่เล็ก จึงคิดว่าเรายังสามารถแข่งขันได้ ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเริ่มทำรายการทีวี รายการยิ้มใส่ไข่ คืนแห่งดวงดาว ถนนสายดนตรี ผมจึงไปขอเวลาช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 ทำรายการทีวีพร้อมกับทำเพลงไปด้วย

ช่วงแรกเราเตรียมการอยู่ 1-2 ปี ค่อยๆ รวบรวมคนที่เป็น Key to success factor ก็ได้ คุณเต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ มาทำในส่วนของโปรดิวซ์ ตอนนั้นผมเซ็นสัญญากับนักร้อง 5 คนก็มี คุณนันทิดา แก้วบัวสาย, พี่เต๋อ-เรวัต พุทธินันท์, คุณแหวน-ฐิติมา สุตสุนทร, แพทย์หญิงพันทิวา สินรัชตานนท์ และคุณทูน หิรัญทรัพย์

มีทีมโปรดิวเซอร์ซึ่งตอนนั้นมี พี่เต๋อ-เรวัต เป็นหัวเรือหลัก แล้วก็มี อัสนี โชติกุล คุณวิชัย อึ้งอัมพร คุณจาตุรณ เอมซ์บุตร แล้วก็มี ไพฑูรย์ วาทยะกร

ส่วนตัวผมกับคุณบุษบา ดาวเรือง คุณสันติสุข จงมั่นคง และคุณกิตติศักดิ์ ช่วงอรุณ เราเป็นทีมหลักในการทำเรื่องประชาสัมพันธ์ พอครบทีมเราก็ทำแกรมมี่ขึ้นมาจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนแปลงจากการตั้งใจทำ Consumer products มาเป็น ธุรกิจ Media และธุรกิจเพลง

ไฮคลาส : ตอนนั้นคิดว่าธุรกิจจะใหญ่ขนาดนี้ไหม

ไม่คิด คือเราหนีจากธุรกิจใหญ่ มาทำธุรกิจเล็ก การทำมีเดีย ทำรายการทีวี ทำเพลง สมัยนั้นเป็นธุรกิจที่เล็กมากไม่ได้คิดว่าจะเติบโตมาขนาดนี้

แต่โดยพื้นฐานความคิดของผมเองแล้ว เป็นคนที่ชอบวางแผนให้มันเป็นสากล เป็นระเบียบ มีกติกาที่ถูกต้องเพราะว่าธุรกิจเพลงหรือธุรกิจสื่อจะต้องเกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ตั้งแต่เริ่มต้น เราเป็นบริษัทแรกที่เซ็นสัญญากับนักร้องอย่างถูกต้องตามหลักสากล คือลิขสิทธิ์แบ่งปันกัน ดูแลรักษากัน มีการจ่ายค่าตอบแทนเรื่องของค่าร้อง ค่าลิขสิทธิ์เพลง และรักษาสิทธิ์ของการทำงาน นักร้องมีการเซ็นสัญญามิใช่มาร้องกันเฉยๆ ทุกอย่างเราทำตามแบบแผน เนื่องจากผมเคยทำบริษัทใหญ่มาก่อน แบบแผนที่วางไว้จะเป็นฝ่าย แผนกที่ค่อนข้างเป็นระเบียบ

ไฮคลาส : แรงขับเคลื่อนภายในที่ทำให้คุณเริ่มธุรกิจนี้คืออะไร อยากประสบความสำเร็จ อยากมีชื่อเสียง หรืออยากรวย ฯลฯ
ตอนนั้นผมคิดว่าเราน่าจะแค่เอาตัวรอดก่อน ผมเองเป็นคนที่ตั้งใจอยู่ตลอดเวลาว่าอยากจะทำกิจการของตนเอง ผมอยู่กับบริษัทสหพัฒน์ฯ 5 ปี อยู่กับนายห้างเทียม โชควัฒนา ช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่ชีวิตสงบเรียบร้อยดีมาก นายห้างท่านก็เมตตาผม การทำงานก็ทำได้ดีเพราะว่าเพียงเวลาสั้นๆ ผมก็ได้เป็น Creative Director เงินเดือนก็ขึ้น เมื่อเทียบกับเพื่อนฝูงที่เรียนจบมาด้วยกัน ผมก็ถือเป็นคนที่มีเงินเดือนค่อนข้างสูง กลางคืนผมก็ยังไปทำงานทำหนังสือบ้าง ทำบริษัทโฆษณาของตัวเองบ้าง โฆษณาสินค้าที่เกี่ยวกับวัสดุก่อสร้างพวกสถาปัตย์ พวกหมู่บ้าน อะไรทำนองนี้ ผมตั้งใจอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องเป็นเจ้าของกิจการให้ได้

เคยออกมาช่วงหนึ่ง 2-3 เดือนเข้าผมก็รู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อม ก็กลับไปทำที่พรีเมียร์มาร์เก็ตติ้งซึ่งมีนายทุนหนุนหลัง ตอนนั้นในใจก็คิดอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าเมื่อไหร่พร้อมจะต้องทำกิจการของตัวเอง โดยมีธุรกิจ มีเดียกับเพลงเป็นตัวพื้นฐาน ก็คาดหวังว่าน่าจะเอาตัวรอดพอไปได้ แต่ไม่ได้คาดหวังถึงกิจการที่ใหญ่โต

ไฮคลาส : อะไรที่เป็นปัจจัยหลักสำหรับคุณในการทำงานให้ได้ดี
ผมเป็นคนทำงานหนัก ตั้งใจทำงาน ตอนกลางวันผมอยู่ที่บริษัทสหพัฒน์ฯ ตอนกลางคืนผมเปิดบริษัทของตัวเอง ในขณะเดียวกันบางทีก็ไปรับจ้างทำหนังสือให้เขาบ้าง ผมเคยทำหนังสือให้คุณบุรินทร์ วงศ์สงวน ในสมัยนั้น เคยไปร่วมทำหนังสือให้กับพี่ช้าง-ขรรค์ชัย บุญปาน เป็นคนชอบทำงาน ขยัน อยากเรียนรู้ มีความอยากรู้อยากเห็นมาก มันเป็นส่วนที่ช่วยให้เราเป็นคนมีประสบการณ์มาก

ความกระตือรือร้น ความที่กลัวตัวเองจะล้มเหลว มันเป็นแรงผลักดันให้กับตัวเอง เพราะที่ครอบครัวผมไม่มีใครช่วยอะไรได้เลย พ่อแม่ของผมก็อายุมาก พี่สาวน้องสาวก็แต่งงานไปแล้ว ผมเป็นลูกชายคนเดียวไม่มีใครช่วยอะไรได้แน่ ความรู้สึกตรงจุดนี้ มันทำให้เราจะต้องพยายามอย่างที่สุด และเราก็ทำงานด้วยความสนุก ผมเป็นคนมีเพื่อนเยอะ ผมเป็นคนชอบงานวางแผน แต่ไม่ถึงขนาดทำ Daily Operation

ไฮคลาส : ตรงจุดไหนหรือวันไหนที่เริ่มรู้สึกว่าจุดนี้คือจุดที่ลงตัวและเหมาะสมกับตัวเองแล้ว
พอมาทำแกรมมี่ก็ต้องบอกว่าค่อนข้างโชคดีตั้งแต่ปีแรกก็มีกำไร แต่ก่อนผมมีรายได้เดือนหนึ่งไม่ถึงแสน แต่ปีแรกพอมาทำตรงนี้ ผมมีกำไร 7 ล้าน ผมรู้สึกว่าชีวิตมันเปลี่ยนไปเยอะ ชีวิตค่อนข้างราบรื่น ปีที่ 2 อาจจะถอยไปหน่อย เพราะมีอะไรผิดพลาด ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นบ้าง แต่หลังจากนั้นก็ราบรื่นมาโดยตลอด

