ศิริวร แก้วกาญจน์

นักเขียนผู้ทำลายความมั่นคงของชาติ ?

ศิริวร แก้วกาญจน์ – นักเขียนและกวีหนุ่มจากภาคใต้ ที่เริ่มเขียนหนังสืออย่างจริงจังหลังเหตุการณ์พฤษภาฯ ทมิฬ ๒๕๓๕ มีผลงานปรากฏในบรรณพิภพหลากหลายรูปแบบ ทั้งกวีนิพนธ์ ความเรียง เรื่องสั้น และนวนิยาย ศิริวรเป็นนักเขียนร่วมสมัยคนหนึ่งที่มีผลงานโดดเด่นน่าจับตา เห็นได้จากการที่เขามีผลงานผ่านเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ถึง ๔ ปีติดต่อกัน คือ
๑. รวมกวีนิพนธ์ “ประเทศที่สาบสูญ” (๒๕๔๗)
๒. รวมเรื่องสั้น “เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให้เขาฟัง” (๒๕๔๘)
๓. นวนิยาย “กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด” (๒๕๔๙) นวนิยายที่ตีแผ่ความวุ่นวายสับสนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างลุ่มลึกถึงแก่น ซึ่งด้วยเนื้อหาในนวนิยายที่หมิ่นเหม่นี้เอง ที่ทำให้เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นนักเขียนผู้ทำลายความมั่นคงของชาติ
๔. สุดท้าย คือ รวมกวีนิพนธ์ “เก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก” และ “ลงเรือมาเมื่อวาน” ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ปีล่าสุด ๒๕๕๐ ทั้ง ๒ เล่ม ทำให้ศิริวรเป็นนักเขียนไทยคนที่ ๒ ที่มีผลงานเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ถึง ๒ เล่มในปีเดียว ถัดจากนักเขียนหนุ่มใหญ่ ประชาคม ลุนาชัย ที่เคยทำได้มาแล้วเมื่อปีก่อนในประเภทนวนิยาย
ปัจจุบัน ศิริวรใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และยังคงผลิตงานเขียนทั้งกวีนิพนธ์ เรื่องสั้น สารคดี และนวนิยายอย่างมุ่งมั่นจริงจัง ส่วนนับจากนี้ไปชื่อของเขาจะมีสร้อย “กวีซีไรต์” ต่อท้ายหรือไม่นั้น ขณะที่คุณกำลังอ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ ผลอาจจะออกมาแล้วว่าตำแหน่งกวีซีไรต์ ปี ๒๕๕๐ เป็นใคร…

อะไรที่ทำให้คุณเริ่มเป็นนักเขียน และอะไรที่ทำให้คุณยังเป็นนักเขียน
ที่ทำให้ผมเริ่มเป็นนักเขียน ง่ายนิดเดียวครับ ก็คือเริ่มเรียนรู้ที่จะลงมือเขียน จากนั้นก็นั่งลง แปรสิ่งที่อยากจะบอกเล่าในกะโหลกศีรษะออกมาเป็นตัวอักษร ต่อมาก็เรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเองไปเรื่อยๆ ถามว่าอะไรที่ทำให้ผมยังเป็นนักเขียน คำตอบก็คงเช่นเดียวกัน คือเรียนรู้ที่จะลงมือเขียน และเรียนรู้ที่จะเรียนรู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ ที่น่าสนใจก็คือว่า โลกเรายังมีสิ่งที่เราไม่รู้อีกไม่รู้จบ โดยเฉพาะภูมิภาคเล็กๆ ที่เรียกว่าเอเชียอาคเนย์ นักเขียนคนอื่นคิดอย่างไรผมไม่ทราบ แต่กับตัวเอง ผมต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ผมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิภาคเล็กๆ ของตัวเองน้อยเกินไป หรือพูดอีกแบบก็ต้องว่า ผมยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่พอ ทั้งที่ผมและบรรพบุรุษของเราเป็นส่วนหนึ่งของมัน

คุณลักษณะของนักเขียน และต้นแบบในการเขียนหนังสือของคุณ
เส้นทางของนักเขียนแยกไม่ออกจากเส้นทางของความรู้ บวกกับจินตนาการและความคิด หากนักเขียนคนใดคนหนึ่งเดินไปจนสุดพรมแดนของความรู้ และสะดุดหยุดลงเมื่อไหร่ นั่นคือจุดจบของความเป็นนักเขียนที่แท้ แม้จะดันทุรังเขียนโน่นเขียนนี่ออกมาตลอดเวลาก็ตาม

