อัศศิริ ธรรมโชติ

กว่า 35 ขวบปี…บนเส้นทางสายวรรณกรรม

อัศศิริ ธรรมโชติ-นักเขียนใหญ่ผู้เกิดที่กรุงเทพฯ แต่ไปเติบโตที่หัวหิน เริ่มต้นขีดเขียนวรรณกรรมตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นนิสิต “สำนึกของพ่อเฒ่า” เรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิต ชนะเลิศอันดับสามจากการประกวดชิงรางวัล “พลับพลามาลี” เมื่อปี พ.ศ. 2515 โดยชุมนุมวรรณศิลป์จุฬาฯ ก่อนที่ 6 ปีต่อมา คือ พ.ศ. 2521 อัศศิริจะมีหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มแรกในชื่อ “ขุนทอง เจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง” ซึ่งรวมเรื่องสั้นเล่มนี้นี่เองที่ส่งให้เขาได้รับการประกาศให้เป็นนักเขียนวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประเภทเรื่องสั้น ประจำปี พ.ศ. 2524 ถือเป็นนักเขียนซีไรต์ประเภทเรื่องสั้นคนแรกของประเทศไทย
อัศศิริทำงานด้านการเขียนต่อเนื่องและยาวนาน มีผลงานวรรณกรรมตีพิมพ์หลายสิบเล่ม รวมถึงเขียนบทละครโทรทัศน์ก็มีไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่อัศศิริจะได้รับการประกาศให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ. 2543 สมเกียรติแก่ผู้สร้างงานศิลป์อันควรค่าแก่การยกย่องเช่นเขาแล้ว

อะไรที่ทำให้คุณเริ่มเป็นนักเขียน และอะไรที่ทำให้คุณยังเป็นนักเขียน

ย้อนกลับไปแล้วคิดว่า การชอบอ่านหนังสือทำให้เกิดจินตนาการ และอยากจะเป็นนักเขียน อ่านไปมากๆ ก็ทำให้คิดว่า ตัวเองก็น่าจะเขียนได้ และคิดว่านักเขียนส่วนใหญ่ต่างก็เป็นนักอ่านมาก่อน การอ่านทำให้เกิดอารมณ์ จินตนาการ เกิดข้อคิดสติปัญญา และทำให้คุ้นเคยต่อภาษาที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเขียน
ทุกวันนี้ยังเป็นนักเขียนอยู่ เพราะด้วยใจรักชอบ และเป็นอาชีพเพียงอย่างเดียวที่สามารถทำอยู่ได้ในขณะนี้

คุณลักษณะของนักเขียนที่ดี และต้นแบบในการเขียนหนังสือของคุณ

นักเขียนที่ดีในความคิดของผมคือ ผู้ที่เขียนอะไรออกมา แล้วผู้อ่านได้ข้อคิดสติปัญญา ได้ประโยชน์ในการสร้างมนุษยธรรมและความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนร่วมสังคมในระดับใดระดับหนึ่ง

นักเขียนที่เป็นต้นแบบในการเขียนของผมเท่าที่พอจะยกตัวอย่างได้ก็คือ อาจารย์หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เพราะผมอ่านหนังสือของท่านมาก และเติบโตมาในยุคที่ท่านกำลังเป็นนักเขียนที่เด่นที่สุดของประเทศ

ปณิธานสูงสุดในฐานะนักเขียนของคุณ

ปณิธาณสูงสุดในฐาะที่เป็นนักเขียน ก็คือการเขียนหนังสือและยังมีคนตามอ่านอยู่ เชื่อว่านักเขียนทุกคนก็เป็นเช่นเดียวกัน

วิธีการทำงานเขียนชิ้นหนึ่งของคุณเริ่มที่ไหน และจบลงที่ไหน
วิธีการทำงานส่วนใหญ่ ขั้นแรกก็วางแนวคิดก่อนว่าจะเขียนเรื่องอะไร ทำไม คนที่อ่านเราแล้วจะได้อะไร ต่อจากนั้นก็ศึกษาหาความรู้หรือจากที่เคยมีประสบการณ์อยู่ในเรื่องที่จะเขียน การเขียนอาจจะเริ่มต้นแบบคร่าวๆ ก่อน อย่างที่เรียกกันว่า เขียนด้วยใจ แล้วถ้ามีเวลาค่อยกลั่นกรองอีกที อย่างที่เรียกกันว่าเขียนด้วยสมอง ส่วนจบลงที่ไหน อย่างไร ตั้งชื่อเรื่องก่อนหรือหลัง เป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน แล้วแต่งานเขียนแต่ละชิ้น

สิ่งสำคัญที่สุดที่วรรณกรรมชิ้นหนึ่งพึงมี

สิ่งสำคัญที่สุดที่วรรณกรรมชิ้นหนึ่งพึงมี ก็คือคำตอบในข้อสอง คำว่ามนุษยธรรมก็น่าจะเพียงพอแล้ว

ในฐานะนักเขียน อะไรสำคัญกว่ากันระหว่าง “พรสวรรค์” กับ “พรแสวง”

