พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์

Grace in the Art of Princess Siribhachudhabhorn พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์

ต้นปี 2549 นิทรรศการศิลปนิพนธ์ของนักศึกษาคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดแสดงอย่างเป็นทางการ โดยหนึ่งในนั้นคือผลงานศิลปนิพนธ์ฝีพระหัตถ์ “นิมิตจักรราราชา : จงคำนับข้า ข้าคือจักรพรรดิแห่งความฝัน” ในพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ นักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีสุดท้าย สาขาวิชาภาพพิมพ์ ก่อนจะทรงสำเร็จการศึกษาและได้รับพระราชทานปริญญาศิลปบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2

และนับจากทรงสำเร็จการศึกษาได้ปฏิบัติพระกรณียกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยทรงตั้งพระทัยที่จะทรงใช้ความรู้มาปฏิบัติพระกรณียกิจเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านการทำนุบำรุงศิลปกรรมของชาติให้รุ่งเรืองและถวายเป็นพระราชกุศลฯ พร้อมทั้งทรงเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมสร้างกุศล เป็นการทรงงานพร้อมกับทรงเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาศิลปมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตรกรรมไทย ในสถาบันแห่งเดิม
แม้ในปัจจุบันทรงปฏิบัติงานอยู่หลายโครงการ แต่ในด้านศิลปกรรมยังคงทรงงานอย่างต่อเนื่องและเด่นชัด อาทิ โครงการบูรณะวัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ , วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร และโครงการก่อสร้างวิหาร วัดหนองน้ำขุ่น อำเภอแกลง จังหวัดระยอง สำหรับวิหารวัดหนองน้ำขุ่นนี้ทรงทำตามพระดำริพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ในการสร้างกุศลแด่บุพการี เมื่อครั้งเข้าเฝ้าถวายรายงานความคืบหน้าของโครงการฯ ณ พระตำหนักวังสวนกุหลาบ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม 2551 ได้กราบทูลตอนหนึ่งความว่า

“ลักษณะของงานแสดงถึงเอกลักษณ์ของทีมงาน วัดนี้ผู้หญิงเป็นผู้สร้างจึงเน้นภาพ(จิตรกรรม)ผู้หญิง”

จากนั้นในวาระเจริญพระชันษา 26 ปี วันคล้ายวันประสูติ 8 ตุลาคม 2551ได้ทรงออกแบบและทรงปั้นตุ๊กตาคุณทองแดงขึ้น เป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และยังแสดงถึงมิตรภาพที่ดีระหว่างคนกับสุนัข ทำจากไฟเบอร์กราส เพนต์ด้วยสีอะครีลิก และเคลือบด้วยผงทองแดง กระพรวนทำจากทองคำแท้ ความสูง 29 เซนติเมตร ยาว 29 เซนติเมตร น้ำหนัก 3.5 กิโลกรัม ซึ่งประติมากรรมฝีพระหัตถ์ทั้ง 2 ชิ้นร่วมจัดแสดงและนำออกประมูลในงานดอลล์ มาเนีย 2008 แอท เซ็นทรัล พลาซา พระราม 3 โดยผลงานชิ้นที่ 1 นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนผลงานชิ้นที่ 2 ทำการประมูลเพื่อนำรายได้สมทบทุนโครงการภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดหนองน้ำขุ่นฯ

และในครั้งหลังได้ประทานสัมภาษณ์เนื่องในโอกาสที่ทรงมีพระดำริจัดงานทอดผ้าป่าสามัคคีในโครงการบูรณะวัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2552 ถึงแนวทางการทรงงานและพระประสงค์ในการทุ่มเทพระวิริยะอุตสาหะ

“วิหารนี้เรียบร้อยแล้ว ออกแบบสถาปัตย์ไปแล้วประมาณ 10% ตัวจิตรกรรมฝาผนังเสร็จประมาณ 30% ขั้นต่อไปคือองค์พระประธานที่กำลังจัดสร้างอยู่ ตอนนี้มีโครงการอื่นๆ ด้วย และไม่ได้ทำแค่เพียงวัดเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการบูรณะโบราณสถาน ตอนนี้มีวัดป่าสุทธาวาสที่จังหวัดสกลนคร และวัดหนองน้ำขุ่นที่จังหวัดระยอง”

