คริสโตเฟอร์ พอล

อาจเป็นเพราะโชคชะตานำพาให้ชีวิตของ คริสโตเฟอร์ นิโคลาส พอล หนุ่มลูกครึ่งอังกฤษ-อิตาเลียนต้องจากบ้านเกิดประเทศอังกฤษมาใช้ชีวิตในดินแดนซึ่งอยู่ห่างออกไป แต่นั่นก็มิได้บั่นทอนความสามารถในการทำงานของเขาให้ลดลงไปได้เลย แน่นอนว่าเขามองโลกในแง่ดีโดยยึดถือเอาเหตุผลและประสบการณ์ที่ได้รู้จักเมืองไทยในครั้งแรกเป็นแรงใจ

“ย้อนกลับไปน่าจะประมาณ 12 ปีที่แล้ว ผมเดินทางมากับภรรยาก่อนที่เราจะมีลูก ระยะเวลา 2 สัปดาห์นั้นเราได้ไปภูเก็ตและกรุงเทพฯ พักผ่อนและได้สัมผัสกับชีวิตในเมืองบ้าง ที่น่าสนใจก็คือตอนเราพักที่โรงแรมดุสิตธานี วันหนึ่งผมกับภรรยาเดินผ่านล็อบบี้แล้วเจอนักร้องวง Take That ซึ่งเป็นวงป๊อบที่ดังมากๆ ภรรยาผมตื่นเต้นมากจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ (หัวเราะ) ผมเลยจำวันนั้นได้ขึ้นใจถึงจะผ่านมา 12 ปีแล้ว เราพักที่โรงแรมดุสิตธานีในกรุงเทพฯ และโรงแรมอีกที่ในภูเก็ต เรามีประสบการณ์ที่วิเศษมากๆ และตอนนั้นผมก็ไม่เคยคิดเลยว่า 12 ปีให้หลังเราจะได้มาอาศัยอยู่ที่นี่จริงๆ

“นี่เป็นหนึ่งในข้อดีของการทำงานกับอเมริกันเอ็กซ์เพรสนะครับ ผมได้ทำงานมาสเตอร์การ์ดและองค์กรระดับโลกจริงๆ อย่างอเมริกันเอ็กซ์เพรส ผมเลยได้เดินทางทั่วโลกมาเกือบ 15 ปีแล้ว ยิ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อเมริกันเอ็กซ์เพรสให้โอกาสผมได้เดินทางไปยังที่ต่างๆ มากมาย มีโอกาสได้ท่องเที่ยว พบปะผู้คนชั้นยอด ได้รับประสบการณ์ดีๆ เป็นเรื่องที่สนุกมาก ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสได้ทำแบบนี้ มันเป็นส่วนหนึ่งของงานผมครับ”

รองประธานฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์และสมาชิกบัตร บริษัท อมเริกัน เอ็กซ์เพรส (ไทย) สนทนาพลางยิ้มกริ่ม ทำให้ดูเหมือนช่วงชีวิตในปัจจุบันจะอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความสุข แน่นอนว่าสุขทั้งงานและชีวิตส่วนตัว

“ผมอยู่ที่นี่กับภรรยาและลูกๆ อีก 4 คน ภรรยาผมเป็นชาวอังกฤษ เราแต่งงานกันในศรีลังกา ไปฮันนีมูนที่มัลดีฟส์ ดูไบ แล้วกลับไปอังกฤษ ลูก 2 คนแรกเกิดในอังกฤษ เจ้าหมายเลข 3 เกิดในสิงคโปร์ ส่วนหมายเลข 4 เมดอินไทยแลนด์ครับ ผมคิดว่า 4 คนพอแล้ว ไม่มีอีกแล้ว (หัวเราะ) ครอบครัวเราตื่นเต้นและสนุกกันมากที่ได้มาอยู่เมืองไทย ที่นี่น่าสนใจและน่าอยู่มากครับ”

