พลตำรวจโท วรพงษ์ ชิวปรีชา

ด้วยต้นทุนทางสังคมต่ำเป็นทุนเดิมทำให้เป็นความเคยชินสำหรับคำพูดประชดที่ว่า “ตำรวจดีมีอยู่คนเดียว คือตำรวจที่ยืนอุ้มเด็กอยู่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” สะท้อนทัศนคติที่ประชาชนมีต่อผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ขณะที่มิจฉาชีพซึ่งแฝงตัวหากินและบ่อนทำลายอยู่ภายใต้เครื่องแบบตำรวจผลักให้ภาพลักษณ์ยิ่งเลวร้ายลงสวนทางกลับความพยายามอย่างหนักของคนส่วนใหญ่ที่มุ่งมั่น เสียสละ และทำงานหนักเพื่อเป็น ‘ตำรวจของประชาชน’

แม้ไม่อาจโต้แย้งว่าวงการตำรวจไทยบริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่ต้นตำรับปฏิทินหมายจับหรือปฏิทินโจรอย่างพลตำรวจโท วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้ผ่านสมรภูมิชีวิตในงานยุทธการภาคสนามและภาคธุรการสืบสวนสอบสวนมาอย่างโชกโชน ยอมรับโดยดุษณีพร้อมหอบหิ้วนานาประสบการณ์มาบริหารงานตำรวจนครบาล และนี่คือครั้งแรกที่เขาเปิดอกพูดคุยทุกคำถามทั้งเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว

ไฮคลาส : มาสู่เส้นทางข้าราชการตำรวจ
ผมไม่ได้คาดหวังที่จะมาเป็นตำรวจนะครับ คุณพ่อเป็นครูโรงเรียนประชาบาล ทำให้พี่ๆ ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นครูกัน ผมเป็นน้องคนที่ 7 จากพี่น้อง 9 คน ตอนจบ มศ. 5 จากโรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย เตรียมตัวสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย พอดีทราบว่าที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจเขาก็เปิดรับสมัครบุคคลที่จบ มศ. 5 ส่วนหนึ่ง และจบจากเตรียมทหารส่วนหนึ่ง ผมจึงสมัครสอบทั้งสองที่ ผลคือเอนทรานซ์ติดคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้ เหตุผลประกอบการตัดสินใจคือถ้าเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจก็ดีอยู่อย่างคือมีที่พักที่อาศัยอยู่สบายไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ จึงตัดสินใจเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เข้าเรียนปี 2516 จบปี 2520 เป็นรุ่นที่ 30

ไฮคลาส : เมื่อก้าวมาเป็นนายร้อยตำรวจหนุ่ม
ช่วงปี 2520 สังคมเรากำลังมีปัญหาเรื่องการเมืองคือปัญหาการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กำลังรุนแรง ทางตำรวจตระเวนชายแดนซึ่งมีหน้าที่หลักเรื่องนี้เขาขาดกำลังพลนายตำรวจ เขาจึงส่งผู้ใหญ่มาพูดจาให้พวกเรารู้ว่าถ้าอยากจะเห็นชาติบ้านเมืองมีความสุขก็อยากให้พวกเราสมัครใจไปเป็นตำรวจตระเวนชายแดน ผมฟังแล้วเคลิ้มก็เลยสมัครไป ในขณะที่จริงๆ แล้วกรมตำรวจต้องการอยากให้ทั้งรุ่นนี้มาเป็นพนักงานสอบสวนในเขตนครบาลทั้งหมดโดยมีแผนอยู่แล้ว แต่เนื่องจากเมื่อพวกผมสมัครใจทั้งรุ่นมี 150 คน มีสมัครใจไป 49 คนเป็นตำรวจตระเวนชายแดนอยู่ทางด้านอรัญประเทศรบกับเขมรแดงในตอนนั้น

ผมเข้าๆ ออกๆ ตชด.นะ อยู่ตชด.จนปี 2526 พอดีเจ้านายย้ายไปเป็นผู้การกองพลาฯ ทำหน้าที่ทางด้านจัดซื้อจัดจ้าง ผมจึงไปอยู่กองพลาฯ อยู่สักพักหนึ่งจนกระทั่งปี 2529 ก็กลับไปอยู่ตชด.อีก ทีนี้อยู่มาจนกระทั่งปี 2532 ผมอยู่ตชด.มาจนตอนนี้ชีวิตยังรัก ผูดพันกับตชด.เพราะเป็นหน่วยแรก ตอนที่เข้าไปเนื่องจากเราเป็นรุ่นพิเศษที่สมัครใจไป และสถานการณ์ตอนนั้นแรงมาก เราก็เลยได้รับการฝึกเป็นพิเศษเลย ฝึกทั้งรุ่นเรา ผมจึงมีรุ่นพิเศษนอกจากเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 30 แล้วพวกผมเองยังเรียกกันว่า ‘รุ่นพรานอาสา 30’ หมายความว่าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานที่อาสาสมัครไปรบชายแดน

ไฮคลาส : จากอรัญวาสีย้ายเข้ามาอยู่คามวาสี
หลังจากที่ผมต้องตามเจ้านายมาอยู่กองพลาธิการซึ่งเป็นหน่วยที่เป็นคนละเรื่องกับงานของตชด. โดยงานตชด.คืองานสนาม งานรบ แต่กองพลาฯ เป็นงานเอกสาร ตอนแรกก็งงเหมือนกันว่าเราจะอยู่อย่างไร แต่เนื่องจากผมเป็นคนไม่เรื่องมาก เป็นคนง่ายๆ ใครใช้อะไรผมก็ทำ ก็ไม่คิดดิ้นรนจะออก ทำไปนายอยู่เราก็อยู่ กลายเป็นว่าผมตอนอยู่กองพลาฯ ผมได้รับรางวัลนายตำรวจดีเด่น 2 ปีซ้อน จริงๆ งานด้านนี้กับหน่วยกับองค์กรมันสำคัญ แต่คนที่เป็นตำรวจไม่มีใครอยากอยู่ตรงนี้หรอก ตำรวจต้องเป็นนักสืบนักรบตามประสาคนอุตส่าห์มาเป้นตำรวจแล้ว แต่เผอิญผมก็อย่างที่บอก อะไรก็ได้

ไฮคลาส : ด้วยความเคารพ จากหน่วยอื่นของตำรวจแสดงว่า ตชด.น่าจะหนักที่สุด
ใช่ๆ สถานการณ์ตอนนั้นรุ่นผมปะทะตายไปสิบกว่าคน

ไฮคลาส : แสดงว่าย่อมต้องมีตำรวจสบาย ตำรวจหนัก ตำรวจเบา ฯ

จริงๆ ก็มี

ไฮคลาส : เป้าหมายของนายทหารหลายคนก็จะบอกว่าคือ ผบ.เช่น ผบ.ทบ. แล้วสำหรับตำรวจก็ต้อง ผบ.ตร.
ผมไม่เคยตั้งเป้าในจุดที่จะก้าวไปถึง แต่ว่าผมมีสิ่งที่ผมพยายามดูตัวเองเหมือนกันว่าเรามาถึงจุดนี้เรามีอะไร ถามว่าผมเป็นคนขยันมั้ย…ก็ไม่ขยัน แต่ว่ามันมีความรู้สึกรับผิดชอบ รับผิดชอบกับงานที่เราต้องทำ ไม่ใช่คนขยันชนิดว่าว่างจะต้องทำมันไม่ใช่ ถ้าไม่มีอะไรมาผูกมาบังคับก็ไม่ทำเหมือนกัน นั่นก็คือเรื่องของความรับผิดชอบ