ถามว่าต้นแบบ ที่ถูกควรจะเรียกว่าต้นธารแห่งแรงดาลใจน่าจะถูกกว่า เหตุเพราะว่าแบบและเบ้าของนักเขียนคนหนึ่ง ไม่น่าจะเหมาะสำหรับคนอื่นๆ เหมือนชีวิตแต่ละชีวิต แบบและเบ้าของใครก็ควรเหมาะกับคนคนนั้น ต้นธารในการเขียนของผมมาจากหลากหลายแบบเบ้า จากหลากหลายทิศทาง อาจเรียกว่าเป็นนักเขียนที่ไม่มีอัตลักษณ์ หากนิยามคำว่าอัตลักษณ์คือการหยุดนิ่งตายตัวทั้งด้านรูปแบบและความคิด หากอัตลักษณ์หมายถึงการย่ำซ้ำกับตัวเอง น่าเศร้าที่นักวรรณศึกษาหลายคนเรียกการย่ำซ้ำกับตัวเองของนักเขียนหรือกวีคนหนึ่งว่าอัตลักษณ์ และผมพยายามจะไม่เป็นแบบนั้น คือพยายามที่จะออกห่างจากอัตลักษณ์แบบนั้น อัตลักษณ์ที่ผุดซ้อนขึ้นมาจากความย่ำซ้ำจำเจ และหากเป็นเช่นนั้น ผมขอเลือกเป็นนักเขียนที่ไม่มีอัตลักษณ์ดีกว่าครับ

ปณิธานสูงสุดในฐานะนักเขียน
ก็พยายามศึกษาเรียนรู้เท่าที่พอจะมีสติและปัญญา เพื่อให้งานที่ทำแต่ละชิ้นสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ จากนั้นค่อยกลับมาทบทวน มองหาข้อผิดพลาดบกพร่องของตัวเอง เพื่อที่จะแก้ไขปรับปรุงในงานชิ้นต่อไป แต่นี่เป็นโจทย์ที่ยาก อันที่จริงทุกกระบวนการของชีวิตไม่มีอะไรยาก หากเราตั้งโจทย์อย่างมักง่าย

การทำงานเขียนชิ้นหนึ่งของคุณเริ่มที่ไหน และจบลงที่ไหน
เริ่มที่อักษรตัวแรก และจบลงที่อักษรตัวสุดท้ายครับ (ไม่ค่อยเข้าใจคำถาม เลยตอบแบบกวนๆ นะครับ) หากหมายถึงสถานที่ทำงานละก็ ผมคงไม่มีกติกาของตัวเองตายตัวแบบว่า เริ่มต้นเขียนที่ไหนแล้วจะต้องจบที่นั่น แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว นวนิยายสองเล่มของผมเริ่มต้นและจบร่างแรกในสถานที่เดียวกัน ส่วนขั้นตอนการขัดเกลาก็แล้วแต่ความสะดวกเหมาะสมในขณะนั้นๆ เว้นแต่นวนิยายเรื่องที่กำลังขัดเกลาอยู่ รู้สึกว่าผมตระเวนหาสถานที่ขัดเกลาไปทั่วประเทศ แต่ยังไม่พอใจเสียที

สิ่งสำคัญที่สุดที่วรรณกรรมชิ้นหนึ่งพึงมี
สิ่งสำคัญที่สุดที่วรรณกรรมควรมีก็คือ งานชิ้นนั้นควรทำให้คนอ่านอ่านจบแล้วสามารถมองเห็นโลกและชีวิตด้วยสายตาใหม่ๆ เมื่อวรรณกรรมชิ้นใดชิ้นหนึ่งทำให้เราเห็นโลกและชีวิตแปลกต่างไปจากที่เคยสัมผัส นั่นก็เพียงพอแล้วที่เราจะเรียกมันว่างานที่ดี

