หม่อมหลวง คฑาทอง ทองใหญ่

ภาษิตที่ว่า “เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด” ยังคงใช้ได้เสมอ โดยเฉพาะหม่อมหลวงคฑาทอง ทองใหญ่ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มมูลค่าสินค้า กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ซาบซึ้งกับสิ่งที่คุณพ่อชี้แนะและนำทางให้เขาโลดแล่นในแวดวงราชการมาจนถึงปัจจุบัน โดยที่มิได้เดินห่างหรือละทิ้งจากเส้นทางการเป็นนักออกแบบที่ร่ำเรียนมา

อาจเรียกได้ว่าการรับราชการปฏิบัติงานสนองคุณแผ่นดินนี้ถูกฝังอยู่ในรหัสพันธุกรรม จึงทำให้ ‘คุณหลาน’ บุรุษหนุ่มคมเข้มวัย 42 ปี (ผู้ซึ่งบก.สาวของไฮคลาสชมว่าหล่อราวกับจอร์จ คลูนี่) ถึงวันนี้ได้รับราชการมาเนิ่นนานกว่า 18 ปี โดยยังมีรอยยิ้มและดวงตาเปล่งประกายความสุขที่ได้ทำงานที่ตนรู้สึกรักและผูกพัน

จากอดีตที่เกือบจะฝังตัวอยู่ในภาคเอกชน เนื่องด้วยความรู้ที่ร่ำเรียนปริญญาโทมาทางด้าน Electronic Graphics จากมหาวิทยาลัยโคเวนทรี สหราชอาณาจักร นั้นแทบจะมองไม่เห็นหนทางอื่นนอกจากงานในภาคเอกชน แต่แล้วเขาก็ได้แหวกหมอกควันพรางตาจนกลายมาเป็นหัวเรือใหญ่ของหน่วยงานภาคราชการที่ประสานงานกับผู้ผลิตและเหล่านักออกแบบ นำพานาวาผลิตภัณฑ์ไทยไปประชันในสนามแข่งขันฝีมือระดับโลก

ไฮคลาส : ก่อนที่จะก้าวเข้ามาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มมูลค่าสินค้า กรมส่งเสริมการส่งออก คุณมีที่มาที่ไปอย่างไรถึงทำให้ได้รับความไว้วางใจดำรงตำแหน่งนี้

ผมเคยคิดว่ากระทรวงพาณิชย์เป็นแห่งสุดท้ายที่ผมจะทำ เนื่องจากว่าความรู้ทางด้านพาณิชย์ไม่ใช่แบ๊คกราวน์ของเรามาตั้งแต่แรก ผมจบทางด้านการออกแบบอุตสาหกรรมและคอมพิวเตอร์กราฟฟิก ที่มหาวิทยาลัยโคเวนทรี ตอนแรกผมก็ไม่คิดว่าจะมาทำที่นี้หรอก คงจะทำงาน Advertising หรือในด้านกราฟฟิก แต่ในที่สุดคุณพ่อก็อยากให้ผมมาทำงานที่นี่ และเผอิญเป็นจังหวะที่ทางรัฐบาลเองเริ่มให้ความสำคัญกับการออกแบบเพื่อที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทย ตอนนั้นเริ่มเข้าสู่ช่วงวิกฤตของการแข่งขันในตลาด เป็นรัฐบาลของท่านชวน (หลีกภัย) ซึ่งมีการออกนโยบายของประเทศขึ้นใหม่ว่า เราจะมีการใช้เครื่องมือในเรื่องของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า กระทรวงพาณิชย์จึงตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมา จนถึงตอนนี้ผมก็ทำงานมาได้ 18 ปีแล้ว

ไฮคลาส : เป็นเพราะที่ผ่านมาสมาชิกทางสายราชสกุลทองใหญ่นั้นมักรับราชการ

ใช่ครับ เรารับราชการเป็นประเพณีก็ว่าได้ อย่างน้อยต้องมีสักคนหนึ่งในครอบครัวที่รับราชการ ในครอบครัวผมมีสองคนที่รับราชการ คือผมและน้องชาย (หม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่) ก็อยู่กระทรวงพาณิชย์เช่นกัน ซึ่งคุณพ่อ (หม่อมราชวงศ์นับทอง ทองใหญ่) ก็รับราชการมาจนตอนนี้ก็เกษียณแล้ว ตอนที่ผมเข้ามาทำงานแรกๆ ก็อยู่ตรงนี้เลย ที่สำนักแผนฯ ซึ่งเป็นหัวใจของทุกกรม เรามีโอกาสเรียนรู้หลายงานและสร้างสายสัมพันธ์กับหลายหน่วยงานในกรม หลังจากนั้นเราเข้ามาเจาะจงเฉพาะทางด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่เราก็ได้เรียนรู้งานทางด้านอื่นๆ อีกเยอะมาก ทั้งการประชาสัมพันธ์ การพัฒนาตลาด ซึ่งได้ทำมาแล้ว

ไฮคลาส : แล้วคุณแสดงฝีไม้ลายมืออย่างไรจนผู้ใหญ่คิดว่าคุณสามารถทำงานตำแหน่งนี้ได้

อยู่นานมั้งครับ (หัวเราะอย่างล้อเล่น) อดทน อาจจะเป็นเพราะว่า คนที่มีแบ๊คกราวน์ทางด้านนี้ค่อนข้างจะมีน้อยในกระทรวงพาณิชย์ ส่วนใหญ่ข้าราชการที่นี่จะมีแบ๊คกราวน์ทางด้านการออกแบบ แล้วผมก็คิดว่า ผมเหมาะสมที่จะทำเกี่ยวกับทางด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ก็ไม่แน่ อาจจะโดนย้ายไปประจำหน่วยอื่นก็ได้ เพราะตำแหน่งผู้อำนวยการเป็นตำแหน่งบริหาร ถ้าหากกรมคิดว่าเราควรจะไปอยู่ที่อื่นก็ได้เช่นกัน

ไฮคลาส : การทำงานของสำนักงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ฯ เป็นการทำงานเชิงรุก หรือเป็นไปตามยุทธศาสตร์การพัฒนาของกระทรวงพาณิชย์

ยุทธศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์การเพิ่มมูลค่าสินค้าเป็นยุทธศาสตร์ลำดับที่สามของกระทรวง ในการเพิ่ม Valuation สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทย หน่วยงานเราอยู่เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์นี้ เพื่อให้ผู้ส่งออกของเราสามารถส่งออกสู่ตลาดโลกได้ เราต้องเข้าใจว่าเรื่องของดีไซน์หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์มันยังไม่ได้เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการเราให้ความสำคัญตั้งแต่แรก เราเชี่ยวชาญกันในเรื่องของการผลิต ฐานการผลิต การค้าขาย เพราะฉะนั้นในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ที่ออกมาใหม่ๆ ยังเป็นคอนเซ็ปต์ที่ค่อนข้างจะใหม่ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พัฒนาแล้ว

