New Faces

เภสัชศาสตรบัณฑิตหนุ่มผู้แวะเวียนเข้ามาก้าวเดินบนถนนสายบันเทิงจากงานถ่ายแบบ โฆษณา สู่แวดวงภาพยนตร์และเร็วๆ นี้ในละครโทรทัศน์หลังผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนักและใกล้ชิดจากนักแสดง-ผู้กำกับต้นตำรับตบจูบ พิศาล อัครเศรณี จะยิ่งช่วยเสริมส่งให้ ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ ขึ้นแท่นพระเอกซาดิสม์หน้าคนใหม่ของเมืองไทย แม้ภารกิจการแสดง พิธีกร และงานจะรัดตัวเป็นหนุ่มคิวทองสักเพียงใด แต่ก็ยังแวะเวียนมาเปิดตัวต่อผู้อ่านไฮคลาสในฐานะหน้าใหม่ในแวดวงการแสดง

“การได้ประกบนักแสดงมากฝีมือและทีมงานที่มีประสบการณ์มีผลต่อการพัฒนาตัวผมอย่างมาก เรามีอะไรก็ปรึกษาและนำมาสู่การปรับปรุง ครอบครัวมักบอกว่าในเมื่อเลือกแล้วว่าจะทำงานด้านนี้ทั้งๆ ที่เรียนมาสายอื่นก็ต้องทำให้ดีที่สุด อย่าเหลาะแหละ งานในวงการบันเทิงนั้นหลากหลายและยังมีอีกหลายอย่างที่น่าทำ แค่ละครก็ยังมีหลายคาแรกเตอร์ให้เราเรียนรู้”

“การที่เราเริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นก็มาจากผลงานของเรา ดังนั้นทำอย่างไรที่จะให้ผู้คนเหล่านั้นรู้จักเราตลอดไปและรักษาสถานะให้เราอยู่ในจุดนั้นได้ ตอนนี้ผมยังเพิ่งเข้ามาใหม่ๆ ยังไม่รู้ว่าจะทำได้มากแค่ไหน สำหรับผมนั้นคิดว่ายากแต่ก็พยายามทำให้ได้ ผมคิดเสอมว่าผมเป็นมือใหม่แม้งานมิวสิควีดีโอและโฆษณาซึ่งถ่ายมาก็เยอะแต่ในทุกๆ งานผมยังคิดว่าผมเป็นมือใหม่ ไม่ว่าใครติดหรือชมมาก็ฟังตลอดเพราะผมอยากเรียนรู้จากเขา คิดว่าเขาอยากให้เราได้ดีเราก็เรียนรู้ให้มากที่สุด และพัฒนาตนเองต่อไปอีก ไม่ควรหยุดที่จุดนี้เมื่อมีชื่อเสียงเพราะแค่นี้เรายังไม่เก่ง ไม่ได้แปลว่าเราไม่รู้จักพอแต่สอนให้เรารู้จักประมาณตนเอง ทุกคนต้องก้าวไปหาความสำเร็จ แต่เมื่อก้าวไปเรื่อยๆ ก็จะรู้เองว่าจุดไหนที่เรารู้สึกว่าเพียงพอแล้ว”

“มีหลายคนสอนผมว่าการที่เราจะอยู่ในวงการนี้ได้ต้องมีทั้งฝีมือ แต่ฝีมือก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดมันอยู่ที่การวางตัว และการรู้จักเข้าหาผู้คน การมีสัมมาคารวะการให้ความเคารพทุกคน เหล่านี้เมื่อมาประกอบกันแล้วนั่นแหละคือสิ่งสำคัญที่สุด”

สิทธิพล ชนารัตน์ THE REPORTER
ผู้สื่อข่าวภาคภาษาอังกฤษมือฉมังแห่ง GURU เรียนรู้และเสาะหาเรื่องราวแปลกใหม่นำเสนอต่อผู้อ่านในแบบฉบับรู้จริงและเข้าถึงได้จริง สิทธิพล ชนารัตน์ คิดต่างและวางอยู่ในกรอบอย่างมีสาระ

