ดร. พงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์

เมื่อพรหมลิขิตชักพามาเป็นปลัดกรุงเทพมหานคร

คุณเป็นอีกหนึ่งคนที่เชื่อในเรื่องของพรหมลิขิตรึเปล่า? สำหรับผมรู้สึกเฉยๆ คิดว่าเป็นทางเดิน จังหวะ และโอกาสของชีวิตใช่ว่าจะมีใครมากำหนดได้ จนกระทั่งได้สนทนาพาทีกับ ดร.พงศ์ศักติฐ์ เสนสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำให้สัดส่วนความรู้สึกว่าชีวิตถูกลิขิตเด่นชัดมากขึ้น เมื่อรัฐศาสตรบัณฑิตหนุ่มลูกช้างจากรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก้าวเข้ามาเป็นลูกช้างเอราวัณในศาลาว่าการกรุงเทพมหานครอันเป็นช่วงเวลาที่หน้าประวัติศาสตร์การบริหารราชการเขตปกครองพิเศษได้ถูกกำหนดขึ้นใหม่

“ผมสอบเข้ารับราชการหลายที่โดยหนึ่งในนั้นก็คือกรุงเทพมหานครซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นใหม่ ปีพ.ศ.๒๕๑๘ รวมเอาจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ผมเป็นข้าราชการกทม.รุ่น ๑ รับราชการในวันแรกก็ไม่คิดว่าจะอยู่กทม.ไปสอบปลัดอำเภอเอาไว้หลายที่เหมือนคนจบรัฐศาสตร์ทั่วไปเผอิญที่นี่เรียกตัวก่อน อาจจะเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิตในปีเดียวกันผมสอบเรียนต่อปริญญาโท(ทางการปกครอง ม.ธรรมศาสตร์) จึงคิดว่าเรียนให้จบก่อนแล้วค่อยว่ากันจากวันนั้นมาถึงวันนี้ถือว่าผมเป็นลูกหม้อของกทม.มาตั้งแต่ต้น ๓๑ ปีแล้วนะ ผมมาไกลเกินฝัน แต่สิ่งหนึ่งที่ยังทำอยู่และอยู่ในหัวใจมาตลอดคือผมทำงานหนัก ผมรักงาน ผมมีชีวิตผูกพันกับงานเป็นอันดับหนึ่ง

“น่าแปลกใจที่ผมเข้ามาทำงานวันแรกก็ห้องนี้แหละ จบมาจากมหาวิทยาลัยบ้านนอก ม.เชียงใหม่ (หัวเราะ) มารายงานตัวที่ห้องปลัดกทม.คือคุณหญิงนันทกา สุประภาตะนันทน์ สมัยนั้นผมได้รับการบรรจุให้เป็นเลขานุการปลัดฯ ทำงานในห้องนี้แล้ววันนี้ผมก็กลับมานั่งทำงานที่เดิม”

จากครอบครัวข้าราชการทั้งคุณพ่อที่เป็นสมุห์บัญชี คุณแม่เป็นครูใหญ่ คุณปู่เป็นสัสดี และคุณตาเป็นสรรพสามิต จึงเสมือนป้ายบอกทิศทางบนถนนแห่งชีวิตให้กับดร.พงศ์ศักติฐ์ได้เดินมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ใช่ว่าถนนทุกสายจะราบเรียบปลอดภัยไร้กังวล สำหรับเขาเกือบจะมาไม่ถึงวันนี้เมื่อโชคชะตาได้ทดสอบผู้ชายคนนี้ด้วยการเดิมพันชีวิตกับการทำงานมาแล้ว

“ตอนเห็นการณ์ ๙/๑๑ ซึ่งผมจะต้องอยู่ในที่เกิดเหตุ ใน ๓๐ ปีนี้สิ่งที่บันทึกในใจมากที่สุดคือเรื่องนี้ ผมเป็นรองปลัดเดินทางไปดูงานต่างประเทศกับท่านรองผู้ว่าฯ ไปพักที่โรงแรมแมริออทเวิล์ดเทรด ที่เชื่อมระหว่างตึกแฝด หลังเดินทางจากแคนาดามาผมต้องพักอยู่ที่นั่นจนถึงวันที่ ๑๑ กันยายนแต่อยู่ได้แค่วันที่ ๗ มีความรู้สึกว่าอยากกลับบ้านโดยที่ไม่มีสาเหตุอะไรเลย และผมก็หาเรื่องจะต้องกลับให้ได้ด้วยทั้งที่มีโปรแกรมต่อไปวอชิงตันอีก

