เดวิด สปรูล

หลายคนกล่าวว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ ชาวต่างชาติที่เคยมาเยี่ยมเยือนเมืองไทยมักจะหวนกลับมาอีกในโอกาสถัดไป เห็นได้ชัดกับตัวอย่างที่น่าชื่นชมอย่าง ฯพณฯ เดวิด สปรูล (H.E. David Sproule) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย

19 ปีก่อน มร.เดวิด หนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยวเดินทางมารับราชการประจำประเทศไทยเป็นครั้งแรกในตำแหน่งเลขานุการโทประจำสถานเอกอัครราชทูตแคนาดา พร้อมกับสมาชิกอีก 3 คนในครอบครัวเล็กๆ คือ ภรรยา ลูกชาย (Graham) และลูกสาว (Sarah) ครั้นเมื่อเวลา 4 ผ่านไป ก่อนเดินทางกลับแคนาดาสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้นถึง 3 คน โดยเป็นเด็กชายหญิงชาวไทยซึ่งได้รับอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม นับตั้งแต่ปี 1991 (Laura) ปี 1992 (Leigha) และปี 1993 (Thomas)

เส้นทางการทูตของเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่ออายุ 28 ปี ชายหนุ่มแคนาเดียนเชื้อสายไอริช จากเมืองเอ็ดมันตัน (Edmonton) ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐอัลเบอร์ต้า (Alberta) ทางตะวันตกของแคนาดา พกพาความรู้ทางด้านนิติศาสตร์ ดีกรีเกียรตินิยม (BA [Hons] & LL.B. University of Alberta) เข้าทำงานกับกระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบงานด้านกฎหมายของกระทรวงฯ งานแรกที่ถูกส่งไปประจำการต่างแดนคือประเทศสิงคโปร์ 2 ปี หลังจากนั้นก็กลับไปแคนาดาซึ่งยังคงเป็นงานทางด้านกฎหมาย กระทั่งปี 1989-1993 นั่นเป็นครั้งแรกที่สายลมแห่งโชตชะตาได้พัดพาเขามาสู่กรุงเทพฯ ในตำแหน่งเลขานุการโท รับผิดชอบงานทางด้านการเมืองโดยเฉพาะในกัมพูชา (ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทยในขณะนั้นดูแลครอบคลุมกัมพูชาและลาวด้วย)

“ตอนนั้นผมมีลูกที่เกิดจากภรรยาคนแรกสองคนเป็นผู้หญิงและผู้ชายอย่างละหนึ่งคน เมื่อมาอยู่เมืองไทยก็คิดว่าเป็นการดีนะถ้าจะมีลูกเพิ่ม ตอนนั้นภรรยาคนแรก (Doreen Smith) เป็นอาสาสมัครทำงานเกี่ยวกับเด็กกำพร้า เผอิญไปหลงรักเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งผมมีโอกาสได้พบเจอและทำความรู้จักในระหว่างการดำเนินการก่อนที่จะรับไปอุปการะเป็นบุตรบุญธรรมทุกอย่างดำเนินไปอย่างดีมากจน กระทั่งผมคิดว่าเราน่าจะมีผู้ชายอีกสักคนจะได้เป็นเพื่อนเล่นกับลูกชายไปด้วย จึงได้ติดต่อขอรับเลี้ยงเด็กผู้ชายเป็นบุตรบุญธรรมอีกคนหนึ่ง แต่หลังจากนั้นในระหว่างทำเอกสารได้ไปเจอเด็กผ้หญิงอีกคนหนึ่งเกิดหลงรักเด็กคนนี้อีกจึงขอรับเด็กผู้หญิงคนนี้เป็นลูกบุญธรรมอีกคนหนึ่ง ตอนนั้นเราสามารถดำเนินเรื่องได้สะดวก เจ้าหน้าที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีและผมก็อยู่ในฐานะที่จะทำได้ แต่ถ้ามาถามผมตอนนี้ คิดว่าครอบครัวที่มีอยู่ขนาดนี้ พอแล้ว”

