บัณฑิต ศิริตันหยง

ชื่อร้านอาหาร ‘สุดทางรัก’ แหลมฉบัง อาจเป็นที่คุ้นหู เนื่องด้วยเป็นปลายทางแห่งความสุข ที่หลายคนมุ่งหน้าไปเยือนชายฝั่งทะเลตะวันออก ฝากท้องไว้กับอาหารทะเลหลากเมนูมากว่า 3 ทศวรรษ แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ที่ทำให้คนได้รู้จัก

‘แดง สุดทางรัก’ หรือ บัณฑิต ศิริตันหยง สุภาพบุรุษผู้มากมิตร ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญว่า เขาเป็นหนึ่งในเจ้าของประวัติชีวิตอันโลดโผนราวกับนิยาย

ไฮคลาสยกกองบุกไปเหยียบถ้ำเสือถึงร้านสุดทางรักสาขาใหม่ ริมหาดจอมเทียน พัทยา เพื่อพิสูจน์เสียงลือเสียงเล่าอ้าง แม้ชื่อของเขาจะไม่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ส่วนกลางหรือสื่อโทรทัศน์บ่อยนัก หากแต่ผลงานของการเป็นคนกลาง บุคคลเบื้องหลัง ผู้ได้รับฉายาจากสื่อมวลชนภาคตะวันออกว่าเป็น ‘ผู้ประสานสิบทิศแห่งภาคตะวันออก’ การันตีได้ว่าผู้ชายคนนี้ย่อมไม่ธรรมดา

แดดร่มลมตกก่อนอาทิตย์อัสดง เราเริ่มต้นบทสนทนากับบุรุษผู้มีบุคลิกภูมิฐาน แม้จะดูเนี้ยบสำอางแต่ใครสักกี่คนจะรู้ว่า ภายใต้เสื้อเชิ้ตแขนยาวแบรนด์เวอร์ซาเช่ของเขา มีรอยแผลผ่าตัดจากการใช้ชีวิตอย่างโชกโชน เราเริ่มเปิดประตูสู่ตัวตน จากเด็กแสบพ่วงตำแหน่งลูกชายผู้กว้างขวางอย่าง กำนันอนันต์ ศิริตันหยง ผู้ริเริ่มถมหินยื่นออกไปในทะเล เพื่อสร้างท่าเทียบเรือประมงในยุคเริ่มแรก (ก่อนจะพัฒนามาเป็นท่าเทียบเรือน้ำลึกแหลมฉบังของการท่าเรือแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน) เด็กชายบัณฑิตจึงแก่นแก้วเก็บค่าคุ้มครองจากแผงค้าขายและธุรกิจหนังกลางแปลงซึ่งเข้ามาฉายในพื้นที่แหลมฉบังได้อย่างเต็มพิกัด ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า สไตล์ความเกเรในวัยเยาว์ของเขานั้น คล้ายนักเลงบ้านนอกในภาพยนตร์
เพราะเป็นลูกชายซึ่งสนิทสนมกับพ่อมาตั้งแต่เล็ก หลังกลับจากเรียนหนังสือที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ด้วยความที่เป็นนักเรียนไปกลับไม่ใช่นักเรียนประจำเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ จึงเป็นโอกาสให้ติดสอยห้อยตามผู้เป็นพ่อและกลุ่มลูกน้องตระเวนไปในพื้นที่ต่างๆ ไม่แปลกที่ลักษณะนิสัยของเขา จะเหมือนพ่อผู้มากบารมี ราวกับเคาะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ถึงแม้ผู้เป็นพ่อจะเสียชีวิตไปตั้งแต่บัณฑิตอยู่ในวัยรุ่น และถูกลดทอนดีกรีความเฮี้ยวจากคุณแม่ ซึ่งตัดใจส่งลูกชายไปคุมเหมืองพลอยในกาฬทวีป…ประเทศแทนซาเนีย กลับทำให้เขากลับยิ่งแข็งแกร่ง อดทน เก็บประสบการณ์ และทำงานหนักเกินกว่าคนวัยเดียวกัน

“ผมไปอยู่แทนซาเนียตอนอายุ 18 คุณแม่ได้ร่วมหุ้นกับผู้ใหญ่ทำธุรกิจอัญมณี บวกกับผมเกเรจึงถูกส่งไป ห่างจากดาลัสซาลามเมืองหลวงกว่า 200 กิโลฯ บนหนทางที่กันดารมากกว่าจะไปถึงเหมือง คาดไม่ถึงเลยว่าจะถูกส่งไปเจอบรรยากาศเช่นนั้น กลับมาจึงเรียนต่อจนจบการจัดการบริหารธุรกิจ แล้วเข้ามาช่วยงานที่ดินของคุณแม่ ภายหลังได้ไปทำงานกับ ดร. ประภา วิริยะประไพกิจ เจ้าของสหวิริยาฯ (ธุรกิจเหล็กแห่งแรกของไทย) ผู้ใหญ่ซึ่งเปรียบเสมือนคุณแม่เป็นคุณแม่บุญธรรมของผม ทำอยู่กับท่านนานมาก หลังจากนั้นผมแยกมาทำธุรกิจของตัวเอง โดยอาศัยความหนุ่มจึงทำธุรกิจชายแดนเป็นหลัก

“ตอนผมอายุ 20 ผมทำทั้งโรงแรม ผับ ค้าขายชายแดนแถบแม่สาย ปอยเปต…หลายอย่างครับ ก็หุ้นกับเพื่อน ไปค้าขายเครื่องเล่นวีซีดีสมัยที่กำลังนิยมกันใหม่ๆ จนถึงปีนี้ก็เป็นปีที่ 9 แล้ว แรกๆ คุณแม่สนับสนุนเงินทุนบ้าง แต่ผมพยายามไม่ยุ่งกับเงินทองของที่บ้านมากนัก

