ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์

ผู้อำนวยการศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ประธานและรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์กรมหาชน)

หลายครั้งหลายหนที่เราได้พบเห็นประจักษ์พยานว่า การทำงานด้วยใจรักมักสร้างความสุขและความสำเร็จให้กับงานได้โดยง่าย ชีวิตมีสไตล์ของผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรมเองก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ ไม่แปลกที่วันนี้ ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ดูสดใสมีความสุข ทั้งๆที่แบกภาระหนักอึ้งและล้นหลามไว้บนบ่า

นับตั้งแต่สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ถือกำเนิดขึ้นภายใต้ร่มเงาของกระทรวงวัฒนธรรมพันธกิจในการสร้างสรรค์ จรรโลง และเผยแพร่สุนทรียภาพของศิลปะร่วมสมัย สะท้อนก้องอยู่ในใจของบุคลากรทุกคน รวมถึงภาระในการเลือกเฟ้นศิลปินร่วมสมัยดีเด่น รางวัลศิลปาธร ซึ่งกำลังเป็นที่สนอกสนใจอย่างยิ่งในสังคม

ไฮคลาส: กรุณาเล่าถึงที่มาและจุดมุ่งหมายของรางวัลศิลปาธร

คงต้องเล่าประวัติก่อนว่า ตอนที่สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยก่อตั้งขึ้นเป็นกรมใหม่ในกระทรวงวัฒนธรรม ผมเข้ามารับหน้าที่เป็นอธิบดีคนแรก มีจุดมุ่งหมายเริ่มต้นในการทำงานหลายต่อหลายเรื่องด้วยกันเพราะว่าเราเป็นกรมใหม่ และผมก็อยากจะเพิ่มมิติใหม่ให้กับสังคมโดยเฉพาะวงการศิลปะ ผมก็เห็นว่าที่ผ่านมาในบ้านเรามีการให้รางวัลซึ่งถือว่าเป็นการแสดงการยอมรับกับศิลปินอยู่หลายรางวัล ที่เห็นๆ กันก็คือศิลปินแห่งชาติซึ่งมีการมอบให้อย่างต่อเนื่อง หรือรางวัลรางวัลอื่นๆที่มอบแก่ศิลปินรุ่นเยาว์

รางวัลศิลปินแห่งชาติเป็นเหมือนกับจุดสุดยอดของศิลปิน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นศิลปินที่ค่อนข้างจะอาวุโสมากๆ เหมือนกับเป็นปลายทางในการทำงานของศิลปินเหล่านั้นที่ต้องพิสูจน์กัน ต้องคร่ำหวอด และเดินทางมาโดยตลอด ผมก็มองว่ากรมใหม่อย่าง สศร.น่าจะมีการสนับสนุนเชิดชูเกียรติศิลปินที่ทำงานมานานพอสมควรแล้ว แต่อาจจะอยู่ในช่วงกลางของชีวิตการทำงาน เป็นการให้กำลังใจ และส่งสัญญาณให้เห็นว่าท่านเหล่านั้นเดินมาถูกทิศทางแล้ว มีผลงานต่อเนื่องเป็นที่ยอมรับของสังคม ที่สำคัญคือได้พิสูจน์ในกลุ่มของเขา ในสาขาของเขาว่าเขาเป็นที่ยอมรับและทำงานให้กับสังคม เราก็เลยคิดก่อตั้งการให้รางวัลนี้ขึ้นมา ยังไม่รู้ว่าจะให้ชื่ออะไร มีการสอบถามกัน พยายามค้นคว้าหาชื่อที่เหมาะสม ได้ชื่อว่า “ศิลปาธร” ซึ่งมาจากคำว่า ศิลปะ กับ ธร คือผู้รักษาไว้ซึ่งศิลปะ ชื่อของรางวัลนี้มีผู้ช่วยคิดก็คือรศ.ธงทอง จันทรางศุ เราจึงก่อตั้งกรรมการขึ้นมาเป็นลักษณะกรรมการสรรหา

ไฮคลาส: เป็นกรรมการถาวร

ช่วงนั้นกรรมการสรรหากับกรรมการตัดสินเป็นกรรมการสองชุดและมีวาระประมาณ ๓ ปี ซึ่งเราคำนึงถึงในจุดนี้มาก เพราะเป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อนและเป็นเรื่องใหม่ ถ้าหากมีคนถามขึ้นมาว่ารางวัลศิลปาธรแตกต่างจากรางวัลศิลปินแห่งชาติอย่างไร หรือมันคืออะไร แล้วกระบวนการคัดสรรเป็นอย่างไร เราจึงต้องทำกันโดยละเอียด มีการเชิญกรรมการจากหลากหลายสถาบัน หลากหลายสาขา โดยที่เราคำนึงว่าเราจะเริ่มก่อน ๕ สาขา ส่งคนออกไปสำรวจ กลั่นกรองและนำเสนอชื่อเข้ามา ประกอบไปด้วย ภาพยนตร์ ดนตรี ศิลปะการแสดง ทัศนศิลป์ และวรรณกรรม

ไฮคลาส: หลักเกณฑ์ในการตัดสินคร่าวๆเป็นอย่างไรบ้าง

การที่เราบอกว่าเป็นศิลปินที่อยู่ในช่วงวัยกลาง เราให้ช่วงอายุประมาณ ๓๐ ปี ถึง ๕๐ ปี อาจจะเกินเล็กน้อยแต่ก็โดยประมาณนั้น กรรมการสรรหาก็ต้องไปค้นคว้าเสาะแสวงหาชื่อศิลปินเหล่านี้ แน่นอนว่าต้องเป็นกลาง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรอบรู้ในสาขานั้นๆ จากนั้นกรรมการสรรหาจึงกลั่นกรองชื่อ ประมวลประวัติการทำงานของท่านเหล่านั้น ซึ่งปีแรกๆ ปีที่ ๑ ปีที่ ๒ ปีที่ ๓ ศิลปินไม่รู้ตัวว่าถูกเลือกด้วยซ้ำ สร้างความลำบากพอสมควรให้กับกรรมการสรรหา เพราะว่ากรรมการสรรหาต้องไปหาประวัติให้ครบถ้วนและทันต่อเหตุการณ์