ไฮคลาส : สิ่งที่ทำให้แกรมมี่ประสบความสำเร็จในช่วงแรก

เพราะเรากล้าที่จะเปลี่ยนแปลงครับ ตอนที่เราเริ่มต้นนั้น เพลงของเราแตกต่างจากคนอื่นหมด คนอื่นบอกว่าทำไมเราแต่งเพลงภาษาไทยโดยไม่มีสัมผัส จริงๆ แล้วเราสัมผัสด้วยเมโลดี้ เราเริ่มทำเพลงในลักษณะที่เป็นเพลงค่อนไปทางตะวันตก เพลงมีเมโลดี้ มีเนื้อร้องแบบฝรั่ง และพยายามจะใส่ภาษาไทยลงไปในเมโลดี้แบบพ้องเสียงจริงๆ

ซึ่งตอนนั้นอาจารย์คึกฤทธิ์ก็เคยช่วยชี้แจงว่า ทางแกรมมี่เขาไม่ได้ทำเพลงแบบเป็นกลอน ที่ต้องมีสัมผัส แต่ทำเพลงที่สัมผัสลงตัวกับเมโลดี้ เพราะฉะนั้นเพลงเราก็เกิดความแตกต่าง ได้รับความนิยมขึ้นมา มันก็ประสบความสำเร็จค่อนข้างชัดเจน

หลายๆ ชุด คนไม่เชื่อว่าจะขายได้ อย่างเช่นของพี่เต๋อเอง ตอนแรกผู้จัดจำหน่ายให้เราเขาก็ยังไม่ค่อยเชื่อมั่น ในสมัยนั้นคิดดูเขาขายกัน 3 หมื่น ก็อปปี้ แต่ของคุณตู่-นันทิดาขายได้เกือบ 3 แสน ของพี่เต๋อก็เกินแสน ของแหวน-ฐิติมาก็เป็นแสน ตอนนั้นเหมือนบังเอิญเราแจ็คพ็อตติดๆ กัน

การที่เรามีความแตกต่าง และสิ่งที่เราทำ มันค่อนข้างเป็นวิชาการที่ถูกต้องตามหลักการทำเพลง เราคาดหวังไว้ว่าเพลงแบบนี้จะได้รับความนิยมในสมัยนั้น ตอนนั้นเราก็เสี่ยง แต่มันก็ได้รับความนิยมขึ้นมาจริงๆ

ตัวพี่เต๋อ-เรวัต เอง ก็เป็นคนที่มีความรู้เรื่องเพลงอย่างแท้จริง ผมคุยกับเขาว่าเราต้องการเพลงที่ออกแนวตะวันตก เป็นเพลงไทยสากลจริงๆ ซึ่งพี่เต๋อก็อยากทำเช่นนั้นอยู่แล้ว เราสองคนตกลงกันเร็วมากผมวางแนวทางไปว่า เราต้องเคารพสิทธิของทั้งคนแต่ง คนร้อง คนที่เข้ามาทำงานกับผม ก็ต้องทำแบบฟูลไทม์ไม่ได้ทำเป็นงานอดิเรก คือสมัยนั้นคนที่ทำงานเพลง อาจจะอยู่ธนาคารหรือฝ่ายราชการ ไม่ได้ทำเพลงเป็นมืออาชีพ ซึ่งเราก็วางแนวทางไว้ว่า ถ้าเข้ามาทำกับเรา ต้องทำเป็นอาชีพ ทุกสิ่งทุกอย่างเราเตรียมตัวแบบเอาจริงเอาจัง มีวิชาการ มีความรู้ในการประชาสัมพันธ์ ที่สำคัญคือเรามีรายการทีวีของเราเอง ใช้สำหรับการประชาสัมพันธ์เพราะฉะนั้นเราก็สามารถมาทำตรงจุดนี้ได้

ผมเองก็เป็นนักโฆษณาและนักการตลาด คุณบุษบาก็เป็นครีเอทีฟที่เก่ง ส่วนผสมของทีมงานเราค่อนข้างลงตัว เราได้นักร้องที่ยอดเยี่ยมอย่างคุณนันทิดาต้องยกย่องอยู่เสมอว่าเขาเป็นแม่ย่านางของแกรมมี่ ต้องดูแลทะนุถนอมให้ยาวนานที่สุด คิดดูว่าตอนนั้นบริษัทแกรมมี่ยังเป็นวุ้นอยู่เลย คุณนันทิดาเองเป็นนักร้องเอเชีย ดังมากและมีบริษัทใหญ่ๆ จะจ้างเขาไปแต่เขาไม่เอา และมาอยู่กับแกรมมี่ เขาเชื่อว่าผมกับพี่เต๋อน่าจะทำผลงานดีๆ ให้ตัวเขาได้ เขามาอยู่กับบริษัทที่เป็นวุ้นซึ่งเพิ่งก่อตั้ง

ไฮคลาส : สิ่งที่ทำให้คนเก่งๆ เข้ามาเชื่อถือและยอมมาร่วมงาน

ผมว่าแนวความคิดของเราที่เป็นส่วนทำให้คนอื่นเชื่อถือเรา เพราะสิ่งที่ผมวางแผน ผมพูด มันมีหลักการ มีตรรกะ เค้าฟังแล้วก็คิดว่ามันเป็นไปได้ ส่วนใหญ่ศิลปินก็จะชอบในเชิงรสนิยม ตัวอย่างพี่เต๋อทุกคนก็ไม่สงสัยว่าพี่เต๋อเท่แน่ จึงเป็นองค์ประกอบไป

ไฮคลาส : แกรมมี่กำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 27 มีนโยบายอย่างไรในการรักษาฐานทั้งผู้บริโภคทั้งกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่เพื่อจะเดินหน้าธุรกิจต่อไป
แล้วธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่เสี่ยงมาก มันไม่เหมือนกับ Consumer products ที่พอตั้งตัวสำเร็จแล้ว ก็สามารถจะมี life cycle ที่ยาวนาน การส่งเสริม การจัดการเองก็ไม่ยากในช่วงแรก แต่ธุรกิจนี้มีความเสี่ยงตลอดเวลา เช่น พี่เบิร์ด ธงชัย ประสบความสำเร็จในชุดนี้ มิได้หมายความว่าชุดหน้าจะประสบความสำเร็จ คุณต้องมีคนใหม่ก้าวขึ้นมาเสมอ ต้องต่อสู้กับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เป็นธุรกิจที่เสี่ยงมาก

ผมมาวิเคราะห์เอาว่า การจะลดความเสี่ยงก็คือการสร้าง Goodwill ให้บริษัท หากบริษัทมี Goodwill คนที่อยากจะทำงานในอาชีพนี้ก็จะเดินเข้ามาหาผมก่อน ให้ผมได้เลือกก่อน ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง โปรดิวเซอร์ โปรโมเตอร์

เราต้องซื่อสัตย์ในการแบ่งปันผลประโยชน์ เราต้องมีวิสัยทัศน์ที่ทำให้เขาเชื่อว่า เราจะพาเขาไปข้างหน้าได้ เราต้องมีการจัดจำหน่าย มีโครงสร้างที่ช่วยนักร้องไปด้วยกันได้

