ศรัณฐ์ หวั่งหลี

‘ผมไม่ใช่คนเก่ง…แต่ผมเป็นคนที่โชคดี’

อีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่แสดงจุดยืนของตนเองอย่างเห็นได้ชัด จากการเป็นหนึ่งใน 169 นักเรียนไทยซึ่งร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกส่งตรงจากยุโรปและอเมริกาถึงนายกรัฐมนตรี วิงวอนให้รัฐบาลแก้ปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยหลีกเลี่ยงความรุนแรงเมื่อปี 2547 แม้การตัดสินใจครั้งนั้นของ ศรัณฐ์ หวั่งหลี เป็นเพียงแรงกระเพื่อมที่หายวับไปจากสายตาของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ แต่อย่างน้อยการกระทำครั้งนั้นคืออีกด้านหนึ่งที่ทำให้เราพุ่งความสนใจเป็นพิเศษในตัวของชายวัย 27 ผู้นี้

“กรณีเมื่อปี 2547 เป็นการร่วมลงชื่อ ในตอนนั้นมีคนจากหลากหลายสถาบัน คนที่ไม่ได้ลงชื่อไม่ได้หมายความว่าเขาไม่สนับสนุนการกระทำเช่นนี้ แต่เขาอาจไม่อยากให้มีหลักฐานว่าเคยลงชื่อ สรุปได้ว่าไม่มีใครอยากให้สิ่งที่ไม่ดีของสังคมเกิดขึ้น มันอยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรมากกว่า การร่วมลงชื่อก็เป็นสิ่งหนึ่งที่บอกเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเราไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้น คนที่ไม่ได้ลงแล้วมีความคิดเหมือนกันผมคิดว่ามีเยอะกว่าคนที่ไม่ได้ลงชื่อและไม่ได้ใส่ใจอะไรเลย

“การกระทำตอนนั้นทำให้รู้ว่ามีคนไม่พอใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากลงชื่อไปแล้วการสานต่อก็มีอยู่บ้างแต่ก็น้อย หากถามว่าเหตุการณ์ดีขึ้นไหม…มันก็ยังไม่จบ และยังมีเหตุให้เราสลดใจอยู่เรื่อยๆ สี่ปีผ่านไปชื่อของคนร้อยกว่าคนนั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากนัก เพราะทางการเมืองก็ยังสับเปลี่ยนผู้รับผิดชอบลงไปควบคุมสถานการณ์อยู่ การเข่นฆ่ารุนแรงขึ้น กลับมาอยู่เมืองไทยในฐานะผู้รับข่าวสาร ไม่ได้เย็นชานะครับแต่ว่ามันสลดใจมากขึ้น มีการฟันหัวกลางสวนยาง หรือล่าสุดขึ้นไปยิงบนรถไฟ ฯลฯ ถามว่าผมมีปัญญาไปแก้ไหม บอกได้เลยว่าผมไม่มีปัญญาไปแก้ จะให้อยู่ดีๆ เสนอแผนการแก้ไขก็ไม่ได้ แต่อยากให้มีคนที่สามารถแก้ได้ มันอยู่ที่การเจรจาประนีประนอมกันมากกว่า ผมก็ไม่ทราบว่าเขาอยากได้ในสิ่งที่เราให้ไม่ได้มากขนาดนั้นรึเปล่า…ถ้าให้ได้แล้วจบเขาโอเคไหม แม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้แต่ว่าเราทั้งสองฝ่ายพร้อมจะเป็นฝ่ายให้มากแค่ไหน”

อาจเพราะเป็นรุ่นน้องของ กรณ์ จาติกวณิช ในโรงเรียนไฮสกูลวินเชสเตอร์คอลเลจ (Winchester College) และเป็นศิษย์ร่วมสถาบันเดียวกับคนดังของประเทศ อาทิ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ทำให้เป็นจุดสนใจในเบื้องต้น แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากคุณวุฒิการศึกษา หากไม่ลงมือ บวกกับมีสติตั้งมั่นในการตัดสินใจกระทำ ก็คงไม่เกิดประโยชน์ต่อตนเอง

ล่าสุดศรัณฐ์เพิ่งโบกมืออำลาตำแหน่งวาณิชธนกิจแห่งบริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้เพื่อศึกษาปริญญาเอกด้านการตลาดที่สถาบันบัณฑิตธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นการเตรียมตัวเข้ารับช่วงธุรกิจของครอบครัว แน่นอนว่าการเป็นว่าที่ผู้สืบต่อ ‘นวกิจประกันภัย’ จาก สุจินต์ หวั่งหลี จะช่วยกรุยทางให้เดินได้สะดวก หากแต่ปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการบริหาร (Engineering, Economic and Management : EEM) ต่อด้วยปริญญาโทแมเนจเมนท์รีเสิร์ช สถาบันเดียวกัน และประสบการณ์ในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนอเบอร์ดีน แห่งประเทศอังกฤษ ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องการันตีความสามารถได้เป็นอย่างดี

