พร้อมบุญ พานิชภักดิ์

‘ไฮโซเปื้อนฝุ่น’

คนทั่วไปอาจมองว่า ชีวิตหลังก้าวพ้นรั้วมหาวิทยาลัยย่อมต้องเป็นอนาคตอันสดใสในการสร้างความก้าวหน้าให้แก่ตนเอง เส้นทางที่เรียบง่ายหรือเส้นทางลัดสู่ความสำเร็จเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่แสวงหา จะมีสักกี่คนที่เลือกเดินบนหนทางที่เหนื่อยยาก แต่วันเวลากว่า ๓ ทศวรรษในบทบาทนักพัฒนาของ พร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ความสุขและความสำเร็จบนเส้นทางอันเหนื่อยยากในฐานะนักพัฒนานั้น มีรางวัลชีวิตอันน่าภาคภูมิใจเป็นเครื่องตอบแทน ซึ่งเป็นความสำเร็จของชีวิตในความหมายที่แตกต่าง

ดูเหมือนว่าชะตาชีวิตของ ด.ช.พร้อม จูเนียร์ พานิชภักดิ์ อันเป็นชื่อเดิมเมื่อแรกเกิดที่สหรัฐอเมริกาซึ่งถือกำเนิดขณะที่คุณพ่อ ดร.พร้อม พานิชภักดิ์ ผู้ซึ่งมีบทบาทต่อแวดวงสิ่งแวดล้อมเมืองไทย กำลังศึกษาปริญญาเอก จะดำเนินรอยตามก้าวย่างที่พ่อสร้างภาพวีรบุรุษเป็นแบบอย่างโดยไม่รู้ตัว เด็กน้อยวัย ๕ ขวบกลับมามีชีวิตนักเรียนและนักศึกษาในเมืองไทยซึ่งสังคมนี้นี่เองที่จุดไฟฝันของชีวิตให้โชติช่วงจากการที่เขาเลือกศึกษาในคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จากนักศึกษารุ่นเดินขบวนฯ กระทั่งจบออกมามีชีวิตอยู่ในบทบาทลูกจ้างในหน่วยงานราชการด้านการวางแผนครอบครัว โชคชะตาชักนำให้หนุ่มธรรมศาสตร์มาดเซอร์ผู้นี้ค้นหาตัวเอง ก่อนมาลงเอยกับการเป็น ‘เอ็นจีโอพันล้าน’ กว่าสองพันโครงการที่ผ่านมาในชีวิต จากมูลนิธิแคร์ประเทศไทย สู่มูลนิธิรักษ์ไทยในปัจจุบัน พร้อมผลการดำเนินงานโปร่งใส มีประสิทธิภาพที่การันตีการยอมรับจากองค์กรระหว่างประเทศอย่างไม่ขาดสาย

“ช่วงที่ผมเรียนปริญญาตรีปีสุดท้ายเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ซึ่งผมเองก็เป็นกลุ่มเคลื่อนไหว ไม่ใช้คำว่า เป็นนักต่อสู้ เพราะผมไม่ได้เข้าป่าในช่วงต่อมา ตอนนั้นเคลื่อนไหวเรื่องเปลี่ยนระบบจากเปอร์เซ็นต์มาเป็นระบบเกรด ซึ่งผมเป็นรุ่นสุดท้ายของเปอร์เซ็นต์ แล้วก็ต่อกับช่วงเหตุการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น

“หลังจบปริญญาตรี ผมได้มาทำงานเป็นลูกจ้างประจำที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในด้านการวางแผนครอบครัว นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นจนกระทั่งงานปัจจุบันนี้ คือเป็นงานพัฒนา งานบริหารพัฒนาโครงการ ตอนนั้นเป็นนักวางแผนครอบครัว มีการขอทุนสนับสนุนจากธนาคารโลกบ้างเพื่อนำมาพัฒนาองค์กร เพราะเรามีทักษะติดตัวมาคือภาษาอังกฤษที่ได้มาตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาตรีบ้าง โทบ้าง ก็เลยสามารถใช้ติดต่อกับนานาชาติได้