ถ้าเป็นเช่นนี้ ธุรกิจก็จะเสี่ยงน้อยลง เพราะเมื่อคุณคัดเลือกนักร้องที่ดีที่สุดมาอยู่กับเรา เวลาออกเทป มันก็เสี่ยงน้อยกว่าปรกติ ธุรกิจนี้มี Margin ที่สูงกว่า Consumer products ซึ่งจริงๆ แล้วตัวธุรกิจนี้เราสามารถนำเพลงเก่ามาขายได้ ยังมีฐานแฟนเพลงเป็น Community อย่างคนที่เติบโตมากับรุ่นนันทิดา เวลาคุณจัดคอนเสิร์ตคุณจะเห็นแฟนพันธุ์แท้ของเขายังอยู่ เจ-เจตริน, คริสติน่า, ใหม่ เจริญปุระ ใครต่อใครก็ตาม เขาก็จะมีแฟนของเขา ซึ่งปรากฏว่าคนเหล่านี้ทำรายได้มากกว่าเด็กรุ่นใหม่เสียอีก

เพลงเก่าๆ เหล่านี้เราสามารถเอามาทำใหม่ได้ มา cover ใหม่ได้ หมายถึง ทรัพย์สมบัติที่เราทำมาทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นโปสเตอร์ ปกเทป ปกซีดี เพลง มิวสิกวีดีโอ คอนเสิร์ต ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นกิจกรรมของเรา มันเอากลับมาขายใหม่ได้หมด เอามา cover เป็นสิ่งใหม่ได้ เป็นทรัพย์สมบัติที่มีคุณค่า ช่วยพยุงให้บริษัทนี้อยู่อย่างถาวรได้

ผมเคยคุยกับลูกชาย เขาบอกผมว่าดูธุรกิจของเราแล้วมันอันตรายมาก เปรียบเหมือนการขึ้นบันไดวนที่ไม่มีราวจับ ผมบอกว่าใช่ มันไม่มีราวจับจริงๆ แต่อย่าลืมว่าข้างล่างมันมีฟูกอยู่ เดินกล้าหาญขึ้นไปไม่มีอันตรายแน่ ตกลงมาก็มีฟูก เพราะเรามีทรัพย์สมบัติพวกนี้รองรับอยู่ เราสามารถนำไปขายทำสิ่งต่างๆ ได้ตลอดเวลา

ไฮคลาส : อะไรที่สร้างให้เด็กชายไพบูลย์กลายมาเป็น ‘อากู๋’ ผู้มากด้วยวิสัยทัศน์และมุมมองอย่างปัจจุบัน
ผมเป็นคนค่อนข้างชอบอยู่กับตัวเอง ชอบคิด ตอนผมเด็กๆ ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ตรงสะพานพุทธ บ้านผมอยู่เยาวราช บางครั้งพอผมเตะฟุตบอลหลังเลิกเรียนเสร็จ ผมก็ชอบเดินคนเดียวกลับบ้าน สังเกตเห็นบ้านช่อง ผู้คน ก็คิดไปเรื่อย

แม่ผมอยากให้ผมเรียนหนังสือให้มากขึ้น ก็ไปเรียนพิเศษ คนที่สอนผมเป็นชายหนุ่มที่กลางวันทำงาน กลางคืนมาสอนพิเศษ และไม่ได้คิดแพงเลย เขาอยากจะช่วยเด็กแถวนั้นให้มีความรู้ บางทีมือเขายังมีคราบน้ำมันจับเครื่องจักรมา ยังล้างไม่สะอาดมือเล็บยังดำอยู่เลย แต่เขาก็มีน้ำใจมาสอน เพื่อจะมีเงินเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย ผมเห็นสิ่งเหล่านี้ชีวิตแบบนี้ ผมก็คิดว่ามันน่าสนใจ ตั้งใจไว้ว่าถ้าเรารวยก็อยากจะช่วยคน เราเห็นคนแถวนั้นพวกที่เขาเรียนอัสสัมชัญบ้างหรือที่อื่นๆ บ้าง บ้านไม่ได้รวย ก็มาช่วยกันสอนเด็กแถวเยาวราชนั้น เราก็ประทับใจ แต่พอดีผมเป็นคนที่ไม่สามารถจะไปสอนได้

พอเรามีความรู้สึกอยากช่วยการศึกษาของเด็ก เมื่อพี่เต๋อ พี่ป๊อกไม่อยู่ ผมแก่ที่สุดในบริษัทแล้วตอนนี้ เวลาเราอยู่กับน้องๆ เราก็มีความรู้สึกเหมือนพี่ เหมือนครู มีดุมีว่า แต่ที่นี่คนจะ Turnover น้อยมาก เราพยายามจะคิดว่าคนมันฝึกได้เราให้โอกาสให้ความรู้สึกดีๆ เพราะธุรกิจของเราเป็น People Management คุณต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง ต้องจริงใจไม่โกหก กับลูกน้องของผม เขาจะรู้สึกได้เลยว่าผมจริงใจ ไม่โกหกเขาแน่ ในขณะเดียวกันเราก็ต้องพร้อมที่จะแบ่งปันให้เขารู้สึกว่ามันยุติธรรม คนเราจะอยู่ด้วยกันได้ด้วยความรู้สึกที่ดี ยุติธรรมต่อกัน และมีโอกาสที่จะเจริญเติบโต

เราใช้หลักเอาใจเขามาใส่ใจเรา สมัยผมเป็นลูกจ้างผมก็อยากได้การตอบแทนที่คุ้มค่า ผมอยากได้การดูแลที่เอาใจใส่ ได้โอกาสเรียนรู้พัฒนาตนเอง อยากได้ความยุติธรรมในการที่จะกล่าวโทษ ถูกผิด ไม่ลำเอียง ไม่มีการเสน่หา ไอ้แบบนี้มันอยู่ไม่ได้ เราก็ต้องมีอนาคตที่ดูแล้วจะพาไปสู่สิ่งที่ดีได้ มีอิสระในการคิดการทำงานในเรื่องต่างๆ ผมนำเอาสิ่งที่ผมอยากได้พวกนี้ให้กับลูกน้อง หลายปีแรกๆ ที่ผมเป็นคนให้เงินโบนัสแต่ละคนก็พอใจชื่นใจมาก วิธีของผมก็คือพยายามคิดว่าตัวเขาต้องได้เท่าไหร่ถึงจะชื่นใจ สมมติเราบอกว่า 150,000 เขาก็โอเคแล้วถ้าหากเราให้ 180,000 เขาคงจะดีใจมาก แบบนั้นเราให้ 200,000 เลยดีกว่า ลูกน้องจะดีใจมาก เขาจะขอบคุณเรามากเลย เราก็ชื่นใจสบายใจตามไปด้วย เพราะเราให้ไปไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงเรา แล้วก็เป็นสิ่งที่เขาควรจะได้ด้วย อย่างพวกตัวหลักๆ ผมก็ให้เต็มที่ ถ้าเกิดเรามีบรรยากาศแบบนี้ในการทำงาน มันก็มีความสุขทั้ง 2 ฝ่าย ลูกน้องก็ดีกับเรา เราก็ดีใจไม่ต้องระแวงลูกน้อง เขาเคารพเราเราก็ดุกล่าวตักเตือนได้