เรื่องที่สองก็คืเรื่องของคุณธรรม เราไม่คิดร้ายกับใคร เราไม่เอาเปรียบใคร นี่อาจจะเป็นบุญทำให้เราคิดว่าทำไมเรามาได้ถึงขั้นนี้ ผมไม่เคยคิดเลยนะว่าเส้นทางการเติบโตจะมีวันนี้ และอาจจะเป็นคนที่ถ้าไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซนต์ไม่กล้าที่จะตัดสินใจหรือพูดลงไปเช่นนั้น มันเหมือนกับตีค่าตัวเองค่อนข้างต่ำ ในงานทุกเรื่องถ้ามีการถามว่าคดีนี้จะจับคนร้ายได้มั้ย … ในใจผมคิดว่ามันมีช่อง ถ้ายังจับไม่ได้ผมจะไม่รายงานใคร จะไม่บอกใคร กลัวว่าพูดไปแล้วมันจะทำไม่ได้จะมีข้อผูกมัดตัวเราเอง

ไฮคลาส : หลายคนรอบตัวบอกว่าคุณค่อนข้างจะสร้างสรรค์ในการเป็นตำรวจ คิดโปรเจคต์ใหม่ขึ้นมาเสมอ
มันน่าจะเกิดจากการที่เราฟัง ผมกลับมองว่าการที่เราไม่เชื่อมั่น เราประเมินค่าตัวเองต่ำ ส่วนหนึ่งก็ไม่ดี มองว่าเราขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง แต่มันดีที่ว่าเราฟังลูกน้อง การที่เราฟังคนอื่นทำให้ผมได้อะไรๆ เยอะมาก แต่ถ้าเรามีความเชื่อมั่นในตัวเองว่าเราแน่เราอาจคิดตัดสินใจด้วยตัวเราเองเราอาจจะไม่ฟังใครมาก

สำหรับผมมีความรู้สึกว่าผมไม่ใช่คนเก่ง และประกอบกับในเรื่องของสังคมคนไม่ค่อยรู้จักเราเท่าไหร่ ที่มารู้จักผมในช่วงนี้เท่านั้นเองที่ทำงานในตำแหน่งนี้ ทำให้คนรู้จักผมแต่ผมไม่รู้จักเขา เมื่อสื่อออกไปทำให้ผมมีความไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองบางเรื่องทำให้ต้องคอยรับฟังแต่เมื่อฟังแล้วข้อมูลครบถ้วนผมก็ตัดสินใจได้ ผมจึงได้อะไรเยอะมากจากการรับฟัง และยิ่งมาอยู่ตรงจุดนี้แล้ว การที่เราเป็นผู้บริหารเราไม่มีทางที่จะรู้ทุกเรื่องได้อย่างลึกซึ้งมันถึงจะต้องมีสตาฟ ซึ่งสตาฟสำคัญมากในรายละเอียดทั้งหลายเพราะในงานแต่ละหน้างานจะเปลี่ยนแปลงไป ระเบียบ ข้อกฎหมายมัเปหลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่เราไม่มีทางที่จะไปรู้ทุกเรื่อง เช่น กฎหมายด้านการสอบสวน กฎหมายมีการแก้ไขเรื่อยๆ ในสมัยเด็กเราเรียนมาคดีเช็คเท่านั้นเท่านี้ฟ้องได้แต่ต่อมาก็เปลี่ยน หรือแม้แต่การออกหมายจับก็เปลี่ยนแปลงได้

งานของเราต้องอาศัยเด็ก (ผู้ใต้บังคับบัญชา) ผมก็มีความรู้สึกว่าเราต้องพึ่งเขาในความรู้สึกตรงนี้นะ ในขณะที่บางคนกลับมองว่าเราอำนาจเยอะทุกคนต้องกลัวเราหมด แต่ผมกลับไม่ได้คิดอย่างนั้นถ้าเด็กมันเบี้ยวไม่ทำให้เราจะทำอย่างไร ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้สายตรวจออกลาดตระเวนถนนเส้นนี้นะ เขาก็ไปนะ บอกว่าตรวจตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีสอง เขาก็ไปนะ แต่ผลการตรวจนั้นเขาตรวจอย่างไร เขาขับตรวจไปเรื่อยไม่ได้ดูอะไรเลย แต่ถ้าเราผูกใจเขา อธิบายเขาให้เขาทำด้วยใจนะ ตรงนี้คุณค่ามันต่างกันมากเลย ถ้าเขาขับไปมองซ้ายมองขวา สังเกต จดจำ เมื่อเห็นบ้านหนึ่งเปิดหน้าต่างเอาไว้ก็แวะไปเคาะประตูบอก จากเดิมแค่ขับไปตรวจเซ็นชื่อตู้แดงจากจุดหนึ่ไงปอีกจุดหนึ่ง ดังนั้นคุณภาพงานต่างกับมากสำหรับงานตำรวจ

ไฮคลาส : เขาลือกันว่าถ้าลูกน้องทำไม่ทันใจคุณจะลงไปทำเอง
ก็เป็นส่วนหนึ่งด้วย ในความรับผิดชอบของเรา

ไฮคลาส : การเป็นตำรวจที่เป็นขวัญใจลูกน้องซึ่งก็เป็นตำรวจด้วยกัน มีเคล็ดลับอย่างไร
ผมก็เคยวิเคราะห์ตัวเองนะ ถ้าดูประวัติผมจบแล้วไปอยู่ตชด. ย้ายมากองพลาฯ ลงไปทำงานซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมต้องตัดสินใจสมัครไปอีกครั้งคือลงไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งงานของตำรวจแต่ละหน้างานมันจะต้องมีการสั่งสมประสบการณ์ ความชำนาญแต่ละด้าน เช่นพนักงานสอบสวนดังๆ มีหลายคน เอ่ยชื่อก็ได้อย่างเช่น ท่านชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ท่านอำนวย นิ่มมะโน หรือนักสืบดังๆ ก็เช่น ท่านภาณุพงศ์ (สิงหรา ณ อยุธยา) ท่านปรีชา ธิมามนตรี สั่งสมประสบการณ์

ผมเองไปสั่งสมประสบการณ์ทางด้านงานบริหาร ด้านงบประมาณ พอลงไป 3 จังหวัดชายแดน-ภาคใต้ผมก็อยากจะเปลี่ยนหน้างาน มีหลายหน่วยลงไปช่วยทำงานมีทั้งกองปราบ ตำรวจนครบาล ตำรวจภูธรภาค 9 ไปรวมกันทำงาน ซึ่งก็แปลก หลายคนบอกว่าผมทำไม่ได้แน่เลยเพราะว่าคุณลักษณะของตำรวจนักสืบเขาจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง และจะไม่ฟังใคร นี่คุณสมบัติของนักสืบเลย ทุกคนเขามีประสบการณ์ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เสี่ยงชีวิตกันมาทั้งนั้น ทุกคนจึงมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ฉะนั้นถ้านายที่ไม่ดีพอหรือไปเอาแต่สั่งเขาไม่ทำให้แล้วจะทำยังไง เช่นบอกว่าคดีลักทรัพย์ไปสืบหน่อยซิว่าใคร ถ้าเขาบอกว่าไม่รู้ครับนาย แล้วเราจะไปทำอะไรถ้านายอยากรู้ก็ไปสืบเอง ตรงนี้ทำอย่างไรให้เขาทำให้เรา ปรากฏว่าผมโชคดี

