พรศิริ มโนหาญ

แข็งแกร่งและอดทนแบบฉบับ ‘สตรีศรีสยาม’

ดาบไม่มีให้แกว่ง เปลไม่มีให้ไกว แต่สตรีกี่ยุคสมัยก็สู้ขาดใจไม่ได้แพ้ชายชาญ หมดยุค สไบพาดบ่า โลกพัฒนามาสู่ยุคออนไลน์ ไม่ต้องไปกู้เอกราชจากใคร เอาแค่อยู่ให้ได้มันก็ยากพอกัน..

บางส่วนจากเนื้อเพลงสตรีศรีสยามซึ่งถ่ายทอดผ่านเสียงร้องของ ปาน ธนพร แวกประยูร บรรยายภาพความสามารถรอบด้านบวกน้ำอดน้ำทนของผู้หญิงไทยในโลกยุคใหม่ที่ไม่น้อยหน้ากว่ายุคบรรพชนต่อสู้ปกป้องเอกราชของบ้านเมือง พิสูจน์ได้จากผลงานและการยอมรับให้สุภาพสตรีได้ขึ้นมายืนอยู่ในแถวหน้าเทียบเคียงกับบุรุษเพศอย่างเท่าเทียมกัน โดยนับวันมีแต่จะเพิ่มสัดส่วนมากขึ้นแน่นอนว่าสังคมองค์กรย่อมมีผลต่อการผลักดันให้พวกเธอแสดงผลงานกันอย่างเต็มที่และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็เป็นองค์กรที่เปิดกว้างให้กับคนเก่งและคนดีได้รับใช้ประเทศชาติ

ท่ามกลางสถานการณ์ข่าวของเมืองไทยทั้งดีและร้ายที่เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ต่อชาวโลกคืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ฝีไม้ลายมือและวิสัยทัศน์ของผู้รับผิดชอบหลักในการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยซึ่งแน่นอนว่าอัตราการเพิ่ม-ลดของเศรษฐกิจประเทศย่อมมีปัจจัยจากการท่องเที่ยวเป็นแรงเสริมที่สำคัญไม่แพ้ภาคเศรษฐกิจอื่นๆ

กว่า 1 ปีของการขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในฐานะผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคนที่ 7 ไม่อาจทำให้ พรศิริ มโนหาญ ผู้หญิงเก่งอีกคนหนึ่งที่ก้าวจากเก้าอี้รองผู้ว่าการฯ ด้านตลาดต่างประเทศและด้านตลาดในประเทศจะอ่อนแรงหรือถอดใจได้ง่ายๆ อาจเพราะความแกร่งที่เธอสั่งสมมาตลอดชีวิตการทำงานในองค์กรนี้ทั้งการประจำในประเทศและต่างประเทศจึงเป็นเสมือนปราการอันแข็งแรงทำให้เธอพร้อมสู้กับปัญหาที่ท้าทายและรอคอยการเดินหน้าแก้ไข

“เนื่องจากตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยสอบติดทั้งคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ทางครอบครัวอยากให้เรียนคณะแรกเพราะมองเห็นถึงความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจแต่ด้วยความที่เราเป็นเด็กเตรียมอุดมศึกษา ใกล้ชิดจุฬาฯ มานานนานเสียจนรู้สึกผูกพันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยากเป็นครูอาจารย์สอนหนังสือด้วยจึงเลือกตามใจตัวเราเองเข้าเรียนในสาขาภาษาอังกฤษ”

พรศิริ ย้อนรำลึกถึงเส้นทางของเธอในยุคที่ ททท.ดำรงฐานะเป็นองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว (อสท.)

“มาจนกระทั่งปีสุดท้าย เพื่อนคนหนึ่งเอารูปพี่สาวของเขามาให้ดู ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงาน อสท. ที่ลอสแอนเจลิสใส่ชุดไทยกำลังให้ข่าวสารกับนักท่องเที่ยวเชิญชวนให้เขามาเที่ยวที่วัดอรุณฯ เที่ยว ทิมแลนด์แถวบางเขนในสมัยนั้นแล้วก็เชิญสื่อมวลชนมาเที่ยวในประเทศไทยเพื่อกลับไปเขียนเผยแพร่ เมื่อดิฉันได้เห็นแล้วบอกตัวเองเลยว่านี่ล่ะคืองานที่ฉันอยากทำที่สุดในชีวิต อยากทำงานเผยแพร่สิ่งดีๆ ในเมืองไทยให้ฝรั่งรับรู้และเดินทางเข้ามาเที่ยว นำเงินเข้าประเทศ เรียกว่าเป็นความประทับใจแรกจากนั้นก็ค้นหาว่า สำนักงาน อสท.อยู่ตรงไหน เมื่อเรียนจบในปี พ.ศ.2513 ก็ตรงมาสมัครงานที่ อสท.เลย”