“ผมเป็น Feature Writer ของ GURU Magazine มาเกือบหนึ่งปีแล้ว ข้อดีของการเป็นคนรุ่นใหม่มาจากความที่ผมชอบ GURU เป็นสื่อสำหรับคนรุ่นใหม่คือระบบภาษาหรือระบบการพูดคุยนั้นเรากล้าเขียนมากกว่าคนธรรมดาแม้จะเขียนเพื่อความสนุกเหมือนกัน แต่ในสมัยก่อนในประเทศไทยทุกอย่างอยู่ในกรอบ แม้แต่การแต่งกายหรือรอยสัก และแนวคิดเมื่อก่อนนั้นจะมีระบบอาวุโสแต่สมัยนี้คุณจะเด็กจะแก่แค่ไหนถ้าคุณมีไอเดียดีๆ ก็กรุณามาเสนอ คนเรามันต้องวัดกันที่ผลงาน แต่ถึงแม้จะเป็นคนรุ่นใหญ่หรือรุ่นเล็กแต่ก็ยังคบหากัน ไปทานข้าวร่วมวงกันได้ ช่องวางเริ่มแคบลงแล้ว เราไม่ได้คัดบุคลากรกันที่เชื้อชาติแต่เราคัดกันที่ความสามารถ”

“ที่ผมชอบใจที่สุดในการทำงานคือมีคนเขียนมาชมหรือจะด่าผมก็ชอบทั้งหมด มันแสดงให้เราเห็นว่าวิธีการเขียนของเราทำให้คนคิด ถึงแม้จะไม่ชอบสิ่งที่เราเขียนแต่มันเป็นสิ่งยืนยันว่าการเขียนของเรามันมีอิทธิพลแล้ว ผมไม่เคยทำในสิ่งที่ผมไม่อยากทำ เพราะผมเป็นคนเลือกเขียนเรื่องนั้นๆ เอง ผมจะเลือกเขียนถึงกิจกรรมในกรุงเทพฯ แต่บางทีก็แซวการเมืองบ้าง งานของผมต้องแหวกแนวไปจากชาวบ้านด้วย ผมมักถามตัวเองว่าในชีวิตประจำวันมันมีคำถามอะไรที่เราไม่เคยถามชาวบ้านมาก่อน เช่น สงสัยจังว่าคนเรานี่จะเป็นตำรวจอย่างไร ผมก็พุ่งไปยังแหล่งคือโรงเรียนนายร้อยตำรวจฯ แล้วก็กลับมาพร้อมกับงาน”

กรวีร์ ปริศนานันทกุล THE AD MAN & POLITICIAN MAN

บุรุษผู้ก้าวย่างอยู่ในสองบทบาท เริ่มด้วยธุรกิจมีเดีย-ครีเอทีฟเอเจนซี่ และถนนสายการเมือง กรวีร์ ปริศนานันทกุล เห็นนามสกุลก็คงจะคุ้นหูกันดีกับดีกรีความเข้มข้นในสายเลือด แม้วันนี้ยังคงบริหารงานในธุรกิจที่เขาร่วมก่อตั้งขึ้นมา แต่ช่วงเวลาที่เหลือกลับโลดแล่นอยู่ในพื้นที่จังหวัดอ่างทองบ้านเกิดและฐานเสียงสำคัญ เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน แน่นอนแล้วว่าเลือกตั้งครั้งหน้าเขาจะกระโดดจากเก้าอี้ผู้บริหารภาคธุรกิจสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัว

“โดยมากงานเอเจนซี่ของบริษัท คิดเป็นเลิศ จะเน้นงานสื่ออาทิ TVC, Radio, Print Ad., Press Ad. แต่ไม่ได้ทำในส่วนของอีเวนท์ ทำทั้งการวางแผน และการออกแบบดีไซน์ ช่วงนี้เรียกได้ว่างานหนักเลยล่ะครับนอกเหนือจากสภาวะเศรษฐกิจแล้วก็ยังต้องทำงานการเมืองด้วย แต่ทำในสิ่งที่เรารักทำแล้วสนุกไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่ายเลยว่าต้องตื่นมาเจอ ส่วนงานการเมืองก็ทำแทนคุณพ่อออกงานบุญงานบวชรับฟังปัญหาของชาวบ้านและเราก็อาสาตัวมาทำเอง การเป็นลูกนักการเมืองนั้นผมไม่ได้ใช้หรือทำให้เกิดความเกรงใจจากลูกค้าเลยนะ ถ้าพลาดก็ยังโดนลูกค้าตำหนิ ผมดูแลการตลาด เก็บงาน ขายงาน เข้าหาลูกค้าตามปกติถึงแม้จะต้องเจ็บตัวก็ยังเด็กอยู่คิดซะว่าไม่เป็นไร ตำแหน่งอัจฉริยะข้ามคืนล้านที่ 9 ก็ไม่ได้ช่วยอะไรในการทำงานจริง”