“จากสิงคโปร์ผมได้ย้ายไปประจำที่วอชิงตัน ดี.ซี. เป็นเวลา 4 ปี การไปอยู่สหรัฐครั้งนั้นงานหลักที่ทำ คืองานด้านนโยบายต่างประเทศอเมริกา-เอเชีย ก่อนจะกลับไปอยู่ออตตาวาอีก 7 ปี โดยทำหน้าที่รับผิดชอบงานทางด้านสิทธิมนุษยชน กฎหมายระหว่างประเทศและ กฎหมายทางทะเล กระทั่งปี 2004ผมได้รับมอบหมายให้เป็นข้าหลวงใหญ่แคนาดา(High Commissioner) ประจำประเทศบังคลาเทศ แต่เพียง 13 เดือนถัดมาคือในปี 2005 ผมถูกส่งไปประจำการที่อัฟกานิสถานในฐานะเอกอัครราชทูต ซึ่งทั้งสองตำแหน่งคือ ข้าหลวงใหญ่และเอกอัครราชทูตนั้นคือหน้าที่เดียวกัน หากแต่ข้าหลวงใหญ่นั้นใช้กับประเทศที่เป็นสมาชิกในเครือจักรภพของสหราชอาณาจักร ผมอยู่อัฟกานิสถานเกือบ 2 ปี ก่อนที่จะได้กลับมายังบ้านหลังที่สองของผมและเป็นบ้านเกิดของลูกบุญธรรมทั้งสามของผมอีกด้วย”

โดยลักษณะงานในทั้งสองประเทศที่ท่านทูตดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตก่อนจะกลับมาที่กรุงเทพฯ นั้นเป็นภารกิจซึ่งแตกต่างกันเป็นอย่างมาก จึงไม่แปลกที่จะทำให้ท่านทูตเดวิดเลือกมาประจำประเทศไทยและลาวโดยมีถิ่นพำนักอยู่ ณ กรุงเทพฯ อีกครั้ง

“ภาระหน้าที่ทั้งสองประเทศก่อนหน้านี้ค่อนข้างต่างกันมาก กรณีบังคลาเทศนอกจากงานราชการของแคนาดาแล้วผมยังเป็นประธานคณะทูตที่อยู่ในประเทศนั้น ทำงานติดต่อกับรัฐบาลของบังคลาเทศอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะการให้ความช่วยเหลือในด้านการพัฒนา ทั้งนี้บังคลาเทศเป็นประเทศที่ได้เงินช่วยเหลือสนับสนุนจากแคนาดาจำนวนมากเป็นอันดับที่สองจากทั่วโลก เราเข้มงวดกับกฎการเข้าเมืองต่างๆ ของชาวบังคลาเทศที่จะเดินทางไปแคนาดา เป็นงานที่ต้องสัมผัสกับคนจำนวนมาก อีกอย่างหนึ่งสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาในกรุงธากาเป็นสถานทูตที่ใหญ่มากจึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
“ผมอยู่บังคลาเทศเพียง 13 เดือน แล้วได้รับมอบหมายให้ไปประจำที่กรุงคาบูล อัฟกานิสถาน ซึ่งนับว่าเป็นประเทศที่สำคัญต่อรัฐบาลแคนาดาเพราะเราส่งทหารไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพ 2,500 คน และงบประมาณทางทหารสูงถึง 100 ล้านเหรียญต่อปี นอกจากนี้เรายังเสียทหารไปเกือบ 100 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่การทูตอีก 1 คนด้วย ผมทำงานอย่างใกล้ชิด โดยเน้นทางด้านการทหารและการพัฒนาเป็นหลัก