บทบาทหรือหน้าที่แรกของเราก็คือสอนและให้ความรู้ทางด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทางด้านความสำคัญของดีไซน์ และจะเห็นได้ชัดเลยว่า ทางภาคอุตสาหกรรมเรายังขาดแคลนทางด้านดีไซน์เนอร์ การใช้ประโยชน์จากกระบวนการด้านการออกแบบด้านนี้เราขาดแคลนมาก ฉะนั้นงานนี้ไม่ใช่งานประจำ แต่เป็นงานใหม่อยู่ตลอดเวลา เราค่อนข้างโชคดีที่เป็นหน่วยงานราชการที่มีโอกาสที่จะคิดอะไรใหม่ๆ สร้างงานใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะดีไซน์เป็นคอนเซ็ปต์ที่ใหม่สำหรับอุตสาหกรรมการส่งออก

ไฮคลาส : เหมือนเป็นการส่งเสริมให้นักออกแบบและผู้ผลิตไทยสามารถต่อสู้กับตลาดโลกได้

ใช่ครับ นักออกแบบกับผู้ผลิต จริงๆ แล้วเป็นสองโลกเลยนะครับ คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร เรามีหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อเชื่อมโยงสองฝ่ายนี้ให้สามารถคุยกันรู้เรื่อง ฝ่ายหนึ่งจะเป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ ก็คือ ดีไซน์เนอร์ ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งจะเป็นเรื่องของความเป็นจริง ผลิต-ขายได้หรือไม่ได้ สองฝ่ายนี้จะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่อย่างไรก็ตามต้องไปด้วยกัน

ถ้าเราพูดถึงดีไซน์เนอร์ เขาเป็นศิลปิน สิ่งที่เขาคิดขึ้นมานั้นสามารถเป็นจริงได้ ไม่ได้เพ้อฝัน เพราะฉะนั้นการที่เราจะนำความคิดเหล่านี้มาต่อยอดให้เป็นสิ่งที่จับต้องได้ ต้องอาศัยการผลิต การตลาด ก่อนออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน ฉะนั้นสองฝ่ายนี้ต้องอยู่ด้วยกัน

ที่เราต้องเป็นตัวกลางก็เพราะว่า เราเป็นกรมส่งเสริมการส่งออก เราต้องเกี่ยวข้องกับตลาดเป็นอันดับแรกเลย ความต้องการกับตลาดเป็นอย่างไร ซึ่งมันก็ไม่เหมือนกัน ข้อมูลตรงนี้ผู้ประกอบการไทยต้องรู้ ในอดีตที่ผ่านมาเราจะตามกระแสโลก ไม่ว่าจะเป็นรสนิยมของผู้บริโภค หรือแม้กระทั่งสินค้าที่ออกมาใหม่ๆ เราจะตามตลาดโลกตลอด เพราะเรายังไม่มีความชำนาญในการสร้างสิ่งใหม่ๆ วิธีการก็คือ เราจะไปดูงานในต่างประเทศว่า มีอะไรใหม่ๆ ออกมา เรากลับมา เราก็ตามเขา เราจะล้าหลังกว่าเขา 6 เดือน เป็นอย่างนี้มาตลอด หน้าที่ของเราเราจะให้ความรู้ผู้ประกอบการให้สามารถเทียบเท่ากับกระแสโลกได้ หรือสามารถคาดการณ์ได้สองสามปีล่วงหน้า ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราพยายามลงทุนหาให้กับผู้ประกอบการบ้านเรา ข้อมูลตลาดนั้นสำคัญมาก

ไฮคลาส : ทิศทางการดำเนินงานหรือวางนโยบายก้าวต่อไปขององค์กรเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อให้ผู้ผลิตของเราและดีไซน์เนอร์ก้าวไปสู่ตลาดโลกได้

การทำงานของเราตั้งแต่แรกมีเฟสในการทำงาน ภาคอุตสาหกรรมก็เหมือนเด็กที่กำลังจะเติบโตครับ เราอยู่นิ่งไม่ได้เขาโตไปเรื่อย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราป้อนเขามันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป ในอันดับแรกเลยเราก็ต้องป้อนในเรื่องของความรู้ ความสำคัญของการออกแบบ มันคืออะไร จะช่วยคุณอย่างไร มีตัวอย่างให้ดู เป็น Success Story ที่จัดไว้ให้ แต่ในอนาคตต่อไปเราจะต้องลงลึก เมื่อท่านให้ความสำคัญกับการออกแบบ เริ่มที่จะใช้นักออกแบบเป็น ตอนนี้จะทำอย่างไรเพื่อทำให้เกิดคอลเล็คชั่นให้ได้ เข้าเจาะตลาดที่ต้องการให้ได้ โดยนำการออกแบบมาเป็นก้าวแรก เราเริ่มลงลึกแล้วความรู้ไม่ต้องไปเน้นเพราะว่าเขามีขึ้นแล้ว นี่คือทิศทางของเราในอนาคต
ในระยะยาวอีกหน่อยเราก็ไม่ต้องวางแผนกลยุทธ์ในเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อเจาะตลาด ต่อไปเราแค่ทำงานส่งเสริมอย่างเดียว เพราะเขามีความรู้ที่เราปูพื้นฐานไว้ให้ตั้งแต่ต้น แค่กระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงการออกแบบ และโปรโมทให้คนทั่วไปได้รู้ว่ามีอะไรใหม่ๆ ออกมา ไม่ต้องไปลงลึกดังที่ผ่านมา ในระยะยาวก็คิดว่าอีกหน่อยเราไม่ต้องวางแผนกลยุทธ์ให้เขาในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเจาะตลาด ก็จะหันมาทำงานส่งเสริมสิ่งที่มีอยู่แล้วในอุตสาหกรรม หน่วยงานเช่นนี้จะเห็นได้ชัดในประเทศที่พัฒนาแล้ว ศูนย์ที่ดูแลการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือดีไซน์ส่วนมาจะเน้นการประชาสัมพันธ์อย่างเดียว เพราะเขาวางพื้นฐานไว้ดีแล้วในขณะที่เราเพิ่มเริ่ม

ไฮคลาส : ก่อนที่จะวางพื้นฐานจนมาถึงทุกวันนี้ ต้องเผชิญกับอะไรบ้าง เช่น ความไม่เข้าใจของผู้ผลิตเอง หรือเม็ดเงินสนับสนุนที่กว่าจะลงมาถึง

อุปสรรคมีเยอะมากครับ ไม่ว่าจะเป็นเม็ดเงินหรือบุคลากรก็มีปัญหา เราเป็นกระทรวงพาณิชย์ ดังนั้น คอนเซ็ปต์ในการออกแบบมันจะยากในการทำให้ผู้ใหญ่เชื่อว่ามันมีประโยชน์จริงๆ คำถามแรกคือว่า เราลงทุนเท่านี้ เราจะได้อะไรคืนมา การออกแบบมันเป็นอะไรที่จับต้องไม่ได้เลย เราคิดเพื่ออนาคต เราคิดเพื่อทำอะไรให้ดีขึ้น แต่ยังไม่เกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่เราพยายามอธิบายว่ามันได้ประโยชน์ ไม่ใช่แค่ออกแบบวันนี้ พรุ่งนี้คุณขายได้แล้ว เราคิดว่าการออกแบบมันก็เหมือนคลื่น มีขึ้นมีลง จนกระทั่งสิบปีข้างหน้าคุณจะมีฐานในการคิดในคอลเล็คชั่นใหม่ๆ แล้ว นี่คือสิ่งที่เราพยายามจะให้ความรู้ การปูพื้นฐานเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ มันเป็นสิ่งที่จะทำให้เราสามารถมีชีวิตรอดได้ในตลาดโลก