“ทำงานได้สัก ๔ ปีก็เปลี่ยนไปทำที่บริษัท เพราะเวลาเขียนโครงการสิ่งที่เราคิดมันแตกต่างกับสิ่งที่เราทำ บริษัททำเกี่ยวกับแก๊สอุตสาหกรรม ซึ่งเราทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ตัวเลขการขาย ก็เลยเห็นข้อแตกต่างระหว่างข้าราชการกับเอกชน ธุรกิจจะเห็นกำไรชัดเจน แต่รัฐบาลนั้นกำไรไปหารูปแบบ เราก็รู้ว่างานธุรกิจไม่ใช่นิสัยเรา จึงไปทำงานฟรีแลนซ์ให้กับสหประชาชาติอีก ๑ ปี เป็นโครงการพัฒนาบ้านให้กับชาวเขาและด้านอนามัย”

“ช่วงนั้นมีเอ็นจีโอใหญ่ๆ ไม่กี่แห่ง ของคุณมีชัย วีระไวทยะ สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (พีดีเอ) สมาคมสถาบันครอบครัว Preference ก็มีที่เดียวในประเทศไทย ซึ่งผมก็ได้ย้ายไปองค์กรซีมีโอ (SEAMEO : Southeast Asia Minister of Education Organization) โดยอาจารย์อดุลย์ วิเชียรเจริญ เป็นประธานฯ เป็นองค์กรระดับประเทศ ทำไปได้ ๔ ปีมันก็ยังไม่ใช่งานเรา เพราะฝังใจในงานทำโครงการฯ มากกว่า

“กระทั่งมีตำแหน่งในองค์กรเอ็นจีโอของอเมริกาที่เปิดสำนักงานในประเทศไทยซึ่งเราเคยทำ ชื่อว่า Planning International Assistant : PIA ซึ่งเขาจะส่งเราไปในหลายๆ ประเทศในเอเชียเพื่อศึกษาโครงการ เช่น ประเทศอินเดีย ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ ตุรกี ปากีสถาน ลาว เขมร เวียดนาม พม่า อยู่ได้ ๙ ปี แรกๆ ก็เป็นสปอนเซอร์ และหลังๆ เรามีทักษะในการพัฒนาโครงการมากขึ้น จนเป็นที่มาสู่สิ่งที่ทำในปัจจุบัน ก็คือการเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิแคร์ไทยแลนด์ ได้มาสัมภาษณ์จนเข้ามาทำงานกับแคร์ฯ ซึ่งเป็นโครงการระหว่างประเทศ มีประเทศสมาชิกที่พัฒนาแล้ว ๑๑ ประเทศ เช่น อเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น ตอนนั้นประเทศไทยเศรษฐกิจกำลังพัฒนาอย่างยิ่งยวด แคร์จึงอยากจะออกจากการช่วยเหลือและปิดองค์กร แต่คนไทยในองค์กรต้องการจะทำองค์กร ก็เลยเปลี่ยนมาเป็น ‘มูลนิธิรักษ์ไทย’

“เราจับประเด็นสิ่งแวดล้อม-ชุมชนชาวเขาทางเหนือ โดยไม่ลืมเน้นทางด้านอาชีพทางภาคอีสาน และที่ขาดไม่ได้คือเรื่องการศึกษา ก็มีวารสารที่ทำร่วมกับกระทรวงศึกษา ชื่อว่า ลุงฮูกเจ้าปัญญา”