“เนื่องจากกรณีของอัฟกานิสถานเป็นสิ่งที่รัฐบาลแคนาดาเพ่งเล็งเป็นพิเศษ จึงมีรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงเดินทางมาเยี่ยมเยียนเป็นประจำ ผมจึงต้องเตรียมการต้อนรับและดูแลเรื่องความปลอดภัย นับว่าเป็นชีวิตนักการทูตที่ค่อนข้างยุ่งมีงานมากตลอดเวลา อีกทั้งงานในด้านสารนิเทศ ต้องประสานงานกับผู้สื่อข่าว ให้สัมภาษณ์ สร้างความเข้าใจและอธิบายให้นักข่าวเข้าใจว่าทำไมจึงต้องมีทหารแคนาดาประจำที่นั่น ทำไมแคนาดาจึงต้องมีนโยบายและดำเนินการตามนโยบายต่างๆ ในอัฟกานิสถาน”

ในฐานะผู้แทนรัฐบาล สิ่งหนึ่งซึ่งพิสูจน์ความแข็งแกร่งของนักการทูตท่านนี้เห็นได้ชัดจากภารกิจที่สุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัยไม่เพียงตนเองแต่ยังรวมไปถึงข้าราชการและทหารแคนาเดียนซึ่งประจำการในสมรภูมิ แต่สิ่งที่ไม่ต้องการก็ยังเกิดขึ้น

“ที่อัฟกานิสถานนั้นเป็นครั้งแรกที่เราสียเจ้าหน้าที่การทูตซึ่งถูกฆ่าในลักษณะที่ค่อนข้างรุนแรงเพราะฉะนั้นอัฟกานิสถานจึงต้องเป็นภาระที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการทูตส่วนใหญ่จะไม่ได้นึกถึงหรือคาดหวังว่าจะต้องดูแลสิ่งนี้ บ่อยครั้งที่จะต้องสวมหมวกนิรภัยและชุดกันกระสุน ผมไม่ได้กังวลกับเหตุรุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับตัวผมมากนักเพราะเรามีการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ยังมีงานที่เอกอัครราชทูตคนอื่นไม่มีโอกาสได้ทำกัน นั่นคือผมต้องไปร่วมงานพิธีศพค่อนข้างบ่อย การส่งศพกลับประเทศเป็นงานที่มีพิธีรีตรองที่ผมเองต้องไปเป็นประธานในการนำร่างของผู้เสียชีวิตขึ้นเครื่องบินกลับยังแคนาดา ถ้าตอนนี้ผมอยู่ที่อัฟกานิสถานผมคงยังใส่หมวกนิรภัยและชุดเกราะกันกระสุนแทนที่จะใส่สูทเช่นนี้แน่ๆ (หัวเราะ)”

“แต่กับเมืองไทยนั้นต่างกันมากเลย เมืองไทยกับแคนาดามีความสัมพันธ์ค่อนข้างยาวนาน และเป็นความสัมพันธ์ที่ดี ในด้านการทำงานก็ไม่ต้องมาตั้งต้นใหม่ ผมมาถึงแล้วเริ่มทำงานได้เลย ทุกอย่างก็มีพร้อมสรรพ ผมทำงานค่อนข้างใกล้ชิดกับฝ่ายพาณิชย์สนับสนุนโครงการต่างๆ รวมถึงด้านการเข้าเมืองก็ให้ความสำคัญ ความแตกต่างระหว่างไทยกับอัฟกานิสถานที่เห็นได้ชัดคือไทยไม่มีการสู้รบ ไม่มีกองทหารแคนาดามาปฏิบัติภารกิจจึงไม่ต้องลงไปดูแลเคร่งครัดเช่นที่อัฟกานิสถาน ขณะที่งานทางด้านการพัฒนาในประเทศไทยก็ไม่มีแล้ว ไม่เหมือนที่อัฟกานิสถาน งานของผมในเมืองไทยจึงเป็น 3 ด้านหลักคือการค้า การพาณิชย์ และการทูต”

“เกือบลืมไปว่างานด้านกงสุลก็เป็นงานที่สำคัญมาก เพราะแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจากแคนาดา 170,000 คนที่เดินทางมาท่องเที่ยวในเมืองไทย คนเหล่านี้อาจต้องขอความช่วยเหลือทางด้านการเงิน หรือเมื่อมีความเดือดร้อน ทางสถานทูตก็ต้องดูแล”