ไฮคลาส : หลักคิดในการทำงานที่เป็นเบื้องหลังให้ก้าวมาอยู่จุดนี้ได้

มันคงเป็นเรื่องของประสบการณ์ ราชการนั้นดีอย่างหนึ่งตรงที่ว่าเขาอาศัยอายุราชการเป็นตัววัด สิ่งที่เราเผชิญเมื่อสิบปี สิบห้าปีที่แล้ว มันเป็นการลงทุนของเราที่จะนำมาใช้บริหารคนบริหารงาน ต่อให้คุณเก่งขนาดไหนแต่มาตรงนี้ก็ไม่สามารถบริหารคนได้เต็มที่ คุณจะต้องมีประสบการณ์ในการร่วมงานกัน และการเป็นผู้บังคับบัญชา คุณจะต้องรู้ใจของคนที่ทำงานด้วย สิ่งนี้มาจากประสบการณ์ ถ้าผมไม่ผ่านสิ่งนี้มาก่อนแล้วกระโดดมาเป็นผู้อำนวยการเลยผมไม่รู้หรอกครับว่าลูกน้องผมคิดอย่างไร ทำงานพวกนี้บางทีมันยากนะครับ เพราะมันไม่เหมือนเอกชน แต่เป็นเรื่องของมนุษยสัมพันธ์ การคุยภาษาเดียวกัน ทุกองค์กรมีปัญหาแบบนี้ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าประสบการณ์จะช่วยเราในการแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไรเพื่อให้งานเดินหน้า

ไฮคลาส : การเปลี่ยนผู้นำของภาครัฐบาลมีผลต่อการดำเนินงานของสำนักฯ บ้างไหม

มันมีผลต่อนโยบาย แต่การเปลี่ยนแปลงของเรา คนข้างนอกไม่เข้าใจว่าเราเปลี่ยนแปลงอย่างไร คิดว่าเรายังเดิมๆ อยู่ อิมเมจของราชการทีมีออกมาให้เห็นนั้นจริงๆ ภายในราชการเปลี่ยนแปลงเยอะมากนะครับ วิธีการทำงานในตอนนี้เราตัดขั้นตอนออกหมด เมื่อก่อนยังคงเป็น 1 2 3 เดี่ยวนี้เป็นแบบ 1 แล้ว 10 เลยครับ การบริหารคนในราชการก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย ตอนนี้เราก็มีการวัดประสิทธิภาพการทำงานคล้ายเอกชนมากขึ้น เพื่อการพัฒนาครับ ส่วนที่ถามว่า การเปลี่ยนคนข้างบนจะมีผลกระทบไหม มันก็ขึ้นอยู่กับนโยบายที่จะลงมามากกว่า

ไฮคลาส : ปีหนึ่งๆ เราจำเป็นต้องจัดงานบ่อยแค่ไหนในประเทศไทย เพื่อเปิดตลาดและการรับรู้ของประชาชนทั่วไป

ก็เมื่อตุลาคมที่ผ่านมา เราได้มีการจัดงาน BIG+BIH 07 : Bangkok International Gift Fair and Bangkok International Houseware Fair 2007 ขึ้น เราก็จะมี Design Fair หรือ Design Forum ออกเป็นสองส่วน ในส่วนของใช้ และของตกแต่งบ้าน พวกสุขภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง ในส่วนของความบ่อยนั้น มันขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ประกอบการ เพราะจุดประสงค์หลักของการจัดแสดงสินค้าคือเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกแสดงศักยภาพให้กับผู้นำเข้า แสดงผลงานตัวเอง และเป็นเวทีในการกำหนดกระแสของอุตสาหกรรมนั้นๆ ถ้าอุตสาหกรรมไม่ต้องการเราก็ไม่ต้องจัด เมื่อก่อนนี้เราจัดแค่ 2-3 งานดังๆ ตอนนี้เราจัดกว่าสิบงานในประเทศ เพราะภาคอุตสาหกรรมมันเติบโตมากขึ้น เมื่อก่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นมันเป็นขนาดเล็กที่จัดในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แต่ตอนนี้ขยายตัวมากจนเราไม่สามารถจัดที่นั่นได้ จึงไปจัดที่ไบเทค เมื่อมีความต้องการสูงเราก็จัดขึ้นมา การจัดงานแสดงสินค้ามันก็เป็นโอกาสให้กับภาคอุตสาหกรรม เป็นการเปิดช่องทางสู่การค้า

ไฮคลาส : องค์กรเอกชนที่เข้ามาร่วมกับกรมฯ กับองค์กรที่ Stand alone ผลประโยชน์ที่ได้จะแตกต่างกันอย่างไร

ผลประโยชน์ก็คือ ถ้ากรมฯ จัดอิมแพคมันจะมีมากขึ้นเพราะเราเป็นภาครัฐ เรามีเครือข่ายมีแขนมีขาทั่วโลก ซึ่งเราสามารถจะสร้างอิมแพคกับหนึ่งงานได้ค่อนข้างเยอะมาก ถ้าเกิด Stand alone อิมแพคอาจจะไม่มี เขาอาจจะไม่สามารถเรียกลูกค้าจากต่างประเทศได้มากเท่าไร แต่ในฐานะภาครัฐ เราสามารถอาศัยหน่วยงานอื่นๆ ที่เรามีคอนเนคชั่นช่วยเราหาลูกค้าเข้ามาได้มากยิ่งขึ้น เรามีงบประชาสัมพันธ์มาก ฉะนั้นอิมแพคจึงมีมากขึ้น

ไฮคลาส : ณ ตอนนี้ ความสำเร็จในการทำให้ภาคเอกชนจำนวนมากเห็นความสำคัญของผลงานที่กรมฯ ดำเนินการไปถึงขั้นไหนแล้ว พอใจหรือยังไม่พอใจ

ถ้าถามผมนะครับ เรายังไม่สนับสนุนเอกชนได้อย่างเต็มที่ อาจจะเป็นเพราะองค์กรเราเล็กไป และการจัดสรรงบประมาณของกรมฯ เราเป็น 1 ใน 200 กรมทั่วประเทศ ต้องเข้าใจว่าเราได้รับทุกบาททุกสตางค์ไม่ได้ ต้องแบ่งกันไป แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องใช้เงินที่เราได้ให้มันมีประโยชน์มากที่สุด ความสำคัญที่เอกชนให้กับเรามันค่อนข้างจะมาก เนื่องจากเราเป็นเพียงหน่วยงานเดียวที่ส่งเสริมการส่งออก แต่เราต้องพัฒนาของเราไปเรื่อยๆ คิดว่ายังไม่พอใจในสิ่งที่เราทำอยู่ เพราะมันจำเป็นต้องทำไปเรื่อยๆ และมีงานใหม่อื่นๆ ที่เราต้องทำอีกมาก จากปีที่แล้วถึงปีนี้จะเห็นได้ว่านโยบายเปลี่ยนไปค่อนข้างจะมาก เพราะว่าตลาดก็เปลี่ยน อุตสาหกรรมเราก็เปลี่ยน กิจกรรมที่เราจัด นโยบายที่เรามีในปี 2550 เทียบกับปี 2551 ไม่เหมือนกัน เพราะความต้องการนั้นเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ไฮคลาส : คิดอย่างไรกับการที่คนบอกว่า การที่ดีไซน์หรือการส่งออกของไทยไม่สามารถจะพลิกหรือสร้างปรากฏการณ์ใหม่ได้เพราะลักษณะการทำงานที่ค่อนข้างจะประนีประนอมสูง ซึ่งถ้าเป็นที่อื่นเขาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อเขาทำอะไรขึ้นมาสักอย่าง