ทีมงานที่ผมรับผิดชอบอยู่เขาร่วมมือดีมาก สรุปผมก็มาถามว่าทำไมเขามาช่วยเราเขาก็บอกว่า 1) เขาเห็นความตั้งใจทำของเรา 2) ในการทำงานทุกครั้งเราไม่เคยสักว่าชี้นิ้วใช้เขา ทุกครั้งเราลงไปร่วมทำกับเขาด้วยตนเอง โดยเฉพาะที่นั่นการทำงานมันต้องออกกลางค่ำกลางคืน เวลาต้องไปค้นหาเป้าหมาย ไปทีหนึ่งต้องใช้กำลังเป็นร้อย ต้องออกเดินทางตั้งแต่ตีสองเพื่อให้ไปถึงที่หมายประมาณตีห้าเพื่อล้อมหมู่บ้านเพราะว่าที่นั่นตีห้าเขาจะเริ่มตื่นมาเพื่อไปละหมาด เราก็ใช้ช่วงเวลานี้ไปจับกุมคนร้ายได้ มันจะเป็นอย่างนี้ตลอดเลย คือตีสองนัดรวมพล วางแผนออกเดินทางจากศูนย์ฯ ที่ยะลา และผมไม่เคยพลาด ผมไปทุกครั้ง ผมตื่นก่อนเขาทุกครั้ง ไปรอลูกน้องทุกครั้ง วางแผนและทำร่วมกับเขาตลอด จะเสี่ยงอันตราย เข้าป่าตามคนร้าย ข้ามภูเขา ผมเคยเดินเขาทั้งวันเลยนะครับ ก็ไปกับเขา เราอายุมากที่สุดกับลูกน้องใส่เสื้อเกราะหนัก

ไฮคลาส : เสื้อเกราะหนักถึง 10 กิโลฯ ไหม
ตัวที่ผมใส่ประมาณ 5 กิโลฯ แต่พอเดินขึ้นเขามันก็เหมือน 10 กิโลฯ หนักซะกว่าจะไปถึง (หัวเราะ) สรุปแล้วก็ได้คำตอบว่า การร่วมทำงานด้วย และมีอะไรก็แบ่งปันกัน เมื่อไปในจุดนั้นมันก็จะมีเรื่องของค่าตอบแทน เบี้ยเลี้ยง เงินเดือน เราไม่เอาเปรียบ ต้องจัดสรรดูแล ผมเห็นว่าตรงนี้สำคัญที่สุดเลย การเป็นผู้นำคนถ้าเราไม่เอาเปรียบเขา ให้ความเป็นธรรม ตรงนี้ก็สำคัญ ถึงสิ้นปีใครทำงานควรจะได้สองขั้นไม่ได้สองขั้น ไม่ใช่แค่ดูว่าคนนี้เอาใจเราเก่งก็ให้แต่งานไม่ได้เรื่องขั้นก็ไม่ได้นะ ตรงนี้สำคัญ และในเรื่องของการดูแลเอาใจใส่ทุกข์สุขของเขา ลูกเมียเป็นอย่างไร ไม่ใช่สักแต่ว่าใช้ ถ้าเขาเหนื่อย ล้าก็ต้องให้เขาพัก

ไฮคลาส : เมื่อต้องเผชิญกับความลำบาก อย่างเดินในป่าแบกแค่เฉพาะเสื้อเกราะหนัก 5 กิโลฯ ที่เหมือน 10 กิโลฯ คนเราจะเลือกทำอาชีพอะไรสักอย่างนั้น อาชีพที่ลำบากเช่นนี้มันดีอย่างคุณถึงอยากมาทำ
มันก็อยู่ที่ความภาคภูมิใจ คนเรานี่มีอีโก้เยอะนะ พอเราทำแล้วประสบความสำเร็จ เรารู้ตัวคนร้าย จับตัวคนร้ายได้ คนร้ายที่กำลังจะแบ่งแยกดินแดนของเรา คนร้ายที่เคยฆ่าลูกน้องเรา มันก็เป็นงานที่ทุกคนก็ชื่นชม นั่นแหละคือรางวัลที่ดีที่สุด คือถ้าทำแล้วถูกด่ามันก็คงจะหมดกำลังใจไปแล้ว

ไฮคลาส : ตอนลงไปอยู่ใต้มีตำแหน่ง
ตอนนั้นผมเป็นรองผู้บัญชาการสอบสวนกลาง เป็นงานที่ภาคภูมิใจมากที่สุดในการลงไปอยู่ใต้ ประจำอยู่ 2 ปี แล้วกลับขึ้นมาอยู่ภูธรภาค 7 นี่คือรางวัลผมไม่เคยคิดว่าจะได้อะไรเลย เพราะตำแหน่งผบ.ตรวจภูธรภาค 7 นี่มันก็เป็นตำแหน่งที่สุดยอดแล้ว ผมก็ไม่เคยคิดหรอกว่าจะได้ไปจุดนั้น ผมทำงานมากกว่า ตอนอยู่ที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีความรู้สึกว่าเราได้รับการยอมรับจากทั้งประชาชน เพื่อนร่วมงาน ทั้งทหาร ทั้งฝ่ายปกครอง

ไฮคลาส : ท่ามกลางตำรวจที่ดีทุ่มเทเสียสละให้ประเทศชาติแต่ก็มีส่วนหนึ่งทำให้สังคมมองตำรวจไม่ดี คุณรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ ตอนเป็นตชด.ก็คงอารมณ์หนึ่งอาจมองว่าเราก็ดีแต่ทำไมปลาเน่าตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้อง ตอนนี้เป็นผู้ใหญ่ในองค์กรถ้าถูกด่าก็ต้องโดนผู้ใหญ่ก่อนเป็นเรื่องธรรมดาตอนนั้นกับตอนนี้รู้สึกแตกต่างกันอย่างไร
คงไม่แตกต่างกัน หมายความว่าผมยอมรับในสิ่งที่สังคมเขาตำหนิ เขาด่าเรา เพราะผมก็ยอมรับว่าสิ่งที่เขาตำหนิส่วนหนึ่งมันเป็นจริง ก็คือมันเป็นตัวเราเอง ตอนประชุมมอบนโยบายผมนำเรื่องที่สังคมตำหนิเรา โดยผมบอกว่าทุกวันนี้ตำรวจเราต้นทุนทางสังคมต่ำมาก เกียรติยศชื่อเสียงเรา ต่ำซะจนเราพูดอะไรสังคมไม่เชื่อ แต่ขณะที่คนอื่นพูด เราพูด เราชี้แจงในสิ่งที่ถูกต้องด้วยนะ สิ่งที่ต่อมาศาลก็เชื่อตามเรา แต่สังคมไม่เชื่อเรา ขณะที่คนที่ไม่ใช่ตำรวจและพูดตำหนิเราว่าสิ่งที่ตำรวจพูดไม่จริงหรอกเรื่องจริงคือตรงข้าม สังคมกลับเชื่อคนๆ นั้น ตรงนี้คือสิ่งที่มันเป็นอยู่ และเป็นสิ่งที่จะต้องรีบแก้ไขสำหรับตำรวจ

ไฮคลาส : ตำรวจไม่มีฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่เก่งๆ เลยหรือ
ก็มี แต่ว่ามือไม่ถึง มีแต่ก็เป็นหน่วยที่ยังไม่ถึงเป้า ผมพูดกับผู้หลักผู้ใหญ่เลยว่า ถ้าผมขึ้นเป็นผู้ช่วยฯ ผมจะหาบริษัทที่ทำหน้าที่สื่อสารภาพลักษณ์องค์กร

ไฮคลาส : ก่อนหน้านี้ก็มีอยู่ไงล่ะครับ สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ตอน 5 ทุ่มครึ่ง…แต่ไม่มีใครดู!
(หัวเราะ) นั่นน่ะสิ มันอาจจะไม่ใช่มืออาชีพทำรึเปล่า ใครทำก็ไม่รู้อันนั้น ผมบอกเลยว่ายอมทำตั้งงบฯ หาบริษัทที่ทำหน้าที่ สร้างภาพลักษณ์ ซึ่งจริงๆ แล้วสร้างง่าย เพราะผมงานตำรวจที่ถูกต้องนั้นเยอะแยะ ตำรวจดีๆ เยอะกว่าแน่นอน แต่ไอ้ตำรวจไม่ดีย่อมมีอยู่แน่นอน เพียงแต่ว่าตำรวจไม่ดีมันไปกระทำแล้วกระทบกับรากหญ้ากับประชาชนในวงกว้าง แต่ผลงานดีๆ ของตำรวจที่รักษาความมั่นคงของชาติ บ้านเมือง ต่อสู้กับปัญหาภัยการก่อการร้ายอย่างตำรวจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ฉะนั้นต้องมีทีมนี้ในความรู้ของผมนะ มาทำให้หน่อยสิ