“มิติการเมืองนั้นผมซึมซับมาตั้งแต่เด็กเห็นว่ามีคนมาหาป๋า ให้ช่วยเจรจา แก้ไขความขัดแย้ง ฯลฯ เขาไว้ใจให้เราดูแลทุกข์สุข เราก็เห็นว่าน่าชื่นใจนะและเราก็ได้ทำอะไรให้กับบ้านเกิด ตอนที่ได้เงินรางวัล 1 ล้านบาทมานอกจากให้พ่อ แม่ น้องๆ ทำบุญ เผอิญน้ำท่วมใหญ่จังหวัดอ่างทองก็ช่วยเหลือกันไป งานการเมืองทำไปทำมาก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการนายกอบจ.อ่างทอง การเป็นคนรุ่นใหม่มีข้อดีเป็นอย่างยิ่งจากสมาชิกสภาอบจ. เวลาลงพื้นที่เขาจะให้เกียรตินอกเหนือจากเราเป็นลูกป๋า แต่เขาก็รู้ว่าเรามีประสบการณ์การทำงาน จบปริญญาโทจากเมืองนอกเหล่านี้เห็นว่าเขาอยากเปิดรับมุมมองจากคนรุ่นเรามาปรับใช้ในการทำประโยชน์ให้จังหวัด การเมืองระดับชาติเราต้องมองว่าปัญหาสาดโคลนกันหรือด่ากันแล้วไม่เกิดประโยชน์ผมก็เบื่อ การที่มีคนรุ่นใหม่เข้าไปมากขึ้นน่าจะทำให้การเมืองมันมีอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาได้บ้าง ‘การเมืองเป็นเรื่องน้ำเน่า’ มันก็น่าเบื่ออย่างที่คนทั่วไปมอง แต่การเมืองไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่นักการเมืองต่างหากที่เป็นปัญหา”

คริษฐ ยุวบูรณ์ THE MUSIC MAN
ไม่เพียงแค่งานประจำในการผลักดันและสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง แต่ทักษะด้านดนตรียังเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่เขาเลือกประยุกต์ใช้กับการดำเนินธุรกิจ เมื่อความแตกต่างมาบรรจบกันอย่างลงตัวก็ไม่มีสิ่งใดจะฉุดรั้งความคิดสร้างสรรค์ของ คริษฐ ยุวบูรณ์ ให้ลดดีกรีความแรงลงไปได้

“ก่อนหน้านี้เคยเป็นโปรโมเตอร์จัดงานทางด้านดนตรีและคอนเสิร์ต บวกกับมีความคิดที่จะเปิดคลับ 808 เป็นผับของตัวเองที่อาร์ซีเอ ก็ได้ทำมาหมดทุกอย่างแล้ว รวมทั้งตอนนี้เป็น Business Development Manager ของบริษัท O & P Worldwide จากสวีเดน เราก็คือ Expertise ทางด้าน Establish brand เหมือนบริษัทจัดอีเวนท์ทั่วไปแต่ว่าเราเน้นกับความรู้สึกของคนมากยิ่งกว่า จะเปรียบว่าเป็นพ่อค้าคนกลางก็ได้นะครับ เราเป็นคนชอบ Capture Move ของคน หากเราจัดงานแล้วต้องไม่มีคนที่ไม่รู้สึกสนุกอยู่ในงาน เราต้องมั่นใจว่าสามารถทำให้ทุกคนเขาสนุกได้กับความคิดของเราทางด้านเพลง

