เทพไท เสนพงศ์

ย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีก่อน เทพไท เสนพงศ์ เคยให้สัมภาษณ์กับไฮคลาสว่าอยากลงสนามการเมืองระดับชาติในนามพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างยิ่ง แต่ด้วยจังหวะและเวลาซึ่งยังไม่ลงตัวทำให้เขาต้องอดทนรอพร้อมกับการสร้างฐานความนิยม และเมื่อวันเปลี่ยนเวียนผ่านนอกเหนือจากได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรยังพ่วงท้ายด้วยตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการพรรคและโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยยังคงทำหน้าที่พิทักษ์นายกฯ อภิสิทธิ์อย่างแข็งขัน

“เขาบอกว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเทพประทานเพราะในรัฐบาลนี้มีทั้งสองเทพ คือ เทพเทือก กับ เทพไท เทพเทือกเป็นผู้จัดการรัฐบาล ส่วนเทพไทเป็นโฆษกหัวหน้าพรรค เรื่องอำนาจในพรรคคุณสุเทพ เป็นเลขาธิการพรรค เป็นผู้จัดการรัฐบาลย่อมมีบทบาทธรรมดา ผมเป็นผู้ช่วยเลขาธิการพรรคก็เป็นผู้ช่วยในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ และบังเอิญที่เราได้มาใกล้ชิดกับท่านนายกฯ สำหรับในเรื่องการมีอำนาจมีพาวเวอร์ยังไม่ถึงขนาดนั้น”

“งานในตอนนี้ทำให้วันจันทร์และวันอังคารผมอยู่ที่พรรค วันพุธและวันพฤหัสบดีอยู่สภาฯ วันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ลงพื้นที่ เมื่อมีตำแหน่งโฆษกส่วนตัวฯ ช่วงเช้าวันจันทร์ถึงวันพุธผมต้องเข้าทำเนียบฯ เพื่อพบกับนายกฯ สรุปประเด็นข่าว”

“ก่อนและหลังเข้าสภาผู้คนก็ยังเข้าถึงผมได้เหมือนเดิม เปลี่ยนในเรื่องบทบาทนิดหน่อย ก่อนเข้าสภาส่วนใหญ่เป็นงานอยู่เบื้องหลังตอนนั้นเป็นกรรมการบริหารพรรค เป็นรองผู้อำนวยการพรรค แต่เมื่อเป็นสส.เข้าสภาฯ ก็ต้องมีบทบาทอีกแบบหนึ่ง นักการเมืองต้องทำการเมืองในพื้นที่ 3 ที่ ที่แรกก็คือการเมืองในพื้นที่เลือกตั้ง ต้องไปเยี่ยม ทำกิจกรรมกับประชาชน เช่น งานศพ งานบวช งานแต่งงาน ฯลฯ ส่วนที่สองคือการเมืองในหน้าสื่อ คือ ต้องให้สัมภาษณ์ แสดงความเห็น ออกสื่อบ่อย และส่วนที่สามคือการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร ต้องทำการบ้าน สรุปบทเรียนปัญหาของพี่น้องประชาชนและนำมาอภิปราย มาตั้งกระทู้ถาม มาเสนอญัตติ เสนอกฎหมายให้กับประชาชน ฉะนั้นบทบาทก่อนเป็นสส.กับเมื่อเป็นสส.แล้วก็ต่างในภาระหน้าที่