หลังจากกรรมการสรรหาได้ชื่อแล้วก็เสนอให้กับกรรมการตัดสิน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขานั้นๆ ในช่วง ๓ ปีแรก ประธานตัดสินคือ ดร.อำนวย วีรวรรณ และมีกรรมการตัดสินในแต่ละชุด เช่น คุณถวัลย์ ดัชนี, ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา และผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านจากแต่ละสาขา

ไฮคลาส: การที่สังคมไม่ได้เป็นผู้เสนอชื่อเข้าไปเพื่อรับรางวัล ทำให้ทางสศร.กำหนดหรือไม่ว่าต้องทำงานมาแล้วอย่างน้อยกี่ปี
เรามองว่าอย่างน้อยต้องทำงานมาอย่างต่อเนื่อง ๑๕ – ๑๕ ปีขึ้นไป ต้องพิสูจน์ตัวเองมาพอสมควรแล้วในการเดินทางในสายนั้น อย่างที่ผมบอกว่ากรรมการสรรหาที่มาจากหลากหลายสถาบันก็ต้องเป็นผู้ที่รู้ว่าศิลปินเหล่านั้นมีประสบการณ์และเรียกได้ว่าเป็นของแท้จึงจะเสนอชื่อขึ้นมา

ไฮคลาส: พอถึงขั้นตอนปฏิบัติความยากง่ายของการคัดสรรอยู่ตรงไหนบ้าง
ในช่วงปีแรกๆ เนื่องจากเป็นรางวัลใหม่ก็มีชื่อที่น่าสนใจเยอะ เรามองว่าเนื่องจากว่าภาครัฐไม่เคยให้รางวัลระดับนี้มาก่อน แต่เราพอจะเห็นว่าชื่อของศิลปินทั้ง ๕ สาขามีค่อนข้างมากที่จะให้เลือกได้ ปีแรกๆ ไม่ค่อยมีปัญหา

ไฮคลาส: ตอนหลังศิลปินหมดแล้วหรือ
(หัวเราะ) ยังไม่หมดๆ เป็นที่มาว่ากรรมการหลายท่านบอกว่า ปีหนึ่งให้แค่รางวัลเดียวต่อหนึ่งสาขา เหมือนกับอั้นกันมานานก็เลยพยายามเปลี่ยนแปลงแต่ในช่วงปีแรกๆ เราให้แค่ ๑ รางวัลต่อ ๑ สาขา แต่ก็จะเห็นว่าปีนี้ในบางสาขามีมากกว่า ๑ คน

ไฮคลาส: ความคาดหวังของทั้งศิลปินและฝ่ายผู้จัดงานเหมือนกันไหม

ช่วงแรกๆ ต้องยอมรับว่าทั้งกรรมการ สังคม และศิลปินเองก็ต้องปรับความเข้าใจและจูนเข้าหากัน อย่างที่ผมเรียนว่าช่วงปีแรกไม่มีใครรู้จักเลยว่าศิลปาธรคืออะไร อยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมา ศิลปินบางคนไม่ทราบมาก่อนว่ารางวัลนี้คืออะไรและทำไมถึงได้ อย่างกรณีคุณเป็นเอก รัตนเรือง ได้ปีแรกก็งงๆ มารับรางวัลแบบงงๆ หรืออย่างคุณเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ซึ่งเป็นท่านแรกปีแรกของทัศนศิลป์ กรณีนั้นก็ถือได้ว่ามาช่วยประชาสัมพันธ์ให้ชื่อของศิลปาธรเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ช่วงแรกๆ ก็มีการคาดการณ์เหมือนกันว่ารางวัลนี้จะไปถึงระดับไหน จนถึงขั้นมีการถามกันว่าคนได้รางวัลนี้แล้วหมายถึงว่าจะต้องได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติรึเปล่า ผมก็บอกว่าไม่ใช่… ต่อไปเขาต้องพิสูจน์อีกค่อนข้างนานพอสมควรกว่าจะได้รับการพิจารณาเป็นศิลปินแห่งชาติ แต่ถึงพูดอย่างนั้นก็ตาม กรณีของคุณชาติ กอบจิตติ ซึ่งเผอิญได้รับรางวัลศิลปาธร และปีเดียวกันก็ถูกเสนอเป็นศิลปินแห่งชาติ สำหรับคุณชาติเองก็ถือว่าเป็นศิลปินแห่งชาติที่ค่อนข้างอายุน้อย ๕๐ ต้นๆ เอง

ไฮคลาส: พอมาถึงตอนนี้คุณพอใจกับการรับรู้ของสังคม ของศิลปิน เกี่ยวกับรางวัลนี้มากแค่ไหน
ผมคิดว่าดีขึ้นเยอะ เราขึ้นปีที่ ๔ แล้ว ต้องขอบคุณสื่อที่ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ เมื่อวันก่อนผมไปอ่านดูในมติชนเขาเขียนเลยว่า ศิริวร แก้วกาญจน์ ได้รางวัลศิลปาธร ในเนื้อหาบทความนั้นไม่ได้มีการอธิบายมากนักว่าศิลปาธรคืออะไร แต่เปรียบเหมือนว่าคนเริ่มเข้าใจแล้ว เริ่มคุ้นกับชื่อนี้แล้ว ผมคิดว่าก็ต้องให้เวลาเรา เหมือนกับให้เวลาพิสูจน์รางวัลทุกรางวัล

ไฮคลาส: ปรกติการมอบรางวัลอะไรก็ตาม ทั้งคนให้รางวัลและกรรมการก็มักถูกมองไปได้หลายแง่ ปีนี้คุณโดนอะไรบ้างหรือยัง