ด้วยความภาคภูมิใจซึ่งเธอถือเป็นรุ่นสุดท้ายที่ พลเอกเฉลิมชัย จารุวัสตร์ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวในขณะนั้น เป็นผู้สอบสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง และเมื่อเข้าทำงานแล้วได้เรียนรู้ทักษะการทำงานจากผู้ที่ได้ชื่อว่า ‘ปฐมาจารย์แห่งการท่องเที่ยวไทย’ อยู่บ่อยครั้งจนเธอถือเป็นบุคคลต้นแบบการทำงานในชีวิต

“เมื่อได้เข้ามาทำงานท่านได้กรุณาปฐมนิเทศพนักงานใหม่ทุกคนว่า การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยมาก เป็นเหมือน passport to peace หรือสื่อที่ก่อให้เกิดสันติภาพ การที่คนเราเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกันจะเกิดมิตรภาพขึ้นด้วย ถ้าหากนักท่องเที่ยวเขาได้พบอุปนิสัยใจคอของคนไทยที่ยิ้มง่าย คอยช่วยเหลือ ความเป็นมิตรจะเกิดขึ้นทันที เมื่อสนิทกันจนถึงขั้นเป็นเพื่อนเรื่องการลงทุนธุรกิจก็จะมีตามมา

“ขณะเดียวกันท่านก็สอนพวกเราว่างานของเราจะต้องไปต่อสู้หรือแข่งขันกับต่างชาติ เพราะหลายประเทศต่างต้องการดึงคนให้เข้าไปท่องเที่ยวประเทศของเขาเช่นกัน เราต้องทำงานอย่างเต็มที่มีศักดิ์ศรี อย่าให้เขามองคนว่าไม่มีความสามารถแต่ต้องให้เขาเห็นว่าคนไทยและประเทศไทยมีสิ่งดี และที่สำคัญต้องซื่อสัตย์

“นอกจากนี้ยังถูกสอนด้วยว่าการท่องเที่ยวมีประโยชน์มากต่อเศรษฐกิจของประเทศ ลองนึกดูนะคะว่าถ้านักท่องเที่ยวคนหนึ่งทานไข่ไก่ในบ้านเราเพียง 1 ฟองเป็นอาหารเช้า แล้วถ้าเรามีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นล้านคนเขาก็จะกินไข่ไก่ล้านฟองรายได้ตกอยู่กับคนเลี้ยง พ่อค้า เกิดการกระจายรายได้ทางด้านเศรษฐกิจในประเทศ”

ภารกิจแรกของเธอคือ ประจำกองสำนักงานต่างประเทศ ฝ่ายบริหาร ทำหน้าที่ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่ประจำในสำนักงาน อสท. ประจำมหานครนิวยอร์กและลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เน้นงานในเชิงการตลาดสำหรับภาคธุรกิจเอกชน โดยจะต้องติดต่อกับบริษัทนำเที่ยว สายการบิน สื่อมวลชนเพื่อให้นำนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกาเข้ามายังประเทศไทย ซึ่งการทำงานในตำแหน่งแรกนี้ก็ดูจะตอบสนองความใฝ่ฝันและวิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาได้มาก จนกระทั่งในปี พ.ศ.2519 ได้ก้าวสูงขึ้นเป็นหัวหน้างานรวบรวมและวิเคราะห์ข่าวสาร กองสถิติและวิจัย ฝ่ายวางแผนและพัฒนา

“ดิฉันเริ่มคิดอยากเรียนต่อคิดไว้ว่าทำต่อสัก 1-2 ปีแล้วค่อยไป แต่พอทำนานเข้ามันรู้สึกเพลิน การได้ประสานงานกับสำนักงานต่างประเทศซึ่งนับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เราเรียนรู้จากตรงนั้นได้มากทั้งวิธีการทำการตลาดในต่างประเทศ การรายงานผลข้อมูลทุกอย่างของการตลาด รู้สึกสนุกจนลืมคิดเรื่องการเรียนต่อ