“สำหรับในพื้นที่ปกติเราก็ติดพื้นที่อยู่แล้ว พอลงไปในนามสส.คนจะคาดหวังมากขึ้น ยิ่งวันนี้เราเป็นสส.ฝ่ายรัฐบาลก็ยิ่งคาดหวังมากขึ้นมาอีก และยิ่งเป็นโฆษกประจำตัวนายกฯ ก็ยิ่งสูงขึ้นอีก เพราะชาวบ้านเขามองว่าถ้ามีปัญหาเดือดเนื้อร้อนใจหรือต้องการอะไรเมื่อผ่านสส.แล้วก็น่าจะได้ทันทีเพราะว่าถึงนายกฯ เลย ฉะนั้นความคาดหวังก็จะเยอะ ดังนั้นในพื้นที่ก็ทำเป็นปรกติ เมื่อคนเห็นบทบาทเราในหน้าสื่อและลงพื้นที่ก็ได้สัมผัสตัวจริงคนก็จะได้มีความภูมิใจมากขึ้น และเมื่อพบแล้วนำปัญหาของเขามาพูดในสภาผู้แทนราษฎรปัญหาของเขาได้รับการสนองตอบจากรัฐบาลจากรัฐสภาก็ทำให้เขาดีใจมากยิ่งขึ้น”

แม้มิได้เก้าอี้ในครม.อภิสิทธิ์ 1 หรือโฆษกรัฐบาล แต่บทบาทโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ถือว่าสำคัญไม่แพ้ตำแหน่งอื่น เสียงจากฟากรัฐบาลแผดเสียงได้ไกลและมีผู้คนได้ยลยินมากขึ้นก็มาจากการนำเสนอของ‘กระบอกเสียง’ผู้นี้

“ตำแหน่งโฆษกมี 3 โฆษก หลักๆ ก็คือ โฆษกพรรค คือ นายแพทย์บุรณัชย์ สมุทรรักษ์ รับผิดชอบในส่วนของพรรค ความเคลื่อนไหวของพรรค กิจกรรมของพรรค ส่วนโฆษกรัฐบาลก็คือ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร โดยตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการนายกฯ แต่มารักษาการณ์ในตำแหน่งโฆษกรัฐบาลเพราะว่ายังไม่มีตัวจริง ทำหน้าที่พูดในเรื่องของรัฐบาล โครงการ มติครม. การทำงานของรัฐบาล แต่มันก็เป็นปัญหาตรงที่ทั้งสองส่วนคือรัฐบาลกับพรรคมันได้รับแรงเสียดทานจากประเด็นทางการเมืองมาก ทั้งสองคนอาจจะมีข้อจำกัดในการใช้สำนวนหรือโวหารทางการเมืองรวมทั้งประเด็นมาตอบโต้เพราะว่าบุคลิกเขาเป็นนักวิชาการอีกคนเป็นหมอซึ่งไม่คุ้นเคยหรือว่าไม่เหมาะที่จะออกมาโต้กันไปโต้กันมาแบบนักการเมือง

“เมื่อรูปการณ์เป็นเช่นนี้ท่านนายกฯ ก็คิดเรื่องนี้จึงต้องหาใครสักคนหนึ่งมาทำหน้าที่ตรงนี้ แต่หากให้สส.มาทำในตำแหน่งทางการในรัฐบาลก็จะเป็นปัญหาไปขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 265, 266 ที่ห้ามนักการเมืองไปดำรงตำแหน่งอื่นใดในรัฐบาล จึงกลายเป็นว่าให้ผมเป็นโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรค โดยหากตั้งเป็นตำแหน่งโฆษกประจำตัวนายกรัฐมนตรีก็จะเป็นปัญหาทางกฎหมาย เมื่อคุณอภิสิทธิ์เป็นทั้งหัวหน้าพรรคและเป็นนายกฯ คนๆ เดียวกันก็ตั้งให้ผมเป็นโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรค ทำหน้าที่แทบแยกกันไม่ออกว่าเป็นโฆษกให้หัวหน้าพรรคหรือว่าเป็นโฆษกให้กับนายกรัฐมนตรี”