ปีนี้ยังไม่โดนนะครับ(หัวเราะ) ผมคิดว่ากรรมการออสการ์ก็โดน รางวัลแกรมมี่ก็โดน ศิลปินแห่งชาติก็โดน รางวัลบัวหลวงก็โดน ส่วนผมโดนมาจนชินแล้ว เพราะผมเป็นกรรมการมาหลายรางวัล (หัวเราะ) กรณีนี้หลายคนก็มองว่าเพราะผมเป็นคนก่อตั้ง คิดค้นรางวัลนี้ขึ้นมา ผมจะต้องเป็นโต้โผใหญ่ เป็นคนคัดเลือก ก็อาจมีเสียงท้วงติง ซักถามบ้างแต่ผมต้องเรียนว่าตั้งแต่ปีแรกถึงปีนี้ ๔ ปีแล้ว ผมทำหน้าที่เลขาฯ ก็จริงอยู่ แต่ผมไม่มีสิทธิ์โหวต คนก็อาจจะมองว่าชงลูกได้รึเปล่า แต่บอกได้เลยว่าผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของกรรมการสรรหา ท่านอาจารย์นิธิ สถาปิตานนท์ ซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติเครดิตก็อยู่ในตัวท่านแล้วที่เป็นกรรมการสรรหา เพราฉะนั้นใครจะไปล็อบบี้ข้ามหน้าข้ามตาก็คงยาก

บางกรณีผมมาทราบชื่อทีหลังด้วยซ้ำ อย่างปีนี้ผมมาทราบชื่อว่าศิลปินท่านนั้นท่านนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้ามาตอนกำลังจะส่งเข้าตัดสิน แสดงว่าเก็บความลับกันดีพอสมควร

ไฮคลาส: เคยอ่านบทความของคุณสมัยที่ได้วิจารณ์ว่ารางวัลแต่ละประเภทที่มาจากภาคเอกชนบางครั้งเหมือนกรอบที่หล่อหลอมศิลปินให้เดินไปในทางของทุน ทำให้เกิดศิลปินประเภทหนึ่งขึ้นมา เกิดสูตรว่าวาดอย่างไรให้ได้รางวัล แล้วศิลปาธรจะเดินไปสู่วงจรนั้นไหม
ผมคิดว่ามันเป็นอรรถรสของแต่ละรางวัล

ไฮคลาส: ในบทความนั้นอาจจะแขวะๆ หน่อยด้วยซ้ำ
ไม่หน่อยนะ เยอะเลย (หัวเราะ) ผมมองว่าในสมัยหนึ่งการมีกรรมการที่ไม่มีการสับเปลี่ยนมันเป็นการส่งภาพให้เห็นว่ากรรมการเป็นผู้คุมรสนิยมของศิลปินที่จะส่งงานเข้ามา พูดง่ายๆ ว่าศิลปินอ่านใจกรรมการ และในกรณีนี้กรรมการก็เป็นอาจารย์ของศิลปิน จึงคิดว่าในกรณีอย่างนี้เราต้องสลับหน้า กรณีกรรมการสรรหาและกรรมการตัดสินเราก็เปลี่ยนหน้าใหม่เข้ามา ซึ่งมันก็มีความตื่นเต้นตรงนี้ ต้องมีการเดาว่าศิลปินสาขานี้คนนี้จะมาหรือไม่มา ถ้าเผื่อเป็นกรรมการหน้าเก่าเขาก็ต้องมองได้ว่าคงจะเป็นคนนั้นแน่ๆ เพราะว่าเข้าตารสนิยมของกรรมการ

ไฮคลาส: คุณดักทางไว้แล้วเพราะเห็นกระบวนการนี้มาตั้งแต่ต้นก็เลยรู้ว่าถ้าเกิดอะไรบางอย่างมันจะนำไปสู่อะไร เมื่อทำเองคิดว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้น
ครับ พอถึงเวลาตัวผมเองก็ต้องเขยิบหนีออกมาด้วยเหมือนกัน บางปีผมอาจจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลยก็ได้ ไม่ควรยึดติดกับตรงนี้ ถ้าหากมันเดินไปได้โดยตัวของมันเองจะดีกว่า คำว่า “รางวัลศิลปาธร” กรรมการชุดใดมาจัดการก็ได้ เมื่อมันเข้าระบบของมันแล้ว ซึ่งอันที่จริงก็ควรจะเป็นอย่างนั้น มันจะได้แข็งแรงในด้านความโปร่งใส ไม่อย่างนั้นศิลปินก็จะมองว่าเป็นระบบที่ให้รางวัลจากภาครัฐ

ไฮคลาส: แต่บางสาขาที่มักจะร่วงหายไปอยู่เสมอ
เนื่องจากเราเริ่ม ๕ สาขาก่อน เพราะฉะนั้นสาขาอื่น เช่น กราฟฟิค แฟชั่น มัณฑนศิลป์ สถาปัตยกรรม ก็มีการตั้งคำถามว่าทำไมไม่มี เราก็ตอบว่าเงินมันไม่มี(หัวเราะ) คือประเด็นที่หนึ่ง แต่ประเด็นที่สองก็คือ ๔ สาขาที่เรายังไม่ไปเล่นตรงนี้เรามองว่าการสนับสนุนการให้รางวัลมีอยู่ค่อนข้างเยอะแล้ว ณ ปัจจุบันนี้ก็ไม่ค่อยลำบากแล้ว แม้แต่วรรณกรรม แม้แต่ทัศนศิลป์ แม้แต่ภาพยนตร์ ไม่ได้บอกว่าเพราะสศร.เกิดขึ้นหรือเพราะมีรางวัลศิลปาธรทำให้สาขาเหล่านี้พัฒนาได้อย่างเร็ว ไม่ใช่อย่างนั้น ผมคิดว่าในวงการเหล่านี้โดยเฉพาะภาพยนตร์ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มี สศร.ก็มีผู้กำกับเก่งๆ ผลิตงานออกมาทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศอยู่แล้ว

ไฮคลาส: อีก ๕ ปี คุณมองว่าในวงการศิลปะจะเกิดอะไรขึ้น ในแง่ของการสร้างสรรค์ รวมไปถึงคุณธรรม จริยธรรม ภาพรวมของทุกๆ สาขาจะไปในทิศทางไหน
ก่อนที่จะมองไป ๕ ปีในอนาคต ผมขอมองย้อนกลับไปเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว ตอนนั้นทุกคนอยู่รวมกันเป็นกระจุกๆ รู้ลึกในส่วนของตัวเหมือนอยู่บนเกาะเล็กๆ แต่เป็นเกาะที่มีรากลึก ต่างคนก็ไม่ไปก้าวก่ายกับสาขาอื่นที่ตัวเองมีความรู้สึกว่าไม่ค่อยถนัดหรือไม่ค่อยรู้ลึก