ในกรณีประเทศไทย แม้จะไม่ใช่สมรภูมิรบหากแต่เป็นสมรภูมิแห่งการคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน และภาพข่าวได้ถูกเผยแพร่สู่ประชาคมโลกในลักษณะรุนแรง นี่คืออีกหนึ่งภารกิจที่หนักไปอีกแบบหนึ่งซึ่งต่างออกไปจากสถานการณ์ในกรุงคาบูล

“ผลกระทบในประเทศไทยจะมีต่อผมในกรณีที่มีชาวแคนาเดียนมาลงทุนที่นี่ เป็นหน้าที่ของผมที่จะอธิบายให้นักลงทุนเข้าใจว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ผมพยายามสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนโดยให้มองในแง่อื่นซึ่งผมเองก็มองโลกในแง่ดีว่าแล้วมันก็จะผ่านไปด้วยดี แม้จะมีนักท่องเที่ยวของเราเดินทางมานับแสนคนแต่เป็นการมาในระยะเวลาสั้นๆ ได้ดูข่าวจากทีวี ซึ่งแต่ละครั้งจะมีข่าวสถานการณ์ที่เสนอออกมาค่อนข้างรุนแรง ขณะเดียวกันผมก็พยายามเตือนว่าที่ใดควรอยู่ ที่ใดไม่ควรไป ที่ไหนควรจะออกห่างเพื่อความปลอดภัย แต่โดยส่วนรวมแล้วประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดภัยมากและมีไมตรีจิตรที่ดีต่อชาวต่างชาติ

“ประเทศไทยและคนไทยจะต้องตัดสินใจเองว่าจะเลือกทางเดินไหน ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยในระบบไหนก็แล้วแต่ โดยที่สุดแล้วควรจะเป็นหนทางที่ประชาชนนั้นเลือกได้ แต่ผมก็หวังว่าจะเป็นประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง ความวุ่นวายความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นคงจะอยู่ไม่นานนัก เพราะมันมีผลกระทบต่อด้านการค้า ที่สำคัญอย่างมากคือมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวมาพบสถานการณ์เช่นนี้ย่อมจะต้องหวั่นไหว มันไม่เป็นการดีแน่สำหรับไทยถ้าสถานการณ์ยังยืดเยื้อนานเกินไป

“สิ่งสำคัญที่แคนาดาต้องการให้เกิดขึ้นอย่างมากก็คือ ทุกอย่างต้องเป็นประชาธิปไตย และปกครองด้วยธรรมาภิบาล สองสิ่งนี้สำคัญมาก โดยส่วนตัวผมสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ผมไม่ชอบระบบที่มีทหารเข้ามาเกี่ยวข้องในการขจัดปัญหา ฉะนั้นเมื่อปี 2006 ที่มีการรัฐประหารนั้นผมค่อนข้างผิดหวังเพราะผมเห็นว่าเป็นวิถีทางที่ไม่ถูกต้องนัก”
แต่โดยรวมแล้วประเทศไทยเป็นดินแดนที่ท่านยังคงติดตราตรึงใจ จึงไม่แปลกที่ท่านจะเป็นเช่นชาวต่างชาติคนอื่นๆ

“แคนาดากับไทยมีหลายๆ อย่างที่ค่อนข้างเหมือนกันมาก คนของทั้งสองประเทศมีไมตรีจิตร ชอบนักท่องเที่ยว ชอบคนที่มาเยี่ยมเยือนบ้านตน ทั้งคนที่มาท่องเที่ยวชั่วคราวเพื่อความสนุกหรือจะมาอยู่อย่างถาวรแคนาดาก็อ้าแขนรับ แตกต่างกันที่แคนาดาใช้ภาษาราชการสองภาษาคืออังกฤษและฝรั่งเศส นอกจากนี้แคนาดาเป็นประเทศที่ใหญ่มากๆ ไม่ใช่ใหญ่แค่ขนาดเท่านั้นหากแต่ภูมิประเทศก็หลากหลาย ในฐานะตัวแทนชาวแคนาเดียนอยากชวนคนไทยไปเที่ยวแคนาดาเช่นกันทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาวเพราะว่าสวยทั้งสองฤดูกาล จะได้เห็นว่าแคนาดามีกิจกรรมต่างๆ ว่าสวยงามเช่นไร