“ธุรกิจชายแดน เป็นธุรกิจที่มีโอกาสแสวงหากำไรได้มาก ผมเองมีความสนใจอยากทำสถานที่พักผ่อน-บันเทิง เมื่อถึงเวลาที่ทำงานกับ ดร.ประภา วิริยะประไพกิจได้ระยะหนึ่ง ผมก็ขออนุญาตท่านออกมาทำงานส่วนตัว ในชีวิตผมเมื่อทำงานอาชีพสำเร็จจะมาอยู่ในงานที่ต้องการทำ ก็เลยมาทำร้านสุดทางรัก จอมเทียน

“งานที่ทำในตอนนี้ก็หุ้นกับเพื่อนๆครับ ที่เป็นไฮไลท์คือธุรกิจกาแฟ ผมปลูกไร่กาแฟอยู่ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ 700 กว่าไร่ สูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในแบรนด์ของตัวเองชื่อ “ศาลาแดง” ได้รับการสนับสนุนแนวความคิดมาจากพี่เดช บุลสุข ซึ่งผมปรึกษาตลอดเกี่ยวกับเรื่องงานหรือเรื่องต่างๆ วางแผนไว้ว่าปีหน้าจะเปิดร้านสาขาตามห้าง 7-10 สาขา แต่สิ่งที่ผมทำอาจแตกต่างจากร้านกาแฟทั่วไป เนื่องจากมองว่าปริมาณกาแฟกับสาขาในวันข้างหน้าคงไม่เพียงพอ จึงต้องสร้างเครือข่ายสร้างรูปพันธุ์ เหมือนแบรนด์ดังๆ ในเมืองไทย ที่นำเทคโนโลยี การสอน ไปให้ว่าควรปลูกอย่างไรและประกันราคารับซื้อ

“ไร่กาแฟที่หวังเอาไว้ นอกจากจะเพื่อสร้างผลิตผลแล้ว ก็จะมีเปิดให้คนไปท่องเที่ยว ดูวิธีการเก็บเกี่ยว แต่หากจะดูการคั่วกาแฟต้องลงมาในเมือง ไร่กาแฟเป็นแบบออร์แกนิกปลอดสารพิษครับ เอาขี้วัวมาทำปุ๋ย จากระดับความสูงทำให้ผลผลิตน้อยกว่าคนอื่น ของเรา 1 ไร่ ได้ประมาณ 500-600 กิโลกรัม ของคนอื่นได้ประมาณ 1 ตันกว่า แต่คุณภาพเราดีกว่า กลิ่นดี กาแฟในเมืองไทยที่สูง 1,200 เมตร ขึ้นไปมีของผมและดอยช้าง 1,500-1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยของผมในระหว่างนี้ซื้อจากพื้นที่ข้างเคียงมาเก็บไว้ในสต็อกประมาณ 50 ตัน กำลังอยู่ในระหว่างเบลนด์ คั่ว สูตรใครสูตรมัน มีการทดสอบรสชาติจนแน่ใจว่ารสชาตินี้เป็นรสชาติของคนไทย

“แบรนด์ของผมชื่อ ศาลาแดง แน่นอนว่าจะต้องมีสาขาอยู่ในย่านศาลาแดงอย่างน้อยหนึ่งสาขา แต่สำหรับร้านในย่านอื่นๆ เราแบ่งเป็นสองแบบครับ คือร้านที่อยู่ในห้างและอาคารภายนอก เป็นไลฟ์สไตล์การดื่มกาแฟที่ไม่ใช่เป็นแค่แฟชั่น แต่เป็นไปในลักษณะการเรียนรู้ เหมือนเป็นสภากาแฟ คนที่มาร้านกาแฟของผม ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นหรือวัยกลางคน ถ้ามีปัญหาเรื่องกฎหมายจะสามารถถามผู้จัดการร้านของผมได้ เด็กเสิร์ฟ เราก็พยายามนำคนที่เรียนนิติศาสตร์มาทำงาน ส่วนหนึ่งให้เด็กเรียนรู้เรื่องกฎหมายผ่านการให้คำปรึกษาต่อลูกค้าของร้าน และราคากาแฟไม่สูงมาก หลังจากทำในห้างสักสองปีตั้งใจว่าจะเข้าไปเปิดในมหาวิทยาลัย ราคาสำหรับนักศึกษาก็จะลดลงมา

“โครงการของศาลาแดงเน้นการสร้างคนใหม่ จะไม่นำคนจากร้านอื่นเข้ามา เราจะสร้างไบเบิลของเรา คนที่เข้ามาทำงานจะต้องถูกฝึกในระบบของเราเอง มีภาพลักษณ์ที่ชัดเจน จากลักษณะที่มา ความสูงของการปลูก กลิ่นอาย รสชาติ จะต้องมีเรื่องราวของมัน ไม่ใช่แค่การไปซื้อเม็ดกาแฟมาคั่ว เบลนด์ ทุกสาขาของเราจะต้องรสชาติเดียวกัน และต้องวัดให้ได้จริงๆ โดยเฉพาะกาแฟร้อน”