ในความเป็นจริง ภาพของการดำเนินงานเอ็นจีโอนั้นมุ่ง ‘ให้’ ในขณะที่อีกด้านต้องแบมือ ‘รับ’ ซึ่งฟังแล้วอาจน่ากระอักกระอ่วน กระนั้น สิ่งที่เขาทำมาโดยตลอดทั้งแก่ผู้บริจาคหรือต่อผู้ที่สนใจใคร่รู้นั้นคือความโปร่งใสและใส่ใจในการทำงานอย่างจริงจัง

“ทุกองค์กรมันก็ต้องมีผลงานออกไป แหล่งทุนนั้นสำคัญมาก ในภาคธุรกิจมันก็ต้องมีผลิตภัณฑ์ออกมาให้เห็น แต่เอ็นจีโอไม่มี มันออกมาเป็นนามธรรม ชื่อเสียง ความโปร่งใส ความสะอาดบริสุทธิ์ ตรงนี้เป็นเหมือนภาคธุรกิจ ระบบเงินเดือน ระบบเงินหมุนเวียนในบริษัท และอีกอย่างหนึ่งคือประสิทธิภาพในการทำงาน

“ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้สังคมรับรู้ ถ้าทำดีไปแต่สังคมไม่รับรู้ก็เท่านั้น เอ็นจีโออาศัยสังคมเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นเราต้องสร้างคุณค่า แนวโน้มของเราก็คงคล้ายกับธุรกิจ แต่เราต้องทำผลงานที่เป็นนามธรรมให้เห็นชัดเจน และการเรี่ยไรเงินจากกล่องบริจาคต่างๆ เราก็ตั้งอยู่บนความถูกต้องในการรับเงินบริจาคเช่นกัน

“ที่สำคัญ เมื่อต่างชาติเห็นว่าเศรษฐกิจดีขึ้นก็จะปลีกตัวในการช่วยเหลือ แต่ก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เกิดสึนามิที่รัฐบาลออกมาประกาศไม่รับเงินช่วยเหลือจากต่างชาติ ซึ่งนั่นก็เกิดผลกระทบต่อเอ็นจีโอ เพราะว่าเอ็นจีโอนั่นแหละที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิ โดยที่รัฐบาลไม่ได้เข้ามาช่วยอย่างจริงจัง

“คนทั่วไปยังไม่เข้าใจในงาน กลไกในการพัฒนา และการเชื้อเชิญในการบริจาค ซึ่งเมืองนอกใช้ภาษีเป็นแรงจูงใจในการทำการบริจาค คนไทยก็ไม่ใช่คนรวย คนรวยก็ไม่มีใจจะบริจาคเงินตรงนี้ มันเป็นปัจจัยที่เป็นปัญหาอยู่ ทางมูลนิธิรักษ์ไทยก็ยังต้องแสวงหาการช่วยเหลือและการพัฒนาต่อไป

“โครงการของรัฐบาลทำการอบรมให้กับชาวบ้านในอีสานในช่วงฤดูแล้ง มีคนเป็นร้อยที่มาอบรม แต่จะพัฒนาได้มากเท่าไร แต่สำหรับเอ็นจีโอจะลงไปทำในเชิงลึก คือเราพยายามมองมุมอับที่รัฐบาลทำไม่ได้ มันก็คือการสร้างคุณค่าให้แก่ประชาชน บางครั้งรัฐบาลสามารถให้เอ็นจีโอเข้าไปทำได้ แต่รัฐทำเป็นไม่รับรู้ เอ็นจีโอมองเห็นคนชายขอบที่ต้องการความช่วยเหลืออีกเยอะ”

ด้วยภาพลักษณ์ของการช่วยเหลือสังคมผ่านการดำเนินงานขององค์กรพัฒนาเอกชน จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าชื่อขององค์กรและการปฏิบัติงานอาจตกเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพที่ต้องการฟอกเงินผ่านโครงการพัฒนา