“ผมบอกไม่ได้ว่าความรู้สึกนั้นมันคืออะไร ทุกวันนี้ยังตอบคำถามตรงนี้ไม่ได้ว่าทำไมต้องกลับ ทำไมต้องรีบ พอกลับถึงกรุงเทพฯ ตกค่ำก็เห็นตึกนี้พังรูดลงมาจำได้ว่าเมื่อวานเรายังอยู่ในนั้น คิดเสมอว่าถ้าตายก็คงหาศพไม่เจอหรอก ไม่ตายวันนั้นก็เลยอยู่รอดมาจนถึงวันนี้ ผมอธิบายไม่ถูกนะว่าทำไมต้องอยาก…กลับมากที่สุด

“ที่จริงตอนติดเรื่องตั๋วเครื่องบินมันไม่มีกลับนะเหตุผลมันไม่มี ทั้งๆ ที่นิวยอร์กคนก็อยากไปเที่ยว ทีมงานคนอื่นต้องกลับพร้อมผม ต้องมาทำตั๋วเป็นทอดๆ จากนิวยอร์กมาลงซานฟรานฯ จากซานฟรานฯ มาลงไต้หวันแล้วต่อมากรุงเทพฯ คิดในใจว่ากลับมาทำไมวะ แต่ก็ได้รู้ว่าเออทำไมเราต้องกลับ ถ้าอยู่ก็ตายอยู่ในตึกนั้น

“นี่ก็เป็นเรื่องที่ผมจะเล่าให้คนใกล้ชิดในครอบครัวเพื่อนฝูงฟังว่า ความตายง่ายนิดเดียว แป๊บเดียว (เน้นเสียง) ก็ตายแล้ว ฉะนั้นอย่าประมาทในทุกๆ เรื่อง ผมก็ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น กลับบ้านอาจจะไม่ถึงบ้านก็ได้ นั่งอยู่หัวใจวายคนอื่นอาจคิดว่าทำงานกว่าจะรู้ก็ตายไป ๓ ชั่วโมง ที่พูดมาจากใจจริงนะครับฉะนั้นทำอะไรได้ก็ทำ”

เมื่อคนเติบโตวุฒิภาวะทางความคิด ประสบการณ์ทำให้เขาแข็งแกร่งสร้างความมั่นคงแก่ตนเองพร้อมแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาแก่ผู้อื่น กรุงเทพฯ ก็เช่นเดียวกันการเป็นศูนย์กลางทุกสิ่งของประเทศย่อมเป็นเป้าหมายที่คนจากทั่วสารทิศต่างมุ่งหวังมีชีวิตที่สะดวกสบาย แสวงหาโอกาสซึ่งไม่มีในภูมิภาคนั่นรวมถึงปัญหาที่ตามมา

“ในปีที่ผมเข้ามาทำงานใหม่ๆ งบฯ กทม.สามถึงสี่พันล้านบาท จนปีนี้ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อก่อนคนที่ทำงานในศาลาว่าการฯ ประมาณหมื่นคนวันนี้ ๙๘,๐๐๐ คน แสดงให้เห็นการเติบโตขององค์กรอย่างมากมายมหาศาล เมื่อก่อนคนที่ทำงานในนี้ไม่เยอะรู้จักกันเกือบหมด แต่วันนี้คนรู้จักกันไม่ทั่วหรอก ในด้านของเมืองถ้าอยู่กับมันมาตลอดจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงแต่ถ้าเคยอยู่กทม.แล้วไปอยู่ที่อื่นกลับมาอีกทีแทบจำไม่ได้เลย