ไฮคลาส : แสดงว่าคุณมองว่าตำรวจไม่ได้ขาดปัจจัยที่ทำให้ดีขึ้นหากแต่ขาดปัจจัยในการสื่อสารว่าเราดีอย่างไร
ผมกำลังมองอย่างนั้นไงล่ะ เอาง่ายๆ ว่า ไม่รู้จะรู้มั้ยว่าเป็นใคร คือคนที่สังคมยอมรับเชิดชู ไม่ได้เก่งกว่าเราเลยนะ ผิดตั้งเยอะ แต่เขาเก่งมากเลยทำให้สังคมเชื่อมั่นศรัทธาได้ ลองไปถามดูสิ เวลาผมพูดผมจะชื่นชมเขานะ บอกว่าเขาเก่ง ต้องไปเรียนรู้จากเขา บุคลิกผมก็คือผมเป็นคนที่ไม่โทษคนอื่น ไม่โทษสิ่งแวดล้อม ถ้าอะไรที่เราทำไม่สำเร็จเราโทษตัวเราเอง ผมควรจะเป็นพลโทก่อนหน้านี้สัก 2 ปี แต่ผมก็ถูกข้าม ผมไม่เคยโทษ ผมทำงานต่อ ผมบอกกับผุ้หลักผ็ใหญ่ที่มาปลอบใจ บอกว่าผมไม่ได้รู้สกึแย่มากนัก ผมรู้ว่าผมไม่ดีพอที่ผมจะได้ขึ้นเป็นพลโท ผมก็ทำงานต่อ ในที่สุดมันก็ชนะนะถ้าผมได้ตามสเต็ปตามอาวุโสที่ผมควรจะได้แต่ผมไม่ได้ผมไม่ได้โทษใครเลยผมโทษตัวผมเองที่ยังไมได้ทำในสิ่งที่คนอื่นเขาทำกัน

ไฮคลาส : มันคืออะไร ถามแบบสื่อมวลชนเลย ถามแทนใจประชาชน

มันแล้วแต่จังหวะๆ ไป (หัวเราะ) ถ้าจังหวะนั้น…ไม่รู้อย่าพูดเลย เอาไว้คุยนอกรอบแล้วกัน (หัวเราะ) แต่หลังจากที่ผมใช้ความอดทนผมได้รับผลตอบแทนที่ดีนะ ไม่อย่างนั้นผมไม่ได้เป็นผู้บัญชาการภาค 7 แน่นอน และถ้าผมไม่ได้เป็นผู้บัญชาการภาค 7 ผมไม่มีสนามให้ผมโชว์ฝีมือ ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านั้นผมไม่ใช่ตำรวจที่มีหน้าที่ด้านการปราบปราม ผมต้องไขว่คว้า เดิมทีจากประวัติอยู่กองพลาฯ มาอยู่ส่งกำลังบำรุง ผมไม่ใช่ตำรวจที่เป็นมือป้องกับปราบปรามอาชญากรรม ในที่สุดผมไขว่คว้าด้วยการขอสมัครใจไปทำงานที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ในช่วงปี 2547 ที่เกิดเหตุรุนแรงมากขึ้น ตรงนั้นเองทำให้ผมได้มีโอกาสทำงานด้านนี้ ในเมื่อทำแล้ว 2 ปี ผลงานมันออกเขายอมรับว่าเราทำได้

ไฮคลาส : ความภาคภูมิใจมากที่สุดในชีวิตตำรวจ

ตรงนั้นแหละ ที่ผมภาคภูมิใจ ก่อนหน้าที่ทีมผมจะลงไปใต้ ตรงนั้นปัญหามันเกิดขึ้น มีข่าวว่าตำรวจตาย ทหารตาย แล้วจับคนร้ายไม่ได้สักที ประมาณ 2547 คนร้ายทำงานประสบความสำเร็จ 100% คือทำแล้วครบตามเป้าที่เขาต้องการ ถ้าเขาจะยิงตำรวจก็ตาย เมื่อตำรวจตายก็จับอะไรไม่ได้เลย ผมลงไป 6 เดือนแรกก็เป็นอย่างนั้น คือจับอะไรไม่ได้เลย แต่แล้วในที่สุดคดีแรกที่ได้ก็คือพวกผมทำ พอทำได้คดีแรกแล้วมันก็โยงไปสู่คดีถัดไป กระทั่งทุกวันนี้เราไปได้เยอะเลย ฉะนั้นผู้บังคับบัญชาที่อยู่ตรงนั้น ที่รู้เรื่องจริงๆ ก็จะกล่าวถึงผมตลอด อย่างเช่น ท่านผู้ช่วยฯ อดุลย์ แสงสิงแก้ว ทุกครั้งเมื่อไปที่ไหนก็จะพูดถึงผมว่าผมไปช่วยงานช่วงนั้นเป็นอย่างไร จากตรงนั้นมาก็เลยได้รับรางวัล 2 ปีที่ลงไปเขาก็เลยให้มาเป็นผู้บัญชาการภาค 7 พอมาเป็นผู้บัญชาการภาค 7 เราก็ได้นำประสบการณ์มาทำงาน ก็มีผลงานอย่างที่เห็นเขาจึงให้มาอยู่สอบสวนกลาง อยู่สอบสวนกลางได้ 4-5 เดือนก็มาอยู่ตรงนี้ (นครบาล) ในจุดที่เราขยับมันดีขึ้นเรื่อยๆ หมายถึงว่าเป็นหน่วยหลักขึ้นเรื่อยๆ

ไฮคลาส : ประสบการณ์ที่ผ่านมาเอามาใช้ในการอยู่นครบาลเพียงใด
มันได้เพราะว่าเป็นเรื่องแบบเดียวกันหมด สรุปแบบผู้บริหารคือทำอย่างไรให้เขาทำงานให้เรา ส่วนหนึ่งตอนอยู่ภาคใต้เราลงไปทำด้วยตนเองได้ ขณะที่เป็นรองผู้บัญชาการ (สอบสวนกลาง) เราออกป่า ออกสนามได้ แต่ขณะที่เราออกก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปขุดดินหาปืนเมื่อทราบว่ามันฝังปืนเอาไว้ แต่ก็ไปอยู่กับเขา ช่วยกันดู ลูกน้องก็ทำให้ด้วยความเต็มใจ ฉะนั้นก็นำประสบการณ์มาใช้ ซึ่งเราก็คงได้มาตั้งแต่เราเป็นตชด. เพราะเป็นตชด.จบมาเป็นร้อยตรี เราต้องคุมลูกน้องถึง 40 กว่าคน มีอาวุธเท่ากัน เขาก็มี M16 เราก็มี M16 อยู่ด้วยกัน เราจะปกครองเขาได้อย่างไรที่เขาจะไม่หันปากกระบอกปืนมาทางเรา และให้เขาหันปากกระบอกปืนไปทางข้าศึก ตรงนี้ที่ได้ประสบการณ์ ถ้าหากเราจบมาเป็นพนักงานสอบสวน นั่งทำสำนวนอยู่คนเดียวไม่มีลูกน้องก็อาจจะได้ประสบการณ์อีกแบบหนึ่ง ตรงนี้เองผมคิดว่าได้ประสบการณ์ในเรื่องการปกครองคน