แต่ผมมองว่าในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมามันเริ่มมีการทำงานแบบไขว้ประสาน เช่นแฟชั่นกับภาพยนตร์หรือสถาปัตยกรรมกับศิลปะจัดวาง มิวสิควีดีโอกับงานมัณฑศิลป์ ผมคิดว่าเหล่านี้คงเป็นกระแสโลกด้วย เราอาจจะมองว่าการสื่อสาร มีไอพอต เอ็มพีสาม เอ็มพีสี่ มีอินเตอร์เน็ตเหล่านี้ทำให้ทุกอย่างเกิดการทำงานไขว้กัน บางคนก็มองว่าเป็นผลพวงจากความคิดแบบลักษณะโพสโมเดิร์น ทุกอย่างแตกกระจายไปหมด จึงไม่ได้มีอะไรที่เป็นก้อนเดียวหรือที่ผมใช้คำว่าเกาะเดียวแล้ว ฉะนั้น ๕ ปีที่ผ่านมาผมมองว่าเกิดการ การไขว้กับการหลอมรวมของทุกสาขา

ต่อไปรางวัลศิลปาธรอาจจะพัฒนาไปโดยไม่มีสาขาแล้วก็ได้ การให้รางวัลอาจจะให้ ๔-๕ คน เป็นรางวัลศิลปาธรผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีความสามารถหลากหลายสาขาอยู่ในตัวของเขาเอง ผมคิดว่าอาจจะเป็นลักษณะนั้นด้วยซ้ำ

ในขณะเดียวกันสังคมบ้านเรากำลังเดินไปสู่การให้ความสนใจกับเรื่องของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ หรือ Creative Economyมากขึ้น ซึ่งมันคือภาพรวมว่าสิ่งที่เราทำกันอยู่นั้นก็ดีแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้ทำร่วมกันเท่าที่ควร เรื่องของ Creative Economyมีพลังมหาศาลถ้าเผื่อดักทางถูก ตัวอย่างง่ายๆ งานของศิลปิน Renaissance ในพิพิธภัณฑ์ Louvre กับแฟชั่นร่วมสมัยในปารีส เป็นตัวอย่างของ Creative Economy

หรือในลอนดอนแม้แต่เรื่องของแฟชั่นหรือเพลง ศูนย์รวมของเพลงที่สร้างสรรค์แบบล้ำสมัย มากๆ ก็เป็น Creative Economy ซึ่งเหล่านี้หากเราใช้ให้ถูกทางจะเกิดประโยชน์มหาศาล แม้แต่ ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง สิงคโปร์เขาก็เริ่มจับทางนี้ได้แล้ว เราถามกันอยู่เสมอว่าโลกเราจะมีเรนได้ซักกี่คน พอพูดอย่างนั้นปั๊บเราก็บอกว่าเราจะตามเกาหลีได้ทันหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ในทางกลับกันศิลปินบ้านเราแต่ละสาขาที่มองเห็นกันอยู่ ถ้าเผื่อว่าเขามีคนกรุยทางให้ดี ทั้งผลักและดัน ก็อาจจะมีเรนของเราเองได้ กรณีของเรนก็คือผลผลิตของทางภาครัฐที่มีเอกชนหนุน รัฐช่วยส่งเสริมเป็น Brand หรือ Icon ออกไป ตรงนี้ผมคิดว่าศักยภาพของเรามี ทางภาคเอกชนก็มี แต่การกรุยทางตอนนี้เพิ่งเริ่มต้น ผมคิดว่าอีก ๕ ปีนี้น่าจะมีการพัฒนาร่วมกัน ผมกำลังมองว่าเมื่อเราพูดถึงทุกสาขาเราก็ต้องพูดถึงทุกกระทรวงไม่ใช่แค่เรื่องท่องเที่ยวอย่างเดียว ไม่ใช่เรื่องวัฒนธรรมอย่างเดียว ไม่ใช่เรื่องของการส่งออกอย่างเดียว มันต้องออกไปเป็นชุด

ไฮคลาส: ไม่ถึง ๒๐ ปีหรือ
ไม่หรอกครับ ๕ ปี ก็น่าจะเห็นผล (หัวเราะ)

ไฮคลาส: มีความเชื่อว่าศิลปินที่มาจากระบวนการผลิตในลักษณะนี้จะไม่คลาสสิคในระยะยาว ไม่คงทนถาวร
ผมมองว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งความเชยก็เป็นแฟชั่น ในความฉาบฉวยตรงนั้นก็จะมีการไหลเทและการหมุนเวียน เราต้องดึงความเชยความเฉิ่มขึ้นมาเป็นพระเอกเมื่อเวลามาถึง การที่เขาไปสนใจศิลปะพื้นบ้านหรือท้องถิ่นไม่ได้เชยเลย ในทางตรงกันข้ามมันเป็นเสน่ห์ที่ต่างประเทศไม่มีและเขาไขว่คว้าหาความเป็น Exotic เพราะเขาไม่มี เราต้องเก็บอันนี้ให้ได้แล้วคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป มองว่าสิ่งนี้มีศักยภาพที่เราไม่ควรมองข้ามมันไป