ในฐานะนักเขียน อะไรสำคัญกว่ากันระหว่าง “พรสวรรค์” กับ “พรแสวง”
ผมเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ หากคุณมุ่งมั่นแน่วแน่ต่ออะไรสักอย่าง โดยไม่ลังเลที่จะโถมพละพลังและชีวิตลงไปกับมัน ต่อให้โลกทั้งโลกมองไม่เห็นค่า ผมเชื่อว่าการเกิดมาเป็นชีวิตของคุณจะไม่เปล่ากลวง นั่นอาจพูดได้ว่าทั้งพรสวรรค์และพรแสวงมีความสำคัญพอๆ กัน เพราะพรแสวงอาจนำเราไปค้นพบพรสวรรค์ในตัวเรา ส่วนพรสวรรค์ก็ช่วยได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น หมายถึงว่าการมีพรสวรรค์ก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากมายหากเราขาดพรแสวง นอกจากว่าคุณคืออัจฉริยะ

คนอื่นนิยามคุณว่าเป็นทั้งกวีและนักเขียน แต่หากให้คุณนิยามตัวเอง คุณจะนิยามว่าอะไร…และในเนื้องานทั้งหมดทั้งมวลที่คุณเขียน ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย เรื่องสั้น บทกวี หรือความเรียง คุณให้เวลากับงานไหนมากกว่ากัน ทั้งหมดที่ผมทำคือการงานแห่งความรัก และรางวัลของการงานแห่งความรักนั่นก็คือความสุข นอกเหนือจากนั้นคือโบนัสของชีวิต เพราะฉะนั้นใครจะนิยามผมยังไงก็ได้ เช่นเดียวกับช่วงหลังๆ มานี้ ผมมักจะเอาท่วงทำนองของบทกวีมาใส่ในเรื่องสั้น บางหนก็เอาจังหวะการเล่าเรื่องแบบเรื่องสั้นมาใส่ในบทกวี บางทีก็เอาลักษณ์ของความเรียงมาผสมผสานกับท่วงทำนองของกวีนิพนธ์ ผมพยายามจะสลายพรมแดนของงานแต่ละประเภทที่เคยมีนิยามตายตัวมายาวนานในสังคมวรรณกรรมไทย ฉะนั้นงานหลายชิ้นของผมมักแยกไม่ออกว่าเป็นเรื่องสั้น กวีนิพนธ์ หรือความเรียง และผมก็มีความสุขที่จะประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น

มองวงการวรรณกรรมไทย
จำได้ว่าเคยพูดมาหลายครั้งหลายหนแล้ว และไม่อยากจะพูดอีก การกล่าวสิ่งใดซ้ำๆ ซากๆ สำหรับผมบอกตรงๆ ว่าเหนื่อยและสูญเสียพลังในการทำงานชิ้นใหม่ๆ หรือถ้าให้พูดสั้นๆ ก็คือว่า ผมเห็นแนวโน้มที่ดีมากในชิ้นงานของคนใหม่ๆ น่ายินดีแทนชุมชนวรรณกรรมไทยที่งานหลายชิ้นของคนใหม่ๆ หลายคนแตกหน่อต่อยอดไกลออกไปจากความเฉิ่มเชยของวรรณกรรมยุคเก่า ในที่นี้ต้องเข้าใจว่า ผมไม่ได้หมายถึงว่างานยุคก่อนทั้งหมดเป็นงานเร่อร่าล้าสมัยไปเสียทั้งหมดนะครับ ผมเพียงแต่เห็นเค้าลางว่า ในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกลมากนัก วรรณกรรมไทยของเราน่าจะยืนได้โดยสง่างามในพื้นที่ของวรรณกรรมโลกเท่านั้นเอง

“รางวัล” จำเป็นไหมต่อวงการวรรณกรรม และสภาพการณ์ที่มีการประกวดรางวัลผุดขึ้นมากมายในปัจจุบัน คุณคิดเห็นว่ามันสื่อถึงอะไร
โดยแก่น โดยปรัชญา รางวัลทุกรางวัลเป็นเรื่องที่ดี ไม่เฉพาะรางวัลทางวรรณกรรมเท่านั้น แต่แน่นอน เมื่อมีการตัดสิน มีการประเมินค่า โดยเฉพาะในโลกของศิลปะวรรณกรรมนั้นมักจะมีปัญหามากกว่าการตัดสินการประเมินค่าในเรื่องอื่นๆ เพราะคุณค่าในโลกของศิลปะวรรณกรรม ส่วนมากมักเหยียบยืนอยู่ในพื้นที่ของนามธรรม นั่นหมายความว่า นอกจากมีคุณค่าความดีงามในมาตรฐานใดมาตรฐานหนึ่งแล้ว การประเมินค่ายังต้องขึ้นอยู่กับรสนิยมและรายละเอียดยิบย่อยอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเลื่อนไหลอยู่ตลอดเวลา แล้วแต่จะนิยามกันไปในแต่ละครั้งคราว แต่ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของรางวัลมากพอ ถ้าเราเข้าใจกฎกติกากรอบเกณฑ์และสติปัญญาของบุคลากรในการประเมินค่ามากพอ ทุกข้อสรุปของการตัดสินก็จะไม่มีปัญหาเลย