“ถ้ามองระดับโลกมันมีกลไกการพัฒนาอยู่ ถ้าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วเขาสร้างกลไกในการพัฒนา เปิดเผยในรัฐสภาในเรื่องงบประมาณที่เสนอต่อประเทศต่างๆ คนที่มาทำงานด้านนี้ในประเทศไทยมักเป็นฝรั่ง คนไทยส่วนใหญ่จะไม่จับงานพัฒนาเลย เราก็ต้องถือว่าเป็นความชอบธรรมของเอ็นจีโอประเทศไทยที่จะเข้าไปแสวงหารายได้โดยโปร่งใสจากต่างประเทศ เวลาเรารับเรามองค่อนข้างเยอะ แต่เราไม่ได้รับเงินจากทุกบริษัท ถึงแม้ว่าบริษัทเขาจะไม่ได้โกง แต่เรามองถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เช่น เรารับความช่วยเหลือจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ แต่อีกวันเรากลับไปด่าเขาเพราะสร้างความเดือดร้อนแก่ธรรมชาติ อย่างนี้เราไม่รับเป็นเงินช่วยเหลือ

“หรือแม้แต่นักการเมืองเข้ามายื่นเสนอเงินเพื่อไปสนับสนุนนักการเมืองเหล่านั้นเราก็ไม่รับ หรือมีนักการเมืองที่คิดบริสุทธิ์มาสนับสนุน ทางเราก็ไม่รับ เพราะอาจเกิดความขัดแย้งต่อไปได้ ดังนั้นเรายอมปิดเสียดีกว่าที่จะทำให้เกิดความแปดเปื้อน”

จึงอาจกล่าวได้ไหมว่า เจ้าหน้าที่อาสาสมัครเอ็นจีโอนั้นดำเนินโครงการเพื่อพัฒนาท้องถิ่นได้ใกล้ชิดประชาชนและต่อเนื่องยิ่งกว่าบรรดานักการเมืองซึ่งมักติดดินมืออ่อนแต่เฉพาะช่วงหาเสียง

“เราไม่ขอเปรียบกับนักการเมืองนะครับ เพราะว่านักการเมืองมีมติในสภา แต่เรามีมติอยู่กับประชาชนและชุมชนซะมากกว่า อย่างงานด้านเอดส์ที่ทำเรื่องสิทธิบัตรยาโรคเอดส์ มันเป็นไปทางด้านนโยบายต่างประเทศ เอนจีโอนั้นงานใหญ่อยู่ในชุมชน และดึงคนที่ทำงานด้านนโยบายมาคุยกัน แต่งานสส.การแก้ไขมันเกิดขึ้นที่รัฐสภา”
“คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยฟังเอนจีโอ ยกเว้นว่ามีการประท้วง หรือเขียนบทความแรงๆ จึงหันมาสนใจ โลกทั้งโลกก็สนใจ อย่างเช่นในพม่า เราก็เห็นเหตุการณ์การประท้วงฝ่ายรัฐบาลเป็นตัวอย่าง ดังนั้นก็ต้องมีความเข้าใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของเอ็นจีโอที่มีให้ต่อสังคม

“เราต้องคิดว่า ความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน อย่างแรงงานข้ามชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่ชาวพม่าที่เข้ามามากมาย เราต้องเข้าใจในเรื่องสุขภาพ เพราะเมื่อพวกเขามีสุขภาพที่ไม่ดีแล้วก็ย่อมส่งผลกระทบต่อคนไทย แพร่เชื้อติดต่อกันไปมา ทั้งมาลาเรีย เอชไอวี โรคเท้าช้าง ฯลฯ เราเลยจำเป็นต้องจับประเด็นนี้อีกประเด็นหนึ่ง ดังนั้นที่ผมจะไปประชุมที่พม่า ก็เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงเพื่อนำไปสู่การพัฒนา เศรษฐกิจเป็นโลกาภิวัตน์ ดังนั้นปัญหาก็เป็นโลกาภิวัตน์เหมือนกัน ปัญหามันเชื่อมโยงกันหมดเลย ดังนั้นเราต้องทำแรงงานให้ถูกกฎหมายให้ได้ ปัญหาก็จะเบาลง เราจะได้เข้าใจกลไกสุขภาพของคนเหล่านั้น ไม่ให้แพร่ต่อๆ ไป”