ผมมองว่า OTOP ก็มีศักยภาพทั้งนั้นและอย่างที่เราเคยทำมาแล้ว การที่ให้หนุ่มสาวไปทำงานกับ OTOP ทำให้เห็นว่าเราต้องละลายค่านิยมว่าเชย เฉิ่ม เพราะผมมองว่ามันต้องไปขนานกันทั้งมี Local Link และต้องมี Global Link ซึ่งการปรับตรงนี้ต้องไปได้ จากผลผลิตที่ผ่านมาถ้าเราไปมองแฟชั่นตลอดว่าปีนี้ต้องสีส้มโดยที่ไม่มองสีชมพูเลย ก็ไม่ได้ เราต้องมีความสามารถในการปรับด้วย ซึ่งพูดไปแล้วปฏิบัติอาจจะไม่ได้เพราะคนเราก็มีรสนิยมส่วนตัว และคนเราอยากจะมีความทันสมัยเพราะเราอยู่ในเมืองหลวงแต่ผมมีโอกาสออกไปต่างจังหวัดเยอะก็มองเห็นว่าเสน่ห์ตรงนี้บางทีอยู่ในเมืองหลวงทุกวันมันตายด้านนะ แต่พอไปเห็นอะไรบางอย่างที่มันตรงกันข้ามก็รู้สึกว่าอันนี้ต่างหากที่เป็นสิ่งที่ลึกๆ แล้วเราไขว่คว้าหา แต่บางครั้งไม่มีเวลาหรือไม่มีสติที่จะให้พื้นที่ตรงนั้นปรากฏ ผมอยากจะมองว่าศิลปินเป็นผู้มีความสามารถในการปรับและผสมผสานศิลปินต่างหากเป็นแนวหน้าในการนำเสนอขึ้นมา

ไฮคลาส: โดยส่วนตัวคุณฟังเพลงแนวไหน

(หัวเราะ) ฟังหมดนะครับ มีบ้างที่ติดเพลงตอนหนุ่มๆเหมือนกันว่า เป็นพวกที่หล่อหลอมความคิด ขออนุญาตพูดชื่อของศิลปินต่างประเทศนะครับ (หัวเราะ) เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่ไทยนิยม เพราะว่าตอนเด็กๆ ไปอยู่ที่อังกฤษมันจะมีวง รอคชี้มิวสิค, เดวิด โบวี่, ลู รีด, ไบรอัน แฟรี่ โดยเฉพาะ ลู รีด กับ เดวิด โบวี่ เขามีความสามารรถในการไขว้สาขา ดนตรี ศิลปะการแสดง จิตรกรรม เหล่านี้ผมเชื่อว่ามีอิทธิพลพอสมควร แต่มาถึงสมัยนี้ อัสนี-วสันต์ ผมก็กลับมาชอบอีก ทำไมก็ไม่รู้ ช่วงหนึ่งที่เพลงของเขาฟังแล้วมันขวางๆ โลก เป็นช่วงที่ตอนนั้นสนใจ ตอนนี้วงกอลิร่าก็ชอบเพราะว่าลูกฟังอยู่ (หัวเราะ)
แต่บางครั้งไปเป็นอธิบดีอยู่ในกระทรวงที่ค่อนข้างจะอนุรักษ์นิยมก็ทำตัวลำบากเหมือนกัน แต่โดยส่วนตัวแล้วผมก็ต้องเปิด ฟังเพลงอย่างอพาร์ตเมนท์คุณป้า หรือว่าป๊อด โมเดิร์นด็อก หรือพัดชา อาจจะเป็นเพราะลูกด้วย

ไฮคลาส: ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่คุณดูคือเรื่องอะไร เรื่องที่ดูเอง ไม่ใช่เขาเชิญให้ไปดู

The Bourne Utimatum เมื่อวานนี้เองซึ่ผมคิดว่าเป็นภาคที่ดูรู้เรื่องที่สุด รู้เรื่องกว่าอีก ๒ ภาค ซึ่งผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของศิลปะ ภาพยนตร์ทำให้เราไปอยู่อีกมิติหนึ่ง ละคร “หัวใจศิลา”ที่เพิ่งจบไปก็ชอบ เป็นละครน้ำเน่าที่ทำให้เราไม่ได้เป็นตัวเองช่วงหนึ่ง คือการเข้าไปอินกับละครบนจอทีวี ซึ่งผมก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกอิทธิพลของละครทีวีของคุณบอยครอบงำ (หัวเราะ) ในเวลาเดียวกันผมก็มองว่ามันมีเสน่ห์อยู่ ผมไม่ได้พูดถึงเรตติ้งเลยนะ ผมกำลังพูดถึงละครน้ำเน่าธรรมดา หรือหนังอย่าง The Bourne Utimatum มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มันเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะ เกิดพิธีกรรมการไปดูหนัง ซื้อป๊อปคอร์น ซื้อโค๊ก แย่งกันกินกับลูก บางคนอาจจะบอกว่าเป็นของตะวันตก ของฝรั่งแต่ผมคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราก็ยอมรับมันแต่อาจจะมีบางช่วงที่มากไปเราต้องชั่งน้ำหนักตรงนี้ด้วย

ไฮคลาส: คุณต้องตอบคำถามมากแค่ไหนกับการที่คนมักจะถามว่าเมื่อไหร่หนังไทยจะไปถึงขั้น Hollywood สักที

ผมว่าบางทีเราก็มีไปถึงในระดับนั้นนะครับ ถามว่ามันเป็นเป้าหมายหรือเปล่า ก็ต้องตอบว่าในมุมมองของกระทรวงวัฒนธรรมนั้น คำว่า Hollywood คงไม่ใช่ แต่เมืองคานส์อาจจะใช่ เพราะเรามองในมุมของการสร้างภาพยนตร์แบบศิลปะ ในขณะที่เป้าหนึ่งของการไปถึง Hollywood ต้องบอกว่ามันก็คือการทำเงินอย่างมหาศาล
หนัง Hollywood มีหลายแบบ แบบโศกนาฏกรรม แบบสุขนาฏกรรม หรือถ้าอย่างแนว แอ็กชั่นเราก็ยังพอมีพื้นที่ อย่างต้มยำกุ้ง เป็นต้น แต่ถ้าเป็นหนังแนวๆ หนังอาร์ต อย่างอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล หรือเป็นเอก รัตนเรือง หรือนนทรีย์ นิมิบุตร หรือพิมพ์พกา โตวีระ เหล่านี้ผมว่าเราก็ไปแข่งกับเขาได้ ซึ่งอุตสาหกรรมนี้เรามีศักยภาพ เพราะการสร้างหนังเหล่านี้เราไม่ต้องใช้งบประมาณที่สูงปรี๊ด…เพราะฉะนั้นเราก็ต้องดึงศักยภาพที่เรามี แต่เขาไม่มีออกมาให้ได้เสียก่อน