ไฮคลาส : ประเด็นที่ทำให้ ‘อากู๋’ ของลูกน้องลุกขึ้นมาดุหรือยั้วะได้คืออะไร
ผิดซ้ำซาก ผิดแล้วผิดอีก เราบอกอะไรก็ไม่เชื่อซะที จริงๆ ศิลปินหรือพวกฝ่ายบริหาร ทำงานเบื้องหลัง ก็เป็นลูกน้องผมทั้งหมด แต่ศิลปินจะไม่ค่อยโดนดุเท่าไหร่เพราะไม่ค่อยสัมผัส ส่วนใหญ่จะเป็นพวกทำงานเบื้องหลังโดยเฉพาะฝ่ายโปรโมท

แต่ถ้าเป็นในเรื่องของครอบครัว ผมพูดได้เลยว่า ผมเป็นคนรักเด็กมาก ไม่ว่าจะเป็นลูกตัวเองหรือลูกคนอื่น ผมไม่เคยรำคาญกับเสียงเด็กร้องเลย บางทีอยู่บนเครื่องบินเด็กร้องตลอดเวลา ผมก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญอะไรมากมาย เพราะเด็กมันก็ต้องร้องเป็นธรรมชาติ

ผมเป็นคนรักลูกมาก ผมสอนลูกผมทุกสัปดาห์สม่ำเสมอ จนอายุ 18 ไปเรียนต่างประเทศก็สอนด้วยการโทรศัพท์ไปหา ผมจะบอกตลอดเวลา บอกเรื่องความอันตราย เรื่องชีวิต ผมพูดเสมอว่าครูสอนวิชาการให้ลูกได้ แต่เรื่องชีวิตต้องผมเอง ผมจะถ่ายทอดสิ่งที่ผมรู้ให้ลูก ลูกของผมรู้เรื่องการค้าของบริษัทมาตั้งแต่เด็ก ผมคุยกับลูกตอนเด็กๆ ใช้ภาษายากๆ พูดแบบผู้ใหญ่ด้วยกัน เพื่อนฝูงยังบอกว่า ลูกจะฟังรู้เรื่องเหรอ แต่ผมก็สร้างความคุ้นชินให้ เป็นการปลูกฝังให้ลูกของผม รู้สึกอินกับธุรกิจ และด้านชีวิตก็เช่นเป็นผู้ชายต้องมีใจนักเลงบ้าง ใจกว้างขวาง สอนให้รู้ว่าต้องเป็นคนอย่างไร สังคมถึงจะชอบ

ไฮคลาส : เลี้ยงลูกสาวกับลูกชายต่างกันอย่างไร
ต่างกันโดยลีลา ลูกชายเราสามารถสอนได้มากกว่า พูดได้ชัดเจนกว่า ลูกสาวเราต้องเกรงใจเค้าหน่อย เค้าจะดุกับเราบ้าง เค้าพูดกันว่าลูกสาวเป็นแฟนเราเมื่อชาติที่แล้ว ต้องเกรงใจเค้าหน่อย (หัวเราะ)

ไฮคลาส : ในสมัยก่อนคุณเป็นคนตัดสินผลิตภัณฑ์ จากรสนิยมของตัวเองส่วนหนึ่งด้วย แต่ปัจจุบันแกรมมี่ฯ มีสายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่หลากหลายมาก คุณมีส่วนในการตัดสินใจมากน้อยแค่ไหน
เพลงก็ไม่ได้ฟังทั้งหมด แต่ว่าผมมีคนที่อยู่ด้วยกันมานาน อย่างคุณเล็ก คุณอ๊อด กิตติศักดิ์ นี่อยู่ด้วยกันมา 30 กว่าปี แม้แต่คุณตี่ ที่ถือว่าเป็นรุ่นใหม่รุ่นถัดมา ถ้าเราบอกว่าแกรมมี่มี 27 ปี เขาก็คือ 27 ปี เพราะฉะนั้นเหมือนกับลูกผม รสนิยมเหมือนกันหมดเลย ผมกับลูกน้องผมรสนิยมก็ใกล้เคียงกันมาก

ตัวเราก็ได้ติดตามกระแสความเปลี่ยนแปลง รสนิยมของสังคมโดยตลอด มันเป็นอาชีพของเรา ผมเลยไม่รู้สึกว่า ผมตามไม่ทัน บางเรื่องเราก็ต้องฟังจากลูกน้องคนรุ่นใหม่บ้าง อย่างลูกผมเดิมทีก็ฟังเพลงแนวฮาร์ดคอร์ เช่น Slipknot อะไรพวกนี้ ทีแรกเราก็ฟังไม่รู้เรื่องมันเจี๊ยวจ๊าวไปหมด แต่นั่งรถไปด้วยกันเขาก็เปิดเพลง เราก็ฟังตามไปตลอดทาง หลายๆ วันเข้า เราก็เริ่มเข้าใจความเพราะของมัน ภายใต้ความกระด้าง โหวกเหวกโวยวาย มันก็มีความนุ่มนวล ถ้าเราตั้งใจฟัง เราก็ศึกษาและดูดซับไปเรื่อยๆ

ส่วนหนึ่งที่เป็นความสำเร็จ ผมว่ารสนิยมมีส่วนมาก บังเอิญว่ารสนิยมของเราถูกใจ ตรงกับผู้คนส่วนใหญ่ก็เลยทำให้สิ่งที่เราเลือกเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เลือกก็เป็นความโชคดี

ไฮคลาส : ตลอด 27 ปี แกรมมี่ ช่วงไหนถือเป็นช่วงที่หนักหนาสาหัสที่สุด
ช่วงปีที่ 9 ปีที่ 10 คือความสำเร็จเราก็ราบรื่นมาตลอด แต่มันพาเอาคำว่า “อีโก้” เข้ามาในบริษัทด้วย ทุกคนในแกรมมี่เริ่มมีความคิดเป็นผู้ชนะบริษัทคู่แข่ง เรียกว่าเป็นช่วงที่แกรมมี่อ้วน อุ้ยอ้าย ขี้เกียจ เริ่มหยิ่งผยอง อหังการ รู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ต่างคนต่างคิดว่าใหญ่มันก็ไม่ฟังกัน ทำงานไม่ค่อยร่วมกัน ไปติดต่อกันใครก็รังเกียจเพราะมันรู้สึกว่าตัวเองใหญ่เหลือเกิน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เจ็บปวดมาก

ผมไปพูดกับใคร ผมก็บอกว่าเรายังอยากก้าวต่อไป นี่ไม่ใช่จุดที่สิ้นสุด แล้วผมคิดว่าทุกอย่างมันปรับปรุงได้ เราก้าวขึ้นไปดีขึ้นเรื่อยๆ ได้ตลอดเวลา คุยกับใครเขาก็บอกว่าเราดีอยู่แล้ว เราคิดว่าถ้ามันดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องปรับปรุงกันพอดี ช่วงนั้นเป็นช่วงที่คิดอยากจะเลิกเลยเพราะมันเบื่อกับ “อีโก้” ที่มีมากมาย พอเขาบอกว่ามันดีอยู่แล้วเราก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร แต่เรารู้ว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปมันไม่ดีแน่ จำนวนของก็เริ่มน้อยลงบางทีครึ่งปียังไม่มีเทปออกเลยเพราะเริ่มขี้เกียจ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายบริษัทก็เยอะถ้าเกิดไม่ออกของก็เสียหาย แล้วธุรกิจของเราไม่ใช่เครื่องจักรทำ แต่เป็นคนทำ ตอนนั้นก็คิดว่าเป็นแบบนี้เสียหาย อย่าให้ขาดทุนเก็บเงินเลิกก่อนเลยดีไหม