ไฮคลาส : ความจำเป็นเร่งด่วนของตำรวจนครบาลในตอนนี้

ถ้าในแง่ของสิ่งที่จะต้องดูแลประชาชนผมมองว่าเรื่องของการป้องกันอาชญากรรม งานป้องกันนะ คืองานตำรวจแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ป้องกันกับปราบปราม หลายครั้งเรานึกว่าพอสืบสวนคดีสำคัญเกิดขึ้นแล้วพอจับกุมได้เราชื่นชมว่าจับได้ โอเคก็เป็นความสำเร็จอันหนึ่ง แต่ปรัชญาแท้จริงคือป้องกันไม่ให้เกิดนั้นดีที่สุด ปล่อยให้เกิดแล้วตามจับมันยังไม่ใช่ผลที่แท้จริง

ไฮคลาส : แล้วจะป้องกันได้อย่างไร เพราะว่าต้นเหตุของอาชญากรรมมันลึกเกินกว่าหน้าที่ของตำรวจ

ก็นี่ไง มันก็ได้ถ้าระบบสายตรวจที่ ณ ขณะนี้ตอนที่ผมมาผู้บังคับบัญชาก็เป็นห่วงเรื่องนี้เพราะช่วงที่ผ่านมาเราย่อหย่อยไปเยอะ เพราะตำรวจเราต้องไปใช้ในการควบคุมฝูงชน กำลัง 3 พันกว่านายต้องมารวมอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นกำลังที่จะอยู่ในพื้นที่ที่ต้องออกตรวจก็จะน้อยลงไป ตรงนี้เองภารกิจแรงท่านผู้บังคับบัญชาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เรามาปรับระบบกัน เรียกมาชี้แจงทำความเข้าใจว่าเน้นเรื่องการป้องกับอาชญากรรม

เราจะเห็นว่าที่ผ่านมาคดีการโจรกรรมทรัพย์ การลักทรัพย์ การงัดบ้าน ฯ มันเยอะมาก ผมเองให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ค่อนข้างสูง ผมพยายามจะเลือกว่าอะไรที่มันเป็นอาชญการรม ถึงแม้ว่ามันไม่ใช่คดีอุจฉกรรจ์ คดีลักทรัพย์ งัดบ้าน แต่ผมมองว่ามันเป็นความเดือดร้อนของประชนในวงกว้าง ผมก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ คดียิงกันในกลุ่มผู้มีอิทธิพลยิงกันเองมันสมัครใจยิงกันตายคนอื่นเขาไม่เดือดร้อนด้วย แต่กรณีที่มีแก๊งลักทรัพย์เข้าไปงัดบ้าน เปรอะไปหมด อย่างคีดยกเซฟโมโหสกปรกสิ่งนี้ผมถือว่าผมให้ความสำคัญด้วย พอเรามุ่งเน้นตรงนี้เด็กเขาก็ทำงานให้ ก็โชคดีนะครับจับได้คดีใหญ่ก็คือเรื่องของแก๊งยกเซฟ ถ้าได้ติดตามข่าวอีกคดีหนึ่งนั่นก็ใหญ่เหมือนกันคือคดีทุบรถ รถจอดอยู่ก็ทุบกระจกเอาของไปเขาทำมาเป็นร้อยคันก็จับได้

ไฮคลาส : มันมีสองระดับคือมองอาชญากรรมในสายตาตำรวจ และไปแก้ที่ต้นเหตุ ต้นเหตุมันคืออะไร
เราเข้าใจแต่ถ้าพูดไปก็เหมือนกับโยนโทษให้สังคม อาชญากรรมมันเกิดก็เพราะสภาพสังคมอยู่แล้ว อาชญากรรมมันมีหลายสาเหตุ อาชญากรรมที่เกิดจากอาชญากรโดยสันดานมันก็อีกเรื่องหนึ่ง อาชญากรรมที่เกิดขึ้นโดยสบช่องโอกาส ตรงนี้ที่เราป้องกันได้ เช่นวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งผ่านไปไม่ได้ตั้งใจจะก่อเหตุ แต่เห็ประตูรั้วเปิดอยู่ก็เข้าไปหยิบของมา ลักษณะนี้ที่เราป้องกนได้ หรือในแง่ของการป้องกันบางอย่างในด้านกาปร้องกันเราเห็นกลุ่มวันรุ่นนั่งกินเหล้ากันข้างถนนเห็นรถผ่านมาคึกคะนองก็เอาก้อนหินขว้างรถ ลักษณะนี้ถ้าเราผ่านไปตรวจ สมมติเมื่อผ่านไปเขากำลังคึกคะนองกำลังคิดว่าอาจจะทำอย่างนี้แต่พอดีมีรถตำรวจผ่านไปเปิดไฟสีแดงแว๊บๆ เขาเห็นก็อาจจะชะงักแล้วก็หยุดไม่ทำต่อ มันทำได้แค่นี้ในการป้องกัน

ไฮคลาส : กลยุทธ์เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ สำหรับนครบาลแนวทางมันจะต้องมีอะไรอีก มวลชนสัมพันธ์ล่ะ

ใช่ กำลังจะพูดต่อว่านี่คือการป้องกันอาชญากรรม การป้องกันอาชญากรรมไม่ให้เกิดคือเป้าหมายหลัก แต่ถามว่ามันป้องกันยากไหม มันก็ยากอย่างที่เรามองเห็นว่าเราจะต้องไปตรวจ และบางครั้งถึงเราตรวจอย่างไรก็ตามก็ไม่เจอ ผมยกตัวอย่างแก๊งทุบกระจกผมถามเขาว่าใช้เวลาทำเท่าไหร่ เขาตอบว่าพี่ผมทำจริงๆ 10 วินาที ทุบปั๊บก็ทำได้เลย ครรั้นพอผมถามว่าสายตรวจมาไม่กลัวเหรอ เขาตอบว่าไม่กลัวหรอกพี่ พอสายตรวจลับตาผมไปแว้บเดียวผมทุกแล้วก็ไปถึงแม้จะเห็นผมก็จับไม่ทัน ไอ้อย่างนี้ป้องกันยาก มันคุยโวเลยนะ แต่อย่างไรก็ตามมันต้องลงทุนสูง ทั้งการใช้คน ใช้อะไรทุกอย่าง ฉะนั้นลำพังแค่ให้รัฐบาลลงทุนกับตำรวจอย่างเดียวคงไมได้ต้องอาศัยพี่น้องประชาชนช่วยกัน เขาถึงมีปรัชญาว่าประชาชนคือตำรวจคนแรก ฉะนั้นถ้าสังคมนี้ไม่สงบสุขจากความปลอดภัยเรื่องการโจรกรรมก็โทษประชาชนนั่นแหละไม่ทำหน้าที่ตำรวจคนแรก

ไฮคลาส : เพราะสังคมเปลี่ยนไป ต่างจากอดีตที่ช่วยกันสอดส่องดูแลและป้องกันการเกิดเหตุร้ายแม้จะเกิดกับผู้อื่น
การเปลี่ยนแปลงของสังคมมากเกินไป เราไปเน้นด้านวัตถุ ที่เรียกว่า Modernization without Development ทันสมัยไปแต่เรื่องวัตถุ แต่จิตใจไม่ได้รับการพัฒนา ผมยอมรับว่าคนยุโรปคนอเมริกาบางกรณีจิตใจเขาได้รับการพัฒนาดีกว่าเรา