ดีไซน์บ้านเรามันมีเอกลักษณ์ในตัวของมันเอง มันไม่ Aggressive อย่างที่ประเทศอื่นๆ เป็น เพราะว่าลักษณะของความคิดสร้างสรรค์ของเราจะไม่อาศัย Hi-technology ของเราจะเป็นเรื่อง Handicraft มากกว่า จะเป็นเรื่องของวัฒนธรรมของไทยเราและการใช้วัสดุ จะสังเกตเห็นว่าอุตสาหกรรมที่มีการใช้การออกแบบหรือมีศักยภาพสูงในเรื่องของการออกแบบไทยนั้นจะเป็นเรื่อง Lifestyle Product เป็นส่วนมาก จะไม่ค่อยเห็นเรื่องของยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือเรื่องของอุตสาหกรรมหนักหรอกครับ

ที่เรามีอยู่ ที่มีศักยภาพ ที่มีการใช้ความคิดสร้างสรรค์ จะสังเกตได้เลยว่า ค่อนข้างจะเป็นที่ยอมรับในตลาดต่างประเทศ อย่างเช่น เฟอร์นิเจอร์ของบ้านเราเป็นเอกลักษณ์เลยทีเดียว แทบจะบอกได้เลยว่ามันเป็น Thai Style เพราะมีการคิดที่ไม่เหมือนคนอื่น แต่ถ้าถามว่าอยากให้มีด้านอิมแพคไหม ตอบได้เลยว่า อยากสิครับ เพราะเราอยู่ด้านดีไซน์ เราก็อยากให้ชาวต่างชาติเห็นว่าดีไซน์เนอร์หรือดีไซน์ไทยนั้นสุดยอด

ไฮคลาส : แต่เมื่อเทียบกับของฝรั่งเศสหรือญี่ปุ่นที่ดูใหม่ แต่ขณะเดียวกันก็แสดงออกซึ่งความเป็นเขาได้อย่างชัดเจน ผลิตภัณฑ์ไทยสมัยใหม่กลับไม่เป็นเช่นนั้น

อันนั้นคือที่มาของไทยเรา ในเรื่องของศิลปะของไทยเราไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไร เรามีวัฒนธรรมอันยาวนาน การต่อยอดจากวัฒนธรรมและศิลปะมันหายไปไหนไม่รู้ สถาปัตยกรรมก็เฉกเช่นเดียวกัน ในปัจจุบันมันยังมีอะไรที่ขาดหายไป ยกตัวอย่างในฝรั่งเศส เรื่องของศิลปะแทบจะอยู่ในสายเลือด แล้วก็มีการพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมันเป็นเอกลักษณ์ที่จับต้องไม่ได้ เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ของเราก็มีแต่เรายังไม่ดึงออกมา หลายๆ คนก็ยังพยายามหาคำตอบข้อเท็จจริงตรงนี้ ก็คือ เอกลักษณ์ไทยคืออะไร ไทยสไตล์คืออะไร แต่สุดท้ายมันเป็นอะไรที่จับต้องไม่ได้ มันเป็นความรู้สึก

ไฮคลาส : เป็นไปได้ไหมที่ว่าการออกแบบที่คล้ายคลึงกับตะวันตกเป็นสิ่งที่ดี จึงกลายเป็นว่า Self-respect ของเราถูกทำลายไป

ปัจจุบันเรื่องของการออกแบบนั้นยังไม่เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากนัก แต่สิ่งที่เราให้ Value หรือให้ความสำคัญที่จับต้องได้ ก็คือของที่มาจากตะวันตก ของที่ได้รับการออกแบบแล้ว ทำไมเราถึงนิยม เพราะว่ามันสวย ความนิยมนี้คืออิทธิพลที่ได้มาจากตะวันตก เพราะฉะนั้นถ้าเราจะเป็นนักออกแบบ เราจะต้องหาอะไรที่ทำให้งานของเรามีอิทธิพล เช่นมือถือ ถ้าไทยสามารถออกแบบได้อย่างนั้น เราก็สามารถซื้อขายกันได้ สิ่งที่เราจะต้องทำคือ เราต้องทำให้คนเข้าใจถึงคุณค่าการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นตะวันตกหรือตะวันออกก็ตาม คุณค่าตรงนี้สำคัญ ซึ่งเราเองยังขาด Value ความเป็นตะวันออกอยู่ แต่ตอนนี้เราเริ่มที่จะมีนักออกแบบคอลเล็คชั่นหรือสินค้าที่ดีจากไทยแล้วเช่นกัน ผมก็หวังว่าต่อไป คนไทยก็จะหันมาบริโภคผลิตภัณฑ์ของไทยมากขึ้น

ไฮคลาส : อุปสรรคของการทำงานที่คุณพบพานนั้นคืออะไร

อุปสรรคคือความเข้าใจ เพราะเราอยู่ตรงกลาง อยู่ระหว่างผู้บริหารของระบบราชการกับประชาชน ความเข้าใจเรื่องของการออกแบบเป็นเรื่องที่ยาก เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ มันเป็นความรู้สึก ผมเคยถามคนที่ไม่มีแบ๊คกราวน์ทางด้านการออกแบบ ถามว่าอันนี้สวยไหม เขาก็บอกว่าสวย แต่ถ้าผมถามต่อไปว่ามันสวยตรงไหน เพราะอะไร เขาตอบไม่ได้แล้ว แต่ผมชอบนะเพราะว่ามันสวย แต่ความเข้าใจในที่มาของสิ่งนี้น้อยคนนักจะเข้าใจว่ามีกี่ขึ้นตอนกว่าจะมาถึงตรงนี้ เวลานานแค่ไหน ผ่านมากี่กระบวนการ มันเป็นคุณค่านะครับ เป็นความเข้าใจที่อธิบายยากสำหรับคนที่ไม่เป็นดีไซน์เนอร์ หรือจบทางด้านการออกแบบ หรือคนที่หลงใหลในสิ่งนี้

ไฮคลาส : สิ่งที่ทำให้คุณอยู่กับงานนี้มาได้ถึง 18 ปีคืออะไร

มันเป็นงานที่ท้าทายอันดับหนึ่ง แต่เรื่องเงินเดือนไม่ต้องพูดถึง (หัวเราะ) เยอะมาก! แต่มันเป็นงานที่ผมได้อยู่กับสิ่งที่ผมชอบ ความสวยความงามเป็นสิ่งที่ผมชอบ ผมได้โอกาสไปศึกษาดูงานใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ตรงนี้มันเป็นอนาคตของประเทศ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังมีคนไม่เข้าใจเยอะมาก แต่มันก็ยังเป็นอะไรที่ Bright Future ในสายตาของผม ผมเริ่มเมื่อ 18 ปีที่แล้ว ที่นี่แทบจะเป็นที่เดียวที่เขาเรียกกันว่า Design Center ถ้าใครนึกถึงการดีไซน์ ก็มาที่ศูนย์ออกแบบฯ ตอนนี้ก็มีอยู่เยอะกว่าแต่ก่อนไม่ว่าจะเป็นเอกชนเองหรือภาครัฐก็สร้างดีไซน์เซ็นเตอร์ออกมาใหม่ๆ ผมว่าก็ดีนะครับเราช่วยกันทำ จนผมคิดว่า กระแสของการออกแบบมันจะดีขึ้น