แล้วอะไรที่เป็นเสน่ห์มัดใจให้ชายผู้นี้ไม่อาจถอนตัวออกจากแวดวงได้จนถึงทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่ดีกรีความรู้ระดับปริญญาโท บริหารรัฐกิจจากสถาบันเดิมก็การันตีความสามารถได้ไม่น้อย ทั้งพื้นฐานภาษาอังกฤษ ประสบการณ์ในองค์กรเครือข่ายระหว่างประเทศ รวมถึงรากฐานที่มาของครอบครัวตนเองจากฝั่งคุณพ่อและคุณแม่ (ดร.พร้อม-ม.ร.ว.วิภารดี พานิชภักดิ์) ที่สามารถเป็นบันไดให้เขาไต่ไปสู่จุดสูงสุดในหน่วยงานอื่นได้ไม่ยากนัก

“ความสุขของงานด้านนี้คือการสร้างงานให้เกิดความสำเร็จแก่คนที่เราทำงานให้พวกเขา ทุ่มเทให้กับเขา ทำแล้วต้องเกิดข้อแตกต่าง เพื่อให้เกิดผลผลิตที่สำเร็จ เหนื่อยแต่คุ้มค่า และผมเชื่อว่าทุกคนมีส่วนในการพัฒนา อยากให้ภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคสังคมเข้าใจในองค์กรเอ็นจีโอว่าเราทำงานเพื่อสังคมจริง”

“กับชีวิตส่วนตัวก็ต้องมีให้คนรอบข้าง ไม่ใช่แต่มุ่งมั่นทำงานเพียงด้านเดียว เราต้องแบ่งเวลาออกเป็นสอง โดยที่วันเสาร์ผมแบ่งเวลาให้กับครอบครัว ซึ่งผมมีลูกสองคน คนหนึ่งเรียนสถาปัตย์อยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คนเล็กเรียนม.ปลายที่สาธิตจุฬาฯ เขาทั้งคู่มีความเข้าใจที่เราทำงานให้กับสังคม โดยผมจะคุยกับลูกเสมอเกี่ยวกับเรื่องราวการทำงานอุทิศตนให้กับสังคม พวกเขาก็มีส่วนร่วมในการเรียนรู้งานที่ผมทำอยู่”

“ครอบครัวเราไปไหนมาไหนด้วยกันค่อนข้างเยอะ ผมพยายามบอกลูกว่าเราเป็นคนธรรมดา สำหรับพ่อแม่ผมมีแบคกราวน์ทางด้านราชการอาจจะใช่ แต่ถ้าเป็นครอบครัวร่ำรวยเราไม่ใช่ เรียกว่าอาจจะเป็น Upper middle class”

คนทำงานเพื่อสังคมจำนวนไม่น้อยต้องประสบกับภาวะที่ต้องยอมสละความสุขส่วนตัวและครอบครัว จนกระทั่งหลายครั้งเกิดปัญหาด้านความเข้าอกเข้าใจจากคู่ชีวิต แต่สำหรับเขานั้นผ่านพ้นช่วงเวลานั้นมาได้ด้วยความคงที่ของตัวเอง