คำว่าพรสวรรค์ น่าจะเป็นเรื่องของใจรักชอบ เกิดมามีใจรักชอบหมั่นเพียรพยายามที่จะทำอยู่กับสิ่งนั้นๆ ซึ่งต่างกับคำว่า “พรแสวง” น่าจะเป็นการมาศึกษาหาความรู้และมุมานะเอาในภายหลัง

มองวงการวรรณกรรมไทย

วงการวรรณกรรมไทยบ้านเราน่าสงสาร จะเทียบกับวงการวรรณกรรมต่างประเทศไม่ได้ เพราะภาษาไทยอยู่ในวงจำกัด ทั้งคนอ่านหนังสือก็น้อยมาก การยึดอาชีพเขียนหนังสือในเมืองไทยอย่างจริงจังจึงเป็นเรื่องยากมาก นอกจากว่าจะทำด้วยใจรักชอบมากเป็นพื้นฐาน เพราะขายได้น้อย รายได้น้อย และเป็นที่รู้จักเฉพาะในกลุ่มอันคับแคบ แรงผลักดันที่จะสร้างวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่จึงมีลดน้อยตามลงไป

“ที่ทาง” และ “ทิศทาง” ของวรรณกรรมสร้างสรรค์ไทย
ไม่เฉพาะทิศทางของวรรณกรรมไทยเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทัศนะของผม รูปเทคโนโลยีปัจจุบันกำลังทำให้งานศิลปะทุกสาขาเปลี่ยนแปลงไปหมด และเท่าที่เห็นอยู่ในเวลานี้ น่าจะเป็นเพียงระยะเริ่มต้นของการปรับงานทุกประเภทที่มนุษย์เราได้เคยทำมาในอดีต ที่จะไม่เหมือนเดิมต่อไปอีก จึงยังไม่ทราบว่าผลจะออกมาอย่างไร จะดีกว่าเก่าหรือย่ำแย่เลวลงกว่าเก่า

“รางวัล” จำเป็นไหมต่อวงการวรรณกรรม และสภาพการณ์ที่มีการประกวดรางวัลผุดขึ้นมากมายในปัจจุบัน คุณคิดเห็นว่ามันสื่อถึงอะไร

“รางวัล” ไม่ว่าจะเป็นเงิน ถ้วย โล่ หรือคำประกาศยกย่อง คือการให้กำลังใจแก่นักเขียนผู้ที่ทำงาน ส่วนผลที่ตามมานั้น มีส่วนที่จะทำให้นักเขียนเป็นที่รู้จักแก่คนอ่านมากขึ้น สื่อความหมายว่า เพราะคนอ่านหนังสือกันน้อย รางวัลจึงเปรียบเสมือนกับการแนะนำร้านอาหารที่อร่อยให้คนได้รู้จักทางและไปถูกฉะนั้น ดังนั้นจึงคิดว่า มีรางวัลดีกว่าที่จะไม่มีอะไรเลย

จากอดีตที่ผ่านมา วงการนักเขียนปรารถนาจะได้รับการสนับสนุนให้เติบโตกว่าที่เป็นอยู่ แต่กระนั้น ภาคส่วนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอย่างภาครัฐก็ไม่ได้ให้ความใส่ใจหรือทุ่มเทให้วงการนักเขียนอย่างเต็มที่ เห็นได้ชัดจากกรณีงานประกวดของรัฐหลายๆ รางวัลที่ผ่านมาซึ่งล้มเสียเป็นส่วนใหญ่ ถึงตรงนี้ในทัศนะของคุณ วงการนักเขียนควรคาดหวังอะไรจากภาครัฐอีกหรือไม่ หรือถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องยืนหยัดด้วยตัวเอง

ภาครัฐของประเทศตกอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอเกือบทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม แม้แต่หน่วยงานรักษาความมั่นคงเองก็จะเห็นว่าไม่ค่อยมีความมั่นคง ดังนั้นอะไรที่เป็นผลงานของรัฐบาลหรือว่าของรัฐที่มีข้าราชการเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่มาก จึงมักจะล้มเหลวอยู่เสมอ วงการหนังสือ วงการวรรณกรรมที่มีรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องก็เช่นเดียวกัน ทางที่ดีควรจะใช้มืออาชีพเฉพาะทางหรือไม่ก็นักเขียน ในฐานะภาคประชาชนก็จะต้องยืนหยัดด้วยตัวเอง

ณ วันนี้สำหรับคุณ การเขียนหนังสือเปรียบได้กับอะไร
การเขียนหนังสือทุกวันนี้เหมือนกับ “ลมหายใจอย่างหนึ่ง”

รายนามนักเขียนคนโปรด และวรรณกรรมเล่มโปรด
สำหรับรายชื่อนักเขียนคนโปรดก็มีอย่างเป็นต้นว่า อาจารย์คึกฤทธิ์ กับสี่แผ่นดิน ลาวคำหอมกับฟ้าบ่กั้น คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์กับบทกวีของท่าน และยังมีท่านอื่นๆ อีก ซึ่งขอเก็บเอาไว้คนเดียวดีกว่า เดี๋ยวท่านอื่นจะน้อยใจครับ

Related contents:

You may also like...