“มูลค่าธุรกิจนี้แบ่งเป็นสองส่วนครับ คือภาคการผลิต คือ ศาลาแดงซัพพลาย และ ศาลาแดงคอฟฟี่ เป้าการตลาดของเราก็คือวันละ 300 ถ้วยต่อสาขา ถ้าไปคูณกับ 100 สาขาก็จะเป็น 10,000 ถ้วย ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เวลา แต่ข้อดีคือธุรกิจนี้ยังเติบโตได้อีกไกล คำว่า ศาลาแดง พรีเมียม ไทย คอฟฟี่ ถ้าดูจากโลโก้จะเป็นหลังคาจีนวาดโดยปลายพู่กัน เปลี่ยนเสมือนภูเขา สายน้ำ เมื่อนำโลโก้ไปให้คนจีน หรือคนอื่นๆ ในเอเชียได้ดู ทุกคนบอกว่าแสดงถึงความเป็นเอเชีย”

“ธุรกิจที่ผมทำในตอนนี้ นอกจากกาแฟก็มีร้านอาหาร โครงการรีสอร์ท ซึ่งจะสร้างขึ้นในพื้นที่ส่วนด้านหลังร้านสุดทางรัก หาดจอมเทียน ภายใน 18 เดือนเสร็จ นอกจากนี้ก็มีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งในเขมรและที่เมืองพัทยา-เมืองชล ส่วนการทำอสังหาริมทรัพย์ในบ้านเราผมจะเน้นซื้อที่และขายให้ต่างชาติ รวมถึงเป็นที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์หลายๆ แห่ง

“ธุรกิจกาแฟเป็นเรื่องหลักของปีนี้ครับ จะต้องทำอย่างเต็มที่ หนักที่สุดก็คือเทรนคน 5 สาขาแรก ต้องหัวปั่นกันเลย เราจะทำร้านต้นแบบไว้หนึ่งแห่ง เป็นร้านที่คอยเทรนคนชง ตัวผมเองก็ต้องเป็นบาริสต้า ในเรื่องการประชาสัมพันธ์ตัวเจ้าของต้องเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ปกติผมทำงานเบื้องหลังมาตลอดไม่เคยออกตัว ปีนี้ต้องเปิดเผยตัวเอง”

“งานสังคมผมก็เยอะครับ อยู่หลายสมาคม ทั้งสมาคมวินเซิร์ฟแห่งประเทศไทย งานที่ปรึกษานายกฯ เมืองพัทยา อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่หลักๆ ผมทำงานให้สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน มากกว่า เพราะเป็นงานที่ชอบ เวลาที่มีแขกบ้านแขกเมืองโดยเฉพาะจากจีนเมื่อมาภาคตะวันออก ผมจะได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพดูแล คอยประสานให้คนที่เดือนร้อน เช่นไปเมืองจีนโดนโกง หรือติดต่อค้าขายไม่ได้ เราช่วยประสานงานให้ทั้งหมด นอกจากนี้เป็นประธานสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงภาคตะวันออก ผมไม่มีสื่อเป็นของตัวเองหรอกนะ (ยิ้ม) แต่ไปเป็นคนกลางให้ แถวนี้มีชมรม สมาคมเยอะแยะ แต่โดยชีวิตส่วนตัวผมไม่ชอบออกงานสังคมเลย เพราะงานมันเยอะเกินไป เราเลือกไปงาน”

เอ่ยถึงภารกิจเพื่อสังคมที่ดูจะมากมายไม่ธรรมดา หลายคนก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เขากำลังมุ่งหน้าสู่ถนนการเมือง แต่บัณฑิต หรือ แดง สุดทางรัก รีบปฏิเสธแข็งขันด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“ผมเป็นนักการเมืองไม่ได้ครับ แต่ผมช่วยคิดวางแผนวิธีการให้กับการเมืองได้ ด้วยความที่ผมไม่ชอบออกงาน นักการเมืองขาดการออกงานสังคมไม่ได้ ถ้าขาดไปในระยะยาวประชาชนเขาไม่เลือกเราแน่ คิดดูสิ เช้ามาต้องไปงานขึ้นบ้านใหม่ เที่ยงไปงานทำบุญบ้าน สี่โมงเย็นต้องทำหน้าเศร้างานศพ หกโมงเย็นต้องไปงานแต่งงาน สองทุ่มไปสวดศพ สี่ทุ่มไปงานวันเกิดเพื่อน ฯลฯ รูปแบบนี้ทำให้ผมมองว่ามันไม่ใช่ชีวิตจริง ในชีวิตจริงต้องการทำงานที่เราคิดแล้วทำงานได้เลยโดยไม่มีไอ้ตัวนี้มาสอดแทรก และหากเราไปทำการเมือง เวลาสำหรับธุรกิจจะขาดหายไปเลย ผมเห็นเพื่อนๆ ที่สูญเสียธุรกิจไปกับการเมืองเยอะแยะ ตอนแรกอาจจะได้มีคนนับหน้าถือตามีชื่อเสียง แต่ว่าจุดในทางธุรกิจมันไม่ได้ และเราก็มองว่าเราไม่ต้องไปเด่นดังในจุดของการเมือง แค่คนในแต่ละจุดเขารู้จักเรา เข้าใจเรา วางใจให้เราทำงาน อย่างในอดีตผมเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งที่จังหวัดระยอง ผมก็ทำยกทีมทั้งจังหวัด เราช่วยทำแบบเป็น One Stop Service คือคิดรูปแบบและทำได้เลย เราขายนโยบายที่ทำจริงได้ สุดท้ายการเช็คเรตติ้งโดยไม่ประมาทก็คือการทำโพลล์ ผมจะวัดผลทั้งให้ตัวเองและวัดให้คนอื่นด้วยการทำโพลล์ ยิ่งเปอร์เซนต์มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เป็นตัวชี้วัดให้เราก้าวไป”