ส่วนปัญหาภายนอกนั้น มันมาในช่วงหลังซึ่งรุนแรงเลย นั่นคือเรื่องเทปผีซีดีเถื่อน ผลมหาศาลครับ เจ้าหน้าที่รัฐก็มีส่วนเกี่ยวข้องมันจึงปราบยาก แม้รัฐบาลพยายามจะช่วยแต่เจ้าหน้าที่เป็นซะเอง มันก็เลยกำจัดไม่ง่าย เราก็พยายามต่อสู้ จนสุดท้ายก็ต้องสู้กันด้วยเรื่องการตลาด ลดราคาลงมา มีกระบวนการของการจัดสินค้าให้สามารถจะพยุงให้เราอยู่ได้
ยุคหนึ่งคงจำได้ตอนที่คุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็น CEO ของเรา ก็ไปรณรงค์เรื่องการลดราคาซีดี ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะต่ำได้ ตอนนั้นเราก็เสี่ยงคือถ้าลดราคาขนาดนั้น ยอดขายมันไม่สูงขึ้นถึง 2.5 เท่ามันก็ไม่ครอบคลุมต้นทุน แต่ปรากฏว่ายอดขายเพิ่มขึ้นมาถึง 5 เท่า ก็เลยทำให้เราฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ต่อมาเป็นการต่อสู้เรื่องของดิจิตอล เทคโนโลยี ช่วงนี้ งงไปหมดเลย พวกเด็กๆ เขาก็จะซื้อซีดีไปแผ่นหนึ่ง แล้วก็ไรท์ต่อๆ ส่งให้เพื่อนกัน ซึ่งนี่ใจร้ายมากเลย ไม่ควรทำ ต้องเคารพสิทธิของคนอื่น มันเหมือนกับการขโมยของจากห้างสรรพสินค้า ติดคุกได้เลย แต่เขาเล่นทำกันอย่างเปิดเผย บางสถานศึกษาอาจารย์ก็ไม่เข้าใจ ตั้งเครื่องไรท์ให้เด็กทั้งโรงเรียนเลย เป็นโรงเรียนมีชื่อเสียงด้วย คือคนไม่สนใจเคารพเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เทคโนโลยีมันเข้ามา มีการดิจิตอลดาว์นโหลดใส่ mp3 เราก็ต้องมานั่งแก้ปัญหา

จนได้เกิดวิธีคิดแบบ Happy Vampire, *123 ที่จะดาว์นโหลด ringtone ringbacktone fullsong พอเรามาเปลี่ยนรูปแบบให้มันเป็นแบบนี้ จ่ายเรามา 20 บาทต่อเดือน คุณอยากโหลดเพลงเท่าไหร่ก็เอาไปทั้งหมดเลย เพลงเรา 3 หมื่นกว่าเพลงไม่ต้องมาขโมยกันแล้ว เราก็ต้องใช้กลยุทธ์ให้ทำเพลงใหม่ๆ ทุกวันเป็นเพลงรายวัน เพื่อให้เขาดาว์นโหลดได้

สิ่งที่เราต้องเคลื่อนไหวก็คือการตามเทคโนโลยีให้ทัน เทคโนโลยีมันมีทั้งโทษมหันต์และคุณอนันต์ ถ้าเราเข้าใจเทคโนโลยีเราก็จะสามารถปรับกลยุทธ์การตลาดของเราให้เข้ากับเทคโนโลยีอันนั้น ไม่เช่นนั้นเทคโนโลยีก็จะมาทำลายเอาของเราไปฟรีหมดเลย แต่พอเราเปลี่ยนรูปแบบการขายคุณจ่าย 20 บาท คุณได้สิทธิพิเศษมากมาย เค้าก็ไม่ต้องขโมยเรา เวลาคุณไปดาว์นโหลดจากเว็บไซต์จาก Youtube หรืออะไรก็ตาม มันไม่สะดวกเท่าการดาว์นโหลดจากเราหรอก ของเรามันตรงไปตรงมา 20 บาทเท่านั้น เราก็หวังว่าฐานตรงนี้จะเป็น Snowball Business คือมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จาก 1 ล้าน เป็น 2 ล้าน สู่ 10 ล้าน ซึ่ง 20 บาท เดือนหนึ่งก็ปาเข้าไป 200 ล้าน มันเป็นตัวเลขที่ใหญ่ทีเดียว

ไฮคลาส : การทำตรงจุดนี้เหมือนกับต้องมานั่งไล่ตามแก้ปัญหาที่มาใหม่ๆ แล้วจะรับมือกับระยะยาวอย่างไร
จะเรียกว่า “ตาม” หรือ “นำ” ก็สุดแล้วแต่ หน้าที่ของเราคือเราต้องวางแนวทางการตลาดของเราให้สอดคล้อง เช่นสมมติว่าเรากำลังจะทำเว็บไซต์ในรูปแบบใหม่ เราดักเอาไว้ว่าอินเตอร์เน็ตต่อไปจะเป็น New Media เราก็เตรียมตัวทำมัน เราทำมา 2 ปี จากอันดับที่ 200 กว่าๆ ตอนนี้เราอยู่อันดับที่ 8 ของประเทศไทย และเชื่อว่าต้นปีหน้าเราจะขึ้นอันดับ 1

เรามีเว็บไซต์ของดารา เว็บไซต์ www.gmember.com เราพยายามจะเปลี่ยนหนังสือแม็กกาซีนของเรา ให้เป็น Digital Content ทำเป็น DVD ขายไม่ต้องพิมพ์กระดาษอย่างเดียว เราอาจจะจัด Communities ตามต่างจังหวัด อย่างตอนนี้เราจัดงานให้ฮอนด้าเป็นสกาเรกเก้ที่ชะอำ มีคนมาเป็นแสน กลายเป็นว่าการดูคอนเสิร์ตมันเป็นไลฟ์สไตล์ของผู้คนไปแล้ว เราสามารถมีคอนเสิร์ตเล็ก-ใหญ่ของหลายศิลปิน เป็นร้อยๆ คอนเสิร์ตก็ได้ กลายเป็นว่าเรามี Event Marketing ที่มากมายก่ายกอง

แล้วเราก็ไปซื้อบริษัท มี Index เข้ามา GTH เข้ามา เร็วๆ นี้ก็พึ่งไปร่วมกับ Money Channel ของตลาดหลักทรัพย์ เราก็เคลื่อนไหวไปเรื่อยไม่หยุดนิ่ง มันก็โตขึ้น การโตมี 2 อย่าง คือโตด้วยตัวของมันเองและโตด้วยการไปซื้อ เพิ่มเติม หรือก่อตั้งใหม่ขึ้นมาให้มีความหลากหลายมากขึ้น

ไฮคลาส : ถ้ามองย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นของชีวิตการทำงาน มาจนถึงตอนนี้วิสัยทัศน์เปลี่ยนไปแค่ไหน
คนเราพอมันแก่ตัวลง มันก็มี Wisdom เขาเรียกว่ามีสติปัญญา ญาณวิเศษ ผมเป็นคนสะสมความรู้อย่างค่อนข้างเป็นระเบียบ ผมจะค่อยๆ คิดจากการ หาคำถามของปัญหาและหาคำตอบ อย่างเช่นวันนี้เราประชุมกันเรื่องบริการของ Digital Download ที่เรามีเยอะแยะ คนจะเข้าใจรึเปล่า บางคนยังไม่รู้ว่ามัน Download ยังไง ringbacktone คืออะไร เราจะมาแนะนำคนอย่างไร เราต้องกลับมาหาต้นตอ คำถามของมันก่อนจึงจะหาคำตอบ ก็สะสมความรู้ไปเรื่อย