“ผมทำงานที่นี่ ๓๑ ปี ไม่ใช่คนกรุงเทพฯ แต่ก็เหมือนไปแล้วเพราะอยู่มาอย่างต่อเนื่องเห็นการเปลี่ยนแปลงมาตลอด จากระบบการขนส่ง ระบบการจราจร บ้านเมือง อาคาร สถานที่ ต้องยอมรับว่ากรุงเทพฯ เราเปลี่ยนแปลงในช่วง ๒-๓ ทศวรรษนี้เร็วมาก และเมื่อเทียบกับเมืองต่างๆ ทั่วโลกมองทางด้านกายภาพเราไม่แพ้ที่ไหน ความเจริญก้าวหน้าที่เราบ่นๆ กันวันนี้เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนเดี๋ยวนี้ดีกว่าเยอะ ธรรมชาติของเมืองยิ่งคนมากปัญหาก็มาก ยิ่งเจริญมากปัญหาก็มาก มันต้องมีสิ่งที่ชดเชยกัน เมื่อก่อนคิดว่าเมืองเล็กๆ ไม่สะดวกเรื่องนั้นเรื่องนี้แต่พอเมืองมันเติบโตมากขึ้น คนมากขึ้น สิ่งสาธารณูปโภค สาธารณูปการขยายตัวมากขึ้น

“ปัญหาของเมืองมันเป็นปัญหาธรรมชาติมีเมืองก็ต้องมีปัญหาเราต้องแก้ไข แต่การแก้ไขก็ใช่ว่าจบสิ้นมันก็จะมีปัญหาใหม่เกิดขึ้นมาทุกวัน งานของกทม.เป็นงานที่ไม่มีวันจบ เมื่อทำเสร็จเรื่องหนึ่งก็มีเรื่องใหม่มารอตรงหน้า หรือเมื่อเราแก้ปัญหาเรื่องหนึ่งอยู่ก็มีปัญหาคู่ขนานตามมา ชัดๆ คือ ปัญหาจราจรมันมาพร้อมกับเมือง จะให้ปัญหาหมดไปไม่ได้หรอกเพียงแต่เราจะแก้มันอย่างไร และจะคาดการณ์แก้ไขปัญหาข้างหน้าอย่างไร สำคัญคือแทนที่จะแก้ปัญหาวันนี้ทางที่ดีเราต้องคิดเผื่อ ๕ ปี ๑๐ ปีต่อไปว่าจะเอาอย่างไร”

“เรื่องน้ำท่วมกรุงเทพฯ จากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอาจจะเป็นข้อมูลทางวิชาการผมไม่อยากให้เราแตกตื่นตกใจขนาดนั้น เพราะเรื่องดินทรุด น้ำท่วมเป็นสภาวการณ์ประจำของคนกรุงเทพฯ คนที่อยู่ทางซีกตะวันออกหรือแถวปากน้ำจะเห็นว่าระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เป็นผลกระทบมาจากโครงสร้างทางสภาวะแวดล้อมในระดับโลก

“วันแรกที่ผมรับตำแหน่งปลัดฯ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ ผมรับตำแหน่งด้วยการออกไปดูน้ำท่วมกันท่านผู้ว่าฯ (หัวเราะ) งานแรกเลยล่ะ มาถึงปีนี้ฝนมาเร็วและมาก ที่แปลกคือลมแรงผมอยู่กทม.มาก็นาน ปรากฏการณ์ที่ขนาดมีพายุแรง ป้ายโฆษณาล้ม บ้านเรือนพัง เดือนหนึ่งเจอเข้าไป ๒-๓ ครั้งแล้ว เป็นปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ เรื่องน้ำทะเลหนุนเมื่อก่อนอาจะเป็นช่วงเช้า-เย็น เดี๋ยวนี้น้ำขึ้นทั้งวัน”

“กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งโอกาส มีโอกาสให้กับคนมากกว่าที่อื่น คนดี คนเก่ง คนมุ่งมั่นมาสร้างเนื้อสร้างตัวที่กรุงเทพฯ นี่คือโอกาสในภาวะวิกฤต ในแง่วิถีชีวิตคนกรุงต้องเหนื่อย กดดัน เครียดมากกว่าคนต่างจังหวัด แต่สิ่งที่ได้ตอบแทนก็คือโอกาสในการทำงานที่ดีกว่า ชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น นี่คือธรรมชาติของเมือง