“อาจมองว่าถนัดจิตรกรรมแต่ความจริงแล้วจบภาพพิมพ์ (สรวล) แต่ตอนที่ทำงานศิลปนิพนธ์ด้วยความที่ชอบงานศิลปะจัดวาง (Installation Art) มาก ยิ่งได้มีโอกาสเดินทางไปภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคกลาง ได้ดูศิลปะพื้นบ้านของไทยในแต่ละภาค และเห็นว่าศิลปะไทยนี้น่าสนใจและมีเสน่ห์น่าหลงใหลในตัว เมื่อทำงานศิลปนิพนธ์นั้นค่อนข้างปลื้มเป็นพิเศษคือศิลปะล้านนาโดยเฉพาะจิตรกรรมฝาผนัง จึงตัดสินใจว่าอยากทำงานทางด้านนี้ส่งผลให้เข้าเรียนต่อปริญญาโทด้านนี้”

“แรงบันดาลใจในแต่ละงานแต่ละวันที่ทำอยู่ตอนนี้พยายามจะเน้นความเป็นท้องถิ่น ประเพณี วัฒนธรรมของภาคนั้นๆ ในกรณีของวัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์พยายามทำให้เป็นล้านนาที่สุด ส่วนแห่งอื่นๆ พยายามจะทำให้ความมีเสน่ห์ ความเป็นเอกลักษณ์ ความดึงดูดของภาคนั้นๆ เป็นจุดสนใจ”

“ความมุ่งหวังคืออยากทำบุญถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และอยากให้คนไทยหันมาสนใจให้ความสำคัญ ต่อศิลปวัฒนธรรมของเรา สิ่งนี้เป็นจุดเด่น ไม่ใช่ว่าอยากมีอย่างฝรั่ง หรืออยากมีแบบของญี่ป่น กรณีนี้ของพูดตามตรงนะคะ แต่อันที่จริงศิลปวัฒนธรรมแบบเรานี้หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วในโลก จึงแค่อยากให้คนเห็นความสำคัญ เป็นที่พึ่งทางใจ เป็นหลักของคนท้องถิ่นและคนที่อาจจะมาเยี่ยมชมในอนาคต ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องโด่งดังแต่ทำเพื่อความสบายใจ แล้วแต่คนที่มาชมจะเห็นคุณค่ามากแค่ไหนซึ่งนั่นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลที่ได้รับชม”

ทั้งนี้การทรงงานของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ได้รับพระราชทานความช่วยเหลือจากพระบรมวงศ์หลายพระองค์ทรงสนับสนุนเสมอ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแนวทางโดยเฉพาะจิตรกรรมฝาผนังวัดธาราทิพย์ชัยประดิษฐ์จากพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกถ่ายทอดตามแบบศิลปกรรมไทยร่วมสมัยและเอกลักษณะเฉพาะตนของศิลปะล้านนา

“การที่เลือกจิตรกรรมฝาผนังจากบทพระราชนิพนธ์พระมหาชนกนี้ก็เพราะไม่อยากให้ซ้ำใคร เวอร์ชั่นของพระเจ้าอยู่หัวเป็นงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื้อเรื่องน่าสนใจ เป็นจิตวิทยาซึ่งหากนำมาใช้ในชีวิตประจำวันก็จะสามารถแก้ปัญหานานาได้ และหากพิจารณาให้ดีจะรู้เลยว่าเป็นหลักธรรมที่ง่ายที่สุดแต่ว่าคนทั่วไปยังไม่สามารถทำได้ จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายในการที่เราสร้างสรรค์เป็นศิลปะ สื่อให้ผู้เสพศิลปะเข้าใจและปฏิบัติตามหลักธรรมดังเช่นข้อคิดจากพระมหาชนก”

“ซึ่งประสบการณ์ที่ได้รับนั้นมีเยอะมาก ความท้าทายคือการทำทุกอย่างด้วยตัวเอง นับตั้งแต่ขั้นแรก การรวบรวมข้อมูล การลงพื้นที่เองทุกครั้งกับทีมงานและท่านอาจารย์ทุกท่าน ในการประสานงานกับทางจังหวัด กับชาวบ้านในท้องถิ่น เราต้องทำให้เขาเข้าใจให้ได้ว่าเรามาเพื่อรับใช้พวกเขา ไม่ได้มาเพื่อเปลี่ยนแปลงตามที่เราต้องการ ในทางตรงกันข้ามเราอยากให้คนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมเพราะว่าอย่างไรก็ตามนี่คือสมบัติของเขาไม่ใช่ของเรา เราแค่มาตรงนี้เพื่อรับใช้เขาในการเก็บรักษาและฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมที่เป็นสมบัติของพวกเขาเอง นี่คือความท้าทาย หรือจะใช้คำว่า เราต้องคลิ๊กกับชาวบ้านทุกที่ที่เราเข้าไปให้เขาเข้าใจและรู้เจตนาที่ดีของเรา ให้เขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีของเรา”

Related contents:

You may also like...