“ผมช่วยงานวางแผนนโยบาย อย่างเลือกตั้งนายกฯ เมืองพัทยา คุณอิทธิพล คุณปลื้ม ผมเป็นคนเขียนนโยบายให้ แล้วเขาไปลงลึกแตกไลน์กันเอง ผมเป็นคนทำโพลล์การเมือง ผมเขียนโจทย์คำถามในโพลล์ เทรนเด็กให้ทำ ได้ข้อมูลกลับมาก็มีการวิเคราะห์ประมวลผล”

“เราไม่มานั่งคิดเข้าข้างตัวเองว่าดีไปหมด แต่มาคิดว่าสิ่งที่เราทำลงไปแล้วต้องแคร์ความรู้สึกคน ถ้าใครให้ไอเดียผมโดยการคอมเมนต์ ผมจะแฮปปี้มากและผมก็จะแก้ไขเลย สิ่งที่น่ากลัวก็คือคนไม่พอใจแล้วเราไม่รับรู้นี่อันตราย เราต้องเปิดใจ”

“ทักษะในการทำงานและชีวิตของผม เริ่มต้นมาจากการที่ได้นั่งทำงานอยู่ใกล้ชิด ดร.ประภา ผมได้ทรัพย์ทางปัญญามากๆ มีแขกมาผมก็ได้ฟัง ตั้งแต่ระดับนักธุรกิจไปจนถึงรัฐมนตรี ได้เรียนรู้การเจรจา ปฏิเสธ เรียนรู้การคุย คบคน การต่อรอง ผมได้มหาศาล ด้วยความที่ผมเป็นนักสังเกต เห็นผู้ใหญ่ที่เก่งๆ เวลาใครมาเจรจากับท่าน จะรู้สึกว่า เขาพูดอะไรมา ท่านก็เห็นดีไปหมด แต่ท่านจะตกลงหรือไม่นั่นอีกเรื่องหนึ่ง ผมจึงไม่เคยทำให้คนที่มาเจอเรามีความรู้สึกที่ไม่ดีกับเรา จะประสบความสำเร็จในการมาคุยกับเราหรือไม่ แต่สุดท้ายเขาก็แฮปปี้ รวมกับแนวคิดที่ได้รับจากอาจารย์อย่างพี่เดช บุลสุข พลเอกวิชิต ยาทิพย์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก ผมจะมองตัวอย่างคนที่เป็นไอดอลของผมในแต่ละเรื่อง ส่วนเรื่องวิธีการแบบบู๊ล้างผลาญ ในยุคอดีตมันเลยไปแล้ว (หัวเราะ)”

“ผมมีผู้ใหญ่หลายท่านเมตตา มอบหมายงานต่างๆให้ทำเสมอ แม้ว่าตอนเป็นเด็ก เรื่องเกเรก็มาก แต่เมื่อกลับมาทำงาน ผู้ใหญ่สั่งงานมา ผลก็คือต้องจบ ผมเป็นคนที่มุ่งทำงาน ไม่พูดมาก ผู้ใหญ่ให้ทำอะไรก็รับมาแต่โจทย์ วิธีการผมไปหาเอาเอง นิสัยแบบผมในสมัยก่อน จึงเหมาะทำงานใต้ดินมากกว่า เพิ่งมาโผล่ดินเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง (ยิ้ม)”

“ถ้าพูดถึงเรื่องความเกเร เราไม่ได้เกเรแบบติดยาหรือเอาเปรียบใครนะครับ แต่ว่าใครรังแกพวกเราไม่ได้ พวกเจ็บปวดไม่ได้เราไม่ยอม ตอนนี้ก็คุยกับเพื่อน 3 คนจะทำหนังสือด้วยกัน เอาชีวิตตั้งแต่เด็กจนโตของคนทั้งสาม ชื่อ กับชีวิตที่โกหก คือพูดเรื่องจริงนะ แต่คนอ่านจะบอกว่าคนนี้โกหก ก็มีผม มีพันโทหิมาลัย ผิวพรรณ และ พันตำรวจโท กุลธน ประจวบเหมาะ เราจะบรรยายเรื่องที่ทำมาตั้งแต่เด็กไม่มีใส่ไข่เลยนะ เอาเรื่องจริงๆ ผมก็เลยยึดถือตัวเองว่าเราเป็นผู้ให้มาโดยตลอด

“คนอย่างผมไม่เคยเอาเปรียบใคร ผมมีเพื่อนทั่วประเทศ ไปจังหวัดไหนก็มีแต่คนที่อยากเจอ คนที่คบเราโต๊ะยาวมาก มานั่งคิดว่า เออทำไมทำธุรกิจมันง่าย ก็เพราะเราช่วยโดยไม่คิดอะไรเลย วันหนึ่งตื่นเช้าที่บ้านผมมีคนมาหาปรึกษาเรื่องโน้นเรื่องนี้ เราก็แก้ปัญหา โทรๆ จบแล้วทำงาน และไม่เคยรับของที่จะเอามาให้ ผมบอกว่าเอากลับไปเถอะ แต่ก็แปลกนะ…วันเกิดผมต้องมีรถกระบะขนไวน์สี่เที่ยวเอาเข้าบ้าน เพราะมีแต่คนเอามาให้เป็นของขวัญ