“สิ่งที่ต้องทำสำหรับผมที่อยู่มานานและทำงานเพื่อกรุงเทพฯ คนกรุงเหมือนคนมีกรรมนะพอถึงวันหยุดทุกคนก็จะตาลีตาเหลือกหนีออกไปต่างจังหวัดแล้วทิ้งกรุงเทพฯ ของผมไว้ พอถึงวันเปิดงานก็แห่กลับมา ในขณะที่คนต่างจังหวัดเข้ามาเที่ยว เราไม่ได้มีแค่รถติด น้ำท่วม ชุมแออัด แต่เรามีเสน่ห์อยู่เยอะ Unseen Bangkok ที่เคยเป็นสโลแกน ผมอยู่มา ๓๐ กว่าปียังไปไม่หมดเลย แนวการพัฒนาต้องทำแบบ Dual Track ยังต้องสร้างสาธารณูปโภค ดูแลปัญหาจราจร น้ำท่วม ฯลฯ แต่
ความรู้สึกต้องนำกลับมาคนกรุงต้องรักที่จะอยู่กรุงเทพฯ”

ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่ว่าจะสถานการณ์ใดเมืองหลวงแห่งนี้เป็นเป้าหมายที่บอบช้ำจากทุกๆ เรื่อง แม้การเมืองก็หลีกไม่พ้นทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ไม่ปกติรถถังก็จะพุ่งบดเข้ามายังศูนย์กลาง

“อะไรๆ มันอยู่ที่กรุงเทพฯ เราต้องพลิกวิกฤต เราก็หนีความจริงไม่ได้ ด้วยโครงสร้างเมื่อเป็นศูนย์รวมของความเจริญก็ต้องเป็นศูนย์รวมของปัญหา ฉะนั้น เราต้องปฏิวัติตัวเอง ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเอง เรามีเสน่ห์อยู่ในตัวเองอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่คนกรุงเทพฯ อยู่กับปัญหามาก แข่งกันกินแข่งกันอยู่ รอยยิ้ม ความเอื้ออาทร มิตรภาพ สมานฉันท์เริ่มหายไป เพราะแก่งแย่งชิงดีกัน พูดแล้วนามธรรมแต่ผมว่าเราต้องช่วยกัน”

ขณะที่ท่านปลัดก็มีวิธีการอยู่กับปัญหาและเป็นหัวขบวนในการแก้ไขด้วยการสร้างนิสัยให้เป็นพหูสูตร

“ผมชอบอ่านหนังสือเป็นชีวิตเลย อ่านได้ทุกประเภท ทุกวัน และทุกโอกาส กินข้าวก็อ่าน ขอโทษนะเข้าห้องน้ำก็อ่าน จะเดินทางไปไหนผมต้องมีหนังสือติดมือ อ่านตั้งแต่ใบปลิว รวมทั้งสิ่งที่เป็นข้อมูลอีกอย่างหนึ่งผมชอบคุยกับคน ผมมีเพื่อนหลากหลายกลุ่มอาชีพ เป็นนักธุรกิจ นักการเมือง นายทหาร ตำรวจ พ่อค้า ชาวนา ผมมีความสุขที่ได้คุยกับคน วันนี้คนกรุงเทพฯ อาจจะบอกกว่าปวดหัว ทะเลาะกัน แต่ผมว่าลึกๆ แล้วเรายังรักกัน”

“ผมก็เป็นมนุษย์นะ มีรัก โลภ โกรธ หลง ดีใจ เสียใจ น้อยใจ มีเหมือนคนอื่นทุกอย่างไม่มาพูดโก้ๆ หรอกว่าผมไม่เครียด เป็นคนกรุงเทพฯ เครียดทุกคน (หัวเราะ) แต่เราจะบริหารอย่างไรขับรถออกไปก็เครียดแล้ว ผมมีหลักนิดเดียวเวลาเครียดไม่ไปฝืนมัน ลูกน้อง เพื่อนฝูง ครอบครัวผมก็เข้าใจว่าถ้าเครียดผมจะอยู่คนเดียวให้มันเย็นลงสักนิดที่จริงผมเป็นคนใจร้อนซึ่งก็เป็นธรรมดาของคนทำงานอยากทำ อยากเร็ว อยากเสร็จ อยากเห็น อยากทันที สั่งแล้วอยากเสร็จ ก็เป็นเรื่องธรรมดาของการทำงาน แต่ถ้าไม่ได้ดั่งใจก็จะเครียด