ไฮคลาส : สิ่งที่สนับสนุนการทำงานของคุณในทุกวันนี้ นอกเหนือไปจากความพยายามมุ่งมั่นส่วนตัว

ตัวผมทำงานจริง ภรรยาผมก็ทำงาน เราก็ไม่ค่อยได้เจอกัน ฉะนั้นถ้าหากผมไปต่างประเทศสักอาทิตย์หนึ่งก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าไม่อยู่บ้านมากนัก (หัวเราะ) แต่ว่าลูกสาวของผมก็โตแล้ว คนโตอายุ 17 คนเล็ก 15 เขาโตระดับหนึ่ง ในส่วนเรื่องงานกับเรื่องครอบครัวผมพยายามที่จะแยกออกจากกัน ถ้าผมเครียดจากที่ทำงาน ผมจะปล่อยวางและใช้ชีวิตส่วนตัวไปต่างหากเลยและเป็นอย่างนี้มานานแล้ว ผมเรียงลำดับความสำคัญ เพราะผมเห็นว่าชีวิตมันสั้น ดังนั้นความสำคัญที่สุดในชีวิตก็คือครอบครัว เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข เพราะงานที่ผมทำที่นี้ ถ้าเกิดพรุ่งนี้ผมไม่ทำมันก็ต้องมีคนอื่นมาแทนผม เงินก็ยังคงต้องเดินต่อไปได้ ดังนั้นผมก็เลยคิดว่า ครอบครัวสำคัญมาก

ไฮคลาส : จัดสรรเวลาระหว่างงานกับครอบครัวอย่างไร

ผมมาทำงานแต่เช้า ทำงานอย่างเต็มที่ ห้าโมงผมก็เลิกงาน ใช้เวลากับกิจกรรมที่มีความสุข ออกกำลังกาย และอยู่กับครอบครัวบ้าง แปดโมงครึ่งผมก็มาเปิดไฟเปิดแอร์ให้ลูกน้อง พอดีสวิตช์แอร์อยู่ในห้องผม ผมก็เปิดให้พวกเขา นี่คือราชการ ฉะนั้นพอมาทำงานผมก็เต็มที่ จริงๆ แล้วก็ไม่มีใครบังคับเราได้ อยู่ที่แต่ละคน มันมีอะไรที่จะจูงใจให้คนทำงาน โบนัสมีไหม? ไม่มี เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่ใจของเรา ในการทำงานอาจจะมีสวัสดิการเล็กน้อย คนที่สามารถรับราชการได้ทนตรงนี้ได้ผมถือว่าเก่งมากนะครับ อยู่กันมานานเป็น 20 ปี

ไฮคลาส : แล้วลูกสาวสองคนของคุณชอบงานดีไซน์เหมือนคุณพ่อบ้างไหม

พวกเขาก็ชอบแฟชั่นตามประสาของเด็กผู้หญิง ชอบแฟชั่น แต่งตัว ทาเล็บ แต่ในเรื่องออกแบบก็ปล่อยให้เขาเรียนเอง ตอนนี้ผมก็ให้พวกเขาเรียนรู้ไว้หลายๆ อย่าง และพยายามที่จะเสริมความรู้ต่างๆ เราเคยเป็นนักกีฬามาก่อน ชีวิตทั่วๆ ไป ผมก็เลยพยายามผลักดันให้เขาเป็นนักกีฬา หรือเป็นศิลปิน แต่ในที่สุดแต่ละคนก็มีความถนัดและความชอบเป็นของตัวเอง เราก็ต้องปล่อยเขาไป ไม่บังคับอยู่แล้ว ส่วนตัวผมเล่นสกี ว่ายน้ำ กอล์ฟ ฟุตบอล เทนนิส แต่ตอนนี้เจ็บหัวเข่าก็ไม่ค่อยได้เล่นเทนนิส ที่เด่นก็มีคริกเก็ตที่ผมประสบความสำเร็จสูงสุด เพราะเล่นจนได้เป็นนักกีฬาเยาวชนทีมชาติออสเตรเลีย ผมเสพติดกีฬามาตั้งแต่เด็กแล้ว สำหรับผมการออกกำลังกายไม่ต้องฝืน บางคนกว่าจะลากมาเดินสักรอบก็แย่ แต่ผมขาดไม่ได้ เลิกงานก็ต้องไปเล่นกีฬา การเล่นกีฬามันช่วยเรา ช่วยการทำงาน ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะทำ บางคนอาจจะมีโอกาสน้อยที่จะออกกำลัง แต่ควรจะหาเวลา ซึ่งทุกวันนี้ผมก็ยังออกกำลังกายทุกวันหลังเลิกงาน ออกจากที่ทำงานก็จะไปว่ายน้ำ เข้ายิม ไปวิ่ง ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงทุกวัน ออกกำลังกายเสร็จก็ทานข้าว กลับไปถึงบ้านประมาณ 3 ทุ่ม

ไฮคลาส : กิจกรรมที่มักจะทำร่วมกับสมาชิกในครอบครัว

ด้วยความที่ลูกสาวอยู่เมืองนอก พอกลับมาอยู่บ้านผมก็แทบจะไม่ได้เจอกันสักเท่าไร เพราะผมก็ทำงาน พวกเขาก็มีเพื่อนฝูง ชอบไปเดินสยาม อาจจะนัดเจอกัน ต้องนัดลูกๆ (หัวเราะ) พอเขาอยู่บ้านก็อยู่ในโลกของเขา แต่เราก็พยายามใช้เวลาให้ได้มากที่สุดที่จะอยู่กับเขา ผมเป็นคนที่คุยกับลูกตรงไปตรงมา ไม่มีความลับ เขาก็รู้สึกจะไว้ใจ อาจจะไว้ใจพ่อน้อยกว่าแม่นิดนึง แต่ก็สามารถจะคุยกันได้

เมื่อก่อนผมเป็นคนที่ดุพอสมควร ผมเป็นผู้ร้าย ส่วนแม่ก็เป็นอัศวิน (หัวเราะ) แต่มันต้องเป็นอย่างนั้น เพราะมันคือปรัชญาในการเลี้ยงลูกซึ่งได้มาจากคุณพ่อของผม เมื่อเราเป็นพ่อก็ต้องสวมบทเป็นพ่อ เด็กอายุน้อยๆ เขาไม่รู้หรอกว่าอะไรผิดอะไรถูก โดยเฉพาะคู่ที่มีลูกเร็ว บางท่านคิดว่าจะเป็นเพื่อนกับลูกโดยลืมไปว่าเราเป็นพ่อ พอถึงจุดๆ หนึ่ง ลูกไม่ต้องการเพื่อนหรอกครับ เพราะเขามีเพื่อนของเขาอยู่แล้ว แต่ ณ จุดนั้นมันก็สายไปแล้ว เขาก็ไม่เชื่อฟังเราแล้ว เขาไม่เคารพสิ่งที่เราสั่งสอนเขา ดังนั้นสำหรับผมเริ่มตั้งแต่แรกบทเป็นพ่อก็ต้องดุ มีวินัย แต่ก็ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยอารมณ์นะครับ เล่นได้ เป็นเพื่อนกับลูกๆ ได้