จากภาพการทำงานที่ผ่านมาซึ่งลุยแหลกตั้งแต่หัวหน้ารัฐบาลยันลิ่วล้อยิ่งบวกกับบทบาทการเป็นหนึ่งในทีม ‘องครักษ์พิทักษ์อภิสิทธิ์’ ตั้งแต่เป็นผู้นำฝ่ายค้านกระทั่งเป็นนายกรัฐมนตรีย่อมส่งผลให้ผู้คนมองว่าเป็นบทบาทที่ส่งให้ฉายา ‘เทวดาไท’ อันมีที่มาจากอดีตนายกฯ สมัครตั้งให้นั้นเด่นชัดที่สุด และนี่ก็อาจเป็นผลตอบแทนขั้นแรกจากการสำแดงอิทธิฤทธิ์

“ในทีมองครักษ์ผมจะไม่ได้เป็นเพราะว่าในสภาฯ ก็มีคนอื่นทำหน้าที่คอยท้วงติง ดูแลเมื่อสมาชิกอภิปรายผิดข้อบังคับ ฯ เหล่านี้มีคนดูแลอยู่ แต่สำหรับส่วนของผมอยู่ข้างนอก อย่างเช่นการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาผมไม่ได้แสดงบทบาทในสภาฯ แต่เป็นบทบาทนอกสภาฯ เช่น บทบาททางหน้าสื่อมวลชน ทีวี หนังสือพิมพ์ และวิทยุ เป็นที่น่าเสียดายเพราะบทบาทของผมเกิดมาจากบทบาทในสภาฯ ตั้งแต่เป็นสส.สมัยแรกปี 2548 เข้าสภาฯ ครั้งแรกก็ได้มีบทบาทในฐานะฝ่ายค้านตอบโต้กับรัฐบาล กับประธานสภาฯ คือ ดร.โภคิน พลกุล ซึ่งเป็นอาจารย์ของผมเอง การตอบโต้ครั้งนั้นเป็นที่มาของผู้มีบทบาทในสภาฯ

“เป็นสส.สมัยที่สองคือสมัยคุณสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ ผมมีบทบาทเพิ่มขึ้นก็คือได้มีโอกาสอภิปรายนัดสำคัญๆ ของคุณสมัครอยู่หลายครั้ง เช่น การอภิปรายนโยบายนัดแรก พรรคได้มอบหมายให้ผมพูดเรื่องกรณีคุณสมัครบิดเบือนจำนวนคนตายในเหตุการณ์ 6 ตุลา จากนั้นก็ได้อภิปรายงบประมาณประจำปีของรัฐบาล ครั้งที่สามพรรคมอบหมายให้อภิปรายไม่ไว้วางใจคุณสมัครในเรื่องของวุฒิภาวะ การเป็นผู้นำ จริยธรรมคุณธรรม ถือว่าเป็นคู่ปรับกับคุณสมัครในสภาฯ มาโดยตลอด

“ระหว่างนั้นที่ผมได้เป็นที่รู้จักก็คือคุณสมัครได้ให้เกียรติพยายามจะหยิบยกชื่อผมไปตอบโต้ทางการเมืองในรายการสนทนาประสาสมัครทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 11 บ่อยครั้ง โต้กันไปโต้กันมาก็เป็นที่รู้จัก โดยเคารพ นับถือคุณสมัคร ผมเห็นว่าเขาเป็นนักการเมืองในระบอบรัฐสภาจริงๆ แม้เราเป็นเด็กใหม่ที่ตั้งกระทู้ถามท่านท่านก็มาทุกครั้ง ซึ่งผิดกับยุคคุณทักษิณ 4 ปีไม่เคยมา ไม่เคยตอบกระทู้เลย อีกส่วนคือเขาเป็นแบบอย่างที่หลังบ้านนักการเมืองจะไม่ยุ่งไม่มาจุ้นจ้าน เมื่อคุณสมัครหมดวาระไปโดยศาลรัฐธรรมนูญตัดสินชี้มูลฯ ผมก็แสดงการขอโทษต่อคุณสมัครส่งแจกันดอกไม้ไปขอโทษว่าที่ผ่านมาอาจจะมีอะไรล่วงเกินในฐานะที่เป็นผู้น้อยและคุณสมัครเป็นผู้ใหญ่ แต่บอกท่านไปว่าสิ่งที่ผมทำในฐานะสส.ฝ่ายค้าน มีหน้าที่ตรวจสอบ ไม่มีอะไรเป็นการส่วนตัวกับคุณสมัครเลยแม้แต่น้อย ระยะหลังได้รับทราบว่าท่านป่วย เดินทางไปฮุสตันแล้วมีคนไทยบางส่วนแสดงอาการไม่พอใจคุณสมัครในการชูป้ายขับไล่ วันนั้นผมออกมาให้สัมภาษณ์ว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำแบบนั้น ท่านหมดจากตำแหน่งไปแล้ว และท่านเป็นผู้ป่วยก็ไม่ควรจะรุกรานท่านถึงขณะนั้น สำหรับท่านสมัครผมก็มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน”