“จากประสบการณ์ที่ทำงานอยู่กับปัญหามานาน อยู่กับคนมาเยอะ ผมเข้าใจว่ามนุษย์มีความแตกต่างกัน การให้อภัยการอดทนซึ่งกันและกัน การมองโลกในแง่ดีก็เป็นหลักที่ผมใช้ในชีวิตประจำวัน ผมเป็นคนชอบไหว้พระ ชอบสวดมนต์ ชอบอ่านหนังสือ นี่อาจจะให้ผมมีแง่มุมบริหารจิตใจได้เร็วกว่า อารมณ์เครียด โมโห อึดอัดมันก็มีเหมือนกันแหละเพียงผมเอาลงเร็วแทนที่มันจะขึ้นไปมากก็กลับเอาลงมาได้เร็ว”

“ผมโชคดีที่ได้อยู่กับผู้บังคับบัญชาที่ดีมากตอนที่คุณหญิงนันทกา สุประภาตะนันทน์ นั่งทำงานผมเป็นเด็กเล็กๆ เห็นความขยัน ความเป็นระเบียบ ความอุทิศตน ความรอบคอบ ความละเอียดจากท่าน วันแรกที่ผมเข้ามาที่นี่ขึ้นรถเมล์ยังไม่เป็นเลย โชคดีที่ได้ทำงานกับผู้บังคับบัญชาสูงสุดก็คือปลัดกทม.ในขณะนั้น ท่านเป็นคนที่มีความรู้ดีมาก ผมแอบลักจำวิธีการทำงานของท่านตั้งเยอะ เห็นท่านทำงาน ขยันเอาแฟ้มไปทำที่บ้าน ท่านอ่านบันทึกละเอียด งานที่ผมทำมีสิ่งใดผิดสิ่งใดถูกท่านแนะนำ ผมอยู่ตรงนี้ ๑๒ ปี ได้อยู่มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด ผมอาจจะเรียนหนังสือมาหลายที่แต่มหาวิทยาลัยนี้ ที่ห้องนี้ได้ให้ผมมามาก มีทุนในการทำงานจากคุณหญิงนันทกา ผมได้ครูที่ดี ผู้บังคับบัญชาที่ดี ตัวอย่างที่ดี วันนี้ผมยังไม่ได้ครึ่งของท่านหรอก ได้เจอท่านในสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ยังเหมือนเดิม ขยันไปประชุมผมเห็นท่านก็ไปกราบท่านระลึกถึงที่ท่านโมเดลของผม”

“ในเรื่องงานกับครอบครัวไม่มีปัญหานะครับ ผมทำอย่างนี้มาทั้งชีวิต ไม่ได้มีความแตกต่างว่าจะเป็นอย่างอื่น เขาเห็นผมมาอย่างนี้ตั้งแต่เริ่มมีครอบครัว ผมมีลูกสาวคนเดียวเรียนปริญญาเอกอยู่ที่มหิดล ภรรยาผมดูแลครอบครัวและก็ทำงาน เราสามคนเข้าใจกัน ชีวิตกับงานเกือบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี่คือสไตล์ของผมเป็นความจริงมาตั้งแต่ต้น ถ้าผมไม่ทำงานสิเป็นเรื่องแปลก (หัวเราะ)

“อีก ๔ ปีทีเหลือในตำแหน่งก็ไม่คิดว่าเป็นศึกหนักนะ ผมรักงานรักกรุงเทพฯ รักองค์กร ไม่ใช่มาพูดปากหวาน กทม.มีบุญคุณกับผม เป็นองค์กรที่ทำงานมาตั้งแต่เริ่มต้น ผูกพันกับที่นี่มากไม่คิดว่างานข้างหน้าจะเป็นงานหนักนะ คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะทำให้ดีที่สุดในทุกๆ เรื่อง ผมเป็นคนไม่ย่อท้อและเป็นคนไม่แพ้”

อาจจะเห็นว่าภารกิจปลัดกรุงเทพมหานครหนักอึ้งแต่ก็อดถามไม่ได้ว่าจะหาเวลาพักผ่อนกับกิจกรรมที่ชื่นชอบได้อย่างไร หรือว่าทำแต่งาน งาน และก็งาน

“ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้คนหนึ่งของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เคยไปเรียนมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ตอนเรียนหนังสือก็เล่นฟุตบอลนี่ถือเป็นวิญญาณของผมอีกอย่างหนึ่งที่จริงผมชอบอะไรในชีวิตอยู่หลายอย่างนะ ผมเป็นคนที่ทำอะไรเยอะ ชอบ ดูหนัง ฟังเพลง กิน เที่ยว และเล่นกีฬา ตอนหนุ่มๆ เล่นบอลพอแก่ตัวได้แต่ดู พยายามเล่นกอล์ฟแต่ก็เอาดีไม่ได้ไม่มีเวลา ถุงกอล์ฟซื้อมายังไม่แกะพลาสติกเพื่อนฝูงยังล้อเลียนอยู่เลย จากที่เล่นไม่ไหวก็อาศัยดูเอาทั้งกอล์ฟ ฟุตบอล กีฬาที่แข่งผมดูได้ทุกประเภท สำหรับแมนฯ ยู แข่ง ๑๖๐ แมตช์ผมอาจจะดูมากกว่า ๓๐๐ เพราะผมดูซ้ำ (หัวเราะ) แมตช์หนึ่งๆ บางทีดั้ง ๓ หน ถ้าเล่นดีๆ ผมรีเพลย์ดูหลายรอบ ทำให้เห็นเงาก็พอจะตอบได้ว่าเป็นใครนัดไหน

“แมนยูฯ ทำให้ชีวิตผมกระปรี้กระเปร่า ทำให้ชีวิตผมมีความหวังว่าอาทิตย์นี้จะเตะกับใคร แต่ในความหวังบางทีก็มีความเศร้า ความสุข วันไหนชนะผมก็มีความสุข ทุกคนที่อยู่รอบตัวผมจะรู้ว่าวันนี้แมนฯ ยูชนะ อารมณ์ดี เป็นเรื่องของมนุษย์ แต่ถ้าวันไหนแพ้ก็จะซึมๆ คุณจะไปชนะเขาทุกแมตช์ได้อย่างไรกีฬาก็เหมือนชีวิตนั่นแหละเก่งอย่างไรก็ต้องมีแพ้ แต่ว่าแพ้ต้องมีวันชนะ ในช่วงที่ปิดฤดูกาลผมเหงาเอาเทปมาดูดูจนจำได้เลยว่าลูกนี้จะเป็นอย่างไรต่อ ตอนนี้เปิดฤดูกาลแล้วตีสามตีสี่ต้องนั่งเฝ้าจอรอตื่นคอยปลุกดูกันทั้งบ้าน (หัวเราะ)

“ตอนที่ผมไปเรียนสมัยนั้นเก็บเงินเก็บทองไปยืนดูสมัยก่อนมีตั๋วยืนอยู่หลังสนามรอดูแพงด้วยล่ะ แต่ก็ยังจะไป ผมสะสมทุกอย่างที่เป็นแมนยูฯ หมวกบ้าง เนคไทบ้าง รูปบ้าง หรือว่าญาติพี่น้องที่เขาเห็นผมชอบพอเขาไปอังกฤษก็จะซื้อมาฝากรู้กันล่ะว่าถ้าไปอังกฤษก็ช่วยฝากของแมนยูฯ ก็พอ”

“อีกกิจกรรมหนึ่งที่ชอบ ทำมานาน และมีความสุขมากก็คืองานสอนหนังสือทุกวันนี้ก็ยังทำหน้าที่เป็นอาจารย์อยู่ ถ้าได้อาจารย์ที่ทำงานและเป็นอาจารย์ด้วยก็จะมีชีวิตจริงไปเล่าให้นักศึกษาฟัง การเรียนหนังสืออย่างเดียว เรียนจากตำราอย่างเดียว หรือจากแลคเชอร์ผมว่าไม่พอ สิ่งที่ได้มาจากการเรียนเอามาใช้ตรงๆ ในชีวิตจริงไม่ได้ นั่นคือมหาวิทยาลัยที่ให้พื้นฐานแต่การทำงานเป็นมหาวิทยาลัยของโลก