นับแต่อดีตจนปัจจุบัน ภาครัฐไม่เคยให้ความสำคัญกับวงการนักเขียนอย่างจริงจัง แล้วอย่างนี้วงการนักเขียนควรคาดหวังอะไรจากภาครัฐอีกหรือไม่ หรือถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องยืนหยัดด้วยตัวเอง ทั้งในแง่ของปัจเจกและในแง่ของความเป็นวงการ
รัฐแทบทุกรัฐในโลกมักจะมองนักคิดนักเขียนด้วยสายตาหวาดระแวง ไม่ว่าในประเทศสังคมนิยมหรือประเทศประชาธิปไตย เช่นประเทศจีน หรือเร็วๆ นี้ก็ตุรกี ที่กระทำต่อ ออฮัน ปามุก นักเขียนโนเบลคนล่าสุด และประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราก็ไม่ต่างกัน นอกจากจะไม่สนับสนุนอย่างจริงใจแล้ว รัฐยังกดทับขับเบียดความคิดสร้างสรรค์ของนักเขียนอย่างน่าละอาย อย่างในเวียดนามนักเขียนบางคนก็ไม่สามารถพิมพ์งานบางเล่มในประเทศของตน อาจเป็นเพราะว่า นักเขียนโดยมากมักจะยืนอยู่บนมโนทัศน์คนละแบบกับรัฐ ฉะนั้นอย่าไปคาดหวังอะไรจากรัฐในเรื่องเหล่านี้ให้มากนัก ผมเชื่อว่านักเขียนส่วนใหญ่ก็คงคิดไม่ต่างไปจากนี้หรอก มีแต่รัฐที่ฉลาดหลักแหลมเท่านั้นที่รู้ว่าควรให้ค่ากับความเป็นนักคิดนักเขียน หรืออีกด้านหนึ่ง อาจพูดได้ว่า มีแต่นักเขียนที่ฉลาดหลักแหลมเท่านั้นที่เรียกร้องความสนใจจากรัฐได้ เพราะการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ บ่อยครั้งที่งานวรรณกรรมถูกเลือกให้ทำหน้าที่นั้น และที่ผ่านมาเร็วๆ นี้ งานวรรณกรรมชั้นเยี่ยมอายุ ๔๐๐ กว่าปีอย่าง ดอนฆีโฆเต้ ก็เป็นหนึ่งในกรณีที่ว่ามา

ณ วันนี้สำหรับคุณ การเขียนหนังสือเปรียบได้กับอะไร
ไม่แน่ใจว่าจะมีคำเปรียบเปรยแบบไหนที่พอจะอธิบายได้ใกล้เคียงที่สุดสำหรับผม แต่จริงๆ แล้วผมว่าการเขียนหนังสือทุกวันนี้ของผมมันเป็นวิถีชีวิตมากกว่า พูดอีกแบบก็คือว่าผมพยายามจะทำให้การเขียนเป็นหนึ่งเดียวกับการใช้ชีวิต บางแง่มุม บางภาวะก็เต็มไปด้วยความขัดแย้ง หลายทัศนะก็ผสมผสานกลมกลืนไปในทิศทางเดียวกันกับความเชื่อความศรัทธาของตน โดยส่วนตัวผมไม่ชอบคำพูดที่ว่า ‘ไม่ควรเทศนาในสิ่งที่ไม่เชื่อ’ เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะนักเขียนไม่ใช่นักบวชนี่ครับ ที่จะต้องมีวัตรปฏิบัติเคร่งครัดตามกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ในพระคัมภีร์ นักเขียนเป็นนักเสนอทัศนะ เสนอแง่คิดแง่มุมต่างๆ ของโลกและชีวิตผ่านผลงานของตัวเอง บางทีผมอาจจะไม่เชื่อในพระเจ้า แต่หากตัวละครตัวใดตัวหนึ่งของผมมีความสุขกับการศรัทธาในพระเจ้าก็ไม่เห็นว่ามันผิดกฎกติกาตรงไหน