“ศัตรูและเรตติ้งการทำงานของผมวัดได้จากที่ให้สัมภาษณ์ออกไป จะรู้ว่าประเด็นใดติดไม่ติด อันดับแรกคือจดหมาย ที่ส่งมาด่าก็เยอะ อันดับสองคือในอินเตอร์เน็ตมีคนโพสต์เข้ามาเยอะมาก (เน้นเสียง) รวมถึงเว็บต่างๆ พันทิป ห้องราชดำเนิน ฯลฯ ถือว่าวัดเรตติ้งว่าเราทำงานเข้าท่าหรือไม่ หรือคำชมส่วนใหญ่จะโทรมาชมหรือชมต่อหน้า แต่ไม่แสดงออกด้วยการเขียนจดหมายหรือส่งเข้ามาทางเว็บบอร์ด ที่ด่าก็อ่านทุกฉบับ ขำๆ สนุกดี ไม่เครียด โดยเฉพาะช่วงไหนด่าทักษิณมากช่วงนั้นเรตติ้งก็สูง ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมากนะ คิดแต่ว่าเป็นมุมมองหนึ่งของคนที่เขาเห็นต่างจากเรา

“บทบาทมากขึ้นไม่ได้ก่อให้เกิดความเครียดแต่กังวลมากว่าว่าเราทำไม่ดีพอหรือเปล่า หรือว่าเราต้องพัฒนาตัวเองขึ้นไปให้สมกับความคาดหวังของบุคคลที่เห็นและจับตาเรามาตลอด อย่างเช่นแนวการสัมภาษณ์ก็ต้องปรับเพราะอาจดุเกินไปถูกใจพวกฮาร์ดคอร์เกินไป บางคนอยากให้ปรับ ให้คลาสสิคลง ซอฟท์ลง ให้อยู่ในตลาดบนบ้าง แต่สำหรับผมก็มองว่าพรรคการเมืองเหมือนกับโรงละครที่แต่ละคนก็ควรจะแสดงบทบาทที่ต่างกันเพื่อให้ละครโรงนั้นมันน่าดูชม อย่างท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนสุภาพ พูดจาตามบทบาทของนายกรัฐมนตรี พูดในสิ่งที่สร้างสรรค์ ก็ไม่ควรจะพูดประเด็นทางการเมือง ผมคิดว่าท่านน่าจะรับแนวนั้นไป แต่สำหรับผมในฐานะโฆษกที่จำเป็นต้องเป็นหนังหน้าไฟทางการเมืองต้องตอบโต้ก็จำเป็นต้องรับบทผู้ร้าย

“ที่ผมทำในวันนี้ก็ต้องพยายามปรับเพราะอาจมีการพลาดในการให้สัมภาษณ์ ถ้าหากสัมภาษณ์ดีก็ดีไปแต่ถ้าพลาดก็จะเป็นประเด็นที่ทำให้คนมาซ้ำเติมได้ และยิ่งไปกว่านั้นก็อาจจะถูกฟ้องร้องจากคู่กรณีทำให้เป็นคดีความ เป็นเรื่องที่นักการเมืองประสบกัน แต่ว่าเป็นเรื่องที่น่าเบื่อสำหรับการต้องไปรอเพื่อจะขึ้นศาล ปัจจุบันถ้าหากผมแพ้คดีความแล้วต้องจ่ายก็ประมาณหลายพันล้านที่ต้องจ่ายให้เขา โดยที่จะต้องจ่ายให้คุณทักษิณหากแพ้คดีก็อย่างน้อย 800 ล้านแล้ว ที่ถูกเรียกเอาไว้”