“การเป็นคนรุ่นใหม่ในแวดวงนี้ทำให้ผมไม่มีขีดจำกัด ไม่มีอะไรที่เราคิดว่าเราทำไม่ได้ ถ้าอยากทำอะไรผมจะลองก่อน ทำไม่ได้ผมก็ยอมรับแล้วค่อยกลับมาทบทวนว่าเราจะทำใหม่ได้ไหม เป็นช่วงที่เราเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต อยากจะทำอะไรในตอนนี้ก็พยายามทำให้ได้มากที่สุด เมื่อโตขึ้นแล้วมองกลับจะได้รู้ว่าเราลองแล้วนะไม่ใช่มานั่งเสียดายทีหลังว่ายังไม่ได้ลอง การเป็นคนในรุ่นนี้มุมมองมันขึ้นอยู่กับว่าเราวางตัวเองไว้อย่างไร คนเราถ้าสามารถเปิดความคิดและไม่ได้ปิดรับทุกอย่างมันก็จะทำให้เรามองเห็นอะไรๆ ได้ชัดเจนขึ้นซึ่งการจะกล้าที่จะทำรึเปล่านั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่าผมเป็นคนชอบความท้าทาย”

สุพิชยะ ฉายเหมือนวงศ์ THE RESORT MAN

สร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจรีสอร์ทบนอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด จนติดตลาดดึงดูดเม็ดเงินและโอบอุ้มนักท่องเที่ยวหลายชาติหลายภาษาแต่ สุพิชยะ ฉายเหมือนวงศ์ ไม่ค่อยจะยอมเปิดเผยตนเองกับสื่อบ่อยนัก เมื่อเทียบกับ Lima Coco Resort Group ซึ่งฮอตฮิตติดลมบน จากความที่เป็นคนทำงานจริงใช้หัวใจบริการงานเล็กงานใหญ่ย่อมก้าวหน้าไปด้วยดี

“ผมคิดอยากมีรีสอร์ทตั้งแต่มัธยมเพราะผมชอบเที่ยวทะเล ภูเขา กิจกรรมเอาท์ดอร์ เมื่อจังหวะและโอกาสเหมาะสมจึงทำมาเรื่อยๆ ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว ขยายออกมาเป็น Lima Coco Resort อ่าวพร้าว เกาะสเม็ดซึ่งเป็นที่แรกของเรา และตามมาด้วย Lima bella resort หาดทรายแก้ว เกาะเสม็ดเหมือนกัน Lima Bar บาร์ขนาดเล็กแต่ครบครันสำหรับการสังสรรค์พักผ่อน ข้อดีสำหรับการทำสิ่งนี้ในช่วงวัยนี้ก็คือผมเป็นคนชอบสนุกสนาน ทำหลายอย่างก็สนุกดีนะสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง ผมชอบคุณตัน (ภาสกรนที) ผมอ่านประวัติเขาทำมาทุกอย่างแล้วสุดท้ายโป้งเดียวรวย! สำหรับผมลงทุน-คิด-ทำไปเรื่อยๆ สุดท้ายจะโชคดีมีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแบบคุณตันก็ถือว่าโชคดี ถ้าไม่ได้ก็ถือเป็นโชคเพราะเรามีโอกาสได้คลุกคลีกับสิ่งเหล่านั้น”

“ผมเชื่อว่าคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ต่างกันที่ความนิ่ง คนรุ่นเก่าเขานิ่งกว่า ระมัดระวังกว่ารุ่นเรา แรงผลักดันให้ทำได้ตามเป้าหมาย คือผมเลือกทำในสิ่งที่ผมชอบ เอาสนุกไว้ก่อนเมือเสร็จก็ไปสู่งานต่อไปที่สนุกเหมือนกันหรือสนุกกว่า งานโรงแรมก็คือเรื่องของคนทั้งคนของเราและคนที่มาพักเราต้องแก้เลยปล่อยค้างเอาไว้ไม่ได้ ผมและเพื่อนในกลุ่มชอบการบริการจึงนำมาสู่โรงแรมเพราะ 1) เป็นธุรกิจที่มีอนาคต เมืองไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยว 2) ผมชอบบริการ และการทำอาชีพบริการมันสร้างคุณค่าได้เยอะโดยไม่ต้องลงทุนมาไม่ต้องสร้างโรงงานขนาดใหญ่แค่มีใจบริการก็พอ 3) ผมชอบทะเล แค่นี้เอง”