“ผมช่วยคนเยอะครับ บางคนเป็นนักการเมืองพอมีปัญหา เราก็ช่วยประสานให้เขา เราเป็นประเภทเปิดปุ๊บติดปั๊บ มีคนหนึ่งที่จะฆ่าตัวตาย โดนคนรังแก โดนธนาคารฟ้อง ศาลฟ้องจะล้มละลาย ผมคุยกับคนรังแกเขา และรู้ว่าคนไหนจะคุยกับคนไหนได้ เอ้า…ไปคุยซะ เมื่อเขามีแรงทำงานได้ ก็ขยับขยายทำงาน ขายทรัพย์เจรจาต่อศาล ทั้งๆ ที่เขาไม่รู้จักกับผมนะเพื่อนเขาพามา ทุกวันนี้เขายังเสมอต้นเสมอปลาย มีงานก็ช่วยกัน นี่คือสิ่งที่เราภูมิใจ และไม่เคยเรียกเก็บเงินค่าประสานงานจากเขา บางคนซื้อที่ดินกันเป็นพันล้าน ผมก็ไม่เรียกเก็บถ้าเขาจะให้ เขาก็เอามากองให้ผมเอง”

“ถ้าผมมุ่งมั่นว่าจะทำงานก็ทำเต็มที่ สมัยอยู่แทนซาเนียก็ทำงานอย่างเดียว จากคนที่เที่ยวหนักแม้แต่คืนก่อนไปยังเที่ยวอยู่เลย เมื่อเข้าไปอยู่ในเหมืองภายใน 3 เดือน ผมพูดภาษาสวาฮิลีได้ดีกว่าคนที่อยู่มา 2 ปีซะอีก เพราะทั้งเหมืองพูดภาษาอังกฤษได้แค่คนเดียวคือโฟร์แมน เมื่อไปถึงผมก็ทำใจแล้วล่ะอยู่ในแคมป์ ในเต๊นท์ เหมือนทหารพราน ตื่นเช้าไปคุมรถแบคโฮตักหิน กลับมาคัดและนับ เอาแม่ครัวจากสุดทางรักไปคนหนึ่ง ซื้อของฟรีซใส่ตู้เป็นตู้แก๊สแบบตู้ไอศกรีม แต่งสวน ปรับทะเลสาบให้อยู่เป็นรีสอร์ท พัฒนาจนตั้งทีมฟุตบอลแข่งกับบาทหลวงฝั่งตรงข้ามเหมือง ที่แม่ส่งไปเพราะว่าผมเกเรที่สุด กลับมาจึงนิ่งกว่าเดิม ตอนอายุ 20 ทำให้ผมเป็นคนที่ทำงานมาก ผู้ใหญ่ใช้งานแล้วผมก็เป็นประเภทที่ไม่เคยปฏิเสธ”

“ผมคลุกคลีกับพ่อมากกว่า พี่น้อง 6 คน ผมจะไปไหนมาไหนกับคุณพ่อดึกๆ ดื่นๆ ตลอด ไปงาน ไปเก็บค่าคุ้มครอง ไปด้วยกันหมด จำได้ว่าตอน ม.1 เคยแผลงฤทธิ์เอาไว้ คือเวลาที่จะมีบริษัทอะไรต่างๆ มาฉายหนัง ปกติเขาจะต้องแจ้งผมก่อน มีวันหนึ่งผมไปเข้าค่ายลูกเสือของโรงเรียน บริษัทฉายหนังเขามาหาผมที่บ้านแล้วแต่ไม่เจอผม เจอกับพ่อ พ่อก็อนุญาตให้ฉายเลย แต่ถามก่อนว่ารู้กติกาใช่มั้ย ทางนั้นก็บอกว่าทราบ เมื่อผมกลับมาวันอาทิตย์ หนังรายนั้นเข้ามาฉาย ผมก็เปิดสมุดดูว่าใครมาฉายวะ ลูกน้องบอกว่าไม่รู้เหมือนกัน เห็นว่ามาหานายพ่อแล้ว ผมก็คิดว่าไม่เป็นไร สองทุ่มเดินไปที่โรงหนัง ตอนนั้นเก็บเงินคนดูเด็ก 5 บาท ผู้ใหญ่ 10 บาท พอสามทุ่มผมจะเข้าไป เขาไม่ให้ผมเข้า ที่จะเข้าไปเพราะข้างในมีก๋วยเตี๋ยวผัดไทยที่ผมจะซื้อกลับบ้าน พอเขาไม่ให้เข้า ลูกน้องผมออกหน้าบอกว่านี่ลูกกำนันนะ ทางนั้นบอกว่าไม่เกี่ยว ขออนุญาตกำนันแล้ว เอาล่ะ…ที่นี้ สวยซิ คนดูหนังเต็มเลย ลูกน้องผมตัดเชือกขึงโครงจอหนัง จอก็ล้มลง แล้วไฟที่ฉายมาทางผมกับลูกน้องสามคน กำลังถือปืนลูกซอง ผมก็ยิงปืนขึ้นฟ้า พร้อมกับบอกว่า จำไว้…ให้รู้ว่าเราคุม! แล้วผมก็เดินกลับบ้าน (หัวเราะ) ชาวบ้านเขาปรบมือให้ ตอนนั้นแค่ 9 ขวบเองนะ บรรยากาศเหมือนในหนังสมัยก่อนเลยครับ