ไฮคลาส: ตอนนี้คุณมีทีมที่พร้อมจะทำงานไปกับอุดมการณ์ของคุณมากกว่าแต่ก่อนหรือไม่

ผมว่าตอนนี้มีเยอะมาก แล้วก็ไม่ได้จำกัดเพียงแค่กลุ่มศิลปินเท่านั้น เมื่อวันสองวันก่อนผมก็ไปเปิดงานร่วมกับกลุ่ม วปอ. กลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง โดยท่านพิจิตร กุลละวณิชย์ เป็นประธานเปิด ผมคิดว่าตอนนี้เราเข้าไปแตะกับหลายหน่วยงานที่ไม่ใช่สายศิลปะอย่างเดียว เริ่มสานคุณค่าว่าศิลปะนั้นมีอะไรให้เยอะ อย่างที่นี่(สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้)เป็นองค์กรมหาชนที่ผมดูแลอยู่ ถือเป็นงานใหม่ที่ผมเข้ามาดูแล ซึ่งก็มีหน้าที่จัดการบริหาร และพัฒนาองค์ความรู้ ซึ่งต้องบอกว่ามันมหาศาลเลย ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงชีววิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นงานที่ไขว้กันหมดทุกกระทรวงอาจจะต้องส่งองค์ความรู้ของตัวเองมาให้เรา และตอนนี้เราก็มีเครือข่ายที่ใหม่และมหาศาล และจะนำไปสู่ Creative economy ด้วย แต่ในเวลาเดียวกันองค์ความรู้มันก็ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ มีมากมาย เราก็ต้องมีความสามารถที่จะเลือกองค์ความรู้นั้นมาบริหารได้ คือมันไม่ใช่แค่ Learn แล้วก็ไปท่องจำ ในขณะเดียวกันมันก็ต้องมีการ unlearn ด้วย unlearn ในสิ่งที่มันไม่ Work แล้ว ถ้าเผื่อว่ามัวไปย่ำอยู่กับสิ่งที่ไม่ Work แล้ว มันก็เป็นการบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา

ไฮคลาส: สถานการณ์การเมืองมีผลกระทบต่อการทำงานของหน่วยงานนี้หรือไม่
เมื่อครู่นี้เล่าว่าตอนสัมภาษณ์กับไฮคลาสคราวที่แล้วคุณเห็นว่าผมทำงานคนเดียว เหมือนว่ายน้ำอยู่คนเดียว ต้องบอกว่าตอนนี้ก็ยังว่ายน้ำอยู่คนเดียวเหมือนเดิม แต่ว่าเป็นมหาสมุทรใหม่(หัวเราะ) มันยากขึ้นอีกแต่ก็ต้องบอกว่ามันสนุกมากขึ้นไปอีก เพราะเท่ากับเป็นการเปิดมิติใหม่ที่ท้าทายมาก โดยเฉพาะในท่ามกลางความกดดันจากการเมือง หรือความต้องการแก้ภาพพจน์ ทำให้คนเข้าใจว่า จริงๆแล้วเรื่องของการบริหารจัดการองค์ความรู้นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นลักษณะที่ฟุ่มเฟือย ซึ่งผมคิดว่าในกรณีนี้ภาพลักษณ์ที่จะปรากฎต่อไปคงต้องมีการเปลี่ยน ผมเห็นด้วยกับคำวิจารณ์ที่ว่าองค์ความรู้นั้นต้องลงสู่พื้นที่มากขึ้น ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงเสมอไป ตอนนี้เราก็เริ่มทำแล้ว ศูนย์ออกแบบ TCDC ตอนนี้กำลังขยายกิจกรรมที่ลำพูน ลำปาง มหาสารคาม ขอนแก่น เรากำลังบอกว่าสิ่งเหล่านี้ต้องเข้าถึง ไม่ใช่พูดถึงเรื่องการออกแบบแล้วเราต้องไปเอ็มโพเรี่ยมเสมอ มันต้องมีความยืดหยุ่น และบริการแก่สังคมด้วย

หรือเรื่องของพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นอีกหน่วยงานที่ดูแลอยู่ คือสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ เป็นอีกมิติหนึ่งที่เราเตรียมเปิดที่กระทรวงพาณิชย์เก่าบนเกาะรัตนโกสินทร์ในเดือนธันวาคม ส่วนหอศิลป์กรุงเทพมหานครเขาก็ชวนผมไปช่วยอีก (หัวเราะ) เห็นบอกว่าต้องมาช่วยจัดนิทรรศการ เพราะว่าในเรื่องของการบริหารจัดการนั้น จริงๆแล้วเราทำอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดแล้วถึงตอนนี้ก็กำลังทำอยู่ เพื่อเตรียมเปิดหอศิลป์ กทม.ที่ ผมมองว่าถ้าไม่มีการสร้างทรัพยากรในด้านของการสร้างคน มันจะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง มันก็จะกลายเป็นตึกร้างๆที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการล้มเหลวในยุคนั้นๆ เราต้องทำให้มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการสร้างคนจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ตอนนี้เราก็กำลังทำ เช่นมีการจัดอบรมนักการบริหารจัดการศิลปะ ซึ่งมันจะต้องมีการทำอย่างต่อเนื่อง

ไฮคลาส: คุณวางตัวแทนของตัวคุณเองไว้อย่างไรบ้าง

มันก็มีอยู่นะครับ(หัวเราะ) แต่บางคนก็โอ้โห…จบจากสถาบันดังๆที่ต่างประเทศ แต่ทำงานไม่เป็นเลย คือทฤษฎีเต็มไปหมด แต่พอมาทำงานจริง เจอพี่ไทยเข้าไป ทำอะไรไม่ได้เลย กรณีอย่างนี้เราก็เห็นความสามารถของเขา แต่เขาก็ต้องพัฒนา หรือบางคนทำงานลูกเดียว แต่ว่ายังไม่เข้าใจเนื้องาน เราก็ต้องมาปั้นกัน บอกเลยว่า โคลนนิ่งอภินันท์ยากมาก (หัวเราะ)