“ที่มาทำงานตรงนี้ได้เพราะผมเคยมีประสบการณ์ด้านการธนาคารมาก่อน ผมเริ่มทำงานที่นิวคาสเซิลบ้านเกิด แต่เข้าสู่วงการการธนาคารเต็มตัวตอนที่ทำงานในลอนดอน อายุ 20 ปีย้ายไปอยู่ลอนดอน ตอนนั้นเป็นหนุ่มโสดรักอิสระครับ แล้ววันหนึ่งผมก็ได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง ปกติเวลาคนเราจะได้ไปทำงานที่ไหนก็จะได้รับโทรศัพท์โทรมาบอกว่ามีตำแหน่งตรงนั้นตรงนี้ในบริษัทนั้นๆ ว่างอยู่ สนใจไหม อะไรประมาณนั้น เรื่องของเรื่องคือผมไม่ได้วางแผนระยะยาวอะไรทั้งสิ้นครับ แค่รับโทรศัพท์จากใครสักคนแล้วชีวิตการทำงานผมก็เป็นไปเรื่อยๆ”

“แต่เมื่อมองย้อนกลับไปและลองคิดดูแล้ว แค่คุณรับโทรศัพท์จากใครบางคนก็สามารถเปลี่ยนชีวิตและอาชีพการงานของคุณได้นะครับ ตอนอยู่อังกฤษพอผมจบชั้น O-level ผมก็เรียนต่อชั้น A-level ทางด้านเคมี คณิตศาสตร์บริสุทธิ์และคณิตศาสตร์ประยุกต์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งวิชาพวกนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับธุรกิจการเงินเลย แล้วผมก็ได้รับข้อเสนอให้ไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็ไม่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ การเงินหรือธุรกิจ แต่พอดีผมได้คุยกับคน 2-3 คนเรื่องโอกาสในการทำงาน และจู่ๆ ก็มีธนาคารแห่งหนึ่งยื่นข้อเสนอให้ผมเข้าร่วมโครงการพัฒนาบุคลากร ผมก็เลยต้องมานั่งตัดสินใจว่าจะเรียนต่อในมหา’ลัยอีก 3 ปี เรียนจนจบแล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะหางานทำได้ หรือว่าจะคว้าโอกาสดีๆ นี้ไว้

“ออกจากมหาวิทยาลัยแล้วเข้าร่วมโครงการพัฒนาบุคลากร สุดท้ายผมก็เลือกมาทำงานด้านการธนาคารทันทีหลังจบชั้น A-level ครับ ผมเคยเรียนคอร์สการธนาคารมาบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ถึงขั้นเป็นปริญญา เพื่อนร่วมงานของผมบางคนเรียนมาทางด้านศิลปวัฒนธรรมและก็เรียนเก่งซะด้วย บางคนเรียนเกี่ยวกับมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ศิลปะในมหาวิทยาลัย แต่ทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ก็มีครับ แล้วไงล่ะ มันขึ้นอยู่กับโอกาสและการตัดสินใจของคนเรามากกว่า แต่ผมไม่คิดมากเรื่องอดีตครับเพราะเรื่องมันผ่านไปแล้ว ผมไม่ยึดติดกับมัน เหมือนตอนที่อยู่สิงคโปร์ผมก็ต้องตัดสินใจว่าตัวเองจะอยู่ต่อจนครบวาระแล้วอาจจะได้ย้ายไปอังกฤษ หรือว่ารับข้อเสนอที่จะได้มาทำงานในเมืองไทย ซึ่งผมเองไม่เคยทำงานที่นี่มาก่อน ผมแค่ใช้เวลาระหว่างวันเสาร์-อาทิตย์ตัดสินใจว่าจะมาทำงานที่นี่ แล้วก็ย้ายมาเลย ทุกอย่างก็ไปได้สวยครับ