ดอยธิเบศร์ ดัชนี THE ARTIST
นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว แม้บุคลิกสุขุมนุ่มลึกของ ดอยธิเบศร์ ดัชนี MD คนเก่งแห่ง L ’Artisan (ลาร์ติซอง) ผู้เรียนรู้ และสั่งสมฝีมือมาตั้งแต่เด็ก ภายนอกอาจมองว่าเงียบขรึมน่าเกรงขามแต่ผลงานสร้างสรรค์จากสมองซีกขวาเป็นกระจกสะท้อนความเป็นตัวตนและมุมมองอันหลากหลายได้เป็นอย่างดี เมื่อศิลปะสามารถสร้างเม็ดเงินได้ แต่หากไม่ได้เกิดจากความรักและแรงผลักดันภายในก็ไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นผลงานหรือการสร้างสรรค์

“ผมเรียนมาทางด้านจิตรกรรม และจบปริญญาโทด้านการจัดการพิพิธภัณฑ์ ที่มาเรียนการจัดการฯ ก็เผื่อว่าจะได้ใช้ประโยชน์กับชีวิตได้บ้าง ซึ่งการนำมาใช้ก็อยู่ที่การนำทฤษฎีมาประยุกต์ อย่างเช่นพิพิธภัณฑ์ (บ้านดำ) ที่เราทำอยู่มันก็ไม่เหมือนกับชาวบ้านเขาด้วย งานที่ผมทำนั้นค่อนข้างหลากหลาย หลักๆ คือการเป็นนักศึกษา มีโอกาสก็เรียนกันไป นอกจากศึกษาในห้องเรียนแล้วก็ต้องศึกษานอกห้องเรียนด้วย อีกส่วนหนึ่งคือทำงานศิลปะ และทำบริษัทของตัวเอง เรื่องของบริษัทนั้นค่อนข้างยาวที่จริงก็ไม่อยากจะเปิดแต่ผมอยากวางพื้นฐานให้กับที่บ้านซึ่งบ้านเราก็คล้ายกับเป็นพิพิธภัณฑ์เราต้องเข้าไปจัดการเพื่อให้สามารถอยู่ได้ จึงวางแผนและเกิดเป็นบริษัทของตัวเองทำทุกอย่างในด้านศิลปะที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับพิพิธภัณฑ์”

“โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยสนใจสังคมเท่าไหร่ แต่จะต้องพิสูจน์ตัวเอง ผมเป็นทั้งศิลปินและนักธุรกิจ ตั้งแต่เด็กผมมักจะไปออกงานกับคุณพ่อ รู้สึกเบื่อที่จะต้องปั้นหน้าหรือใส่หน้ากากเข้าหากันและผมก็ไม่แคร์สังคมว่าจะมองว่าอะไร เขาอาจจะมองว่าไอ้นี่มันเก่งเพราะว่าพ่อมันเก่งแต่ถ้าผมไม่เก่งก็บอกว่าทำไมไม่เก่งเหมือนพ่อ ทำดีเสมอตัว… ผมเริ่มทำงานมาตั้งแต่ 7-8 ขวบ เริ่มทำบอดี้เพนท์ในยุคที่ยังไม่นิยมทำกัน ช่วยทำงานเล็กๆ ให้คุณพ่อ งานที่ผมทำต้องส่งเสริมการพัฒนาตนเองไม่ใช่สักแต่วาด เคยทำเพนท์ติ้งให้กับนิตยสารให้มีอะไรนอกเหนือไปจากฉากพื้นๆ หรืออย่างงานของบางกอกแฟชั่นวีค งานเขียนธีมลวดลายของนาการ่า เป็นต้น ผมไม่รู้ว่าผมเก่งอะไรแต่ผมคิดว่าศิลปะเป็นสิ่งเดียวที่ผมทำได้ และเป็นสิ่งที่เราทำได้ถนัดที่สุด”

Related contents:

You may also like...