“ตอนหลังอายุ 12 เริ่มขับรถเป็น พ่อให้รถกระบะไว้คันหนึ่งมีลูกน้องตามไป ผมก็เริ่มจีบสาวมีแฟน ไปบางแสน เกเรใช้เงินเยอะ ก็เรียกเก็บค่าฉายหนังล่วงหน้า กำหนดเลยว่าเดือนหนึ่งจะฉายกี่ครั้งเอาเงินมาก่อน ประกอบกับตอนนั้นพ่อไปทำบ่อทราย ผมก็หารายได้เพิ่ม ด้วยการไปยืนคุมคิวสิบล้อ คันหนึ่งต้องให้ผมคันละ 10 บาท วันหนึ่งได้ร้อยกว่าบาททุกเย็น หลังเลิกเรียนตั้งแต่กลับถึงบ้านจนกระทั่ง 1 ทุ่มรถเลิกวิ่งก็จบงาน อายุสัก 14-15 เดอะ พาเลซ ที่กรุงเทพฯ แถววิภาวดีฯ เปิด ผมขับรถเข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปเที่ยวพาเลซ แต่ถ้าไปที่อื่นๆ ผมไปไม่ถูก พาสาวๆ ไปแล้วกลับมาเที่ยวพัทยา เป็นคนที่เที่ยวเก่งมาก สิบปีให้หลังมานี่ผมไม่ได้เที่ยวแล้ว แต่ประสบการณ์ไหวพริบที่เราเจอมาทำให้เราแก้ปัญหาได้ค่อนข้างดี”
เมื่อ แดง สุดทางรัก เล่าถึงวิถีของผู้มีอิทธิพลในยุคก่อน ที่เขาเติบโตมา แน่นอนว่า…ภาพของมาเฟียแบบที่เห็นๆ กัน ในภาพยนตร์ก็พร้อมจะถูกสวมลงในบทบาทชีวิตจริง

“ภาพที่มองมันมีสองภาพนะครับ คนที่โดนรังแกก็จะบอกว่าไอ้คนที่รังแกเป็นมาเฟีย ไอ้คนที่ช่วยแก้ไขปัญหาชีวิตให้อีกคนมีคนมาคุยมาหาก็ยัดเยียดว่าเป็นผู้มีอิทธิพล เราไม่ค่อยยอมรับในฐานะเด็กรุ่นใหม่ แต่ถ้าจะเรียกว่าผู้มีบารมีโอเค ถ้าเราช่วยเขาเราก็เกิดบารมี บารมีมันโอนให้กันไม่ได้แม้แต่พ่อกับลูกก็ตาม”

“ความพอใจ ความสุขของผมคือความสำเร็จ ไม่ใช่แค่สำเร็จทางธุรกิจแต่เป็นการสำเร็จทางจิต ทางกาย ถ้าวันหนึ่งผมประสบความสำเร็จทางธุรกิจ เกษียณตัวเองออกมา ผมต้องสำเร็จในเรื่องสุขภาพด้วย จิตใจด้วย ผมต้องเป็นผู้ให้ที่ดีในสังคม ไม่ยอมให้สังคมมาตราหน้าว่าไอ้คนนี้มันเป็นคนไม่ดี… สุดท้ายเราไม่จำเป็นต้องเอาอะไรกลับบ้านเวลาเราตาย เมียก็ไม่มี สร้างได้ก็สร้างไป เมื่อก่อนพ่อแม่ทำปีหนึ่งอาจได้เงินจำนวนหนึ่ง ยุคเราอาจจะทำได้มากกว่า แต่สุดท้ายวัตถุก็คือสิ่งสมมติ สิ่งที่เราได้จริงๆ คือเพื่อน มีคนที่รู้จักกัน ขณะที่ทรัพย์สมบัติ เมื่อถึงเวลามันไม่ใช่ความสุข เราอย่าไปแคร์”
หนุ่มโสดวัยสี่สิบกว่าพูดถึงชีวิตอย่างเข้าอกเข้าใจ จนดูคล้ายจะปลง

“ผมก็เคยมีแฟนเยอนะ เกย์ก็ไม่ใช่เป็นผู้ชายแท้ๆ ผมไม่มีเวลาให้เขาด้วย เหตุการณ์บังคับ อย่างผมมีแฟนก็เหมือนผมทำร้ายเขา เราเข้าใจผู้หญิง ตอนที่เราทำงานให้ผู้ใหญ่ กำหนดเวลาว่างไม่ได้หรอก ถ้าบอกว่าศุกร์-เสาร์นี้ว่าง เราบอกแฟนเขาก็จะจินตนาการสูงไม่นัดใครไว้ จะรอไปดูหนัง กินข้าง ไปเดินเที่ยวกับเรา แต่พอสุดท้าย เราบอกเขาตอนวันศุกร์บ่ายๆ ว่าเราไปกับเขาไม่ได้แล้ว ครั้งแรกไม่เท่าไร ครั้งที่สองที่สามต่อๆ ไป ก็เหมือนกับเราไปแกล้งเขา มันไม่แฟร์ เราไม่สามารถเทคแคร์ดูแลเขาในจุดนั้นได้ เนื่องจากเราทำงานหนัก ถ้าธุรกิจของเราเอง ก็ยังบิดทางนู้นทางนี้ได้ แต่ถ้างานของผู้ใหญ่ไม่ได้เลย วันนี้ผู้ใหญ่เขายังใช้งานเราอยู่ แม้ว่าเราพยายามถอยออกมาเพื่อทำธุรกิจ เวลาก็เลยไม่ค่อยมีให้เรื่องความรัก