“ประเด็นก็คือว่าบางครั้งมันจะมีจุดหักเหในชีวิตและอาชีพการงานที่ทำให้คุณต้องตัดสินใจครั้งสำคัญๆ ไม่ว่าผลมันจะออกมาในรูปไหน โดยส่วนตัวแล้วผมพอใจในการตัดสินใจของตัวเองมาตลอด อาจจะมีความกังวล ความเสียดายบ้าง ตัดสินใจผิดพลาดบ้าง แต่เมื่อมองย้อนกลับไปผมมีความสุขดีอยู่แล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นด้านอาชีพการงาน ครอบครัว ภรรยาและลูกๆ ของผม การได้มาอยู่เมืองไทย ได้ทำงานดีๆ กับบริษัทระดับโลกอย่างอเมริกันเอ็กซ์เพรส เรามีไลฟ์สไตล์ที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อนของผมส่วนใหญ่ที่อังกฤษอิจฉาชีวิตความเป็นอยู่ของเราที่เมืองไทย รู้ไหมครับผมรู้จักคนหลายคนในอังกฤษที่อยากมาเมืองไทย ไปเที่ยวสมุย ภูเก็ต ประเทศไทยคือสถานที่ท่องเที่ยวในฝันเลย บางคนทำงานเก็บเงินเป็นปีหรือ 2 ปีเพื่อที่จะได้มาเที่ยวเมืองไทย 2 อาทิตย์ ตัวผมได้มาทำงาน ไปซูเปอร์มาร์เก็ต ช้อปปิ้งที่นี่ ผมได้มาอยู่ในเมืองที่หลายๆ คนใฝ่ฝันอยากจะมาเยี่ยมเยือน ผมสามารถไปพักผ่อนวันเสาร์-อาทิตย์ริมชายหาดได้ หลายคนในสหราชอาณาจักรฝันอยากจะมีชีวิตแบบนี้บ้าง บางครั้งผมมองย้อนกลับไปและรู้สึกว่าตัวเองโชคดีขนาดไหนที่ได้มาอยู่ที่นี่”

“AMEX หรือ อเมริกันเอ็กซ์เพรส ประเทศไทย มีพนักงานอยู่ 500 คนครับ เราแบ่งออกเป็นแผนกต่างๆ อันที่จริงเรามีพนักงาน 499 คนในกรุงเทพฯ และอีก 1 คนในภูเก็ตครับ ใครๆ ก็อยากได้ตำแหน่งนั้นในภูเก็ต แต่คนนั้นเขาคงไม่อยากย้ายไปไหน (หัวเราะ) ตำแหน่งเขาดีกว่าผมซะอีก

“เรารับผิดชอบหลายส่วนเหมือนกัน มีทั้งการออกบัตรให้กับลูกค้าทั่วไปและองค์กรธุรกิจอื่นๆ เราดูแลด้านการบริการ การเงิน และยังมีส่วนที่เราเรียกว่า Emergent business นั่นคือผมกับทีมงานจะรับผิดชอบเรื่อง Card acceptance โดยเราจะต้องทำให้ลูกค้าแน่ใจว่า พวกเขาจะสามารถใช้บัตรอเมริกันเอ็กซ์เพรสที่ไหนก็ได้ตามต้องการในเมืองไทย เราทำโครงการด้านการตลาด ร่วมมือกับธุรกิจอื่นๆ วางแผนธุรกิจ เราทำงานเป็นทีมที่ค่อนข้างใหญ่ แต่สิ่งสำคัญคือมุ่งเน้นไปที่การให้ผู้ถือบัตรของเราสามารถใช้บัตรที่ไหนก็ได้ สำหรับความรับผิดชอบด้านออกบัตรให้กับลูกค้าทั่วไปซึ่งเป็นงานใหญ่ที่สุด ธุรกิจนี้แยกย่อยได้หลายด้าน ผมดูแลในส่วนการตลาด Customer engagement และ Customer experience เราต้องทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าเราจะยกระดับมาตรฐานทั้งด้านบริการ การให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้สูงขึ้นไปอีก ดูแลด้านการชำระค่าธรรมเนียม ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจด้วย หน้าที่สำคัญของผมคือการรักษาฐานลูกค้าเดิมเอาไว้และขยายธุรกิจให้เติบโตมากขึ้น”