ไฮคลาส : แล้วจะทำ จะสร้างอย่างไร เริ่มจากในองค์กรก่อน

ถ้าถามว่าจะทำอย่างไร พี่ชายผมเป็นผอ.โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์เขาเน้นจิตใจมากๆ เอาคนเก่งมารวมกัน พี่ชายผมทำมา 8 ปี ประสบความสำเร็จมากเลยนะ เด็กที่นั่นจิตใจดีมากๆ เขาให้ความคิดทางด้านสังคม การเสียสละ การรักชาติ ฝึกดีมาก ผมก็ปลื้มใจแทนพี่ชายของผม ยกตัวอย่างง่ายๆ ฝึกเรื่องความซื่อสัตย์ เนื่องจากเด็กอยู่รวมกับเป็นหอพัก สมมติมีร้านสหกรณ์น้ำดื่มก็ใส่ไว้เลยตู้หนึ่งคำนวนว่าตู้นี้มี 100 ขวดขายขวดละ 5 บาท ไม่ต้องมีคนขายถ้าคุณใส่แบงค์ 20 ก็ใส่เอาไว้แล้วหยิบเงินทอนไป 15 ถึงเวลาก็มานับขวดว่าหายไปกี่ขวดเงินก็เท่ากับจำนวนราคาของขวดที่หยิบออกไป ไม่เคยขาดเลย

ไฮคลาส : แก่นของการเกิดสิ่งนี้มันอยู่ที่ความกลัว หรือความเข้าใจ

ความเข้าใจ ณ จุดนั้นอยู่ที่ความเข้าใจ ความเห็นตรงกันว่าสิ่งนี้ถูก ไม่ใช่ว่าคุณเรียนเก่งแล้วแข่งกันกอบโกย ที่นั่นไม่มีแข่งกันเรียนเลย ผมคิดว่าเป็นโมเดลที่ถูกเลย แต่ก็ไม่ได้คุยกันว่าเขาทำอย่างไร รู้เพียงว่าเขาค่อยๆ ทำไปเรื่อย แต่ได้ผลพอใจมาก ผมเข้าไปเที่ยวในโรงเรียนนั้นบรรยากาศต่างกันกับโรงเรียนอื่น จะไมมีเหมือนวัยรุ่นข้างนอก จะเรียบร้อยและตั้งใจอ่านหนังสือ ไม่แข่งกันเรียนทุกคนช่วยกันเรียน ผมตอบไม่ถูกว่าทำอย่างไรแต่รู้ว่าอย่างน้อยมีองค์กรเล็กๆ องค์กรหนึ่งได้อย่างนี้

ไฮคลาส : ถ้าบอกว่าตอบไม่ถูกไม่ได้นะ หากวันหนึ่งคุณเป็นผบ.ตร.คุณก็ต้องทำองค์กรให้ดี ดังนั้นจึงต้องอธิบายได้
ก็ในส่วนที่ผมทำ ผมสรุปว่าผมทำตัวเป็นตัวอย่าง ถ้ามองคนในแง่ของคนเขาบอกว่ามันมีอยู่ 2 ตัวคือ Can do กับ Will do โดย Can do ถ้าเขายังไม่เอียงไป Can not do เราก็สามารถเติมเรื่องความรู้ Knowledge & Skill แต่ถ้า Will do มันต้องใส่ Attitude หรือทัศนคติ ซึ่งตรงนี้เองมันไม่สามารถจะมาฝึกอบรม นั่งสอนแล้วจะประสบความสำเร็จก็ไม่ใช่ แต่ถ้าเราพูดคุยกันมันสำคัญมาก และที่สำคัญคือการ Demonstrate ทำตัวอย่างให้ดูทำอย่างนี้ ฉะนั้นอยู่ที่ผู้นำ ผมประชุมพูดกับผู้กำกับฯ ว่าทั้งหมดนี้อยู่ที่คุณ ถ้าคุณเอาเปรียบเด็ก ถ้าคุณไม่เสียสละ ถ้าคุณเห็นแก่เงิน เด็กมันก็เป็นอย่างนั้น ฉะนั้นเราต้องเสียสละและเราต้องไม่เอาเปรียบเด็ก ยกตัวอย่างโรงพักเขาจะมีเงิน 3 แสนไว้สำหรับสืบสวน ก็คือเป็นเงินที่ใช้จ่ายได้โดยที่ไม่ต้องผ่านหลายขั้นตอนนัก ถ้าคุณไม่จ่ายเด็กอย่างเป็นธรรม เช่นไปทำงานคุณจ่ายให้เขาไม่ครบถ้วนเด็กก็ไม่ทำให้ ผมจึงว่าต้องค่อยๆ เปลี่ยน มันตรงกับนโยบายของผมคือพัฒนาคน พัฒนางาน พัฒนาหน่วย พัฒนาคนก็คือเรื่องความรู้ ทักษะ ตำรวจต้องมีทักษะ มีแต่ความรู้อย่างเดียวไม่ได้ ต้องฝึกอบรม ต้องฝึกยิงปืน ต้องฝึกเข้าจับกุม และเรื่องของทัศนคติ จิตใจนี่สำคัญ

ไฮคลาส : ในภาวะปัจจุบันการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมและการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ต้องมีปัจจัยใดสำคัญๆ ยกตัวอย่างตอนนี้มีปัญหาเศรษฐกิจ มันจะส่งผลให้คนเป็นโจรมากขึ้นไหม
ปัจจัยสำคัญๆ ก็คือเรื่องความสำนึกรับผิดชอบในหน้าที่นี่คือเรื่องสำคัญที่สุด ถ้าเราไม่สำนึกรับผิดชอบ เราไม่เสียสละ เราไม่ตั้งใจทำงาน เราแสวงหาแต่สุขนิยมอย่างเดียวเป็นตำรวจเอาแต่สุขนิยมสบายมันก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาของสังคมได้

ไฮคลาส : แล้วปัจจัยการทำงาน จากธุรกิจเมืองไทยที่มีการเกื้อกูลกันเป็นอุปสรรคกีดกั้นความเจริญในการพัฒนา
เข้าใจแต่ไม่กล้าตอบ (หัวเราะ) ตอบไม่ดีเดี๋ยวผมโดนแน่เลย เพราะมันใช่อยู่แล้ว

ไฮคลาส : ในเชิงวิสัยทัศน์ การอุปถัมภ์ค้ำจุนมันมีทั้งแง่ดีและแง่ร้าย แต่ในมุมมองของโลกแถบนี้เป็นวิถีหนึ่ง แต่ในบทบาทของผู้บริหารคุณก็น่าจะมองเห็นทางออก
ผมมองว่าระบบอุปถัมภ์มันมากไป จริงๆ แล้วมันต้องมีทั้งระบบคุณธรรมและระบบอุปถัมภ์ในองค์กรควบคู่กันไป แต่ทุกวันนี้มันเริ่มมีระบบอุปถัมภ์มากกว่าระบบคุณธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำรวจเรา การบริหารงานบุคคลเหล่านี้ก็ต้องยอมรับว่ามันให้น้ำหนักในเรื่องระบบอุปถัมภ์มากกว่าระบบคุณธรรม

ไฮคลาส : น้ำหนักทั้งในแง่ดีหรือแง่ร้ายในเวลานี้สังคมเราควรจะเป็นไปในทิศทางไหน
เหตุผลที่จะเป็นต่อไปมันไม่มีหรอก ผมไม่เห็นด้วยเพราะอย่างที่บอกมันมากเกินไป การจะแก้ก็คงจะแก้ยากแต่ว่าในฐานะที่เราขึ้นมาถึงระดับหนึ่งที่จะต้องเป็นผู้ฏิบัติ เป็นผู้ตัดสินใจ เราเองก็พยายามที่จะกลับมาใช้ระบบคุณธรรม ผมเองพยายามมุ่งเน้นระบบคุณธรรมให้มากกว่า ฉะนั้นคือตัวเราเอง เราคงไม่ไปเรียกร้องคนอื่นแต่ว่าตัวเราเอง องค์กรที่เรารับผิดชอบเราพยายามสร้างไว้ ส่วนหนึ่งที่ผมพูดก็คือความยุติธรรมที่เราปกครองเด็ก ความยุติธรรมก็คือระบบคุณธรรมที่ให้เขา ตรงนี้แหละที่ว่าทำไมผมต้องมานั่งตั้งคำถามว่าทำไมผมทำงานได้ ผมนำหน่วยได้ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยทำงานด้านนี้ ดังที่บอกแล้วก็คือเรื่องความเสียสละและคุณธรรม การปกครองอย่างเป็นธรรม