“จำนวนนักท่องเที่ยวแคนาดา 170,000 คนที่มาเมืองไทยแต่ละปีรู้สึกถึงความสบายที่เมืองไทยมีให้เช่นไร คนไทยที่ไปแคนาดาก็จะรู้สึกเช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวแคนาดา อีกอย่างที่อยากแนะนำผู้อ่านไฮคลาสเก็บไว้พิจารณาคือ หากต้องการส่งลูกหลานไปเรียนต่อต่างประเทศอยากให้พิจารณาแคนาดาเป็นกรณีพิเศษ เพราะการศึกษาที่แคนาดานั้นสมเหตุสมผล สิ่งแรกคือไม่แพง เป็นที่ที่ปลอดภัย ขณะเดียวกันคนไทยที่ไปเรียนที่นั่นก็สามารถเข้ากับคนแคนาดาได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ในฐานะนักศึกษาสามารถทำงานได้ กฎเกณฑ์ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปจากเดิม ที่สำคัญคือแคนาดาเป็นประเทศที่มีมาตรฐานการศึกษาที่ค่อนข้างสูงได้คุณภาพมาก หากจบจากแคนาดาแล้วสามารถเข้าทำงานที่ไหนก็ได้ในโลก”

“การมาเมืองไทยครั้งนี้แตกต่างจากครั้งแรกพอสมควร ตอนนั้นที่ผมมาครั้งแรกผมมีลูกอยู่แล้วสองคนแต่จากนั้นก็รับเด็กไทย 3 คนไปเป็นลูกบุญธรรม ประเทศไทยในตอนนั้นถือว่าสำคัญมากสำหรับผม นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่ผมเลือกกลับมาที่นี่ สำหรับผมเองประเทศไทยเหมือนกับเป็นบ้านหลังที่สองรองจากแคนาดา การมาครั้งนี้ลูกบุญธรรมของผมตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะให้ผมมาประจำที่นี่เพราะว่าพวกเขาก็คือคนไทย ตอนนี้ลูกบุญธรรมคนเล็กของผมอายุ 21 แล้ว โดยผมได้พาเธอไปเยี่ยมพ่อแม่ที่แท้จริงซึ่งเธอก็บอกว่าดีใจที่มีพ่อแม่ทั้งไทยและพ่อแม่ฝรั่ง แถมมีตายายอีกหลายคน ผมเองก็ดีใจในสิ่งนี้”

“กรุงเทพฯ เปลี่ยนไปมาก ทุกอย่างดีขึ้นกว่าเก่า การเดินทาง การสื่อสาร เห็นได้ชัดจากที่มีรถไฟลอยฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดิน ผมมองเห็นว่าการจราจรนั้นดีกว่าแต่ก่อนมากเลย เมืองไทยกลายเป็นศูนย์กลางระดับนานาชาติ เช่นทางด้านธุรกิจ การสื่อสารก้าวหน้าขึ้น เดิมก็ก้าวหน้าอยู่แล้วแต่ตอนนี้ยิ่งมากกว่าแต่ก่อนเยอะ สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนก็คือคนไทยมีมิตรจิตรมิตรใจ เป็นคนโอบอ้อมอารี ปฏิบัติต่อชาวต่างชาติดีมากโดยหลายคนไม่คิดว่าคนไทยจะโอบอ้อมอารีต่อชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้คนที่อยู่ชานเมืองออกไปมีความเป็นอยู่เรียบง่าย เวลาใดที่ผมรู้สึกว่าเครียดๆ ผมจะขึ้นรถออกมานอกเมือง หรือไม่ก็ซื้อตั๋วเครื่องบินออกไปนอกเมืองที่ไม่ใช่ในกรุงเทพฯ เพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น”