ไฮคลาส : เพราะอะไรคุณถึงตัดสินใจว่าลูกๆ ต้องไปเรียนไกล อยู่ไกลอ้อมอกเรา

สาเหตุที่ส่งลูกไปต่างแดน ใจจริงผมไม่อยากส่งลูกไปหรอก เพราะพ่อมักติดลูกสาว แต่ภรรยาผมเขาใจแข็ง ถ้าเกิดเรารักลูกเราต้องเปิดโอกาสให้เขาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เหมือนกับลูกนก ถ้าไม่ปล่อยให้บินเอง ถ้าเราเก็บไว้ให้อยู่ใกล้ตัวตลอดเวลาเขาจะไม่โต และจะพึ่งพาพ่อแม่ตลอดเวลา เราไม่ต้องการอย่างนั้น ในท้ายที่สุดเราก็ย้ำเขาตลอดเวลาว่า สิ่งที่เราให้ได้ไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นความรู้ที่ใครก็ไม่สามารถแย่งชิงจากเขาไปได้ คนอื่นอาจจะเอาเงินเราไปได้ เอาบ้านเราไปได้ แต่ความรู้ไม่มีทางเอาไปจากเรา ผมจึงพยายามบอกเขาตลอดเวลาว่าหน้าที่ตอนนี้สำหรับเขาคือเรียนหนังสือ เราเปิดโอกาสให้ได้เต็มที่ พอกลับมาเขาก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เป็นก้าวแรกพื้นฐานให้แก่เขา ถ้าเลือกไปเป็นขอทานที่ไหนก็ไม่ว่ากัน แต่อย่างน้อยที่สุดเราทำหน้าที่ในการให้ก้าวแรก ความรู้สำคัญที่สุด

ไฮคลาส : คุณมีวิธีคิดอย่างไร ในเมื่อมี 24 ชั่วโมงที่เท่ากัน คนบางคนอาจจะประสบความสำเร็จในเรื่องงานแต่อาจสูญเสียครอบครัว ชีวิตส่วนตัว แต่คุณดูจะบริหารทุกอย่างได้อย่างสมดุล

ผมคิดว่าใจสำคัญที่สุด จิตใจเราสงบ เราพอใจในสิ่งที่มีอยู่ ทำให้ครอบครัวเรามีความสุข งานหรืออะไรมันจะดีขึ้น เราไม่เครียดไง การที่ผมตั้งลำดับชีวิตแบบนี้ถูกต้องแล้ว ไม่ใช่ว่างานมาก่อน ถ้าครอบครัวเราแฮปปี้ เราใช้เวลากับพ่อแม่ให้ได้มากเท่าที่จะมากได้ เราก็แฮปปี้ เขาก็แฮปปี้ จิตใจเราก็จะสงบ พอต้องทำงานเราก็ทำด้วยจิตใจที่แฮปปี้

ทุกวันผมเริ่มใหม่เสมอ เดินเข้ามาก็แฮปปี้ให้กับหน้าห้อง เขาก็ถามว่าทำไมผอ.ยิ้มอยู่ตลอดเวลา เพราะผมทำด้วยจิตใจที่มีความสุข เริ่มทุกวันด้วยรอยยิ้ม แต่บางคนงานต้องมาก่อน อย่างเช่นน้องผม ทำงานตั้งแต่ตีห้าครึ่ง ทำงานทั้งวันจนกระทั่งสองทุ่ม ผมว่าใช้เวลามากไป อย่างนั้นจะเสียเวลาครอบครัวไป และเรื่องอื่นๆ อีกด้วย เราไม่จำเป็นต้องแบ่งว่าจะใช้ชีวิต 8 ชั่วโมงตรงนี้ อีก 8 ชั่วโมงอีกที่ ที่เหลือ 8 ชั่วโมงพัก แต่เราตั้งลำดับชีวิตไว้ก่อนว่าเราต้องการอะไรในชีวิตนี้เพื่อที่จะให้เราแฮปปี้ที่สุด ผมก็ตั้งไว้แล้ว ก็คือครอบครัวของผม และชีวิตส่วนตัวของผม ตั้งเอาไว้ว่าอยากจะทำ อยากออกกำลังกาย อยากไปต่างจังหวัด มันทำให้ผมมีความสุข เมื่อทุกอย่างแฮปปี้ ผมมาทำงานก็ทำงานได้ดี

ไฮคลาส : คุณเหลืออายุราชการอีก 18 ปี หลังเกษียณจะไปในทิศทางไหน ทำธุรกิจ หรือเล่นการเมือง

ผมไม่เล่นการเมืองหรอกครับ คนที่มารับราชการและอยู่ขนาดนี้ต้องมองระยะยาว ผมคิดว่าผมจะรับใช้ประเทศจนอายุ 60 หลังจากนั้นผมไม่ได้คิดว่าจะต่ออายุราชการ ไม่มีแน่นอนครับ

ไฮคลาส : ตอนนี้ทุกอย่างในครอบครัวสมบูรณ์หรือยัง ในเมื่องานก็ดี ครอบครัวก็มีความสุข ลูกก็เป็นไปในระดับที่คุณต้องการ

ไม่หรอกครับ ชีวิตไม่มีอะไรหยุดนิ่งหรอกครับ บางครั้งเราก็ทะเลาะกับภรรยา ยิ่งไม่มีลูกๆ คอยห้าม แต่ภรรยาของผมเป็นคนธรรมะธรรมโม ไม่ตอบโต้ ทำให้ผมทะเลาะไม่ออก เขานิ่งมาก ทำให้ไม่มีความขัดแย้งยาวนาน เราไม่เก็บไว้ คนเราไม่เหมือนกัน ยิ่งต้องมาอยู่กันแบบนี้ก็ต้องมีความขัดแย้งเล็กน้อย ในส่วนของงาน สิ่งที่ผมทำมันดีพอไหม มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ งานก็ท้าทาย เราต้องหาอะไรใหม่ๆ มาตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ในงานก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป ไม่มีคำว่า “พอ” อยู่แล้ว ผมไม่เคยพอใจเรื่องงาน ไม่เคยพอใจ เรื่องชีวิตส่วนตัวก็ไม่พอใจ ผมไม่ฟิตพอ ตอนนี้เริ่มลงพุง มีหลายอย่าง เงินราชการก็มีน้อยมาก แป๊บเดียวก็หมด ต้องประหยัดโน่นประหยัดนี่ คำว่าพอมันไม่มีหรอกครับ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

ไฮคลาส : ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ คุณหนีไม่พ้นคำว่า “ไฮโซ” แน่ๆ ยิ่งคุณมีคำนำหน้านามว่า “หม่อมหลวง” อยู่ด้วย คนอื่นก็จะมองว่าเป็นผู้ดี เป็นผู้บริหารไฮโซ คุณรู้สึกอย่างไรกับคำจำกัดความเหล่านี้