ไฮคลาส : มองการเมืองไทยอย่างไร มองทั่วๆ ไป ไม่ได้ถามเรื่องสี แต่มองว่าถ้าอะไรเป็นอย่างไร แล้วอะไรกฏน่าจะดีขึ้น อาจจะในฐานะประชาชน และในฐานะตำรวจสถาบันที่สำคัญของสังคม
(คิดนาน)… ปัญหาหลักระบบมันถูกต้อง เพียงแต่ว่ามันยังไม่เป็นไปตรามระบบที่ถูกต้องเท่านั้นเอง อย่างเรื่องของการใช้สิทธิของประชาชน ประชาชนที่มาใช้สิทธิ มั้นไม่ได้ใช้โดยเกิดจากโดยดุลยพินิจเพียวๆ มันใช้โดยเกิดจากแรงจูงใจ ถ้าแก้ให้แต่ละคนได้ใช้สิทธิอย่างไม่ต้องมีแรงจูงใจ ให้เขาได้ศึกษาสิ่งที่เขาเลือกว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด ถ้าแก้ตรงนี้ได้ก็โอเค แต่ก็แก้ยาก

ไฮคลาส : ภาพที่เห็นชัดสำหรับคนกรุง สภาวะเศรษฐกิจมีผลต่อการจ้างงาน และความตึงเครียดทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของประชาชนเพียงใด และตำรวจนครบาลในฐานะผู้ดูแลและป้องกันสวัสดิภาพของเขา
เหล่านี้ส่งผลค่อนข้างชัด ทุกวันนั้นผมเฝ้าดูเหตุที่เกิดขึ้นรอบ 24 ชั่วโมงผมจะติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด ทุกเช้าก็จะมาดูว่าเมื่อคืนเกิดเหตุอะไรขึ้นบ้าง และย้อนไปเทียบกับเหตุการณ์เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ปรากฏว่าสถิติมันเพิ่มขึ้นในเรื่องความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ นี่ชัดเจนว่ามันมีความรุนแรงต่อปัญหามากขึ้น ถามว่าตำรวจจะทำอย่างไรก็คือตำรวจก็ต้องเหนื่อยมากขึ้น ถามว่าทำอย่างไรเมื่อเขาเหนื่อยมากขึ้นก็พยายามผูกใจและให้เขาทำงานด้วยความเสียสละมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามจะทำเพื่อให้เขาเสียสละมากขึ้นนอกจาการดูแลขวัญกำลังใจ สิ่งตอบแทน และสิทธิที่เขาควรจะได้ แต่ผมยังมองว่าการที่สังคมยอมรับและเชื่อและเห็นว่าเขาได้ทำงานหนักมากขึ้นนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ฉะนั้นภาพสะท้อนจากากรทำงานที่สื่อได้ลง หรือมีบทความที่ชมเขาเหล่านี้มีส่วน มันช่วยทำให้เขาทุ่มเทมากขึ้นได้

ไฮคลาส : คิดอย่างไรกับการที่ประชาชนพูดประชดว่าตำรวจดีๆ มีแต่รูปปั้นอนุสาวรีย์ตำรวจอุ้มประชาชน
เราอย่าได้โทษคนอื่นเขาเลยในส่วนหนึ่งเราก็มีส่วนอย่างนั้น และเราไม่ได้ทำในสิ่งที่เราต้องทำ ที่ควรทำ ถ้าบอกว่ามันไม่ดีจริงเราก็ต้องเลิกทำและทำดี ขณะเดียวกันถ้าเราทำดีอยู่แล้วดีมากกว่าคนอื่นอีกแต่เราขาดอะไรล่ะ เช่นขาดการทำความเข้าใจกับสังคมาก็ต้องหันกลับมาทำส่วนนี้

ไฮคลาส : เมื่อมองย้อนกลับไปจากวันแรกที่คุณเดินเข้าไปสมัครเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน มาจนถึงวันนี้ทัศคติในการมองโลกเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร
ถ้าเอาตัวเราเองไปเปรียบเทียบ เนื่องจากเราโตจากเด็กที่ไม่มีอะไรเลย แล้วเรามาถึงจุดนี้โลกนี้สำหรับเรามันก็โอเคไม่มีอะไรโหดร้ายกับเรา เราได้รับความเป็นธรรม ตรงนี้ก็อาจจะเป็นความโชคดหรืออะไรไม่รู้ ผมเองทำงานหนักแต่ก็ได้ผลตอบแทนที่ดี มันก็ยังมีความเป็นธรรมอยู่นะครับ

ไฮคลาส : ทำงานหนักเช่นนี้แบ่งเวลาให้กับชีวิตส่วนตัวอย่างไร กับคนรอบข้างอย่างไร ขณะที่งานก็ต้องทำเยอะแยะ
ผมไม่ทราบว่าผมโชคดีหรือว่าผมวางแผนมาดีนะ ตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ ผมมีลูก 2 คนคนโตเป็นผู้ชาย (วสุ ชิวปรีชา อายุ 24 ปี) คนเล็กเป็นผู้หญิง (สิริยุพา ชิวปรีชา อายุ 20 ปี) ผมพูดเสมอว่าเรื่องของครอบครัวกับการทำงานมันแยกกันไม่ขาดอยู่แล้ว ผมเห็นลูกน้องผมบางคนเมื่อบอกว่าเดี๋ยวเย็นนี้ไปช่วยกันหน่อย เขาบอกว่าไม่ได้ครับผมต้องไปรับลูก หรือ 3 โมงเย็นหายไปไหน อ้าวแว้บไปรับลูกครับ อย่างนี้โอกาสที่จะก้าวหน้าในหน้าที่ราชการมันก็ทำไม่ได้ มันก็จำเป็นจริงๆ แต่บางอย่างก็สามารถวางแผนให้กับชีวิตได้ ผมเองก็วางแผนอยู่ที่การฝึกให้เด็กช่วยเหลือตัวเองได้ทั้งคู่ ไปโรงเรียนอยู่ใกล้บ้านมีรถนักเรียนมารับ 7 โมงเช้ารถมารับ บางวันผมเหนื่อยมากกลับบ้านดึก ตื่นมา 7 โมงครึ่ง ตื่นมาอ้าวลูกไปหมดแล้ว ถามคนเล็กว่าเมื่อเช้าไปโรงเรียนอย่างไร เขาบอกว่าเมื่อเช้าพี่บอลตื่นขึ้นมาปลุกเบลไปโรงเรียน 6 โมง อาบน้ำแต่งตัวแล้วพาขึ้นรถไปโรงเรียน เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เขาอยู่อนุบาลจนถึง ป.5 ป.6 และเขาก็ใฝ่รู้ตั้งใจเรียนจนกระทั่งประสบความสำเร็จ ไม่เป็นภาระ ส่วนภรรยาก็โอเคไม่เป็นภาระดูแลลูกไป ถือว่าครอบครัวมีส่วนมากนะ ไม่เคยเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ผมบอกแล้วว่าผมรับผิดชอบมาก ผมทำงานบางทีกลับเที่ยงคืน ตีหนึ่ง แม้กระทั่งอยู่กองพลาฯ ซึ่งเป็นงานเอกสารก็อยู่จนกว่าจะเสร็จ แล้วยิ่งมาตอนนี้ก็บางทีนอนที่นี่เลยนะ เขาก็เข้าใจ นี่คือสิ่งที่โชคดี

