รพี สุจริตกุล

เสพศิลป์เพื่อจินตนา

เครือธนาคารกสิกรไทยถือได้ว่าเป็นองค์กรที่พิสมัยงานศิลปะมากเป็นอันดับต้นๆ ในแวดวงธนาคารของประเทศไทย ถึงขนาดมีหอศิลป์เป็นของตัวเอง เมื่อองค์กรมีลักษณ์เป็นเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่บุคลากรในองค์กรย่อมมีอารมณ์สุนทรีย์ ชื่นชมและชื่นชอบงานศิลปะไปด้วย หนึ่งในนั้นคือ รพี สุจริตกุล ประธานกรรมการบริษัท หลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ชื่นชอบงานศิลป์ถึงขนาดลงทุนสะสมด้วยตัวเอง

“เป็นเรื่องของความชอบครับ รูปที่ผมชอบจะเป็นรูปที่ค่อนข้างจะต้องถ่ายทอดมาจากจินตนาการของศิลปิน งานที่ผมชื่นชอบไม่ได้ไปในแนวของรูปวิว รูปต้นไม้ รูปท้องนาต่างๆ แต่ชอบรูปที่ศิลปินมีแรงบันดาลใจ แล้วเขาสามารถถ่ายทอดออกมาได้ เป็นรูปภาพซึ่งบางครั้งเราตะลึงว่าคุณคิดที่จะวาดรูปอย่างนี้ออกมาได้ยังไง คิดไม่ถูก แต่เขาสามารถที่จะวาดออกมาแล้วทำให้มันสวยได้ด้วย มันเป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์มาก (เน้นเสียง)

“เริ่มสะสมรูปจากการรู้จักเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเก็บรูปค่อนข้างเยอะครับ เริ่มซื้อรูปจากเขา คนนี้เป็นคนที่ชอบเก็บรูปที่ถ้าภาษาคนดูรูปเขาบอกว่าเป็นรูปค่อนข้างแรง เป็นรูปพวกแนว Surrealism เป็นแนว Abstract เป็นรูปที่ดูแล้วมีพลังค่อนข้างมาก ดูแล้วเห็นจินตนาการของตัวศิลปิน

“รูปแรกที่ผมซื้อ เป็นตอนที่ผมยังทำงานอยู่ที่ ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) เป็นรูปคนแต่งชุดแสดงโขน นั่งอยู่บนม้ายาวข้างหลังโรงละคร แล้วข้างๆ ก็มีหัวโขนวางเต็มไปหมดเลย ได้คุยกับศิลปิน เขาบอกว่าสิ่งที่เขาต้องการแสดงถึงก็คือคนคนนี้เวลาออกไปแสดง ออกไปสู่แสงก็ต้องใส่หัวโขนไปแสดง แต่พอกลับมานั่งแล้วถอดหัวโขนออกก็จะเป็นตัวของตัวเอง แล้วเป็นบรรยากาศที่เหนื่อยมากๆ เพราะต้องใส่หัวโขนหลายอย่างมากเพื่อออกไปเจอกับคนหลายประเภท ไปเจอกับอะไรต่างๆ พอกลับมาถอดหัวโขนออกก็หมดแรง นั่นเป็นรูปแรกที่ผมเริ่มเก็บอย่างจริงจัง แล้วทีหลังก็ทยอยซื้อเป็นของส่วนตัว ซื้อจนบางรูปต้องไปฝากบ้านเพื่อนไว้ (หัวเราะ) เพราะหมดที่ติด ไม่รู้จะทำยังไง คือความจริงห้องนี้ (ชี้ไปรอบๆ ห้องทำงาน) มันไม่ควรจะติดเกิน 2 รูป แต่ก็ทนไม่ได้ ต้องขอติดหน่อย (หัวเราะ) ถ้านับรวมทั้งหมด ทั้งที่บ้าน ทั้งที่นี่คือที่ทำงาน และที่บ้านเพื่อนด้วย ก็มีประมาณ 15 รูปได้ครับ

“ด้วยเหตุที่ไม่มีที่จะติดแล้ว รูปจึงเป็นอะไรที่ตอนหลังๆ พยายามจะไม่ไปดู (หัวเราะ) ปกติผมเป็นคนซื้อของยากมาก ดูแล้วดูอีกๆ แต่รูปนี่เห็นแล้วแบบหน้ามืด นี่ยังมีรูปอีกรูปหนึ่งที่ซื้อค้างไว้อยู่ ศิลปินยังไม่ได้ส่งมอบ เขาต้องเก็บไว้แสดงก่อน ไปขอซื้อเขา เขาบอกยังไม่อยากจะขาย เราก็อ้วนวอนว่าขอซื้อ จนเขาก็โอเค ขายให้ก่อน

“แต่รูปที่แพงที่สุดผมกลับไม่ได้เป็นคนซื้อนะครับ เป็นรูปที่ตกทอดมาจากคุณแม่ แล้วท่านก็ยังไม่ได้ให้นะ ผมไปขอมา (หัวเราะ) ตอนนี้ติดอยู่ที่บ้าน เป็นรูปของอาจารย์ทวี นันทขว้าง เป็นรูปรุ่นแรกเลยของอาจารย์ทวี เป็นรูปคู่กับรูปที่ประกวดได้รางวัลที่อิตาลี ท่านวาดรูปภูเขาทองเป็นรูปคู่ รูปหนึ่งได้รางวัลที่อิตาลี ส่วนรูปที่บ้านผมไม่ใช่รูปที่ได้รางวัล แต่เหมือนกันเลย เพียงแต่สีเป็นคนละเวลา

“การดูรูปสำหรับผมมันให้จินตนาการครับ เรื่องจินตนาการนี่เป็นเรื่องที่ผมให้ค่าว่าเป็นเรื่องใหญ่ ศิลปินสามารถจินตนาการและตั้งใจถ่ายทอดออกมา คนพวกนี้ผมไม่คิดว่าเขาทำเพราะเงิน เพียงแต่อย่างที่บอกว่าเงินอาจจะมีส่วนสำคัญในการยังชีพของเขา แต่ถ้าเราไปคุยกับศิลปินบางคน เรื่องเงินสำหรับเขาไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้ารักกันชอบกัน คุยกันรู้เรื่อง ต่อเท่าไหร่ก็ได้ บางทีก็บอกเอาไปเลย แต่ถ้าพูดจาไม่ถูกหูกันหรือว่าเข้าไม่ถึงจินตนาการของเขา ให้ราคาแพงเท่าไหร่ก็ไม่ขาย มันจะเป็นลักษณะนั้นมากกว่า

“ความฝันของผมที่อยากจะทำให้รูปในสะสมก็คือ สักวันหนึ่งผมอยากจะทำร้านอาหารเล็กๆ ที่บ้านคุณแม่ผมที่เชียงใหม่ บ้านอยู่ติดดอยสุเทพแล้วที่ก็ค่อนข้างกว้าง ถ้าเกษียณก็อยากจะกลับไปทำเป็นร้านอาหารเช้าเล็กๆ แล้วกลางวันก็ทำเป็นร้านเค้กหรือร้านกาแฟ แล้วก็จะเอารูปในสะสมไปติดที่นั่น (หัวเราะ) แต่ไม่รู้จะกำไรหรือขาดทุนนะครับ ก็เป็นความฝันหนึ่งในอนาคต”

Related contents:

You may also like...