กับอีกสิ่งหนึ่งคือความรู้ในเชิงศิลปะ มันทะลุกันได้หมด ผมสนใจเรื่องการสร้างบ้าน เรื่อง สถาปัตย์ พอเราสนใจมากเข้าเราเปิดหนังสือ คุยกับผู้คนสายนี้บ่อยๆ เราก็เริ่มดูดซับ ศิลปะของสถาปัตย์เข้ามา มันเป็นศาสตร์และศิลป์ในตัวของมันเอง เริ่มต้นดีไซน์ทุกอย่างจากความคิด Conceptual จะเอาแบบไหนก็ Drawing มันขึ้นมา คุยกับเจ้าของบ้านคนที่จะสร้างเรียบร้อย ก็มีกระบวนการที่นำไปสู่การกระทำ Perspective การวางแปลน (Planning) ความต้องการห้องขนาดเป็นอย่างไร หน้าตาเป็นอย่างไร Function and Beauty มันก็เกิด ยังไม่พอเราก็ไปทำให้เห็นเป็นโมเดลอย่างชัดเจนว่า ถ้ามันประกอบขึ้นมาเป็น 3 มิติแล้วจะเป็นอย่างไร ก็มีโมเดลแบบสัดส่วน 1:1 ให้เห็นจริงไปเลย คือกระบวนการของสถาปัตย์มันเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่ตัวงานกลับเป็นศิลปะ

เรื่องอะไรแบบนี้เราสามารถนำมาใช้กับธุรกิจเราได้ กว่าจะสร้างอะไรสักอย่าง เราต้องคำนวณแบบวิศวกรรม นำมาเจอกับสถาปัตยกรรม รสนิยมอะไรต่างๆ มันทำให้เราเข้าใจเสริมความรู้ให้เรา

ไฮคลาส : นอกจากหันหลังมองไปเห็นเส้นทางความสำเร็จแล้ว หันไปเห็นอดีตส่วนใดบ้างที่อยากแก้
ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมเชื่อมั่นในตัวเองเกินไป เรียกว่าถลำตัวไป แทนที่จะลองดูสิ่งต่างๆ ตามหลักการของสถาปัตย์ซะก่อน แต่ผมสร้างเลยพอเกิดขึ้น จริงมันผิดสัดส่วนไม่ได้ตามที่คิด เมื่อไหร่ก็ตามที่เราชะล่าใจ ไม่รอบคอบ มีอีโก้ มันก็นำมาซึ่งความเสียหายเสมอ เราก็ไม่อยากจะยึดติดมัน แต่บางครั้งก็ยังมีความเหิมเกริม อหังการ์ในใจ เราไม่ได้คิดให้รอบคอบ คิดว่าจะเอาอยู่ มันก็มีโอกาสพ่ายแพ้เสมอ

บางทีเราไปมั่นใจว่า มั่นคง แข็งแรง แต่จริงๆ แล้ว ธรรมชาติ ดวง หรืออะไรที่มันเป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ หรือไม่ได้คาดวิเคราะห์ไว้ให้ถ่องแท้ มันเข้ามาสร้างความเสียหายให้เราได้ ผมบอกกับลูกหรือลูกน้องตลอดเวลาว่าเราอยู่บนเส้นด้าย ให้รอบคอบเข้าไว้ อย่าคิดว่าเราอยู่ในพื้นที่มั่นคง มีสิ่งที่เข้ามาทำร้ายเราได้เสมอ เมื่อไหร่ที่เราคาดการณ์ถึงว่าจะมีสิ่งที่เข้ามาทำร้ายเราได้ เราก็นั่งประชุมกัน หาทางแก้ ป้องกัน ต่อสู้ ฉะนั้นการระวังตัวไว้คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

ไฮคลาส : มองไปในห้องทำงานของคุณจะเห็นที่รูปเคารพ พึ่งทางใจ ทั้งพระพิฆเนศ พระพุทธรูป ไม้กางเขน

ผมเป็นคนไม่ค่อยรู้เรื่องพระเลย อย่างองค์ที่เห็น ก็เป็นองค์ที่เช่ามาเพื่อไปเข้าบ้านใหญ่ ที่สร้างอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 38 พอดีได้มาก่อนเลยมาตั้งไว้ก่อน
ส่วนพระพิฆเนศ ผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่มีคนพูดไว้ว่าคนที่ทำงานด้านศิลปะควรจะมีพระพิฆเนศ วันดีคืนดี เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว เจอใครต่อใครก็พูดถึงเรื่องนี้ตลอด เขาก็ยกมาให้เราเลย พี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) เขาก็บอกเราว่า “พี่ พระพิฆเนศนี่ถ้าใจเรารับ ท่านจะมาเลย’’ คนก็เอามาให้ องค์เล็ก องค์ใหญ่เต็มไปหมด จึงบูชาไว้ ส่วนพระพุทธรูปองค์ข้างหน้าห้องทำงาน เป็นองค์สีเงิน เพราะผมชอบองค์พระสีเงินมากกว่าสีทอง ได้มาเมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว ผมเคยไปทำงานช่วยเหลือเด็กกำพร้า ของสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโครงการของ สมเด็จพระเทพฯ งานการกุศล ปรากฏว่าเขาก็กำลังหาทุนดำเนินโครงการต่อไป เขาก็บอกว่าจะสร้างพระเงิน องค์ละ 5 แสน เราก็จองทันที เป็นพระใหม่ ผมชอบพระแบบพุทธศิลป์ ขลังไม่ขลังผมก็ไม่ทราบ

องค์ที่เห็นๆ ในห้องทำงานนี้มีคนทยอยเอามาให้เรื่อยๆ ผมชอบพระศิลปะสุโขทัย เก่า สวยงามมาก เวลาผมไปทำคุณประโยชน์อะไรให้ใคร เขาก็เอาพระมาให้ ด้วยความรัก มีองค์เก่าแก่มาก แต่เดิมเป็นศิลปะของรัตนโกสินทร์ องค์พระยืนก็เป็นผลงานของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี

ส่วนไม้กางเขนนี้เป็นผลงานศิลปะ เป็นผลงานของ Richard MacDonald เป็นนักปะติมากรรมจากสหรัฐอเมริกา ผมไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ แต่เห็นว่ามันเป็นงานศิลปะที่สวยมาก ก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไร ถือเป็นมงคล

ไฮคลาส : มาถึงวันนี้เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งใดคือสิ่งทื่ทำให้รู้สึกตื่นเต้น เกิดความเปลี่ยนแปลงชีวิตมากที่สุด

ต้องย้อนกลับไปวันที่นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ วันนั้นตื่นเต้นมากเพราะถือเป็นเครื่องยืนยันว่าบริษัทเราเป็นบริษัทที่มีคนยอมรับในความมั่นคง สามารถเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ มีต่างชาติมาถือหุ้น เราก็ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ได้เงินสดมาอยู่กับเราค่อนข้างมาก

ธุรกิจนี้มันดีอย่าง คือเราได้เงินเป็นเงินสด เราไม่ต้องลงทุนอะไรมาก มันเกี่ยวกับเรื่องคนทั้งหมด ในเรื่องของตลาดหลักทรัพย์ ผมไม่เคยเพิ่มทุน ไม่เคยทำอะไรกับหุ้นเลย ก็จ่ายปันผลดีมาก เราก็สบาย