ไฮคลาส : ตอนแต่งงานคือตอนที่ย้ายจากตชด.มาอยู่ด้านพลาธิการ
ใช่ ตอนติดยศร้อยตำรวจเอก ครอบครัวมีบ้านของครอบครัว แล้วลูกก็เรียนดี โชคดีตรงนี้ ตรงที่เขาเป็นคนที่รับผิดชอบมาก ก็คงจะได้จากเรา จริงๆ เราก็ไม่ได้สอนเขามากนัก เขารับผิดชอบยิ่งกว่าเราอีก ดูหนังสือวันละ 12 ชั่วโมงไม่ครบไม่เลิก ชวนไปเที่ยวบอกว่ายอมไปแต่กลับมาเพิ่มเวลาดูหนังสือ ลูกชายจบเศรษฐศาสตร์การเงินที่มหาวิทยาลัยยอร์ค ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง เขาได้คะแนนสูงสุดของคณะนี้ ตอนนี้เขาทำงานอยู่ที่เจพี มอร์แกน แต่ไม่หล่อนะ (หัวเราะ)

ลูกสาวเรียนอยู่ที่แมนเชสเตอร์ อีกหนึ่งปีก็จะจบ ผมอยากให้เขากลับมา ลูกชายเชื่อแล้วอยากจะกลับมาตอนแรกเขาไม่ยอมกลับนะ ปิดเทอมผมพาเขาเที่ยวให้เขาเห็นว่าอยู่เมืองไทยก็มีความสุขได้ คนไทยที่ประสบความสำเร็จแล้วเป็นนักธุรกิจมีเงินมีทองเยอะแยะก็กลับมาทำงานเมืองไทย ตอนนี้เขายอมแล้ว ไปเจองานที่เจพี มอร์แกน หนักมาก และอยู่คนเดียวเขาก็บ่น ผมบอกว่าตอนเรียนมันจะหนักจะเครียดอย่างไรก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อทำงานมันหนักมันเครียดหนัก ตื่นตี 5 เพื่อไปทำงาน 6 โมงเช้า กลับถึงบ้านอีกที 3 ทุ่ม อย่างนี้ทุกวันเว้นวันอาทิตย์ เขาบอกผมว่าทำงานเจพี มอร์แกน 5 ปีลาออกได้เลย รวย เหลือเงินหลายสิบล้าน เขาก็ได้งานอย่างเหลือเชื่อ ความต้องการ 2,000 คนแต่รับแค่120 และคนสมัครนั้นจบปริญญาเอก ปริญญาโท แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ยังไม่จบปริญญาตรี แต่ไปสมัครแล้วได้งาน เป็นความภูมิใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่เรื่องลูก

ตอนนี้ผมบอกให้เขาลาออก ตั้งหลักแล้วเรียนต่อปริญญาโท ผมให้เขาตัดสินใจเองจากที่เริ่มเครียดก็ปรึกษาผม โดยเป้าหมายของเขาอยากเป็นผุ้บริหาร มาเป็นเจ้าของกิจการ แต่งานที่ทำอยู่มันเป็นงานแลกเปลี่ยนเงินตรา อยู่มา 1 ปี ขยันมากและเจ้านายรักเขามากแต่เขาไม่รู้จะเรียนรู้อะไรจากตรงนี้แล้ว ก็อยากมาทำหน้าที่ในบริษัที่ให้คำปรึกษาบริษัทอีกที

มีอีกสิ่งหนึ่งสำหรับประวัติของเขาตอนที่เขาจะไปเรียนเขาติดต่อเองหมดเพราะภาษาผมไม่ค่อยดี คอมพิวเตอร์ก็ไม่ถนัด เขาอยู่ Year 6 เรียนโรงเรียนนานาชาติ เขาติดต่อโรงเรียนเองหมดเลยนะ อายุ 13 เขามุ่งมันและอยากไปมาก ไปเรียนไฮสคูลที่ West Buckland เป็นโรงเรียนประจำมีชั้นสูงสุดก็คือ Year 12 สูงสุด เลือหัวหน้านักเรียน ซึ่งใหญ่มากเลยนะมีอำนาจสั่งได้ ได้สิทธิ์ทุกอย่าง ปรากฏว่าประวัติศาสตร์ของเขา 140 กว่าปี คนที่เป็นหัวหน้านักเรียนมีแต่คนสัญชาติอังกฤษทั้งสิ้น มีเขาเป็นคนแรกได้เป็นหัวหน้านักเรียนสัญชาติอื่นที่มิใช่อังกฤษ

ลูกสาวเรียนบัญชีกับกฎหมาย ที่มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เป็นติวเตอร์ให้กับเพื่อนๆ ผมเองก็ชอบฟุตบอลสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ไปเยี่ยมลูกสาวก็ไปถ่ายรูปที่หน้าสนามได้แค่นั้น (หัวเราะ)

ไฮคลาส : คุณไม่อยากให้ลูกเป็นตำรวจหรือว่า…เจ็บมาเยอะ…
ไม่ (ส่ายหัวและหัวเราะ) ก็มัน…ลำบากมามากแล้ว ใช่เจ็บจริงๆ นะ เจ็บในความรู้สึก แล้วยิ่งเราเป็นคนแคร์กับคำตำหนิ คำติฉิน ผมรู้สึกกับสิ่งนี้ ไม่ใช่คนด้านชา ฉะนั้นอะไรที่เข้ามาอย่างเช่นผมอยู่ตรงนี้เวลาที่มีคนโทรมาบอกว่าจุดนั้นมียาบ้า จุดโน้นมีตู้ม้า ฯ ผมรู้สึกเครียด ต้องทำทุกครั้ง และผมต้องสั่ง จัดการกับปัญหานั้น

ไฮคลาส : สื่อมวลชนมักรู้กันว่าคุณเป็นคนละเอียดอ่อน แต่ก็ไม่เห็นว่าหน้าตาคุณจะเคร่งเครียดเลย
ผมแคร์กับความรู้สึกของคนอื่น แคร์กับสิ่งที่เราถูกตำหนิ ไม่ได้ถึงกับเครียดหมกมุ่น แต่เอามาแก้ไขทำให้ดีที่สุด

ไฮคลาส : มีอะไรเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว หรือที่พึ่งทางใจ ทำให้อยากตื่นขึ้นมาทำงานและสู้
ก็คงจะเป็นเรื่องของพ่อ พ่อผมเสียไปตั้งแต่ผมอายุ 4 ขวบ พ่อคือคนที่ท้องถิ่นเขารักและเคารพ เพราะพ่อเป็นครูและพ่อมีส่วนในการผลักดันให้คนในหมู่บ้านสร้างโรงเรียนขึ้นมา เมื่อเสร็จแล้วพ่อก็เสีย เขาก็ลงมติขอให้สร้างอนุสาวรีย์ของพ่อไว้ที่โรงเรียนวัดไทร (สินศึกษาลัย) ที่อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม นั่นแหละคือสิ่งที่เราคิดว่าเราคงทำชั่วไม่ได้ เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจว่าพ่อทำแล้วมีคนเขามากราบไหว้ ซึ่งรวมถึงการเลี้ยงดูจากคุณแม่ เลี้ยงลูกทั้ง 9 คนหลักจากคุณพ่อเสียไปแล้ว แม่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักโดยมีพี่ชายคนโตช่วยดูแลน้อง และลูกๆ ทั้งหมดเรียนจบมารับราชการทุกคน

ไฮคลาส : เหลือายุราชการอีกหลายปีน่าจะมีข่าวมันส์ๆ เป็นประโยชน์ต่อสังคมจากการริเริ่มของคุณอีกเยอะ
เกิดปี 2497 เกษียณฯ ปี 2558 เหลืออีก 6 ปี ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรเพราะตรงนี้ก็หนักเหลือเกิน

Related contents:

You may also like...