คำแนะนำถึงคนที่อยากเป็นนักเขียน ว่าต้องเริ่มที่จุดไหน และควรพัฒนาตนเองอย่างไร
อย่างที่บอกว่า ผมเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ และทุกคนสามารถเป็นนักเขียนได้หากมีความมุ่งมั่นตั้งใจ และใฝ่รู้ ส่วนจะให้แนะนำว่าต้องเริ่มต้นอย่างไรนั้น ผมคงไม่มีปัญญาคิดเองได้ ฉะนั้นคงต้องยกเอาคำตอบเก่าแก่ที่นักเขียนแทบทุกคนเคยพูดไว้ว่า ควรอ่านควรศึกษาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อ่านให้มากทั้งด้านลึกและด้านกว้าง ที่สำคัญต้องศึกษาอย่างหลากหลายรอบด้านด้วย เพราะการเป็นนักเขียนต้องใช้เครื่องมือในการทำงานหลายชุด ซึ่งต่างจากช่างหรือความชำนาญเฉพาะด้านเช่นการงานอาชีพอื่นๆ หมายถึงว่า นักเขียนควรรู้และเข้าใจกลไกหรือเครื่องมือของบุคลากรแต่ละสาขาอาชีพ เพื่อรองรับวิธีคิดและพฤติกรรมตัวละครที่เราสร้างขึ้นมา ส่วนการจะพัฒนาตนเองไปในทิศทางไหนอย่างไรในอนาคตนั้น ไม่มีใครตอบแทนใครได้หรอกครับ นอกจากเราจะพบคำตอบของตัวเองผ่านการทำงานอย่างจริงจัง

รายนามนักเขียนคนโปรด และรายชื่อหนังสือเล่มโปรด
นักเขียนและผลงานที่ผมชอบมักจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความสนใจในแต่ละช่วงเวลาครับ และเท่าที่นึกออกตอนนี้ก็มี MILAN KUNDERA เรื่อง LAUGHABLE LOVES หรือ รักชวนหัว และ IMMORTALITY หรือ อมตะ ที่คุณภัควดี วีระภาสพงษ์ แปล
อีกคนก็ HARUKI MURAKAMI โดยเฉพาะเล่ม SOUTH OF THE BORDER WEST OF THE SUN
กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ หากไม่นับเรื่อง หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ก็ต้องเรื่อง หมายเหตุฆาตกรรม ครับ
หรือหนังสือเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งสองเล่ม ของ แอนโทนี รีด ก็น่าอ่านมาก ให้ความรู้พื้นฐาน ให้สีสันและภาพกว้างๆ เกี่ยวกับที่ไปที่มาของภูมิภาคเราได้อย่างน่าสนใจ
หรืองานของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ หลายๆ เล่ม
และอีกคนที่ผมชอบคือคุณเสนีย์ เสาวพงศ์ นักเขียนไทยเราทุกคนควรศึกษาเรียนรู้ ทั้งวิธีคิด มุมมอง และโลกทัศน์ของท่านในงานแต่ละเล่ม

โค้ดคำพูด

“ผมเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ หากคุณมุ่งมั่นแน่วแน่ต่ออะไรสักอย่าง โดยไม่ลังเลที่จะโถมพละพลังและชีวิตลงไปกับมัน ต่อให้โลกทั้งโลกมองไม่เห็นค่า ผมเชื่อว่าการเกิดมาเป็นชีวิตของคุณจะไม่เปล่ากลวง”

“รัฐแทบทุกรัฐในโลกมักจะมองนักคิดนักเขียนด้วยสายตาหวาดระแวง…นอกจากจะไม่สนับสนุนอย่างจริงใจแล้ว รัฐยังกดทับขับเบียดความคิดสร้างสรรค์ของนักเขียนอย่างน่าละอาย…อาจเป็นเพราะว่า นักเขียนโดยมากมักจะยืนอยู่บนมโนทัศน์คนละแบบกับรัฐ ฉะนั้นอย่าไปคาดหวังอะไรจากรัฐในเรื่องเหล่านี้ให้มากนัก”

Related contents:

You may also like...