“ที่เรียนมาไม่ใช่นำบวกลบคูณหารแล้วมาใช้ได้เลย อันนั้นเป็นส่วนน้อย แต่ส่วนสำคัญผมคิดว่าอยู่ตรงการที่เราพบกับแรงกดดันจากการเรียนทำให้เราแกร่งพอสมควร นั่นทำให้เราประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ ในด้านของตนเองผมไม่ได้คิดว่าผมเก่งกว่าคนอื่นเลยนะ คิดว่าเป็นคนโชคดี เป็นคนที่เรียนไม่เก่ง ไม่ใช่อัจฉริยะ ที่โชคดีก็มีหลายอย่างเช่น ผมได้เรียนกับมาร์ค เวนเทรสกา (Dr.Marc Ventresca) ผู้ที่นำสังคมวิทยามาอธิบายการเกิดขึ้นของนวัตกรรมใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อเรียนจบจึงนำกลับมาใช้ในการทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้”

“ที่กลับมาเรียนต่อเพราะเป็นจังหวะที่พอดีกับเมื่อตอนปีใหม่ผมประสบอุบัติเหตุรถชนกะโหลกร้าว สะบักหัก นอนพักอยู่บ้านสองสัปดาห์ คุณแม่บอกว่าศศินทร์ฯ ยังเปิดรับสมัคร ก็ลองสมัคร รวมกับคุณพ่อตอนนี้ท่านก็อายุ 72 แล้ว อยากจะให้ผมมาช่วยดูธุรกิจประกันของท่านและธุรกิจครอบครัวอื่นๆ นั่นคืออีกหนึ่งปัจจัย”

“แม้ว่าผมจะเรียนทางด้านวิศวะมาก็ตาม แต่ที่ผ่านมาผมค่อนข้างจะเบนมาทางการวิจัยเชิงปริมาณเสียมากกว่า จะบอกว่าปั้นลมเป็นน้ำแล้วค่อยปั้นน้ำเป็นตัวก็ได้นะ จากการทำงานกับทิสโก้ฯ ทำให้ได้รู้ทางด้านการเงินพอสมควร เมื่อมาทางนี้เรียนด้านการตลาดจึงเป็นโอกาสที่กว้าง เป็นทางที่เราจะไปในสิ่งที่เราชอบได้มาก โดยการวิจัยที่ผมสนใจและตั้งเป้าหมายว่าจะศึกษาก็คือการเปลี่ยนแปลงธุรกิจครอบครัว จะทำอย่างไรให้ผ่านไปได้ และอีกด้านก็คือการนำพระพุทธศาสนาเข้ามาใช้ในเชิงธุรกิจ”

เรื่องราวของเขาทำให้เข้าใจว่าชื่อเสียงของสถาบันใช่ว่าจะเป็นเครื่องรับรองความสะดวกสบายหรือความสุขที่จะเกิดขึ้นได้เสมอไป ศรัณฐ์ได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่ติดตัวเขาไม่ใช่แค่ความรู้ หากเป็นความรู้สึกอันดี เป็นสิ่งที่ไม่อาจหาซื้อได้ในโลกของธุรกิจ เขาย้ำเสมอตลอดการสนทนา ‘ผมไม่ใช่คนเก่ง…แต่ผมเป็นคนที่โชคดี’ ยิ่งบวกกับการได้ศึกษาพระธรรมเมื่อครั้งบวชเป็นพระภิกษุ ได้ศึกษาทางสายปฏิบัติธรรม ส่งผลให้มีสติ เสริมความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นปลายปีที่ทำให้เขาต้องนอนพักตลอดช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

“จะเรียกว่ารุนแรงก็ได้นะ แต่มันเป็นเหตุที่ไม่ได้เกิดจากการกระทำของเรา ผมซ้อนมอเตอร์ไซค์จากอโศกแล้วมีรถกระบะมาชนท้าย ทำให้ผมกระเด็นลงไปอีกฟากของถนน สลบไปประมาณห้านาที ได้ขึ้นป่อเต็กตึ้งมาแล้ว (หัวเราะ) พอฟื้นขึ้นมาสิ่งแรกที่ทำคือกดเบอร์โทรศัพท์ของคุณแม่แล้วบอกท่านว่าผมประสบอุบัติเหตุ ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้บันทึกเบอร์โทรศัพท์ไว้ในเครื่อง แต่สามารถจำได้และโทรบอกว่าเกิดอะไรขึ้นได้เพราะตั้งสติ

“พระท่านบอกว่าการจะตายนั้นระหว่างตายโหงกับตายอย่างมีสติมันต่างกันจริงๆ ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนกับเพิ่งตื่นนอนทั้งๆ ที่เพิ่งฟื้นจากการสลบ ทำให้เข้าใจว่าทำไมถึงจะไม่เหมือนกัน นอกจากสติแล้วก็ทำให้เข้าใจว่าผมเองก็ประมาทที่ซ้อนมอเตอร์ไซค์ สักแต่ว่าจะรีบไปให้ทัน สะเพร่าที่ไม่รัดสายรัดคางของหมวกกันน็อคให้แน่นหนา ถ้าเราระมัดระวังไม่ประมาทกับชีวิตอาการบาดเจ็บก็จะไม่รุนแรง เหตุการณ์พวกนี้เกิดขึ้นทำให้ผมดึงประสบการณ์จากการบวชกลับคืนมา เพราะตอนนั้นเราอยู่อย่างมีสติ เราจึง ‘ควร’ หรือ ‘พยายาม’ อยู่อย่างมีสติ”

สถานที่ : ร้าน gustoso ชั้น 7 ศูนย์การค้า CentralWorld

Related contents:

You may also like...