“จุดอ่อนของผมเองก็คือการที่ผมเป็นคนไม่อินเตอร์ ผมไม่ใช่นักเรียนนอก เป็นจุดบกพร่องสำหรับการทำหน้าที่นี้ เพราะคนที่อินเตอร์เรียนเมืองนอกเมืองนาตั้งแต่เด็กนั้นในยุคนี้ถือว่าได้เปรียบในการสื่อสาร พูดคุย ตอบโต้ ไม่ถือว่าเป็นปัญหาในการทำงานแต่รู้สึกว่าเป็นจุดอ่อนของตัวเอง บางบอกว่าคุณไม่ต้องสนใจมากเพราะว่าประธานาธิบดีจีนเขาก็พูดภาษาจีนตลอด นั่นก็อาจเป็นภาระว่าเราต้องมีผู้ช่วยคนหนึ่งซึ่งนอกจากเป็นภาระก็คือไม่คล่องตัว ผมสื่อสารได้พอสมควร แต่เมื่อต้องพูดเป็นทางการรู้สึกไม่คล่องตัว อึดอัด คนอื่นอาจจะไม่คิดแต่ผมอาจคิดมากไปก็ได้ แต่บางคนเขาบอกว่าเขาพูดได้แต่ก็ยังไม่พูดเพราะว่ากลัวผิดพลาด ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อต้องให้สัมภาษณ์ก็ต้องใช้ล่ามและเพื่อเซฟข้อผิดพลาดในการสื่อสาร”

ท่ามกลางการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์ความร้อนแรงทางการเมืองที่สั่มสมมาจากรัฐบาลชุดก่อนหน้ามิได้ลดลง หากแต่เปลี่ยนขั้วการชุมนุมต่อต้านโดยดีกรีความดุเดือดยังคงสร้างผลกระทบด้านลบต่อส่วนรวมไม่จบสิ้น

“ที่สุดของความแตกต่างในสังคมนั้นผมมองว่าหากทุกคนยอมรับกติกาตามกฎหมายนั้นทุกอย่างก็จบได้ แต่ว่ารัฐบาลมองว่าแนวทางแก้ปัญหาความแตกแยกในบ้านเมืองนั้นไม่มีอะไรที่จะสำคัญไปกว่าเรื่องของการใช้นิติรัฐ การใช้กฎหมายเข้ามาแก้ปัญหาซึ่งไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเสื้อเหลืองหรือกลุ่มคนเสื้อแดงก็ควรที่จะได้รับการปฏิบัติตามกฎหมายเท่าเทียมกันและเหมือนกัน แต่หากรัฐยังใช้การแก้ปัญหาโดยวิธีสองมาตรฐานก็จะเป็นปัญหาไม่รู้จบ แต่ว่าทั้งหมดนี้ผู้ที่ได้รับการปฏิบัติตามกฎหมายก็จะต้องยอมรับกติกาด้วย ไม่ใช่ว่าเมื่อผลการพิจารณาคดีตามกฎหมายออกมาแล้วตัวเองยืนกระต่ายขาเดียวว่าตัวเองไม่เห็นด้วย การตัดสินไม่ยุติธรรม และไม่ยอมรับคำตัดสิน นี่จะเป็นปัญหาในการแก้ปัญหาความแตกแยกที่เกิดขึ้น”