“หลายคนถามเราว่าทำไมพวกเขาควรใช้บัตรอเมริกันเอ็กซ์เพรสมากกว่าบัตรมาสเตอร์การ์ด วีซ่า, บีบีแอล (BBL) เอสซีบี (SCB) เคแบงก์ (KBank) หรือบัตรเคทีซี (KTC) เราแตกต่างจากเจ้าอื่นๆ แน่นอนครับ ธุรกิจของเรามุ่งเน้นบริการกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยม ในขณะที่เจ้าอื่นจะเน้นลูกค้าส่วนใหญ่มากกว่า

“เราให้บริการทั่วโลกในเครือข่ายลูกค้าที่มีฐานะและกำลังซื้อสูง เราไม่เน้นความเป็น Mass เพราะบริการของเราไม่ได้ถูกสร้างมาให้ทุกคนนะครับ บริการของเราเน้นที่ตัวบุคคล เน้นที่ตัวลูกค้าแต่ละท่านที่มีกำลังซื้อสูงและเป็นผู้ชื่นชอบอาหารและการเดินทางชั้นยอด เราเน้นการให้ Value แก่ลูกค้าและบริการระดับพรีเมี่ยม ผมเชื่อว่าเราเป็นแบรนด์ที่มีความเข้มแข็งมากด้านการให้ Value และการให้บริการลูกค้า เราให้สิ่งที่ดีที่สุดที่ลูกค้าไม่สามารถได้จากที่อื่นครับ ยิ่งกว่านั้นผมคิดว่าการเป็นผู้ถือบัตรอเมริกันเอ็กซ์เพรสทำให้หลายคนรู้สึกดี พวกเขารู้สึกดีที่ได้ใช้บัตรโกลด์ แพลตตินัมหรือแม้แต่แบล็คการ์ด ถ้าจะเปรียบเทียบก็คงเหมือนกับคำถามที่ว่าทำไมหลายๆ คนเลือกสวมโรเล็กซ์แทนที่จะเป็นไทเม็กซ์ เพราะมันมีบางอย่างที่บ่งบอกตัวตนพวกเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสำเร็จ ความมั่งคั่งมีฐานะ ทำไมหลายๆ คนเลือกขับเฟอร์รารี่แทนที่จะเป็นโตโยต้า ทั้งที่ก็เป็นรถขับได้เหมือนกัน เพราะคนเรารู้สึกดีที่ได้ทำอย่างนั้น คนเรามักชอบเวลาที่คนอื่นชื่นชมรสนิยมของเราครับ

“บัตรแบล็คการ์ดนี่ถือเป็นตัวชูโรงของอเมริกันเอ็กซ์เพรสครับ เป็นบัตรชั้นยอดของเราเลยทีเดียว เราออกบัตรชนิดนี้ในตลาดบางแห่งเท่านั้น เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และอื่นๆ ทั่วโลก แต่ไม่มีบัตรแบล็คการ์ดในไทยนะครับ เราออกบัตรแพลทตินัมมา 2 แบบที่นี่ ในอนาคตเราอาจจะออกแบล็คการ์ดในไทยก็ได้”

เมื่อนับอายุอานามของอเมริกันเอ็กซ์เพรส (ไทย) แล้วก็จัดอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกับนิตยสารไฮคลาส อาจจะแก่เดือนปีเหลื่อมสักเล็กน้อย ซึ่ง AMEX ยังคง ‘เก๋าเกม’ แพรวพราวไปด้วยกลยุทธ์และการขับเคลื่อนโดยทีมผู้บริหารระดับหัวกะทิ แน่นอนหนึ่งในนั้นก็คือคนที่เราได้สนทนาคนนี้นี่เอง

“อเมริกันเอ็กซ์เพรส ประเทศไทย ก่อตั้งมา 26 ปีแล้ว หลายคนแปลกใจที่รู้ว่าเราเข้าสู่ปีที่ 27 ในปีนี้ จากบริษัทเล็กๆ เราเติบโตขึ้นและมีรากฐานมั่นคงมากครับ เรารู้จักตลาดในไทยเป็นอย่างดี บุคลากรที่นี่ส่วนใหญ่เป็นคนไทย แต่เราก็เสริมด้วยบุคลากรต่างชาติที่มีประสบการณ์จากภูมิภาคต่างๆ ด้วยครับ เราให้บริการในไทยมานาน ธุรกิจของเราเข้มแข็งมาก เราเล็งเห็นโอกาสอีกมากที่จะทำให้ธุรกิจของเราเติบโตอย่างได้เปรียบและประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นในประเทศไทยซึ่งเป็น Destination market ต่อไปอีก 25 ปีข้างหน้า เราก็คงไม่หายไปไหนครับ เพราะประเทศไทยถือเป็นตลาดสำคัญสำหรับอเมริกันเอ็กซ์เพรสซึ่งสามารถพัฒนาต่อไปได้อีกไกล”