หากไม่บอกก็คงไม่อาจคาดเดาอายุของเขาได้ว่าดำเนินมาถึงอายุเท่าใด เพราะจากบุคลิกภาพภายนอก และทัศนคติที่ได้รับจากการสนทนา รวมถึงไลฟ์สไตล์ไม่แตกต่างไปจากคนหนุ่มทั่วไป

“ผมเป็นนักวิ่ง แต่ละวันผมออกกำลังกายโดยการวิ่งให้ได้ประมาณ 13 กิโลเมตรทุกวัน นอกจากนี้อาจจะพาครอบครัวไปพักผ่อนนอกเมืองในวันหยุดสุดสัปดาห์เช่นที่พัทยา สวนสยาม สวนลุมพินี เป็นที่ที่ผมสามารถใช้เวลากับครอบครัวได้ แต่บางทีกิจกรรมส่วนตัวมักจะทำร่วมกับโรงเรียนเนื่องจากผมมีลูกเล็กๆ (Davin, Dennis, Dillon และ Adelin ) ซึ่งเรียนหนังสืออยู่ที่นี่ หรือบางทีผมต้องเดินทางไปกระบี่ ภูเก็ต เชียงใหม่ในหน้าที่การงาน ครอบครัวไปด้วยไม่ได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ผมจะพยายามจัดสรรให้ลงตัวระหว่างงานและเวลาว่าง ผมชอบอ่านหนังสือ ชอบดนตรี ชอบดูหนัง เหมือนคนอื่นๆ”

“โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ชอบช้อปปิ้งมากนัก ผมชอบการได้ซื้อของตามร้านข้างทาง ได้คลุกคลี สัมผัสกับคน ได้ปล่อยมุขตลก สามารถต่อรองราคา นี่คือความสนุก แต่ที่ผมชอบไปอีกแห่งหนึ่งคือร้านตัดเสื้อแต่ไม่ขอบบอกชื่อร้านก็แล้วกันนะ รวมทั้งผมชอบไปตามงานแสดงภาพวาดและงานประติมากรรม เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วผมไปเปิดงานนิทรรศการภาพของศิลปินแคนาเดียนที่พัทยา ครั้งล่าสุดที่จ่ายเงินซื้อภาพ 30 ภาพ ผมรักงานศิลปะมาก มันมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ผมจึงหาโอกาสว่างไปตามงานนิทรรศการต่างๆ โดยเฉพาะนักศึกษาที่เริ่มเดินในเส้นทางนี้ผมจะชื่นชมมาก ส่วนด้านการแสดงผมก็ชอบนะแต่ไม่ใช่การแสดงในเวทีใหญ่หากแต่ชอบการแสดงของเด็ก รวมถึงดนตรี ผมชอบดนตรีคลาสสิค เมื่อปีที่แล้วมีงานมหกรรมดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ที่มาร่วมเฉลิมฉลอง 80 พรรษาฯ หรือที่เพิ่งผ่านมาเมื่อเดือนก่อนก็เพิ่งจบไปนี่ผมก็ชอบเช่นกัน

“แต่ในการช้อปปิ้งแท้ๆ ต้องยกให้ผู้หญิง ภรรยาผมเอ็นจอยกับการช้อปปิ้งมาก ส่วนใหญ่ที่จะไปช้อปฯ ก็คือสยามพารากอน หรือเอ็มโพเรียม ในบางกรณีภรรยาผมก็จะไปมาบุญครองแทน เพราะของเด็กนั้นสมราคาไม่แพงหรือถูกเกินไป

“ส่วนร้านอาหารผมชอบทานคือ ซาน้อตติ (Zanotti) ส่วนอาหารไทยผมชอบร้านอาหารบ้านขนิษฐา (ปากซอยสวนพลู-ถนนสาทรใต้) นอกจากนี้คือห้องอาหารไทยชื่อศิลาดล ที่โรงแรมสุโขทัย และศาลาแดงคาเฟ่ ของจิม ทอมป์สัน ที่ชอบมากนอกเหนือจากรสชาติแล้วก็คือการตกแต่งสวยงาม แต่ถ้าจะให้พูดจริงๆ ผมชอบร้านอาหารข้างถนนซึ่งรสชาติอร่อยถูกปาก”

