รวิชญ์ เทิดวงส์

ศิลปะบนผืนผ้าใบ สไตล์รวิชญ์ เทิดวงส์

แฟนละครอาจรู้จักมักคุ้น รวิชญ์ เทิดวงส์ ในฐานะพระเอกรูปหล่อมากบทบาท แต่รู้หรือไม่ว่าอีกด้านหนึ่งของชีวิต รวิชญ์เป็นจิตรกร ผู้ระบายเส้นสายลายศิลป์ลงบนผืนผ้าใบ ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนที่ได้ทราบ อาจหรี่ตาพินิจรวิชญ์ว่าเป็นของจริงแท้แค่ไหน กระนั้น จากการพูดคุยสัมผัสชีวิตของผู้ชายคนนี้ ก็ได้ข้อสรุปว่าหากจิตรกรกินความภูมิใจเป็นอาหารฉันใด รวิชญ์ก็เป็นฉันนั้น

“ผมสนใจการวาดรูปมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ ก่อนจะรู้จักไอ้มดแดงเสียอีก เริ่มตั้งแต่สมัยเรียนวิชาวาดภาพตอนอยู่อนุบาล ก็ได้คะแนนดี พอเข้า ป.๑ คราวนี้คะแนนยิ่งดีใหญ่ กลายเป็นดาวของห้อง สมัยเรียนที่กรุงเทพคริสเตียนฯ ก็ถูกโหวตให้เป็นตัวแทนวาดรูปของห้องทุกปี ตอนเรียนนั้นสัปดาห์หนึ่ง ๗ วันมีวิชาวาดรูปแค่ชั่วโมงเดียว ผมก็จะตั้งตารอคอยชั่วโมงนั้น (หัวเราะ) ก็มีความสุขครับที่สิ่งแวดล้อมยอมรับเรา

“พอจบ ม.๓ ผมก็ไปเรียนต่อที่ไทยวิจิตรศิลป์อาชีวะ ตื่นตะลึงมากครับเพราะได้เจอโลกแห่งศิลปะ สนุกมาก เต็มไปด้วยสิ่งแวดล้อมที่เน้นเรื่องการวาดภาพ เน้นเรื่องศิลปะการใช้สี ก็ได้เกรดดีเพราะได้เรียนในสิ่งที่เรารัก ก็เลยเป็นเหตุให้เอนทรานซ์ติดคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ภาควิชานฤมิตศิลป์ ก่อนจะไปเรียนต่อด้านศิลปะที่นิวซีแลนด์ จบกลับมาก็รับจ้างวาดภาพประกอบอะไรไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ไปเล่นภาพยนตร์เรื่องแรก แล้วหลังจากนั้นก็อยู่ในสัญญาช่อง ๓ เล่นละครต่อเนื่องมาเกือบ ๑๐ ปีแล้ว แต่ผมก็ยังไม่ทิ้งศิลปะ

“การวาดรูปเป็นสิ่งที่ผมรัก ชอบ และถนัดครับ มันเป็นภาวะที่สามารถจับดินสอหรือพู่กันขึ้นมาแล้วใช้ความรู้สึกทำลงไปได้เลย ไม่ต้องใช้สมองด้วยซ้ำ กิจกรรมอย่างอื่นอาจจะต้องคิดวางแผนว่าจะทำอะไร แต่วาดรูปนี่ใช้ความรู้สึกล้วนๆ ซึ่งมีความสุขมากครับ เวลาผมจับพู่กันหรือดินสอนี่เหมือนปลาได้น้ำอย่างไรอย่างนั้น ผมจะสนุกกับมันมาก (ยิ้ม) เชื่อไหมครับว่าผมโทรศัพท์กับวาดรูปไปพร้อมกันได้ นั่งโทรศัพท์มือก็วาดรูปไป (ทำท่าวาดรูป) มันเป็นอัตโนมัติ เป็นธรรมชาติ มันก็ไม่ใช่ว่าสุขมาก…(ลากเสียง) แต่มันกลายเป็นสิ่งที่คู่กับเรามา เป็นธรรมชาติของเรา (พูดเน้น) แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขียนรูปทุกวันนะครับ มีขาดบ้าง แต่ถามว่าไม่ได้วาดรูปแล้วแปลว่าขาดศิลปะหรือเปล่า ไม่ใช่ เพราะศิลปะมันอยู่ในทุกๆ ที่ อยู่ในทุกอณูของเราอยู่แล้ว ทุกวันนี้เราก็ใช้ศิลปะในการดำเนินชีวิตอยู่แล้ว (ยิ้ม)