“ผมคิดว่ากลยุทธ์ที่เราเน้นมาโดยตลอดคือการร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ เช่น เราร่วมมือกับการบินไทยซึ่งเป็นสายการบินยักษ์ใหญ่ที่สุดในตลาดและเป็นแบรนด์ที่เข้มแข็งมาก เราออกบัตรซึ่งให้สิทธิประโยชน์หลายอย่างพร้อมกับสิทธิพิเศษในการสะสมไมล์การเดินทางได้เร็วมาก บัตรชนิดนี้ได้รับความสนใจจากลูกค้ามาก กลยุทธ์ของเราเน้นการเปิดกว้างโอกาสทางธุรกิจมากขึ้นและการจับมือกับการบินไทยเพื่อออกบัตรดังกล่าวก็เป็นตัวอย่างที่ดีของกลยุทธ์นี้ครับ กลยุทธ์อีกส่วนหนึ่งที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นคือการที่เมืองไทยเป็นตลาดธุรกิจที่ใหญ่ เราเล็งเห็นว่านักท่องเที่ยวและนักธุรกิจเดินทางมาเมืองไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อเมริกันเอ็กซ์เพรสเป็นองค์กรระดับโลกและนี่เป็นจุดแข็งของเรา

“เราออกบัตรทั่วโลกซึ่งทำให้เรามีความได้เปรียบอย่างมากในแง่การตลาดและทรัพยากรฐานข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการนำเสนอ Value แก่ลูกค้า เราสามารถทำให้ลูกค้าของเราจากทั่วโลกเดินทางมาใช้จ่ายผ่านบัตรอเมริกันเอ็กซ์เพรสในเมืองไทยได้ เรามีลูกค้าอยู่ทั่วโลก มีข้อมูลมหาศาลเกี่ยวกับพวกเขา เรารู้จักแหล่งท่องเที่ยว รู้จักแหล่งจับจ่ายใช้สอย เรารู้ว่าลูกค้าออกไปทานอาหารนอกบ้านบ่อยแค่ไหน รู้จักแหล่งอาหารจีน ญี่ปุ่นหรืออาหารไทย ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ถ้าลองเทียบกับเจ้าอื่นๆ บีบีแอลและเอสซีบีให้บริการเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ส่วนซิตี้แบงก์อาจจะต่างออกไปนิดหน่อย พวกเขาให้บริการในตลาดนานาชาติ แต่ก็ไม่มีใครเหมือนเรา”

“ในเมืองไทยเราเน้นเรื่อง Value ที่เป็นนามธรรมมากครับ เราเริ่มจัดงานแบบเอ็กซ์คลูซีฟอีเวนท์ ซึ่งเป็นงานเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เราให้ลูกค้าได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่พิเศษไม่เหมือนใคร ลูกค้าแพลตตินัมการ์ดที่ได้รับเชิญเท่านั้นที่จะสามารถเข้าร่วมงานแบบนี้ได้ เพราะเราตระหนักว่าลูกค้าของเราค่อนข้างมีฐานะและมีชื่อเสียงครับ พวกเขาสามารถออกไปเที่ยวนอกบ้านและจับจ่ายใช้สอยอะไรก็ตามที่พวกเขาพอใจ เข้าร้านอะไรก็ได้ ออกไปดินเนอร์ที่ไหนก็ได้ตามต้องการ จึงเป็นเรื่องยากที่เราจะให้ Value ที่เป็นรูปธรรมแก่ลูกค้าที่มีฐานะดี เพราะตัวลูกค้าเองก็สามารถออกไปซื้อหาของพวกนี้ได้ตามต้องการอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงพยายามมุ่งเน้นไปที่ Value ที่เป็นนามธรรมมากกว่า Value ประเภทนี้จะเกี่ยวกับตัวประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับซึ่งไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยเงินครับ ไม่ว่าคุณจะมีเงินซักเท่าไหร่ คุณก็อาจจะไม่ได้เข้างานแบบเอ็กซ์คลูซีฟนะครับ”