ไฮคลาส: ต้องมีการผสมสานในความเป็นศิลปิน นักวิชาการ และผู้บริหารด้วย
เขาก็ต้องพยายาม ผมคิดว่ามีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่สามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ หมายถึงศักยภาพและความสามารถของแต่ละคนมาหลอมรวมเป็นทีมในการทำงานได้ แต่เขาต้องมีเป้าหมาย ต้องมีพื้นที่ในการสร้างสรรค์ด้วย ไม่ใช่ว่ามา Job หนึ่งแล้วก็จบ แต่เขาต้องมีอนาคตของเขาด้วย

ไฮคลาส: เป็นเพราะระบบการศึกษาของเราล้มเหลว

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง มันก็กลับไปสู่ปัญหาเฉพาะ เหมือนอยู่บนเกาะ แล้วมองว่าคนอื่นไม่เกี่ยวกับเรา หรือเราไม่เกี่ยวกับเขา เมื่อไม่รู้ก็ไม่อยากไป เหมือนกับเรากลัวแบไต๋ว่าเราไม่รู้ ก็เลยไม่เรียนรู้ เกิดความกลัวที่จะเรียนรู้ พอเราไม่อยากรู้หรือไม่รู้ องค์ความรู้นั้นๆมันก็จะทำให้เราด้อยลงไป

เรื่องของการศึกษานั้น แค่พูดในมิติของศิลปะก่อน ผมก็คงไม่มีสูตรสำเร็จในการแก้ปัญหา เพราะว่าเขาก็แก้กันมาจนหัวล้านหัวหงอกแล้วยังแก้ไม่ได้เลย(หัวเราะ) ตราบใดที่เรามองว่าศิลปะยังด้อยกว่าสาขาอื่น มันก็ล้มเหลว ถ้าบอกว่าศิลปะเรียนตอนที่เรียนทุกอย่างไปแล้ว ไปเรียนกับพละหรือเอาครูพละไปสอนศิลปะก็ได้ ถ้าคิดอย่างนั้นก็จบ ตราบใดที่มองว่าลูกเป็นวิศวกรดีกว่า ลูกเป็นหมอดีกว่า ลูกเป็นนักธุรกิจดีกว่า แล้วเราจะไปหาศิลปินได้ที่ไหน ตราบใดที่สถาบันศิลปะยังถูกมองภาพเดิมๆ ศิลปินผมยาว ไส้แห้ง เขาก็ถูกมองแบบเหมารวม แต่เราเห็นแล้ว พิสูจน์แล้วว่าวงการศิลปะในบ้านเรามีคุณค่า ขนาดยังไม่ได้สนับสนุนกันมากมาย ยังไปได้ระดับหนึ่ง

ไฮคลาส: คุณต้องอธิบายแทบทุกครั้งว่าศิลปะไม่ใช่เรื่องของการขีดเขียนอย่างเดียว มันรวมไปถึงหนัง เพลง ป้ายบนทางด่วนและอื่นๆด้วย
ใช่ มันเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์ ซึ่งผมคิดว่าไปได้หลายสาขามาก

ไฮคลาส: หนักใจกับงานบ้างหรือไม่
ไม่ ทำอะไรก็ตาม ผมไม่เคยหนักใจ(หัวเราะ) อาจจะเป็นจุดด้อยของผมก็ได้ที่ไม่ค่อยหนักใจกับอะไร ตัวผมนั้นหลังจากกลับมาจากเรียนต่างประเทศ ก็มาสอนที่จุฬาฯ รวมแล้ว 20 กว่าปี อยู่ๆก็กระโดดข้ามจากสถาบันการศึกษามาอยู่กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งผมคิดว่าได้อะไรในชีวิตมากแล้ว ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ หนังสือก็เขียนแล้ว จัดนิทรรศการทั่วโลกก็ทำแล้ว ทำอะไรที่เราชอบและรัก ปัจจุบันนี้ผมมองว่ามันเป็นโบนัส มาได้เจอนักการเมือง ได้คุยศิลปะกับนักการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าเราจะได้เจอ เราได้ช่วยให้ ๔–๕ปีที่ผ่านมาอย่างน้อยมีคนพูดถึงศิลปาธร พูดถึงสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ Creative Economy มีคนเข้าใจตรงนี้ มันก็จะเป็นโบนัสต่อๆไป ผมเหลือเวลาอีกแค่ 10 ปีก่อนเกษียณ ผมก็จะค่อยๆทำไป ไม่ได้คิดว่าต้องอย่างนั้น ต้องออกมาเป็นแบบนี้ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยต้องฮอลลีวู้ด ไม่ได้คิดอย่างนั้น เพราะมันจะเป็นความทุกข์ คือเป้ามันมี ความทะเยอทะยานก็มีพอสมควร แต่เราก็ต้องรู้ระดับด้วย แล้วมันจะสนุก สิ่งที่ผมสนุกมากคือการเห็นศิลปินประสบความสำเร็จ การทำงานกับศิลปินเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขมาก เพราะฉะนั้นจึงโคลนผมไม่ได้ เพราะว่ามันฝังอยู่ในตัว

ไฮคลาส: คุณมองเห็นวิธีการปลูกฝังให้คนเห็นคุณค่าของการใช้ชีวิตอย่างไร
ครั้งหนึ่งเพื่อนศิลปินท่านหนึ่งของผมเสียชีวิตลง คือคุณมณเฑียร บุญมา ก่อนนั้นทางนิวยอร์กเขาจะจัดงานให้กับคุณมณเฑียรซึ่งเวลานั้นกำลังป่วยแต่ว่ายังพูดได้อยู่ เขาให้ผมไปเป็น Curator จัดงาน ความที่ผมไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่ามณเฑียรในช่วงที่ยังแข็งแรงอยู่พยายามไขว่คว้าอะไร พุทธศาสนา การปฏิบัติธรรม กับงานศิลปะ
ก่อนเขาป่วยนั้น ภรรยาเขาก็เป็นมะเร็ง พ่อตาเขาก็เป็นเหมือนกัน งานของเขาทั้งหมดนั้นก็เป็นการบำบัดจิตด้วยตัวเอง นั่นคือสมาธิ แต่ผมไม่เข้าใจเท่าที่ควร ผมก็เลยต้องเข้าใจด้วยการปฏิบัติธรรมด้วยเลยผมก็ไปปฏิบัติธรรม ไม่พูดกับใครเลย เพราะผมอยากจะรู้ว่ามันคืออะไร วิปัสนากรรมฐานคืออะไร ก็ติดมาตั้งแต่ตอนนั้น เห็นว่าจริงๆแล้วศิลปะก็คือการให้สติ คือการไขว่คว้าไปหาความสุข การพยายามจะลดปัญหา คือการไม่ทุกข์ มันก็คือสุขแล้ว เราบอกเรากำลังไขว่คว้าหาความสุข ถามว่าไขว่คว้าแบบไหน ในทางตรงข้ามถ้าเราลดทุกข์ได้ความสุขมันก็อยู่ตรงนี้แล้ว เพราะเรามีรัก โลภ โกรธ หลง มาอยู่ด้วย ความสุขที่มีตรงนี้มันจึงห่างหายไป