จริงเหรอครับที่เขามองผมอย่างนั้น ผมอยู่เมืองนอกมาแต่เล็กแต่น้อย ผมเพิ่งมารู้ว่ามันมีความหมายในเมืองไทย หรือว่ามันไม่มีก็ไม่รู้นะ แต่ผมไม่เคยคิดว่าเราเป็นไฮโซ ในเรื่องของระดับสังคมสำหรับฝรั่งมันไม่สำคัญเท่าไร มันสำคัญที่สุดว่าเราประพฤติตัวอย่างไรมากกว่า เราให้ประโยชน์แก่สังคมอย่างไรมากกว่า และก็ไม่เคยมีใครถามผมเลยว่า M.L. คืออะไร และผมก็ไม่เคยใช้ชื่อจริงเลย ที่อยู่ที่นั่นใช้ชื่อหลานตลอด กลับมาผมจึงไม่ได้ซีเรียสกับคำว่าไฮโซ มีคนเชิญผมไปงานต่างๆ ถ้าผมว่างผมจะไปตาม ซึ่งผมไม่ชอบหรอกครับแต่งตัวไปงาน แม้ว่าผมจะเป็นคนที่ชอบแต่งตัวเนี้ยบ ผมเป็นคนมีวินัย ทุกอย่างต้องเป็นที่เป็นทาง ที่บ้านต้องเรียบสะอาด อาจจะอนามัยรึเปล่าก็ไม่รู้นะครับ ผมคิดว่าชีวิตเรามันยุ่งยากอยู่แล้ว ถ้าทำอะไรที่เรียบง่ายไม่ต้องคิดมากจะทำให้ชีวิตดีขึ้น การที่เราอยู่กับที่เราไม่ต้องคิดมาก ชีวิตจะง่าย ผมเชื่อว่าอย่างนั้นจะทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น การออกงานถ้าหากผมมีเวลาก็จะไป เขาอุตส่าห์เชิญผมไปก็ให้เกียรติเขาหน่อย

ไฮคลาส : อยากทราบจริงๆ ว่าที่มาของชื่อเป็นมาอย่างไร ทั้งชื่อจริงและชื่อเล่น ดูเหมือนว่าราชสกุลนี้จะต้องมีคำว่า “ทอง” อยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของชื่อเสมอ

ย้อนกลับไปถึงต้นตระกูลเลย (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม) ก็มาจากรัชกาลที่ 4 ที่จริงแล้วนามสกุลย่อลงมานะครับ ย่อมาจาก ทองกองก้อนใหญ่ ต่อมาจึงย่อมาเป็น ทองใหญ่ คำว่า คฑาทอง นั้นมาอย่างไร ก็เพราะว่าลูกผู้ชายต้องมีคำว่า ทอง ญาติพี่น้องของผมทุกคนก็มีคำว่าทองหมดเลย แต่ผู้หญิงไม่จำเป็น
ส่วนชื่อ หลาน ก็มาจากเพราะผมเป็นหลานคนแรกของครอบครัว ของญาติพี่น้องทั้งหมด เพราะผมเป็นคนโต พอน้องผมเกิดมาแล้วมีอีกคนหนึ่งชื่อ ลูก อีกคนจะให้ชื่อคนที่สามว่า เหลน แต่ว่าพ่อมีเพื่อนที่ไม่ค่อยชอบชื่อเหลน ก็เลยเปลี่ยนเป็น เลข แต่เลขก็มีที่มา เพราะพ่อผมชื่อ นับทอง แล้วย่าผมชื่อ (หม่อม)คำนวณ (ในหม่อมจ้าทองประทาศรี ทองใหญ่)

ไฮคลาส : ทางภรรยาของคุณก็เป็นราชสกุลในรัชกาลที่ 4 เช่นกัน

ในส่วนภรรยาของผม (หม่อมหลวงขวัญกมล) มาจาก เทวกุล ก็มาจากสายเดียวกัน ผมเจอเขาตอนที่เรียนปริญญาโทที่อังกฤษ ผมรู้จักน้องสาวเขาจึงไปเจอเขา เพราะเขามาเยี่ยมน้องสาวโดยที่เขาเรียนอยู่อเมริกา เจอกันแป๊บเดียว พอห่างจากนั้น 3-4 เดือนก็มาเจอกันที่กรุงเทพฯ ความรู้สึกแรกคือเขาเป็นคนที่น่ารักดี และผมเป็นคนที่ Friendly ไม่รู้จักผมก็ชวนคุย ทักทายให้เขารู้สึกสบายๆ กล้าพูดกับผม เขาอาจจะคิดว่าผมบ๊อง

ไฮคลาส : ก่อนจะมาสร้างครอบครัวร่วมกัน คุณและภรรยาใช้ระยะเวลาศึกษากันนานเพียงใด

ไม่นานนะครับ ตั้งแต่เจอ หมั้น แต่งงานกันไม่ถึงปีเลย เจอจนแต่งงานเพียงแค่ 6 เดือนเอง มันคลิกจริงๆ ครับ ถ้าคนที่ไม่เคยเจอจะไม่รู้สึกหรอกครับว่าคนนี้ใช่ ต้องเป็นคนนี้แน่นอน อาจจะไม่ใช่เรื่องของรูปร่าง แต่เป็นด้านนิสัยใจคอ แต่เจอแล้วคลิกจริงๆ รู้เลยว่าคนนี้แหละใช่ ไม่ใช่นางในฝันหรอกครับ นางในฝันผมสวยงาม (หัวเราะ) ซึ่งของจริงนี่ก็สวยนะครับ เป็นคู่ชีวิตผมเลย ก็โชคดีไปที่เขาสวย มีคนมาต่อคิวแย่งกันจีบเขาหลายคน ผมเป็นคนไม่ชอบแข่งกับใคร ถ้าเขาไม่ใช่ของเราเราก็ไม่ไปแย่งชิงอะไรหรอก แน่นอนมีคนมาจีบเขาเยอะ เราก็เป็นหนึ่งในนั้น สิ่งที่ทำให้ผมชนะใจก็เพราะว่าผมไม่ได้คาดหวังมากนักในตอนจีบเขา เพียงแต่ผมหวังว่าจะไม่รังเกียจผมเพราะผมเป็นคนที่ไม่มีฟอร์ม ผมก็เป็นอย่างนี้ และไม่ใช่ว่าปิ๊งแล้วก็อยากจะแต่งงานเลย ผมคิดหนักนะครับถ้าเขาต้องมาแต่งงานร่วมชีวิตกับเรา ผมคิดหนักมากขึ้นก่อนการแต่งงาน ว่าเขาเป็นคู่ชีวิตของเรา เขาจะอยู่กับเราได้ไหม 50-60 ปี อย่างนี้ ถ้าไม่ได้ ก็โอเค แต่เขาเป็นคนที่ใช่สำหรับผมเลยก็ว่าได้

ตอนที่แต่งงานผมก็เข้าทำงานในกระทรวงฯ แล้ว ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่หมดทั้งครอบครัว การงาน ต่อมามีลูก แต่ช่วงนั้นจำไม่ได้หรอกครับ เบลอ เพราะเราเด็ก ตอนนั้นอายุ 24 เอง ทุกอย่างเปลี่ยนไปเร็วมาก คือตั้งแต่จบปริญญาตรี ทำงาน ไปเรียนต่อ กลับมาทำงาน แต่งงาน มีลูก ทุกอย่างรวดเร็วมาก