“โดยส่วนใหญ่แล้ว เรายังคงมุ่งเน้นลูกค้าบัตรแพลทตินัมในประเทศไทยมากกว่าลูกค้าจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตามตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว เราเริ่มจัด Cross-bordered event ขึ้นมา ไม่ใช่ทุกงานหรอกนะครับ แต่เราเริ่มเชิญสมาชิกบัตรแพลทตินัมจากอินเดีย สิงคโปร์ และอีกไม่นานเราอาจจะเชิญสมาชิกจากฮ่องกงเพื่อมาร่วมงานอีเวนท์ในเมืองไทยบ้างแล้ว ในทางกลับกัน ปีนี้อเมริกันเอ็กซ์เพรสจะมีงานอีเวนท์ 2-3 งานในสิงคโปร์ ซึ่งเราหวังจะเชิญสมาชิกบัตรของเราจำนวนหนึ่งจากเมืองไทยไปสัมผัสประสบการณ์ในสิงคโปร์ด้วย”

“ถึงพวกเขา (บัตรอื่นๆ) จะทำอย่างเรา แต่ผมคิดว่าเราทิ้งห่างพวกเขาไม่เห็นฝุ่นครับ ผมคงต้องพูดตรงๆ ว่าเราไม่เคยคิดเลยว่าไดเนอร์สเป็นคู่แข่งของเรา เราให้ความสนใจมาสเตอร์การ์ด บีบีแอล และเจ้าอื่นๆ มากกว่า เรารู้ความเคลื่อนไหวของตลาดอยู่แล้ว ไดเนอร์สไม่สามารถเทียบกับเราในตลาดตอนนี้ได้ครับ”

ในแง่มุมอื่นๆ ของชีวิต เมื่อสลัดคราบผู้บริหารระดับสูง อาจจะได้พบเห็นฝรั่งวัย 43 ปีอยู่ในอีกรูปแบบหนึ่ง ทั้งในลักษณะของสปอร์ตแมน แฟมมิลี่แมน หรือสาวกปีศาจแดง

“ผมชอบตีกอล์ฟครับ อยากไปวันเสาร์อาทิตย์เหมือนกัน แต่ปกติถ้าเล่นกอล์ฟช่วงสุดสัปดาห์จะได้เล่นแค่ครึ่งวัน ผมจึงไม่ได้เล่นกอล์ฟบ่อยเท่าไหร่ แต่ผมพยายามเข้าฟิตเนสมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เข้าไปวิ่ง มีครูฝึกส่วนตัว ผมพยายามออกกำลังให้มากขึ้นเพื่อสุขภาพจะได้แข็งแรงครับ ระหว่างทางกลับบ้านตอนเย็นผมจะแวะไปฟิตเนสประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพราะงานที่ผมทำไม่ค่อยดีต่อสุขภาพเท่าไหร่ ต้องไปงานเลี้ยง 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ทานอาหารมื้อใหญ่ตลอด ตอนมาเมืองไทยใหม่ๆ น้ำหนักผมเพิ่มขึ้นมาก แน่นอนว่าอาหารไทยอร่อยเกินไปครับ อ้อ ฟุตบอลผมก็ดูครับ ผมเป็นแฟนตัวยงของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เวลาผมได้อยู่กับครอบครัวเราจะสนุกกันมาก ผมเองชอบอยู่กับลูกๆ วันเสาร์อาทิตย์ เพราะผมไม่ได้เจอพวกแกช่วงวันธรรมดาครับ พวกเราจะสนุกกันแบบวุ่นๆ”