“ผมคิดว่าการเป็นตัวของตัวเองโดยเฉพาะคนที่ทำงานเอ็นจีโอก็คงจะมาจากบุคลิกของตัวเอง ตอนอายุ ๒๐ กว่าเราก็ไม่รู้มันคืออะไร ถ้าคิดย้อนหลังบางทีเราก็อยากเป็นนู่นเป็นนี่เยอะแยะไปหมดเลย แต่กับคนที่เราสนใจพิเศษเราก็นำเสนอว่านี่คือตัวฉัน ถ้าคุณคบคนอย่างนี้ได้ก็จะอยู่ด้วยกันได้โดยมีความเป็นตัวของตัวเอง แต่ขณะเดียวกันคนที่จะเป็นคู่กันได้ต้องปรับเข้าหากัน ไม่ใช่ว่านี่คือตัวฉัน เป็นแบบนี้จะเอาหรือไม่ ซึ่งเราต้องปรับเข้าหากันเยอะ เพราะทางครอบครัวมาลากุลของภรรยา (ผศ.ดร.กุณฑลทิพย พานิชภักดิ์) เขาเป็นครอบครัวใหญ่มากเลย และที่จริงผมเรียนธรรมศาสตร์ตอนนั้นเขาก็ไม่ใช่ว่าจะต้อนรับมากนัก คนเรียนธรรมศาสตร์ก็ผมยาวไว้หนวด ขณะที่ภรรยาเรียนปริญญาตรีสถาปัตย์ ม.ศิลปากร แล้วไปต่อปริญญาโทที่จุฬาฯ แต่ว่าเรารู้จักกันตั้งแต่มัธยมปลาย เป็นความสัมพันธ์ที่ยาวนานมาก”
จึงไม่เป็นปัญหา เมื่อเขาเลือกที่จะเข้ามาจับต้องความไม่พอดีในสังคม

“เราอาจจะมองว่าเราพัฒนาประเทศไปได้เยอะ แต่จริงๆ แล้วสังคมไทยยังต้องการคนที่มีจิตใจในการเป็นอาสาสมัครอีกมาก อยากให้ตรงนี้มีความเข้มแข็งขึ้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ อย่างในกรุงเทพฯ คนที่มีความพร้อมอยู่มาก คนที่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างสบายก็มีอยู่เยอะ แต่พวกเขาไม่เข้าใจในบริบทของความยากจนหรือความต้อยต่ำของคนในสังคมว่าเป็นอย่างไร เขาอาจจะไปช่วยเด็กพิการ แต่ผมอยากให้รู้ไว้ว่างานพัฒนามันไม่ใช่งานสงเคราะห์ตามที่เข้าใจ ดังนั้นคนกรุงเทพฯ จึงเป็นเหมือนครอบแก้วที่ไม่เข้าใจคนยากจน ช่องว่างเกิดมากขึ้นและส่งผลอันตราย ภาพที่เห็นคือคนกรุงอยู่อีกอย่างหนึ่ง แต่คนที่เหลือในประเทศอยู่อีกอย่างหนึ่ง”

“เอ็นจีโอที่อยู่ในสังคมก็เป็นเหมือนกับคนที่อยู่ในชนชั้นกลาง คนชนชั้นกลางเป็นบุคคลที่สำคัญมาก และเป็นคนที่มีมุมมองของการพัฒนาอย่างดี อย่างตอนที่ทางเราไปตั้งกล่องบริจาค คนที่หยอดเงินบริจาคไม่ใช่พวกเศรษฐีเลย แต่เป็นคนชนชั้นกลางทั้งนั้น และคนชั้นกลางจะมองว่า เงินที่ให้ไปมันไปถึงคนที่ยากจนไหม แต่คนรวยหรือบริษัทอาจจะมองว่าเงินที่บริจาคทำให้เกิดหน้าตาตัวเองต่อสังคมอย่างไร ซึ่งมันก็ไม่ทุกบริษัทหรอกนะครับ (หัวเราะ) ถึงอย่างไรก็ตาม อย่าเอาเอ็นจีโอไปเป็นเครื่องมือในการหารายได้และผลประโยชน์จะดีกว่า แต่ที่ผมคิดก็คือจะทำอย่างไรให้คนชั้นกลางเกิดพลังในการพัฒนา และโดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในเอ็นจีโอก็ว่าได้ แค่นี้คนยากจนก็มีกำลังใจในการอยู่รอดในสังคมแล้ว