“ตอนนั้นกำลังจะเปิดสำนักงาน อสท. ที่กรุงลอนดอน ผู้ใหญ่จึงส่งผู้ที่จบปริญญาตรีและทำงานไม่ต่ำกว่า 2 ปี ไปสอบภาษาอังกฤษที่กรมวิเทศสหการในยุคนั้น บังเอิญว่าสอบได้คะแนนค่อนข้างดีจึงได้รับเลือกให้ไปเป็นผู้ช่วยหัวหน้าสำนักงาน ฝ่ายบริหารการตลาด เป็นครั้งแรกของการไปเปิดสำนักงานที่ลอนดอนและเป็นครั้งแรกของตัวเองที่ต้องไปทำงานในต่างประเทศ ต้องปรับตัวแต่โชคดีที่ได้รับความเมตตาจากผู้บังคับบัญชาเพราะเราตั้งใจทำงานที่รักและอยากทำ อะไรที่รู้สึกว่าทำแล้วดีที่สุดเพื่อองค์กรจะทำสุดตัวและต้องให้สำเร็จแล้วจะประเมินผลทุกครั้งว่ามีอะไรที่ควรแก้ไขบ้าง เวลานายสั่งต้องทำจนจบ ไม่อย่างนั้นจะรู้สึกเหมือนมีอะไรติดค้างอยู่ตลอดเวลา”

แนวทางการทำงานที่คนรู้จักใกล้ชิดจะเห็นได้จากตัวเธออย่างชัดเจนคือ ความร่วมมือประสานงานกับหน่วยงานต่างๆในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะไปดำรงตำแหน่งใดก็ตาม จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เป็นมิตรภาพบนเส้นทางของธุรกิจที่ไม่เคยแยกจากกัน

“สินค้าหรือทรัพยากรทางการท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นหาดทรายชายทะเล ป่าเขา วัด ศาสนสถาน โบราณสถาน ล้วนแต่อยู่ในความควบคุมดูแลของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ดังนั้นการทำงานเพื่อเผยแพร่ภาพลักษณ์ของประเทศจึงต้องเลือกว่าสิ่งไหนเหมาะสมกับบุคลิกของเมืองไทย พร้อมนำไปเสนอได้ในต่างประเทศ ฉะนั้นเราจึงต้องผูกมิตรกับคนในหน่วยงานเหล่านี้ซึ่งมีมากทั้งในและต่างประเทศ

“ปีพ.ศ.2530 ช่วงที่ประจำอยู่ที่สิงคโปร์ เมืองไทยจัดแคมเปญ Visit Thailand Year ดิฉันดูในส่วนของการตลาดก็รณรงค์ให้เปิด Charter flight จากสิงคโปร์มาลงที่สนามบินอู่ตะเภา ถือเป็นการบุกเบิกสนามบินโดยสายการบินพาณิชย์ของภาคเอกชนต่างประเทศ ซึ่งการบินไทยมีเที่ยวบินจำกัดเพียง2-3 เที่ยวต่อสัปดาห์ แต่ด้วยความที่คนสิงคโปร์สนใจมากเพราะเห็นการประชาสัมพันธ์ชายหาดสวยๆ ของไทยจากสื่อ พอจัดให้มีเที่ยวบินดังกล่าวเราก็ต้องประสานงาน นำนักท่องเที่ยวบินมาในเที่ยวบินนี้ทั้งหมด 12 เที่ยวบินตรงจากสิงคโปร์มายังพัทยา

“ส่วนออสเตรเลียก็ร่วมมือกับสายการบินบริติช แอร์เวย์ โปรโมตให้คนจากซิดนีย์บินเข้ากรุงเทพฯ เพราะเที่ยวบิน ซิดนีย์ – กรุงเทพฯ – ลอนดอน ดังกล่าวไม่มีผู้โดยสารเลย แต่ถ้าเป็นกรุงเทพฯ – ลอนดอนซึ่งจะบินต่อไปด้วยแล้วเต็มแน่น เราจึงนำเที่ยวบินระยะสั้นนี้ชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเมืองไทย โดยเชิญตัวแทนบริษัทนำเที่ยวมาเที่ยวเมืองไทย พาไปแหล่งท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ติดต่อโรงแรม พอเขากลับไปออสเตรเลียก็ไปเชิญชวนลูกค้า เราสามารถกระตุ้นยอดขายให้กับธุรกิจการท่องเที่ยวไทยและสร้างเครือข่ายในหน่วยงานต่างประเทศไปพร้อมๆกัน”

หลังจากทำงานอยู่ในต่างประเทศสลับกับดำรงตำแหน่งในประเทศไทยมายาวนานพอสมควร ในปี พ.ศ.2546 ด้วยผลงานที่โดดเด่นและประสิทธิภาพส่งผลให้เธอได้รับงานในตำแหน่งรองผู้ว่าการฯฝ่ายตลาดต่างประเทศ ถัดมาในเดือนกันยายน 2549 เป็นรองผู้ว่าการฯด้านตลาดในประเทศ กระทั่งมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคนที่ 7 ในที่สุดเมื่อช่วงต้นปี 2550