มาดีใจตื่นเต้นอีกครั้งก็คือ ซื้อตึกบริษัทปัจจุบันนี้ (ตึกจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่เพลส) เพราะผมอยากทำบริษัทที่เป็นไฮไลท์ ลูกน้องก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีทุกอย่างอยู่ในตึกนี้หมด ตอนนี้ผมพยายามจะเติมสิ่งที่ขาดไป ซึ่งเดิมทีก็คือ สื่อโทรทัศน์ที่เป็นสื่อของรัฐหมด มีสัมปทานปีละครั้ง ซึ่งมันอันตรายมาก แต่เราก็ผ่านพ้นมาได้ตลอด

แต่พอกฎหมายพรบ.วิทยุโทรทัศน์ออกมา ทำให้เราสามารถมี Satellite TV ได้ ซึ่งมันเป็นทีวีที่ไม่ต้องใช้คลื่น โดยคลื่นความถี่นั้นเป็นทรัพยากรของชาติ ซึ่งแต่ละประเทศก็ถูกจัดสรรแบ่งปันในปริมาณที่จำกัด แต่ Satellite TV Cable TV เป็นสิ่งที่ว่างเปล่า ไม่มีต้นทุน ทรัพยากรเกี่ยวข้องกับใคร เราไปขอใบอนุญาตก็ได้ทำ

แล้วเราถือว่าการมี Cable TV Satellite TV มากๆ มันเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ขณะนี้ผมมีสื่อทีวีอยู่ 5 ช่อง ผมมี Fan TV, Bang Channel, Green Channel, ACTS Channel และ Money Channel การมี Satellite TV มากๆ มันสามารถสร้างให้ประชนมีความรู้ได้ เพราะมันสามารถทำอะไรก็ได้ต้นทุนมันถูกมาก

รัฐบาลควรใช้สิ่งนี้ในการให้ความรู้ประชาชน จะติวหรือเรียนอะไรก็ใช้ Satellite TV ได้หมด จะปลูกฝังอะไร สื่อสารอะไร ป้องกันอะไร ทั้งหมดมันเป็นข่าวสารความรู้ ทุกบ้านมันมีจอทีวี อยู่แล้ว สามารถเชื่อมไปถึง ทีวีในมือถือก็ยังได้เลย

ไฮคลาส : รางวัลที่ได้กับชีวิตตัวเองแต่ละช่วงคืออะไร?
ผมเป็นคนโชคดีมาทั้งชีวิตเลย ผมมีความสุขมากมีพ่อ-แม่ที่ดี มีฐานะการเงินที่ไม่ถึงกับแย่ แม้จะไม่ได้รวย พ่อ-แม่ใช้เงินไม่เป็น เอาเงินให้ผมใช้หมด
ผมทำงานได้ราบรื่นดี ไม่มีช่วงที่ตกหล่น มีหดหู่บางช่วงที่อยู่กับ พรีเมียร์มาร์เกตติ้ง ตอนเริ่มต้นแล้วมันไปไม่สำเร็จแต่ในที่สุดผมสามารถสร้างน้ำส้มสายชู อสร.ได้สำเร็จและสร้างปลาเส้นทาโร่ซึ่งมันกลายเป็นขนมกินเล่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยตอนนี้

สิ่งที่โชคดีอีกอย่างคือ ผมเป็นคนรักษาสุขภาพ ผมก็มีหมอประจำครอบครัวที่ดี คือคุณหมอวัฒนา (นายแพทย์วัฒนา สุพรหมจักร) ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อะไรนิดหน่อยผมก็โทรถาม ก้นถลอก เล็บขรุขระ ก็ยังถาม (หัวเราะ) และผมก็ออกกำลังกายทุกวัน ฟิตเนส วิ่ง ว่ายน้ำ ยกน้ำหนัก ผมก็ดูแลสุขภาพให้ดี บอกกับตัวเองว่า เราเข้าใจเรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่ขอเจ็บให้น้อยที่สุดได้ก็จะเป็นการดี ร่างกายแข็งแรงเราก็มีความสุขทุกอย่างมันก็ดีไปหมด

ตอนนี้ผมบังคับลูกน้อง ด่าทอบ้าง สบประมาทบ้าง ให้เขาไปออกกำลังกาย ที่ตึกนี้ก็มีฟิตเนส คุณเล็ก บุษบา ดาวเรือง ตอนนี้ก็หุ่นดีเป็นสาวเลย

ผมมีความสุขกับการสร้างบ้าน ผมอยากมีออฟฟิศสวยๆ บ้านสวยๆ บ้านผมที่เชียงใหม่สวยมาก ท้าประกวดได้เลย (ยิ้ม) บ้านที่หัวหินก็สวยมาก ตอนนี้ก็กำลังจะสร้างบ้านที่เขาใหญ่ ซึ่งก็รับรองได้ว่าสวยมาก เป็นภูเขา 2 ลูก บ้าน 1 ชั้น ทะลุข้ามภูเขา เป็นสถาปนิกจากญี่ปุ่นมาช่วยทำ แล้วก็สร้างบ้านที่ซอยสุขุมวิท 38 ด้วย พอสร้างบ้านได้เราก็ไปพักผ่อน อยู่กับครอบครัว เพื่อนฝูง ผมคิดว่าผมเป็นคนจัดสรร มี Pattern ของชีวิตที่ดีเลยล่ะ

ผมนั่งประชุมทำงานจริงๆ แต่ละวันก็ 3-5 ชั่วโมง ไม่น่าจะเกิน ประมาณบ่าย 2 ถึง 1 ทุ่ม การนั่งลงทำงานจริงๆ อาจจะแค่ 3-4 ชั่วโมง แต่การคิดถึงการทำงานธุรกิจนั้น ผมคิดอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้หยุดเลย ก่อนนอนก็คิด ว่างก็คิด เพราะฉะนั้นผมก็คิดถึงเรื่องงานตลอดเวลา ว่าเราจะต้องแก้ไขตรงไหนบ้าง เพิ่มอะไร ลดอะไร สร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ แก้ปัญหาเก่าตลอดเวลา แต่ผมเป็นคนที่นอนหลับได้ดีมาก คงเป็นเพราะการออกกำลังกาย

ไฮคลาส : มีสิ่งใดบ้างที่คุณได้เสียสละหยิบยื่นให้สังคม

ผมก็ทำบุญ ทำให้มูลนิธิ สร้างโบสถ์ สร้างศาลา ใครที่ผมคิดว่าน่าช่วยเหลือ ผมก็แบ่งปันช่วยเหลือตลอด ด้านสังคมผมก็ช่วยเหลือ อย่างตอนช่วงสึนามิ ลูกชายผมก็อยู่ภูเก็ตนั่งเรือสำราญออกไปกลางทะเล ตอนนั้นผมอยู่นิวยอร์ก แทบจะช็อกเลย ดีนะที่ไม่ได้อยู่บนฝั่ง ตอนนั้นแม่เขาร้องไห้ทั้งวันเลย โทรตามไม่เจอเพราะ เขาอยู่กลางทะเล
ตอนนั้นผมบริจาคทันทีเลย 100 ล้านช่วยเหลือเด็กกำพร้าทันทีเลย ตอนนั้นคนโทรมาบอกว่า คนตายกันเต็มเลย ผมได้ยินเข้าก็พยายามโทรหาลูกชาย โชคดีที่เจอตัวตอนเขากลับมาแล้วพอดี