“ชื่อร้านสุดทางรักของผมนี่ ไม่ได้แปลว่าเป็นจุดสิ้นสุดของความรักนะครับ แต่กลับทำให้คนรักกันเยอะเลย (หัวเราะ) ที่นี่ Last Love นะ ไม่ใช่ The End of Love ชีวิตผมมีผู้หญิงอยู่คนหนึ่งที่ผมคบกันมา 2-3 ปี เขาไปมีแฟนผมก็ตามหึงหวงเขา ผมดุมาก ผมไปเฝ้าคอยเป็นปีแทบไม่ได้ทำอะไรเลย เพื่อนก็ทักว่าบ้ารึเปล่ากับแค่ผู้หญิงคนเดียว สุดท้ายผมคิดได้ เปลี่ยนทันที พลิกเลย มานึกย้อนว่าเราไปหลงจมปลักเป็นปีบวกกับที่คบกันอีก 3 ปี ปีหลังนี่กินเหล้าทุกคืน เช้าต้องไปทำงาน อดหลับอดนอน หน้าแก่ไปเลย พอผู้หญิงกลับมาหา เราก็บอกว่าไม่เอาหมดเวลา ตอนนี้ผู้หญิงคนนี้ก็ไม่เคยลืมเรา นี่คือสิ่งที่เราเสียความรู้สึกที่สุดจากชีวิตแหกโค้ง วันนั้นจนวันนี้เราเข้มแข็งแล้ว

“ความรัก…ถ้ามันไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ถ้าถึงเวลา คนที่ใช่จะมาเอง ผมอายุซีรี่ย์สี่แล้ว ไม่ต้องการเรียนรู้นิสัยซึ่งกันและกัน แค่เทคแคร์กัน ให้ความสำคัญในหน้าที่ของคู่ก็จบ ต่างคนก็ทำงานกันไป เอาเวลาส่วนหนึ่งมาเจอกัน อย่าไปเบียดบังเวลาของเขาให้มาก อย่างที่เราเคยทำ แค่นี้ก็ลงตัว เพื่อนผมมีลูกกันหมดแล้ว มีลูกมีเมียมันก็ทำงานได้ แถมทำงานอย่างมีความสุขด้วยนะ”

“กับเรื่องการเมือง การเป็นคนกลางประสานงาน ผมเองไม่อยากเข้าไปพันพัว แต่สุดท้ายมันก็เข้ามา ก็เคยคิดว่าทำไมผมจะต้องพาคนนั้นมาคุยกับคนนี้ เราน่าจะมานั่งเป็นหลงจู๊ร้านอาหาร ประชุมเด็กในร้าน ประชุมงาน แต่ก็กลายมาเป็นคนประสานระหว่างใครต่อใคร ฉายาก็คือ “มือประสานสิบทิศแห่งภาคตะวันออก” หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นก็เรียกผมมาตลอด เพราะผมคอยประสานให้เสมอ เป็นจุดที่ไม่เคยอยากจะมาอยู่ แต่ก็ต้องมาอยู่ ถ้าหากผมเป็นหลงจู๊วันๆ ทักทายแขก คุยกับแขก เท่านี้ผมก็มีความสุขนะ และผมคิดว่าน่าจะหาเมียได้ด้วย ตอนนี้ภาพของผมในสายตาสาธารณชนอาจมองได้หลายมุม เป็นผู้มีอิทธิพลรึเปล่า…แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย (ยิ้ม)”

แม้จะไม่สนใจจะเป็นนักการเมือง แต่ชีวิตที่คลุกคลีอยู่กับการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ทำให้เขามีมุมมองต่อสังคมที่ไม่ผิดกับนักการเมือง

“ผมเป็นห่วงเรื่องของสังคมเมืองไทย ในเรื่องของคนกับวัฒนธรรม ผมอยากให้คนเรียนให้สูงให้มาก และมีวัฒนธรรมความเป็นไทยเข้าไปในจิตใจมาก มันจะไม่เกิดการประท้วงอย่างทุกวันนี้

“ผมเห็นเพื่อนผมคนสิงคโปร์ มาเลย์ ฯ ไปค้าขายทั่วโลก แต่ทำไมคนไทยออกไปไม่ได้ล่ะ ถ้าภาษาบ้านเราเขาเรียกว่านักเลงกิโลเดียว คือไปไหนไม่ได้ไกล ใจผมอยากให้คนไทยออกไปลุยต่างประเทศให้เหมือนกับคนอื่นเขาบ้าง ดังนั้นในเรื่องภาษาเราต้องเรียนให้มาก มาเลย์คนหนึ่งพูดได้ 4 ภาษา สิงคโปร์ไปได้โลด และเป็นนักเจรจา แต่เรายังต้องไปเกี่ยวข้าวอยู่เลย ของเราน่าจะเป็น trading ได้ดีกว่านี้ เราต้องเพิ่มมูลค่าให้มากกว่านี้ สังคมมีความเหลื่อมล้ำที่ฉุดรั้ง อีกเรื่องก็คือธรรมาภิบาล การที่ผมไม่ไปทางการเมืองเพราะไม่ชอบกับเรื่องของผลประโยชน์

“ผมมีเพื่อนที่ใหม่ๆ บอกว่า ถ้าเข้าไปในการเมืองจะทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ถูกสังคมหล่อหลอมให้เปลี่ยน เพื่อนผมเคยบอกว่าจะทำการเมืองให้ประเทศ ไม่โกงกิน สุดท้ายภาษีสังคมของนักการเมือง งานบุญ งานบวช งานแต่ง งานต่างๆ มันทำธุรกิจไม่ทันใจ นำมาซึ่งการโหวตให้กันในสภา กลายเป็นเรื่องง่าย ครั้งแรกยังลังเลใจ พอครั้งที่สองสามกลายเป็นเรื่องชินชา จะได้มีเงินเยอะๆ ไม่ต้องไปเหนื่อยเลือกตั้งครั้งหน้า ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง ผมถึงได้บอกว่าเราต้องพัฒนาเรื่องการศึกษาให้มาก และเอาวัฒนธรรมนำหน้า เอาวัฒนธรรมสร้างชาติ ศิลปวัฒนธรรมของเรายังมีเสน่ห์และไปได้รอด โดยต้องมีผู้บริหารที่เข้าใจ อย่างเกาหลีมีรัฐมนตรีท่องเที่ยวและวัฒนธรรมเป็นผู้กำกับหนังมาก่อน เราก็ทำได้ดีแต่เราอย่าไปแก่งแย่งกันมาก คนไทยเราอาจจะเห็นใครดีกว่าดังกว่าไม่ได้ ถ้ามีสปิริต หัวใจของการเจรจากุญแจสู่ความสำเร็จก็คือ ถ้าเจรจาเกิดย่อมต้องมีคนผิดหวังและสมหวัง”