“เราผ่านเหตุการณ์มาหลายเรื่องในทุกครั้งอยากบอกว่าแก้ปัญหาได้หมด ถ้าย้อนกลับไปช่วงเกิดเหตุการณ์รัฐประหารโดยคณะรสช.ในปี 2534 ซึ่งมีผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยโดยเฉพาะตลาดต่างประเทศเมื่อเหตุการณ์สงบเรารีบฟื้นฟูภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในสายตาประชาคมโลกให้กลับมาโดยเร็วโดยใช้สื่อโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม CNN เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการ Back to Normal ระดมเชิญบริษัทนำเที่ยว สื่อมวลชนอย่างชนิดที่ไม่เคยเชิญเยอะมาก่อน มาให้ดูว่าประเทศเราสงบแล้วจริงๆ”

“แต่จากเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้อาจทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่ไม่มีความปลอดภัย เนื่องจากมีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของต่างประเทศมาตลอด และมีความปลอดภัยในการท่องเที่ยวในอันดับต้นๆ การที่มีข่าวเรื่องความไม่ปลอดภัยมองในแง่หนึ่งคือการเตือนทุกคน แต่อีกด้านก็ส่งผลให้ผู้มาเยือนต้องระวังตัวและอาจเปลี่ยนจุดหมายการเดินทางไปที่อื่น แต่ดิฉันเชื่อว่าเราจะสามารถผ่านพ้นไปได้

“ตอนที่มีเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ เมื่อช่วงปลายปี 2549 ดิฉันได้เจอกับมิตรที่รู้จักกันมาจากการประสานงานร่วมกันในอดีตทั้งบริษัทและสื่อมวลชนออสเตรเลีย สิ่งที่ทำให้มั่นใจก็คือเขาบอกว่าเหตุการณ์นี้ประเทศไหนๆ ก็เจอไม่ใช่มีเฉพาะเมืองไทย เขาบอกไม่น่าห่วงถ้าไม่มีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นอีกก็ไม่มีปัญหา”
ขณะที่ปัญหาก็ต้องเอาใจใส่และสร้างเสน่ห์ให้เป็นที่นิยมในสายตาชาวโลก แต่หน้าที่หลักของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยก็ยังต้องดำเนินต่อไปด้วยเช่นกัน

“ททท.มีแผนโครงการกำหนดไว้หลายเรื่องเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว อย่างที่เราทำมาในช่วงที่ผ่านมาก็มีเรื่องตะวันออกกลางที่เราจะชวนนักท่องเที่ยวจากประเทศในแถบนั้นเที่ยวซึ่งเดิมทีช่วง Low Season ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวน้อยในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม แน่นอนว่านักท่องเที่ยวยุโรปเขาไม่มาแน่ๆ แต่มักจะมาช่วงฤดูหนาวบ้านเราที่เรียกกันว่า High Season ดังนั้นเราจึงได้พิจารณาดูว่ามีนักท่องเที่ยวกลุ่มไหนที่มีศักยภาพมาเที่ยวในช่วงหน้าฝนได้ ก็มีกลุ่มประเทศตะวันออกลางเพราะเขาอยู่ในประเทศที่ไม่มีฝนเขาจึงชอบฝนเมืองไทยมาก ททท. จึงประสานงานจัดโปรโมชั่นและการบริการราคาพิเศษ

ในการนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวนั้นททท.พยายามหาจุดเด่นที่ดีและเหมาะกับตลาด

“เราต้องรู้จักธรรมชาติของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มด้วย หากเป็นรูปผู้หญิงในชุดว่ายน้ำจะไม่เป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง จึงใช้ภาพของการประชุม หาดทรายชายทะเล แหล่งช็อปปิ้ง หรือการเดินทางมารักษาโรคในเมืองไทยตอนนี้ก็มีการเปิดเคาน์เตอร์ของโรงพยาบาลชั้นนำอยู่ที่สนามบิน

“ตอนนี้ถ้าเอาสถิตินักท่องเที่ยวมาดูจะเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวมากันทุกเดือนในจำนวนเฉลี่ยเดือนละ ล้านคนแต่เปลี่ยนเชื้อชาติในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ถ้าฤดูหนาวบ้านเราก็จะมีนักท่องเที่ยวยุโรปและอเมริกา ฤดูฝนก็ประเทศแถบตะวันออกกลาง ถ้าเป็นช่วงอื่นๆ ก็เป็นประเทศใกล้เคียงอย่างจีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง เพราะเราก็โปรโมตให้เมืองไทยเป็น Weekend Destination ถ้าเมื่อไรที่มีวันหยุดยาวให้นึกถึงการมาเที่ยวในเมืองไทย