“ผมใช้ประสบการณ์ชีวิตจริงที่ทำงานอยู่ไปเล่าให้ฟังโดยเฉพาะนักศึกษาปีสุดท้าย เข้าไปทำงานต้องเจออะไรโลกการทำงานกับโลกการเรียนไม่ว่าเพื่อนฝูง สังคม สภาวะแวดล้อม การแข่งขันการต่อสู้นี่คือชีวิตจริงทั้งหมด ผมสอนทั้งปริญญาตรี โท เอก สอนหนังสือตั้งแต่จบปริญญาโทที่ธรรมศาสตร์ก็มาสอนมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ดร.จุมพล หนิมพานิช เป็นเพื่อนกัน ตอนตั้งมหาวิทยาลัยใหม่ๆ หาอาจารย์พิเศษเยอะ หลังจากนั้นก็จะไปสอนตามมหาวิทยาลัยที่เพื่อนสอนอยู่ เมื่อก่อนตอนที่ตั้งมหาวิทยาลัยเป็นอาจารย์รุ่นแรกๆ ของมสธ.เดินสายสอนทั่วประเทศอยู่สักสิบกว่าปี พอตอนหลังเหนื่อยก็สอนเฉพาะในกรุงเทพฯ

“ทุกวันนี้ก็ยังมีการบรรยายบ้าง แต่การสอนหนังสือต้องเบาแล้วพอ ขึ้นมาทำงานในตำแหน่งนี้ต้องหยุดไปแต่ก็หาโอกาสแว่บไปสอน การสอนหนังสือเด็กสมัยนี้เก่งกว่าเรานะ ไม่ต้องรอให้เกษียณแล้วค่อยมาสอนหนังสือ แต่ความรู้สึกพอในหน้าที่การงานราชการตอนนั้นผมเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ตรวจราชการ ๑๐ รู้สึกว่าพอแล้ว ข้าราชการระดับ ๑๐ สูงมากแล้วอยากพัก ผมชอบทำงานเพื่อสังคม พวกเด็กด้อยโอกาส มูลนิธิ หรืองานด้านชนบท ยังมีวิญญาณที่อยากจะกลับไปตอบแทนสังคมที่ผมจากมา อยากเที่ยวด้วย อยากทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ในชีวิตนี้ผมจดไว้เยอะนะอยากทำอะไรเยอะเลยแต่ผมยังไม่ได้ทำ ผมวางแผนว่างงานมานานแล้วล่ะ ที่จริงให้ไปพรุ่งนี้ยังได้เลย ผมพร้อม พร้อมอยู่ พร้อมไป คิดไว้แล้วว่าจะทำอะไรบ้าง”

แต่ ณ ตอนนี้ท่านยังคงทำหน้าที่ที่ถูกกำหนดมาอย่างขะมักเขม้นบนเก้าอี้ปลัดกทม.ไม่ว่าทางเดินชีวิตนี้ใครจะเป็นผู้กำหนดให้ท่านเดิน สิ่งหนึ่งที่รับรู้ได้ก็คือผลจากเส้นทางที่เดินมานั้นสร้างความก้าวหน้าให้แก่ตนเอง องค์กร และสังคมส่วนรวมอย่างมาก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแซวตัวเองดีกว่าจะยอมให้คนอื่นเป็นผู้แซวอยู่ข้างเดียว

“ตำแหน่งปลัดกรุงเทพมหานครอาจจะมองว่าเป็นพ่อบ้าน แม่บ้าน แต่จะเรียกว่าหัวหน้าบ๋อยก็ได้ (หัวเราะร่วน) ถ้านับการเป็นปลัดโดยตำแหน่งก็เป็นคนที่ ๑๓ ลัคกี้นัมเบอร์”
ร่วมชมและเชียร์ผลงานในเวลาที่เหลืออีก ๔ ปีก็แล้วกันว่าปลัดกทม.ผู้สวม (เสื้อแมนยูฯ ) หมายเลข ๑๓ จะฟิตสักเพียงใดท่ามกลางปัญหาของเมืองหลวงที่เกิดขึ้นในทุกๆ รุ่งอรุณและพลบค่ำ

ในปี พ.ศ.๒๕๑๘ ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๑๘ ขึ้นในวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ได้ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๕ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ และ ตาม มาตรา ๖ ของพรบ.ฉบับดังกล่าวได้บัญญัติให้กรุงเทพมหานครแบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็นเขตและแขวงสำหรับพื้นที่เขต กำหนดให้กรุงเทพมหานครเป็นทบวงการเมืองมีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นนครหลวง โดยมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาจากการเลือกตั้ง เป็นผู้รับผิดชอบในฝ่ายบริหารงาน

Related contents:

You may also like...