สถาพร พานิชรักษาพงศ์

ผู้สอนธรรมเหนือกาลเวลา

ในชีวิตประจำวันอันรายล้อมด้วยเรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วัตถุสิ่งสมมติ และการงานธุรกิจในทุกวันนี้ แปลกไหมหากมีใครคนหนึ่งซึ้งใจในการศึกษาธรรม และนำธรรมนั้นมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ หลายคนคงบอกว่าเป็นไปได้ยาก กระทั่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะธรรมกับชีวิตติดเทคโนโลยีมันเป็นคนละเรื่อง แต่สำหรับ สถาพร พานิชรักษาพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม ทีวี จำกัด ยืนยันกับเราว่า ธรรมะใช้ได้ทั้งชีวิต และเมื่อถามลึกลงไป เราก็ได้ทราบนามคนโปรดของเขา ซึ่งเป็นผู้ที่ทำให้เขาได้ค้นพบกับความง่ายงามของสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ

“ถามถึงคนโปรด โดยส่วนตัวไม่ค่อยยึดถือใครคนใดคนหนึ่งคนเดียวครับ แต่มักจะเป็นส่วนๆ อย่างบางคนเป็นนักธุรกิจที่ดี เราสนใจมุมมองชีวิตของเขา บางคนเป็นผู้ปกครองที่ดี ความคิดของเขาน่าสนใจ คือจะชอบแยกย่อยไป ยกเว้นคนโปรดที่กำลังจะพูดถึง คือท่านพุทธทาสภิกขุครับ ซึ่งท่านก็มรณภาพไปแล้วหลายปี เพิ่งจะครบรอบ ๑๐๐ ปีชาตกาลของท่านไปเมื่อปีที่แล้วนี้เอง

“จุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้สึกชอบในแนวทางของท่านพุทธทาส จริงๆ แล้วมาจากบทกลอนบทเดียวเลย (เน้นเสียง) ชื่อว่า มองแต่แง่ดีเถิด ตอนที่ได้อ่านครั้งแรกรู้สึกจะยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ซึ่งตอนนั้นชีวิตก็ค่อนข้างจะวุ่นวายสับสนพอสมควรครับ มีปัญหาเยอะแยะไปหมด กับเพื่อนก็มี กับงานก็มี กับการเรียนก็มี ผมก็ได้ไปอ่านนิตยสารเล่มหนึ่งซึ่งถึงวันนี้ก็จำชื่อไม่ได้แล้ว ก็เจอบทกลอนชื่อ มองแต่แง่ดีเถิด ของท่าน ที่ว่า

‘เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา
จงเลือกเอาส่วนที่ดีเขามีอยู่
เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู
ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย
จะหาคนดีดีโดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง’

“แล้วก็ลงท้ายว่า ‘พุทธทาสภิกขุ’ พอเราอ่านแล้วทุกอย่างมันสว่างวาบขึ้นมาเลย มันตอบโจทย์หลายอย่างมาก ก็เกิดความรู้สึกว่า พระรูปนี้คิด เขียน แล้วก็มองไม่เหมือนพระรูปอื่นๆ ที่เราเคยรู้มา ซึ่งพอเรารู้จักตรงนี้ปั๊บ ก็เลยเป็นต้นเหตุให้ไปค้นหาหนังสือของท่านพุทธทาสใหญ่เลย (หัวเราะ)

“ชอบท่านเพราะท่านมองศาสนาพุทธเป็นวิทยาศาสตร์ครับ แล้วสามารถที่จะประยุกต์เข้ากับชีวิตประจำวันได้ในแบบเข้าใจง่ายโดยที่ไม่ต้องใช้การลวงตาด้วยพิธีกรรมทางศาสนาหลายๆ อย่าง สามารถนำมาใช้กับการทำงานได้ จริงๆ คือนำมาใช้ได้ทั้งชีวิตเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือว่าเรื่องงาน จริงๆ แล้วท่านพุทธทาสก็เอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาถ่ายทอดอีกทีหนึ่งนั่นแหละครับ เพียงแต่ว่าในยุคหลังๆ นี้คำสอนของพระพุทธเจ้าถูกจัดเข้าไปอยู่ในระบบของการศึกษาศาสนาพุทธที่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องทำให้มันเข้าใจยาก (เน้นเสียง) แล้วจะต้องเป็นพระเท่านั้นที่จะเข้าไปเรียนรู้ แต่พุทธทาสท่านเอาเรื่องราวตรงนั้นแหละมาถ่ายทอดด้วยคำ ด้วยภาษา และด้วยสถานการณ์ที่ทำให้เราเข้าใจง่าย อย่างเช่น ตัวกู-ของกู ก็คือตัวกูไม่ใช่ของกู แค่นี้ทุกอย่างก็จบหมดแล้ว คือถ้าเราเข้าใจว่าตัวฉันไม่ใช่ของฉัน เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ก็ไม่ใช่ของเรา เราก็จะไม่ยึดติด เมื่อเราไม่ยึดติดเราก็หลุดพ้น เราก็นิพพาน คำว่านิพพานตรงนี้มองแล้วก็เห็นคล้อยตามท่านพุทธทาสอยู่แล้วว่า ไม่ใช่เราต้องตายแล้วขึ้นไปเจอบนสวรรค์ ไม่ใช่ (เน้นเสียง) นิพพานคือการหลุดพ้น การไม่อยู่ในวัฏฏะสงสารเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นตราบใดที่เราทำอะไรแล้วเรามีความสุข แล้วคนไม่เดือดร้อน นั่นแปลว่าเรานิพพานแล้ว ก็คือไม่อยู่ในวังวนของความทุกข์อีกเลย”

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่เมื่อเราถามถึงความเครียดในหน้าที่การงานปัจจุบัน คุณสถาพรนิ่งคิด แล้วก็ยิ้มตอบอย่างอารมณ์ดี

“ทุกวันนี้ก็ยังสนุกสนานดีครับ คือปัญหามันมีแหละ และมันอาจจะเป็นเรื่องน่าหนักใจสำหรับบางคน แต่ถ้าเรามองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของงาน ไม่น่าจะมีงานไหนในโลกนี้ที่ไม่มีปัญหา ไม่มีอุปสรรค ถ้าเรามองอย่างนี้ ปัญหาก็มีไว้ให้แก้เท่านั้นเอง คิดว่าการทำงานก็คือการแก้ปัญหาครับ และท่านพุทธทาสบอกไว้ว่า การทำงานก็คือการปฏิบัติธรรม ถ้าเราทำงานแล้วเราโฟกัสมัน เราคิดถึงมัน เรามีสติกับการทำงาน ก็คือการปฏิบัติธรรม มันดีต่อตัวเรา เพราะฉะนั้นเมื่อมันมีปัญหาแสดงว่าเรากำลังทำงาน และเมื่อเราทำงาน เราก็กำลังปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้นถ้ามัวหนีปัญหา ก็จะไม่ได้แก้ปัญหา เดี๋ยวก็ไม่ได้ทำงานกันพอดี (หัวเราะ)”

Related contents:

You may also like...