ไฮคลาส : แล้วก่อนแต่งงานคุณเป็นหนุ่มเนื้อหอมแค่ไหน เพราะมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งชาติตระกูลดี การศึกษาดี เป็นถึงนักกีฬาคริกเก็ตเยาวชนทีมชาติออสเตรเลีย บุคลิกรูปร่างหน้าตาก็ไม่น้อยหน้าใคร
โชคดีที่ผมไม่อยู่เมืองไทยนะครับ (หัวเราะ) ผมไม่เคยมีแฟนตอนที่อยู่เมืองนอก ผมแทบจะเป็นนักกีฬาเต็มตัวเลยก็ว่าได้ ผมก็จีบไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีแฟนเต็มตัวครับ เราจะมีกลุ่มเพื่อนที่เล่นกีฬา ที่ไปดริ๊งด้วยกัน ถ้าจีบผู้หญิงได้ก็โอเค แต่ไม่เคยซีเรียสว่าจะต้องเป็นแฟน เพราะตอนนั้นผมมีความรู้สึกว่าเป็นภาระมากกว่า

ไฮคลาส : ตอนนี้ลูกๆ ก็ไปเรียนต่างประเทศกันหมด ดูแลตัวเองได้ ด้านการทำงานคุณก็ทำได้เต็มที่ ไม่มีอะไรให้ต้องห่วงมากแล้ว รู้สึกเหมือนกลับมาเป็นหนุ่มโสดอีกครั้งไหม
แต่ว่าผมแต่งงานแล้ว บางสิ่งบางอย่างของหนุ่มโสดก็ต้องลืมไป แต่ผมคิดว่าถ้าผมมีลูกตอนนี้ผมจะเต็มที่ได้มากกว่า เพราะตอนที่เรามีลูกคนโตแทบจะไม่ได้ใช้เวลากับเขาได้อย่างมีคุณภาพเลย เพราะเรายังเด็ก อยู่แป๊บเดียวโตแล้ว แต่เราก็เลี้ยงลูกด้วยตัวเราเองนะครับ ชงนม เปลี่ยนผ้าอ้อม ต่างๆ นานา ความที่ผมเป็นลูกคนโต ก็ได้เอาการเลี้ยงน้องมาใช้ตอนเลี้ยงลูก ผมเป็นพี่ชายคนโต กับน้องชายคนที่สาม กับน้องสาวคนสุดท้อง ผมจึงได้มีโอกาสเลี้ยงน้องพอสมควร
ส่วนชื่อลูกเราก็ตั้งเอง ไม่ได้มีหลักคิดแบบคุณพ่อในการตั้งชื่อเล่นนะครับ พอดีเพื่อนช่วยตั้งชื่อเล่นให้ ให้ชื่อเล่นว่า ไหม แต่ชื่อจริงตั้งกันเองแต่ตั้งผิด พยายามเอานามสกุลทั้งเราทั้งสองมาใส่ในชื่อลูก คือ ทองใหญ่ กับ เทวกุล เชื่อมกันเป็น ทิพพามาศ ซึ่งมันผิดหลัก ก็ต้องเปลี่ยนเป็น ทิพยมาศ คนเล็กชื่อ กมลมาศ แต่ก็นั่นแหละจะให้ชื่อเล่นว่าหม่อน เพราะพี่สาวเขาคือไหม แต่ว่าคุณแม่ยายไม่เห็นด้วย เลยเปลี่ยนเป็นมินท์แทน ซึ่งเขาก็ชอบชื่อนี้

ไฮคลาส : ในสายตาของคนนอก มองเข้าไปหาคุณ จะเห็นภาพว่าคุณเป็นคนที่ประสบความสำเร็จเรื่องงาน ครอบครัว ทุกอย่าง มีคำแนะนำอะไรให้กับคนที่เขาอยากมีชีวิตอย่างนี้บ้าง หรือจะทำอย่างไรที่จะให้คนมีชีวิตที่ดีในสังคมปัจจุบันได้

ผมไม่ถือว่าผมเป็นคนดี แต่ผมเป็นคนโชคดีมากกว่า ซึ่งมันก็ช่วยไม่ได้นะครับ ผมพยายามทำตัวให้เป็นคนดี พอใจไหม ผมยังไม่พอใจ ยังมีสิ่งที่เราต้องเรียนรู้อีกเยอะ ถ้าถามว่าสำเร็จในการงานหรือเปล่า รอจนเกษียณดีกว่านั่นแหละถึงจะบอกได้ว่าสำเร็จในการงานอย่างไร เรายังต้องมีอะไรทำกันอีกเยอะ

การที่เราจะทำให้สังคมดีก็คือความพยายามช่วยให้สังคมดีขึ้น สิ่งที่ผมคิดว่าช่วยก็จะช่วย หรือหากผมชำนาญก็พร้อมช่วย ผมจะไม่ไปเล่นการเมืองเพราะไม่ชำนาญในด้านนี้ อาจจะโดนเขากระทืบลงมาก็ได้ แต่ว่าสิ่งที่ผมได้มาก็คือความรู้ด้านการออกแบบ สิ่งที่เป็นอะไรที่ใหม่ๆ สวยๆ งามๆ ถ้าหากคนไทยในสังคมเริ่มเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้มากขึ้น มันก็จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าเป็นความสวยงามที่ไม่ใช่แค่ดีไซน์อย่างเดียว

ถ้าคุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้นในแง่ของมุมมองหรือทางด้านจิตใจผมก็โอเคแล้ว เพราะว่ามันเป็นสังคมของเรา ผมจะไม่บอกว่าไม่ดีหรอก ผมเป็นหนึ่งในสังคมไทย ทุกสังคมมีทั้งดีและไม่ดี ไม่ว่าจะเลิศเลอแค่ไหน ที่พวกฝรั่งทั้งหลายมาดูถูกเราเขาก็มีสิ่งที่ไม่ดีในสังคมของเขา แต่ไม่เคยพูดออกมาเลย แต่กลับพูดถึงสังคมเรามากกว่า สังคมไทยเรามีสิ่งดีเยอะแยะ ไม่อย่างนั้นคงอยู่ไม่ได้หรอก ทุกคนมักจะชอบพูดในสิ่งที่ไม่ดีของคนอื่น ง่ายๆ ดูหนังสือพิมพ์สิครับ เป็นธรรมชาติที่เราชอบอ่านเรื่องของคนอื่น แต่เมื่อถึงทีเราจะบอกว่าไม่ดีเหรอ นั่นก็ไม่ใช่ที่ เราต้องดึงสิ่งดีออกมาโชว์เสมอ สังคมเรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ดีมีเสน่ห์ อาหารการกินของเราเหลือเฟือและไม่แพง การที่เราไปนู่นไปนี่ก็สะดวกดี แต่อาจจะรถติด แต่เมื่อเราอยากไปต่างจังหวัด ไปภูเขาทะเลก็ไปได้ เพราะเรามีของดีเยอะ ไม่อย่างนั้นฝรั่งก็คงไม่มาบ้านเราหรอก ผู้หญิงไทยก็สวย ไม่อย่างนั้นเราอยู่ไม่ได้หรอก ทุกคนมักจะชอบพูดสิ่งที่ไม่ดีของคนอื่นเท่านั้นเอง

Related contents:

You may also like...