“ในด้านพรรคร่วมรัฐบาลนับวันสถานการณ์ในพรรคร่วมรัฐบาลจะดีขึ้น เพราะว่าเขาก็เห็นภาวะผู้นำของท่านอภิสิทธิ์ เมื่อก่อนเขาอาจจะยังไม่มั่นใจว่าท่านอภิสิทธิ์จะเป็นนายกฯ ที่ดีของเมืองไทยได้หรือไม่เพราะท่านอาวุโสค่อนข้างน้อย ซึ่งสังคมไทยจะยอมรับคนอาวุโสสูง จะให้เกียรติผู้ที่สูงอายุมากกว่า แต่ว่าเมื่อเป็นแล้วท่านได้แสดงภาวะผู้นำในฐานะที่เป็นนักการเมืองที่ดีคนหนึ่งได้อย่างชัดเจน เป็นคนที่กล้าตัดสินใจ และเด็ดเดี่ยว จับประเด็นนำเสนอปัญหาได้ค่อนข้างรวดเร็ว และยิ่งผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้เห็นไปอย่างรวดเร็ว ตามนโยบายที่เคยหาเสียง เช่น เงินผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาท ค่าตอบแทนอสม.เดือนละ 600 บาท เรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ เช็คช่วยชาติ ดูแลค่าตอบแทนกำนันผู้ใหญ่บ้าน ฯ ถือว่าทุกคนได้รับการดูแลที่ดีจากรัฐบาล และเห็นว่าเรื่องการผลักดันนโยบายไม่ใช่ประชานิยมแต่รัฐบาลต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ใช่ว่าเอาเงินไปหว่านแล้วไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนต่างกับประชานิยมที่รัฐบาลทักษิณทำโดยสิ้นเชิง”

เบื้องหลังภาพลักษณ์ฉะแหลกจะมีสักกี่คนที่เห็นในอีกมุมหนึ่งถึงความละเอียดอ่อนและวิญญาณศิลปินในตัวเขา

“ผมเป็นคนถนัดซ้ายซึ่งมักจะมีหัวไปทางศิลปะ แต่เป็นคนที่ชอบสิ่งสวยงาม ชอบการออกแบบ ชอบการตกแต่งสิ่งแปลกใหม่เหล่านี้ ส่วนใหญ่เขาจะให้สเก็ตและดีไซน์คร่าวๆ จากนั้นเขาไปออกแบบเป็นเสื้อ โลโก้ ป้าย งานสิ่งพิมพ์ หรือในการโฆษณาผมจะเป็นผู้นำโฆษณาก่อนเช่นโนยบายรัฐบาลเร่งด่วน ก่อนที่คนจะคิดว่ารัฐบาลต้องมีบิลบอร์ดออกไปโฆษณาทั่วเมือง แต่เพียงแค่ประกาศฯ แบนเนอร์ของผมติดไปทั่วเมืองแล้วเพราะเราออกแบบไว้เรียบร้อย ถือว่าทำการเมืองคู่การตลาด

“ต้องยอมรับว่านักการเมืองไม่ต่างไปจากดาราซุปเปอร์สตาร์ ถ้าหากดาราทำให้คนคลั่งไคล้ฟีเวอร์ขึ้นมาก็ได้รับคะแนนนิยมเยอะ นักการเมืองก็เหมือนกันถ้าคุณเป็นนักการเมืองที่ประชาชนชอบ สนใจ เขาก็เลือกให้คุณ เวลาลงพื้นที่ก็คล้ายๆ กับดาราตรงที่ไปปรากฏตัวตามงานต่างๆ นักการเมืองต้องขึ้นไปร้องเพลงสลับกับการปราศรัยซึ่งภาคใต้นั้นนิยมการปราศรัยสลับร้องเพลง เป็นนักการเมืองก็ต้องโฆษณาตัวเองและทำสื่อ เช่นทำเพลงเป็นแผ่นซีดีแจก ทำศิลปะพื้นเมือง หนังตะลุง มโนราห์ เพลงกระบอก (เพลงกลอนสื่อเรื่องราวเส้นทางของบุคคล) แจกทุกระดับ ถ้าวัยรุ่นแบบหนึ่ง คนแก่ก็อาจจะเป็นเพลงมโนราห์เพราะว่ามันจะได้ใช้สอยในยามที่เขามีงานเขาได้เปิดประโคมในงาน
โดยใช้สื่อที่เรามอบค่อยๆ แทรกซึมเข้าไป”