“ตลอดระยะเวลา 3 ปีในเมืองไทย อยากจะบอกว่าผมประทับใจหลายอย่างมาก (หัวเราะ) ที่แน่ๆ คงเป็นคนไทยครับ คนไทยพิเศษมาก คงไม่ใช่ทุกคน แต่ว่าบ่อยครั้งผมพบว่าผู้คนที่นี่น่าคบ อบอุ่นและเป็นมิตรมาก ผมรู้สึกสนุกที่ได้พบปะและร่วมงานกับคนไทยครับ ผมชอบกรุงเทพฯ เมื่อเทียบกับสิงคโปร์แล้ว ผมคิดว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีชีวิตชีวามากกว่า น่าตื่นเต้นมากกว่า และบางครั้งก็วุ่นวายมากกว่านิดหน่อยครับ ถึงจะมีปัญหารถติดมาก แต่ก็ไม่ถึงขั้นโลกแตกอะไร กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีสีสันมากครับ ที่นี่มีประเพณี วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ลึกซึ้งมากกว่า เราสามารถออกนอกเมืองได้เร็วมาก ครอบครัวผมชอบไปหัวหิน พัทยา เชียงใหม่ หรือภูเก็ต สถานที่ท่องเที่ยวดีๆ มากมาย ถึงไม่ค่อยได้เดินทางเท่าไหร่ แต่ผมชอบเที่ยวเมืองไทยครับ สิงคโปร์นั้นต่างออกไป เมื่ออยู่ที่นั่น แค่ออกนอกบ้านก็เหมือนคุณได้เห็นทุกอย่างหมดแล้ว ในทางกลับกันเมืองไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกเป็นล้านที่เรายังไม่เคยไปมาก่อน ผมมีปัญหากับอาหารไทยด้วยครับ (หัวเราะ)…ผมน้ำหนักขึ้นเยอะมาก อาหารการกินที่นี่ยอดเยี่ยม ผมชอบอาหารไทยครับ เผ็ดมาก (พูดไทย)”

ฟังดูราวกับว่าเป็นกำไรชีวิตที่ผูกติดมากับการทำงาน อยากทำอะไรก็ได้ทำ หรือบางสิ่งที่ไม่เคยคาดว่าจะได้ทำก็เดินเข้ามาหาโดยไม่รู้ตัว ทราบแล้วก็อดอิจฉาไม่ได้ ทำอย่างไรถึงจะได้มีโอกาสใช้ชีวิตครบรสเช่นนี้ “รู้ไหมครับ อย่างอาชีพการงานของผม ตอนแรกผมก็ไม่เคยวางแผนหรือทะเยอทะยานที่จะเข้ามาทำงานด้านนี้ ไม่ว่าจะด้านการธนาคาร การเงิน บัตรเครดิตหรือการชำระหนี้ เหมือนจู่ๆ มันก็เกิดขึ้นเองมากกว่าจะเป็นการวางแผนล่วงหน้า ส่วนเรื่องแผนในอนาคตนี่พูดยากจริงๆ ครับ ผมพูดได้ว่าที่แน่ๆ ตอนนี้ผมและครอบครัวมีความสุขที่ได้อยู่เมืองไทย เราอยู่ที่นี่มา 3 ปี และเวลาก็ผ่านไปเร็วเหมือนติดปีก เราสนุกกับชีวิตที่นี่มาก เราอาจจะได้อยู่ที่นี่อีกสัก 2-3 ปี แต่คุณไม่มีทางรู้หรอกครับว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง พอผมกลับไปห้องทำงาน อาจจะมีบางคนโทรศัพท์มาบอกว่าผมได้รับตำแหน่งใหม่ในประเทศอื่นอีก ผมอาจจะได้ย้ายกลับไปอังกฤษหรืออาจจะเป็นที่อื่นในเอเชียหรือภูมิภาคอื่นของโลกก็ได้ และตำแหน่งหน้าที่การทำงานของผมก็คงจะเปลี่ยนไปอีก แต่เวลานี้ผมไม่ได้คาดหวังเรื่องอนาคตอะไรมาก ผมมีความสุขดีกับสิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้”

Related contents:

You may also like...