ไฮคลาส: คุณคิดว่าการหยิบยื่นความสุขหรือพุทธิปัญญาให้กับสังคมนั้นมันเป็นเรื่องของใคร หรือว่ามองว่ามันเป็นเรื่องของตัวใครตัวมัน
ผมคิดว่ามันต้องปรับเข้าหากัน

ไฮคลาส: อันนี้อยู่ใน Job Description ของอธิบดีกรมนี้หรือเปล่า

รอให้ผมไปเป็นอธิบดีกรมการศาสนาก่อนแล้วกัน(หัวเราะ) แล้วถ้าเขาให้ไปอยู่กรมการศาสนาล่ะ ถ้าเผื่อให้ผมไปนั่ง ผมก็ไปนะ ผมจะเอาความสุขตรงนี้ไปดัดแปลงให้กรมการศาสนาหรือกรมอะไรก็ตาม คือให้ผมไปตรงไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ (หัวเราะ) เพราะว่ามันขึ้นอยู่กับคนที่จะใช้เรามากกว่าว่าเขามีกึ๋นแค่ไหน (หัวเราะ) ผมมองในมุมกลับกัน ไม่ใช่ว่าเราเก่งกาจมาจากไหนนะ แต่คิดว่าคนที่จะใช้เราเขามีกึ๋นในการใช้มากน้อยแค่ไหนต่างหาก

ไฮคลาส: คุณวางจุดหมายในการทำงานในอีก ๕-๑๐ ปีอย่างไร ในฐานะที่คุณรับผิดชอบกรมนี้อยู่

คนอื่นเขาก็ต้องมาทำอยู่แล้ว ผมคิดว่าการทำงานของผม เวลาผมพุ่งไป ส่วนใหญ่จะมีคนตามมาเอง เพราะฉะนั้นตรงนี้มันขึ้นอยู่กับว่าผมตั้งใจว่าอีก 3 ปีผมจะพุ่งไปทางไหน ไม่ได้หมายความว่าผมมองว่าตัวเองเก่งกาจนะครับ แต่เป็นการตั้งเป้าว่าจะไปตรงไหน ตอนที่ผมมากรมนี้ ก็มีคนสมัครมากมาย แล้วผมก็ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าจะมาทำกรมนี้ได้ดีมากน้อยแค่ไหน แต่อย่างที่บอกว่าเวลาตั้งเป้าแล้วมันอยู่ที่ว่าจะบริหารได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ณ ตอนนี้ผมยังไม่ได้เบนเข็มไปไหน บางคนก็บอกว่ากรมนี้มันกลายเป็น Signature ของผมไปแล้ว แต่ผมก็มองว่ามันก็มีความอิ่มตัวของมัน สศร.ควรจะอยู่ได้แม้จะไม่มีอภินันท์ มันควรจะเป็นเช่นนั้น ควรจะเป็นอะไรเปล่าๆที่ใครมาใส่อะไรลงไปก็ได้ ความเป็นร่วมสมัย มันไม่ใช่ว่าต้องเป็นผมคนเดียว แต่มีมากมาย คนอื่นที่เข้ามาเขาก็จะเพิ่มเติมมิติต่างๆเข้าไป มันคือพลวัตรของมันเอง แต่ในเวลาเดียวกัน ณ วันนี้ผมนั่งอยู่ 3 ตำแหน่ง ผมก็ไม่ได้เคยคิดเลยว่าผมจะได้มาทำอันนี้ด้วย อย่างที่คุณถามผมว่าผมตั้งเป้าไปทางไหน ในกรณีนี้มันพุ่งมาหาผมเองนะ (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นบางทีเราไม่ใช่คนกำหนด มันเป็นเรื่องเผอิญ อาจจะมีคนกำหนด วางเอาไว้หมดแล้ว เราควรจะทำอะไรอีก 3 ปีข้างหน้า เขากำหนดไว้แล้ว เขานี้อยู่ข้างบนนะ เดี๋ยวคิดเป็นอย่างอื่น (หัวเราะ)

ไฮคลาส: สิ่งที่คุณรับไม่ได้ที่สุดในการทำงานคืออะไร
น่าจะเป็นคนไม่เข้าใจมากกว่า ตอนตั้งกรมนี้ขึ้นมา เขาก็บอกว่าหกเดือน ผมก็เอ…หกเดือนแปลว่าอะไร เขาก็พูดยิ้มๆ ว่าหกเดือนก็ยุบแล้ว คือเขาไม่เข้าใจว่าศิลปะร่วมสมัยมันคืออะไร ร่วมกับใคร ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาให้พื้นที่หรืองบประมาณ ซึ่งตอนนั้นมันก็น้อยนิด มันเป็นความไม่เข้าใจ อย่างที่เราคุยกันเรื่อง Creative Economy ว่าคือศักยภาพในการสร้างงาน สร้างคน คนที่พูดในลักษณะนั้นไม่มีมิติในการเข้าใจสิ่งเหล่านี้เลย แต่ผมไม่ได้ยี้นะ มองว่ามันท้าทาย อยากจะให้เขาเห็นว่ามันคืออะไรเท่านั้นเอง

Related contents:

You may also like...