หากเป็นไปตามโครงการที่วางไว้ย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ถ้าคนในประเทศไม่ต้อนรับด้วยความจริงใจแล้วจำนวนผู้มาเยือนย่อมมีวันลดลงในวันใดวันหนึ่งข้างหน้าอย่างแน่นอน
“เพราะประเทศไทยมีปัจจัยบวกเยอะมากที่ดึงดูดทำนักท่องเที่ยว ทั้งโบราณสถาน วัดวาอาราม หาดทราย หมู่เกาะ โลกใต้น้ำ รวมทั้งศิลปวัฒนธรรมประเพณี อาหาร วิถีชีวิตความเป็นไทย ที่สำคัญคือ หัวใจบริการของคนไทยที่มีส่วนอย่างมาก ชาวต่างชาติมองว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดในเมืองไทยก็คือ คนไทย เพราะมีความเป็นมิตร มีอัธยาศัยไมตรีดีงามทำให้เขาอยากกลับมาเยือนอีก”

ในปีที่ 2 ของการทำงานบนเก้าอี้ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังเดินหน้าทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยมุ่งนำเสนอศักยภาพของ ประเทศไทย ย้ำภาพลักษณ์ที่เป็นจุดแข็ง ภายใต้แคมเปญโฆษณาประชาสัมพันธ์ Amazing Thailand ให้เป็นที่ประทับใจและจดจำ ในด้านแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก ที่มีการจับจ่ายสูง รวมทั้งเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ดี เดินทางท่องเที่ยวอย่างรักษาแหล่งท่องเที่ยว ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม พร้อมยึดมั่นหลักในการบริหารงาน 4 ป. คือ ประหยัด โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม ผนวกกับอีก 1 ป. คือ การประสานงานที่ดีตามแนวคิดของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง
ปีแรกของการทำงานในตำแหน่งหน้าที่ใหม่นี้เรียกว่าประเดิมด้วยความหนักหน่วง แต่เมื่อมองที่ผลสัมฤทธิ์จากการทำงานหนักตลอดปีนั้นภาพลักษณ์ของเมืองไทยนั้นไม่ได้ตกต่ำอย่างที่คนในประเทศปริวิตก

“การดำเนินงานของปี 2550 ที่ผ่านมาได้วางนโยบายทิศทางในการบริหารโดยเน้นการประหยัด โปร่งใส เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และประสานงาน เป็นหลัก เพื่อให้การขับเคลื่อนองค์กรและการดำเนินงานได้ผลสำเร็จ ตามเป้าหมายทางการตลาด ที่ต้องการเพิ่มการขยายตัวของตลาดต่างประเทศ ในอัตราร้อยละ 7.8 หรือคิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยว 14.8 ล้านคน สร้างรายได้ ประมาณ 547,500 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายตลาดในประเทศ มีจำนวนนักท่องเที่ยวคนไทยเดินทาง 82 ล้านคน / ครั้ง รายได้ 377,800 ล้านบาท”

อีกหนึ่งบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของหนึ่งใน ‘สตรีศรีสยาม’ ที่ไม่เพียงแต่หน้าที่บริหารองค์กรอันเป็นภาพลักษณ์หน้าตาของประเทศแต่ก็ยังเป็นคุณแม่ของลูกสาวเพียงคนเดียวที่สนิทแนบแน่นแม้ว่าจะถูกรุมเร้าด้วยภารกิจการงานที่หาเวลาว่างได้ยากยิ่ง โดยนอกจากความเป็นแม่-ลูกกันแล้วยังมีอีกสถานะหนึ่งคือเป็น ‘รุ่นน้อง เตรียมอุดมฯ’ แต่ถึงจะเอาจริงเอาจังกับงานเพียงใดความเป็นแม่ยังคงมีอยู่เสมอ พร้อมเลือกใช้ชีวิตในคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองเพื่อสะดวกในการเดินทางไปทำงานของตนและลูกสาวไปโรงเรียน เรียกได้ว่าอุทิศตนเพื่องานเกือบจะ 24 ชั่วโมงต่อวันทีเดียวเพราะเธอยึดหลักที่ว่าสะดวกทั้งแม่และลูกในการเดินทางเพราะอยู่ใกล้ทั้งที่ทำการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและลูกสาวก็เดินทางสะดวก

Related contents:

You may also like...