“การวาดภาพคือการแก้ปัญหาครับ มีเฟรมเฟรมหนึ่งหรือกระดาษแผ่นหนึ่ง เราเอาอุปกรณ์ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นดินสอ พู่กัน สีอะไร เทคนิคไหนก็แล้วแต่ เราก็ต้องตั้งโจทย์ให้ตัวเอง โจทย์นั้นคืออะไร มันก็จะมีต่างๆ นานา แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มเป็นการแก้ปัญหา ทำให้ได้ตามโจทย์ คือทำให้สวย แก้ปัญหาคือทำยังไงให้สวย ซึ่งแน่นอนเราก็มีสูตรบ้าง อย่างน้ำเงินกับส้มอยู่ด้วยกันแล้วดี แต่มันก็ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับสัดส่วน จังหวะ หรือองค์ประกอบ จริงแล้วๆ ขึ้นอยู่กับทุกอย่างจนแทบไม่มีเหตุผลด้วยซ้ำ เป็นเรื่องของอารมณ์ซึ่งไม่มีเรื่องของเหตุผล แต่ถ้าคุณเคยชินกับมัน คุณก็จะหยิบสิ่งที่คุณคุ้นเคยออกมาใช้ได้ แต่ว่าถ้าคุณอยู่ในสูตรตลอดเวลามันก็จะน่าเบื่อ บางทีคุณก็อยากค้นหาอะไรที่มันเสี่ยง เสี่ยงอย่างเช่นรู้อยู่แล้วว่าภาพนี้ทำไปมันอาจจะเน่า แต่คุณก็ลองเสี่ยงทำดู ในความเสี่ยงนี่มันอาจจะมีอะไรที่น่าสนใจ หรือว่ามีอะไรที่สามารถแทรกเข้าไปได้ แล้วมันออกมาน่าสนใจ นอกเหนือกฎเกณฑ์หรือว่าสิ่งที่เขาทำๆ กันก็ได้ มันก็เป็นวิถีที่ท้าทาย เพราะศิลปะมันกว้างใหญ่ไพศาลมากนะครับ มันมีความสวยเป็นล้านๆ แบบ มันเป็นสิ่งที่ไม่มีกฎเกณฑ์ ซึ่งพอไม่มีกฎเกณฑ์มันก็สามารถที่จะสร้างอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาได้

“ผมเคยจัดงานแสดงภาพที่เอ็มโพเรี่ยม มีหลายคนมาซื้อเพราะว่าเป็นแฟนละครผม บางคนซื้อเพราะอยากอุดหนุนผม แต่มีคนสิงคโปร์มาซื้อโดยที่เขาไม่รู้จักผม ผมภูมิใจมาก (เน้นเสียง) รูปหนึ่ง ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ถูก แต่เขาซื้อ เพราะเขาชอบรูปนั้น มันมีแบบนี้อยู่ แล้วผมภูมิใจ มันเป็นความสุขครับ เงินแค่นี้มันไม่ทำให้เรารวยขึ้นมาหรอก แต่ว่ามันได้รับการยอมรับโดยที่ไม่ต้องพ่วงด้วยว่าเราเป็นดารา หน้าตาเราดี หรือว่าเราดัง แต่มันเป็นผลงานล้วนๆ รู้สึกดีครับที่ได้รับการยอมรับโดยที่รู้จักเฉพาะผลงาน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่รูปลักษณ์เรา” พี่ปิ๊บทิ้งท้ายถึงความภาคภูมิใจในอีกด้านหนึ่งของชีวิต…ของ รวิชญ์ เทิดวงส์

Related contents:

You may also like...