อริยะ พนมยงค์

คาโปเอร่า…ชีวิตที่ไม่ติดกรอบ

หากจะว่าไปแล้วศิลปะป้องกันตัวจากแดนแซมบ้านาม “คาโปเอร่า” หรือ “คัพโปอิร่า” ซึ่งถือกำเนิดจากทาสแอฟริกันในบราซิลก็เป็นทั้งศาสตร์ของการต่อสู้ และศิลปะแห่งเคลื่อนไหวร่างกาย รวมไปถึงดนตรีพื้นเมืองที่นำมาใช้นั้นให้ความรู้สึกราวกับมวยไทยซึ่งมีเครื่องดนตรีปี่-กลองให้จังหวะ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงได้รับความสนใจจากผู้รักสุขภาพหันมาฝึกฝนกันมากขึ้น หนึ่งในนั้นมี อริยะ พนมยงค์ รองผู้อำนวยการด้านการตลาดของบริษัท ทรูมูฟ จำกัด รวมอยู่ด้วย

“ผมมีแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายจากการที่คุณพ่อทักว่าตัวผมผอมจนมีซี่โครงเหมือนไวโอลิน ตอนนั้นผมยังเด็กแล้วที่ปารีสก็มีหลายสิ่งให้เลือกจึงเริ่มจากว่ายน้ำ เล่นเทนนิส และหันไปในแนวของศิลปะป้องกันตัวแบบญี่ปุ่นจึงเริ่มจาก โคบูโด (Kobudo) ซึ่งคล้ายคาราเต้ที่คนไทยรู้จักแต่ว่ามีการใช้อาวุธทั้งไม้และดาบ ถัดมาคือมวยไทยที่ผมลองฝึกช่วงสั้นๆ จนมาถึงคาโปเอร่าแต่สมัยที่ผมอยู่ฝรั่งเศสยังไม่แพร่หลายเท่าไหร่จึงไม่สะดวกในการฝึก จนมาเมืองไทยนี่แหละเห็นคอลัมน์สัมภาษณ์อาจารย์ผู้สอนในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์และเห็นว่าสถานที่นั้นอยู่ใกล้ที่พักจึงได้เริ่มศึกษา”

“คาโปเอร่าเป็นศิลปะป้องกันตัวที่ครบ คือได้ใช้ทุกทักษะ สิ่งแรกคือได้ใช้พลังซึ่งต้องมีอยู่ในทุกศิลปะป้องกันตัว อีกสิ่งที่มีอยู่ด้วยคือต้องใช้ความเร็วต้องว่องไว ประการถัดมาคือต้องใช้ความยืดหยุ่นการเล่นนั้นไม่ได้หยุดนิ่ง ไม่ได้มีท่าเคลื่อนไหวตายตัวหรือต้องทำตามลำดับ เราเรียนประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยช่วงท้ายคือ 30 นาทีหลังจะมีการโรด้า (Rhoda) ยืนกันเป็นวงกลมเล่นดนตรีและมี 2 คนเข้าไปประลองฝีมือกัน โดยไม่ได้กำหนดว่าฝีมือระดับเดียวกันถึงจะประลองได้ ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหมด

“เราไม่ได้เล่นอยู่คนเดียวแต่เราเล่นกับหลายคน ตอนเราอยู่ในโรด้ามันต้องเล่นกับคนหลากหลาย เราจึงต้องอ่านคู่ต่อสู้ให้ถูก กลายเป็นการสอนให้เราอ่านคนขณะที่เราฝึกการเคลื่อนไหว”

“ศิลปะป้องกันตัวอื่นมักจะสอนให้บล็อก แต่คาโปเอร่านั้นแตกต่างคือสอนให้หลบ ซึ่งการบล็อกต้องเร็วแต่การหลบนั้นต้องเร็วกว่า พูดไปมันก็ดูเหมือนศิลปะป้องกันตัวแต่ถ้าเห็นภาพก็จะรู้สึกได้ว่าเป็นการเต้นรำ ท่าฮิพฮอพนั้นยืมท่าของคาโปเอร่ามาเยอะมากๆ เลย แต่คนทั่วไปจะไม่รู้”

“ผมชอบวัฒนธรรมของชาวบราซิล ที่ชอบบราซิลเพราะคนของเขาทำอะไรแล้วมีใจรัก นอกจากวัฒนธรรม การใช้ชีวิต คาโปเอร่า ฟุตบอล ล้วนมีชีวิตชีวาที่เราสัมผัสได้และมันใกล้กับรูปแบบการใช้ชีวิตของเรา โดยคุณจะเล่นคาโปเอร่าไม่ได้เลยหากไม่มีดนตรีไม่สามารถแยกกันได้ ซึ่งดนตรีเป็นเครื่องกำหนดจังหวะการเร่ง ความแรงของการออกท่วงท่า หากผู้เล่นดนตรีเร่งจังวะนั่นก็คือการเร่งให้ผู้ประลองทั้งสองสปีดร่างกายมากขึ้น”

เราจึงสามารถพบเขาพร้อมพลพรรคคาโปเอร่าที่วาดลวดลายประกอบจังหวะดนตรีได้ที่สวนเบญจสิริ และตึกมณียา ย่านชิดลม ซึ่งไม่ได้แค่เพียงได้ยักย้ายร่างกายตามจังหวะดนตรีแต่มีอะไรที่มากกว่านั้น

“การที่ผมเล่นคาโปเอร่านั้นช่วยให้เราปลดปล่อย ไอ้ช่วงที่เครียดๆ พอตอนเย็นหลังจากเล่นเสร็จจะรู้สึกว่าเบาสบาย ในกลุ่มที่ผมเล่นนั้นกลายเป็นเพื่อนใหม่กันไปเลยต่างคนต่างมารู้จักกันหรือบางทีก็ชวนกันมา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ เพราะคาโปเอร่ายังไม่ใช่ศิลปะการต่อสู้ที่อินเทรนด์ในไทยแม้จะแพร่หลายเป็นอย่างมากทั้งในอเมริกา ยุโรป สิงคโปร์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย บางคนที่เห็นอาจจะรู้สึกว่าสวยดีนะแต่ไม่กล้า จากการที่เราจัดโชว์หลายๆ ครั้งก็เพราะว่าคิดว่าไม่มีทางทำได้ เป็นความรู้สึกเดียวกับผมตอนเริ่มต้นว่า ไม่มีทางทำได้!ขณะที่ความรู้สึกอีกด้านหนึ่งบอกออกมาว่าต้องทำให้ได้สิ อีกสาเหตุหนึ่งเพราะเป็นการเต้นจึงไม่กล้าแสดงออก ส่วนตัวผมชอบการเต้นรำ ยิ่งการเคลื่อนไหวของคาโปเอร่าน่ะเป็นการเต้นที่มีศิลปะป้องกันตัวไปด้วย”“แต่โดยพื้นฐานแล้วผมน่ะค่อนข้างขี้อาย ที่กล้าได้อย่างนี้เพราะไม่มีกรอบหรือเกณฑ์ใดๆ กำหนด” คุณอริยะเฉลย

Related contents:

You may also like...