การได้ให้อะไรกับสังคมแบบนี้มันเป็นความสุข อย่างเช่น เด็กจากมูลนิธิดำรงชัยธรรม ทุกปีที่เขาสำเร็จการศึกษา เขาก็จะมาปณิธานตัวเองว่า ตัวเขาจะช่วยเหลือสังคมอย่างไร ผมบอกว่าเขาไม่ต้องมาตอบแทนผม ตัวผมสบายอยู่แล้วให้ตัวเขากลับไปช่วยบ้านเกิดตามวิถีทาง

ผมไม่ได้รวยถึงขนาดจะช่วยคนเป็นหมื่นเป็นแสนได้ ผมทำไปตอนนี้ก็ประมาณ 500 กว่าคน ผมก็ทำไปเรื่อยๆ มา 10 ปี ก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 แล้ว ลองคิดว่า ถ้าคน 500 คนไปช่วยคนต่อสักคนละ 10 คนก็ 5 พันแล้ว แล้วถ้า 100 คน ก็ 5 หมื่น มันก็ขยายต่อไปเรื่อยๆ

เวลาเจอกับเด็กมูลนิธิฯ เขาพูดในสิ่งที่เขาจะทำเพื่อสังคมนั้นรู้สึกได้เลยว่าจริงมากๆ ลูกชายหรือเพื่อนฝูงผมที่มาเป็นกรรมการมูลนิธิให้นั่งฟังมันเป็นสิ่งที่เป็นจริงมาก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเด็กพวกนี้เป็นเด็กดีแน่นอน และเขาก็กลับมาสร้างเป็นชมรมบัณฑิต เพื่อจะช่วยเหลือผู้คน คือคุณได้เห็นคนดีๆ เป็นร้อยๆ คน แล้วคนเหล่านี้เขารักเรา ผมบอกกับลูกผมว่าพ่อหาพี่น้องมาให้ 500 คน ต่อไปก็พันคน หมื่นคน สิ่งพวกนี้มันจับต้องได้ มันเป็นการตอบแทนสังคม

ผมบอกกับลูกว่า หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตผม ที่สำเร็จไม่ใช่เพราะฝีมืออย่างเดียว ครึ่งหนึ่งมันมาจากโชค เสมือนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยอยู่ บางเรื่องที่ไม่น่าจะรอดก็รอด บางเรื่องก็ดีขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ผมรู้สึกได้อยู่ตลอดเวลาว่า มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือผมอยู่ ผมพูดกับลูกเลยว่า ถ้าคิดให้ดี ทำให้ดี ทำให้ถูกต้อง แล้วจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเสมอ
ธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่มาก แต่สังคมมนุษย์มันนิดเดียว บิดนิดเดียวก็พัง กฎเกณฑ์ กฎหมาย เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นแค่นิดเดียว ก็ทำเราพังหมดได้ ผมถือว่าผมโชคดีมาตลอด ย้ำกับลูกตลอดว่า เวลาคิดอะไรขอให้คิดในสิ่งที่ดี แล้วมันจะออกที่หน้าคุณ ออกมาจากข้างในเลย ที่เขาเรียกว่าโหงวเฮ้ง เวลาเราไปเจรจากับใคร มันน่าถือเชื่อถือ ถ้าคุณเป็นคนเจ้าเล่ห์เจ้ากล เอารัดเอาเปรียบ คดโกง หน้าคุณก็จะมีความไม่บริสุทธิ์ปรากฏและจะถูกมองเห็น

ไฮคลาส : การลงทุนที่มั่นคงและยั่งยืนที่สุดในมุมมองของคุณคืออะไร

ตอนนี้ผมก็มั่นคงเพราะสมควร แต่ก็สามารถพลิกผันให้ล้มได้ การทำธุรกิจไม่มีธุรกิจไหนที่มั่นคงสุด ธุรกิจทุกธุรกิจมีความเสี่ยงเสมอ มันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ฝีมือ ดวง ความสามารถ โอกาส มันมีความเสี่ยงอยู่เสมอ ปัญหาคือคุณจะเก็บออมเงินอย่างไร
ผมบอกกับตัวเองว่า ตอนที่ทำธุรกิจผมก็เสี่ยงเต็มที่ แต่ผมเสี่ยงในอาชีพที่ผมถนัดที่สุด ถ้าหากเราจะ Diversify ผมก็ต้องไปทำในส่วนที่เราถนัด ชำนาญที่สุด และถ้าผมมีเงินเก็บ ผมก็จะแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างน้อยที่สุดเลย 3 กอง

กองแรกฝากธนาคาร เงินเก็บสะสม ไม่เอาดอกเบี้ยสูง แต่เงินอย่าหาย, กองที่ 2 จะให้กองทุนหรือ Private Banking ดูแลโดยที่บอกเค้าไปว่า เราสามารถเสี่ยงได้ขนาดไหน อย่างเช่น เราบอกว่าเราขอเสี่ยงแค่ 10% คุณไปหา การลงทุนที่มีความเสี่ยงตามที่ผมต้องการมา, กองที่ 3 ถึงเป็นการ Diversify กับธุรกิจใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ แต่ต้องทำจากเงินออม มิได้ไปกู้มา

โดยสัดส่วนควรจะไว้กับ กองแรกที่ใช้เป็นเงินเก็บสะสมมากที่สุด เพราะมันเป็นกองที่ดูแลชีวิตเราและครอบครัวทั้งหมด ถ้าเรามีเงินมากพอถึงจะแบ่งเป็น 3 กองได้ ถ้ามีไม่มากพอมีกองเดียวก็เกินพอแล้ว

ผมเป็นคนไม่ค่อยกล้าเสี่ยง เมื่อได้เงินมาแล้วผมกลัวเงินหาย ลูกชายผมบอก “ป๋านี่ ป๊อดมาก” ผมเป็นคนไม่อยากเสี่ยงอะไร จริงๆ ที่คนอื่นบอกว่าเราเสี่ยง แต่เพราะเราเห็นแล้ว วิเคราะห์แล้ว เราถึงเห็นว่ามันไม่เสี่ยง แต่ธรรมชาติธุรกิจมันมีความเสี่ยงเสมอ มันไม่มีทางเลี่ยง เราก็ต้องเสี่ยง เราอาจจะเอาน้อยหน่อย คือไม่ High risk High return แบบเต็มที่ เราก็ต้องพยายาม Maximize ในตัวผลตอบแทน มันขึ้นอยู่ว่าระดับไหนเราพอใจเสี่ยงที่สุด ส่วนผมเป็นคนเลือกเสี่ยงน้อยๆ

ไฮคลาส : ใครๆ คงอยากรู้ว่า “อากู๋-ไพบูลย์” เจ้าของธุรกิจมีเดียยักษ์ใหญ่นั้นเล่นดนตรีเป็นหรือเปล่า
ผมเล่นไม่เป็นเลย ผมค้านกับอาชีพที่ผมทำทุกอย่าง ร้องเพลงไม่เป็น เล่นดนตรีไม่เป็น ไม่รู้เรื่องเลย แต่ผมฟังเนื้อเพลงได้ ผมเป็น Copy Writer มาก่อนจึงสามารถจับประเด็นในเรื่องภาษาได้

ไฮคลาส : อยากทราบว่าเสียงรอสายในโทรศัพท์ของคุณตอนนี้คือเพลงอะไร?
เพลงทันสมัย ของ กอล์ฟ-ไมค์ นี่แหละ

Related contents:

You may also like...