“ลองคิดดูนะครับ รายได้จากพัทยาคือ 6 หมื่นล้านบาท ต่างชาติเข้ามาเที่ยว 6 ล้านคน รายได้จากนักท่องเที่ยวต่อหัวต่อวันประมาณ 3,200 – 3,400 บาท เราพยายามจะทำให้ได้ถึง 4,000 บาท ถ้าทำได้ถึงจำนวนนี้อาชญากรรมก็จะลดลงไปในตัว เมืองจะสะอาดขึ้น คนตกงานน้อยลง สถานบันเทิงอื่นๆ ที่ต่อเนื่องกันก็จะมีรายได้ตามกัน นักท่องเที่ยวเกรดดีขนาดใช้จ่ายวันละ 4,000 บาท จะไม่ถ่มน้ำลายและไม่ทิ้งขยะลงพื้นแน่ ตอนนี้เน้นตลาดเอเชียไปก่อน เพราะตลาดยุโรปขาดความเชื่อมั่น แต่ก็จะกลับมาในอนาคตเพราะมีการโรดโชว์ แต่ปีนี้คนไทยต้องมาให้มาก เราพยายามจัดอีเว้นท์ต่างๆ กิจกรรมกีฬาพวก Music Marketing และ Sport Marketing ต้องทำให้มาก เรามีกิจกรรมแข่งวินด์เซิร์ฟ แข่งเจ็ตสกี แข่งรถยนต์ทางเรียบ แรลลี่ต่างๆ ต่อไปก็จะมีฟุตบอลเพิ่มเข้ามา เรากำลังทำสนามฟุตบอลจุได้ 2 หมื่นคน ก็ต้องช่วยกันนะครับ

“รายได้จากธุรกิจของพัทยาเป็นธุรกิจที่หล่อเลี้ยงประเทศตั้งแต่ระดับเจ้าของธุรกิจไปจนถึงผู้ใช้แรงงานกระจายไปถึงคนไทย 90% แต่เมื่อเทียบกับภูเก็ต เจ้าของครึ่งหนึ่งก็เป็นต่างชาติแล้ว รายได้ไปสิงคโปร์บ้าง ที่อื่นๆ อีก แต่พัทยายังเป็นรายได้หล่อเลี้ยงคนไทยค่อนข้างจะมาก ปัญหาของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มันต่อเนื่องจากหลายปัญหาทั้งจากเศรษฐกิจโลก ปัญหาการเมืองในบ้านเราเอง”

วิสัยทัศน์และตัวตนของบัณฑิต เป็นสิ่งที่หล่อหลอมมาจากประสบการณ์อันหลากหลาย การพบปะผู้คนมากมาย และบรรดา ‘ผู้ใหญ่’ ที่เขาใกล้ชิด ซึ่งล้วนแต่เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในแง่มุมต่างๆ

“ผมมีความรู้สึกตั้งแต่เด็กว่าทำอะไรต้องชนะ ในสังคมตั้งแต่ตอนเด็ก ไม่ว่าผมจะแข่งจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ หรือแข่งสนุกเกอร์ก็ชนะ ได้แชมป์ภาคตะวันออก พอมาทำธุรกิจผมก็คิดว่าต้องทำให้ดีที่สุด โดยเฉพาะธุรกิจกาแฟที่ผมตั้งความหวังไว้มาก ผมศึกษาหนังสือเป็นตั้งๆ เลยนะ อ่านมากกว่า 3 รอบ บินไปดูหลายที่ทั้งเวียดนาม ลาว พม่า กะว่าปีนี้จะไปกัวเตมาลา ว่างๆ ก็จะใช้เวลาไปนั่งร้านกาแฟ ศึกษามาตลอด และสุดท้ายถึงขั้นต้องปรับตัวเอง มาสร้างตัวให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ จากที่เมื่อก่อนไม่ชอบอยู่ต่อหน้าสาธารณชน ทุกวันนี้ ผมพร้อมเรียนรู้และทำได้ทุกอย่าง เพื่อความสำเร็จของแบรนด์ ศาลาแดง ”

บัณฑิต ศิริตันหยง ตั้งเป้าความสำเร็จในธุรกิจซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญแห่งชีวิตของเขา ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ใครจะไปรู้…อีกไม่นาน ชื่อของ แดง สุดทางรัก อาจเป็นที่รู้จักสำหรับผู้คนทั่วประเทศ ในฉายาใหม่ ‘แดง ศาลาแดง’ บนเส้นทางธุรกิจกาแฟที่เขาทุ่มเททั้งหยาดเหงื่อและแรงกายแรงใจ และนั่นอาจจะหมายถึงบทส่งท้ายเพื่อปิดฉากอำลากับบทบาทผู้ทรงอิทธิพลแห่งภาคตะวันออก มาสู่ตำแหน่งนักธุรกิจแถวหน้าของเมืองไทย

Related contents:

You may also like...