“ในบางบริษัทที่ว่า เช่น โรงงานที่ทำลายสิ่งแวดล้อม มาขอให้เอ็นจีโอช่วยเหลือชาวบ้านรอบๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องสุขภาพของคนในชุมชน เพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อโรงงาน สิ่งนี้ก็ไม่ใช่หน้าที่ที่ทางเราต้องทำเลย แต่มันเป็นหน้าที่ที่โรงงานต้องมาแก้ไข เป็นต้น เอ็นจีโอก็รู้ว่า เราต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่มันต้องเป็นประโยชน์ที่ทำให้เกิดแก่สังคม ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น เพราะเราทำงานเพื่อสังคม”

ล่าสุด ประสบการณ์ด้านการพัฒนาของเขาได้ตกตะกอนปรากฏเป็นผลงานพ็อคเก็ตบุ๊คในชื่อ ‘พัฒนาในงานพัฒนา (Development in Development)’ ซึ่งสะท้อนความคิดความหวังในการทำงานของเขาและพลพรรค

“หนังสือนี้อาจเกิดจากหลายๆ สาเหตุ แต่เป็นหนังสือที่ผมเขียนในช่วงเวลาที่ทำงานที่นี่ ซึ่งทีมงานของมูลนิธิเขาก็สนุกกับการทำงาน”

“เรามีวาระด้วยอายุ เมื่อถึงเวลาที่จะต้องทำอย่างอื่น มีคนเคยถามว่าไม่ไปสมัครสว.หรือ ผมบอกว่านั่นไม่ใช่ลักษณะตัวตน เราไม่ใช่นักขายที่ออกไปพูดเร้าใจคนฟัง ผมคิดว่าผมเป็นเชิงกลยุทธ์ แต่ก็ไม่อยากเป็นคนที่วางกลยุทธ์ให้นักการเมือง ก็เลยมองว่าถ้าเราสามารถอุทิศตัวให้งานสาขาเอ็นจีโอได้ ไม่ใช่รักษ์ไทยหรือว่าที่ไหนก็ตาม ผมก็คงจะอยู่ในภาคส่วนนั้นไปเรื่อยๆ ตราบใดที่สังคมไทยยังคิดว่าสิ่งนี้สำคัญ ซึ่งก็นั่นเอง การที่สังคมไทยจะคิดว่าสำคัญหรือไม่ก็อยู่ที่เอ็นจีโอทำตัวอย่างไร”

ซึ่งเขาและมูลนิธิคงจะไม่ต้องมีบทบาทเช่นนี้ในสังคม หากช่องว่างของคนในสังคมไม่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

“มูลนิธิเราไม่ได้มองว่าบางอย่างมันเป็นความดีหรือความชั่วในขณะนั้น แต่เรามองว่าการอยู่รวมกันในสังคมจะเกิดขึ้นได้อย่างไรมากกว่า ณ วันนี้เราเห็นความเชื่อมโยงว่าทุกอย่างมันกระทบกัน ถ้าสังคม คนที่ทำงานธุรกิจ คนที่เป็นพนักงานเขาสามารถพัฒนาความคิดในเชิงการช่วยคนอื่นและการช่วยเหลือในเชิงพัฒนา ไม่ใช่สงเคราะห์อย่างเดียว ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ทำอย่างไรให้เกิด เป็นมิติที่เราจะต้องทำ เพราะถ้าเรามองเส้นทางของการพัฒนาคนญี่ปุ่น ฝรั่ง คนยุโรป พวกนั้นเขาเกิดจาก Sense ในคนทั่วไป เป็น Sense ว่านี่คืองานพัฒนา ดังนั้นทุกคนก็ควรมีหน้าที่ในการพัฒนา นี่คือสิ่งที่ผมอยากให้เกิดขึ้น”

Related contents:

You may also like...