ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

โลกเสมือนของชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

เป็นที่ยอมรับกันว่า ‘ภาพยนตร์’ สามารถสะท้อนความเป็นไปของโลกได้อย่างมีมิติ ภาพแต่ละเฟรมที่วิ่งผ่านสายตาผู้ชมบอกเล่าความรู้สึกร้อยพันของมนุษย์ได้อย่างอัศจรรย์ และที่น่าสนใจคือการสร้างสรรค์ ‘ศิลปะ’ แขนงนี้ก็ย่อมต้องอาศัย ‘ศิลป์’ที่ละเอียดปราณีต กับ ‘ศาสตร์’ ที่ลึกล้ำ ร้อยรัดเข้าด้วยกัน

Art connectionมีโอกาสพูดคุยกับผู้กำกับเจ้าของรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมในการประกาศผลรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ “สุพรรณหงส์” ครั้งที่ 17 ประจำปี พ.ศ.2550 ของสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ ซึ่งผลงานของเขาไม่ว่าจะเป็น 13 เกมสยอง, บอดี้ศพ#19เรื่อยมาจนถึงรักแห่งสยาม ทำให้รุ่นลายครามหลายคนประหลาดใจมานักต่อนักแล้ว

“ หนังคือ ศิลปะที่พูดถึงเรื่องของมนุษย์ มีความโกรธ หลง และแน่นอนคือความรัก ความเป็นมนุษย์ของพวกเราไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่มันมีหลายด้านเท่านั้นเอง หนังทุกเรื่องของมะเดี่ยวก็จะพูดถึงเรื่องของมนุษย์ในด้านต่างๆ” มะเดี่ยวเริ่มต้นบทสนทนาของเราพร้อมรอยยิ้ม

“อันที่จริงหนังก็คือศิลปะอย่างหนึ่ง เป็นพาณิชย์ศิลป์ เพราะฉะนั้นหนังทุกเรื่องทุกแนวต้องประกอบขึ้นจากศิลปะหลากหลายรูปแบบ ทำหนังตลกก็อาศัยศิลปะการทำให้ตลก (หัวเราะ) แต่เมื่อเรามองไปก็จะเห็นว่างานแขนงนี้ทำแล้วขายได้ สร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์การค้าขายอย่างเต็มตัวซึ่งไม่มีการปิดบังอำพรางแต่อย่างใด ยิ่งขายได้ก็ยิ่งเป็นที่สนใจ ยิ่งเป็นที่สนใจก็ยิ่งมีการสร้างสรรค์มากขึ้น ต่างจากศิลปะบางแขนงตรงนี้เอง

“เพราะฉะนั้นผู้กำกับก็ต้องเป็นคนที่รวมเอาศิลปะทุกแขนงเข้าไว้ด้วยกันได้ วรรณกรรม จิตรกรรม ดนตรี นาฎศิลป์ และอื่นๆ คุณต้องมีความรู้อยู่ส่วนหนึ่ง เพื่อที่จะหยิบจับแง่มุมที่ดีของศิลปะเหล่านั้นมาถ่ายทอด เพื่อให้หนังของเราเดินไปสู่เป้าหมายที่เราวางไว้ ฉากนี้ต้องมีภาพเป็นอย่างไร แสง อารมณ์ คำพูด บท ต้องสะท้อนสารที่เราต้องการออกมาให้ได้ แล้วผู้ชมก็ต้องเข้าใจสารที่เราจะสื่อด้วย คุณก็ต้องใช้ศิลปะเหล่านั้นมาช่วย

“หนังดีคือหนังที่ทำหน้าที่ได้อย่างลงตัว ไม่จำเป็นต้องมีประเด็นที่คมคายหรือจริงจังไปกับชีวิตซะทุกเรื่อง คือหนังตลกก็เป็นหนังที่ดีได้ เพียงแค่สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้สมบูรณ์ แต่ต้องอย่าลืมว่า หนังเมื่อทำเสร็จแล้วก็ไม่ใช่หนังของเราอีกต่อไป”

ผลงานทุกเรื่องของมะเดี่ยวออกฉายพร้อมข้อติชมหลากหลายจากสังคม จะด้วยสาระ มุมมอง หรือความละเอียดปราณีตของหนังก็แล้วแต่ ล้วนสะท้อนแนวคิดของเขาอย่างตรงไปตรงมา

”ตลอดชีวิตการทำหนัง เรียนรู้มาตลอดว่าวิธีการทำให้คนดูเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เราต้องใช้อะไรบ้าง หนังก็เหมือนวิทยาศาสตร์ เป็นจิตวิทยาด้วย ทุกเรื่องที่เราทำ ก็ต้องคิดอะไรใหม่ๆตลอด เหมือนเป็นเคมีที่คนได้รับแล้วรู้สึกหวิวๆ บางคนก็เดินออกจากโรงแล้วอยากตายเพราะเคมีที่เราผสมมันไม่ตรง (หัวเราะ)”
เมื่อถามถึงตัวชี้วัดความสำเร็จของหนัง

“สมมุติว่าถ้าผมทำหนังเรื่องหนึ่งแล้วอยากได้เงินมากๆเลย แต่ไม่ได้ถือว่าไม่สำเร็จใช่ไหม อยากทำหนังที่ได้รางวัลมากๆ มันไม่ได้ก็ถือไว้ว่าไม่สำเร็จอย่างนั้นหรือเปล่า อันที่จริงเงินหรือกล่องก็ต้องแล้วแต่จุดมุ่งหมาย เราไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปวัดว่าสำเร็จไม่สำเร็จ ตอบได้แต่ว่า เราได้ทำหนังออกมา เราก็สำเร็จแล้ว

“เรื่องการอยู่รอดของหนังไทยเป็นเรื่องที่ใครๆชอบพูดถึงกัน จริงๆเราก็อยู่ได้ด้วยตนเองนะ แน่นอนต้องมีคนดู ถ้าไม่มีคนดูหนังไทยก็อยู่ไม่ได้ ควรจะมีหนังเพื่อเอาเงินเอาทองบ้างเพื่อให้บริษัทอยู่ได้ พอมีเงินแล้วเราก็สามารถทำอะไรที่เรารักได้ ทำให้หนังเกิดความหลากหลาย ถ้าหนังทุกเรื่องเป็นรักแห่งสยามเหมือนกันหมดก็แย่เหมือนกัน (หัวเราะ) ที่สำคัญคือหนังต้องดูแล้วได้ความสุข ได้อะไรกลับไปคิด ไม่ใช่ดูแล้วเดินพรวดออกไปเลย” มะเดี่ยวทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม

Related contents:

You may also like...