“เมื่อทำงานเยอะก็ส่งผลให้มีเวลากับครอบครัวโดยเฉพาะกับลูก เคยแนะนำให้ผู้อ่านได้รู้จักเมื่อ 7 ปีที่แล้วคือพิมพ์ไท ลูกสาวคนโต ส่วนลูกชายคนเล็กคือ แทนไท (ซึ่งตอนนั้นยังอยู่ในท้องภรรยา) ผมมีเวลาให้เขาน้อยมาก พยายามจะไปส่งเขาไปโรงเรียนตอนเช้า ปิดเรียนหลายวันก็จะพาลงพื้นที่ไปนครศรีธรรมราช พยายามสร้างบ้านให้เหมือนรีสอร์ทให้มีความรู้สึกว่าพาลูกไปเที่ยวรีสอร์ท ลูกก็เบื่อที่ไปแต่นครศรีธรรมราช (หัวเราะ) จะว่าไปแล้วชีวิตทางการเมืองก็สวนทางกับชีวิตในความเป็นจริง เวลาเทศกาลเราจะอยู่กับครอบครัวมันก็เป็นเรื่องของประชาชนในพื้นที่ต้องการด้วย เช่น งานวันเด็กเราอยากพาลูกไปเที่ยวให้โอกาสในวันของลูก แต่ว่าในพื้นที่ก็มีงานวันเด็กต้องไปพบปะเด็ก เปิดงาน แจกของขวัญ สงกรานต์ก็เหมือนกันกะว่าจะหยุดยาวจะพาลูกพาครอบครัวไปเที่ยวแต่ว่าในพื้นที่ก็มีกิจกรรมงานสงกรานต์รดน้ำผู้สูงอายุ วันของครอบครัวก็กลายเป็นวันของประชาชนแทบทั้งสิ้น มีปัญหาต่อการบริหารเรื่องครอบครัวพอสมควร แต่ชีวิตของนักการเมืองก็อาศัยครอบครัวเข้าใจ”

“‘รู้จักแล้วจะรักเอง’ สโลแกนนี้บางคนอาจจะเบื่อ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนสำหรับตัวผมคือคนที่รักความเป็นธรรม ไม่ชอบการเอาเปรียบ ผมยังไม่คิดว่าจะเกษียณตัวเองออกจากงานการเมือง เพราะถือว่าเป็นงานที่ชอบ ตั้งแต่เกิดมาทำแต่การเมืองและคงจะทำไปจนถึงวันตายเลยมั้ง”

ฟังแล้วก็อดนึกถึงวาทะถึงพริกถึงขิงซึ่งโต้ตอบทั้งในสภาฯ และผ่านสื่อสารมวลชนที่กลายเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้นายกฯ และรัฐบาลชุดก่อนๆ สั่นคลอนได้ไม่น้อย นี่เพียงแค่จุดเริ่มต้นบนถนนการเมืองระดับชาติเท่านั้น ถึงอย่างไรก็อย่าลืมพังเพยที่ว่า “สมครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร” เราคงจะได้เห็นผลงานของเขาเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันไปอีกนาน เพราะแม้แต่โชคชะตาและความยากลำบากเขาก็กัดฟันสู้ทนจนมาถึงวันนี้วันที่สังคมรู้จักเขาในฐานะนักการเมืองผู้มีฝีปากกล้าและคมกริบซึ่งเป็นทั้งกระบอกเสียงและองครักษ์ข้างกายประมุขฝ่ายบริหารของเมืองไทย

Related contents:

You may also like...