โดยที่มาของอาหารริมทางอันโปรดปรานนั้นก็มาจากการได้ลิ้มลองและประทับใจโดยไม่รู้ตัวเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน

“ขอเล่าเรื่องตลกให้ฟังเมื่อครั้งที่มาประจำประเทศไทยครั้งแรกผมเคยเตือนคนอื่นๆ ว่าอย่าไปกินไอ้นั่นนะ อย่าไปกินไอ้นี่นะ ระวังท้องเสียนะ เดี๋ยวจะไม่สบาย ให้ระวัง ฯลฯ จนกระทั่งวันหนึ่งมีโอกาสได้คุยกับภรรยา (Doreen Smith) ซึ่งเธอก็ได้แต่ยิ้ม ผมจึงถามว่าเอ๊ะ…หัวเราะอะไรเหรอ เธอจึงบอกว่า รู้รึเปล่าว่า 4 ปีที่ผ่านมาฉันก็ไปซื้ออาหารข้างถนนมาให้คุณกินนั่นแหละ”

“เดี๋ยวนี้สำหรับร้านอาหารที่ถูกปากของผมไม่ต้องไปที่ไหนเลยล่ะ เพราะว่าแม่ครัวที่บ้านคือคุณรัชนีนั่นเอง (คุณรัชนีคือแม่ครัวประจำทำเนียบเอกอัครราชทูตแคนาดาซึ่งตั้งอยู่ในซอยสวนพลู-นางลิ้นจี่) เธอทำอาหารได้อร่อยมากไม่ต้องที่ไหนไกล เวลาที่เราจัดเลี้ยงก็มักจะจัดที่บ้านพัก(ทำเนียบ)เพราะผมมักเชิญแขกมารับประทานกันที่บ้าน เป็นการเปิดโอกาสให้แม่ครัวและเจ้าหน้าที่ประจำที่บ้านซึ่งทำอาหารเก่งได้นำเสนออาหารอย่างเต็มที่ เธอทำอาหารได้หลายชนิดทั้งไทย อิตาเลียน จีน ฯลฯ ไม่ว่าอาหารชาติใดก็ทำได้ทั้งนั้น และภรรยาของผม (Angelina Isaac) เป็นชาวบังคลาเทศเพราะฉะนั้นตอนนี้แม่ครัวของผมก็ทำอาหารบังคลาเทศเป็นแล้วด้วย หรือในลักษณะงานที่จะต้องไปงานเลี้ยงบ่อยเช่นกัน เวลาของผมก็จะหมดไปกับการเลี้ยงแขกที่บ้านหรือไปงานต่างๆ แต่ถ้าจะให้เอ่ยถึงร้านอาหารนอกบ้านที่ชอบก็อย่างที่เรียนให้ทราบข้างต้น”

“ผมรักอาหารไทย ผมรักอาหารไทยมากๆ ผมชอบทานแกงเขียวหวาน ทานมากแต่ผมก็วิ่งเยอะนะ ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมดูอ่อนกว่าวัย ส่วนทรงผมนี้ก็อินเทรนด์นะคุณจะลองทำตามดูก็ได้นะ (หัวเราะร่า) และดูแลรักษาง่ายด้วย แค่ใช้ปัตตาเลี่ยนไถๆ (ทำเสียงเลียนแบบมอเตอร์ปัตตาเลี่ยนทำงาน)”

ด้วยความสุขทั้งการทำงานและชีวิตส่วนตัวนี่เองที่ส่งผลให้ประเทศไทยมีความเป็น ‘บ้านหลังที่สอง’ ไม่แตกต่างไปจากแคนาดาบ้านเกิดของท่านทูตวัย 52 ปีท่านนี้ (อุ๊บ!!! ในที่สุดก็เปิดเผยอายุที่แท้จริงจนได้)

Related contents:

You may also like...