โสภาวดี เลิศมนัสชัย

กระบี่เล่มงามนาม

ท่ามกลางการจับตามมองของสังคมโลกในปี 2550 ถึงแนวโน้มของสตรีในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารสูงสุดของแต่ละองค์กร ซึ่งทยอยนั่งเก้าอี้เกียรติยศเป็นทิวแถว ทั้งผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (ดร.มาร์กาเร็ต ชาน) ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกา (แนนซี เปโลซี) ด้านศาสนจักรคิวบา แองกลิกันเชิร์ช ไม่น้อยหน้าให้การรับรอง (Nerva Cot Aguilera) ดำรงตำแหน่งบิชอฟสตรีคนแรก

ส่วนในบ้านเรานั้นหญิงเก่งมีจำนวนไม่น้อยที่ได้รับการยอมรับในฝีมือและผลงาน โดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ นั้นบอกได้เลยว่าผู้หญิงไทยมีความสามารถเป็นอย่างยิ่ง ทั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ดร.ธาริษา วัฒนเกส) ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ภัทรียา เบญจพลชัย) รวมถึง โสภาวดี เลิศมนัสชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด : Thailand Securities Depository (TSD) หญิงเก่งอีกคนหนึ่งซึ่งเกาะกระแสนี้มาตั้งแต่กลางปี 2549 และเมื่อ ‘ลูกหม้อ’ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับมอบภารกิจใหม่ใน ‘บริษัทลูก’ ครั้งนี้จึงไม่เป็นเพียงแค่นั่งเก้าอี้บริหารงานตามแบบฉบับเดิมเท่านั้น แต่ยังตั้งหมุดหมายไปสู่การรีแบรนด์ดิ้งภาพลักษณ์องค์กรเพื่อตอบสนองความต้องการและการบริการที่ต่อเนื่องในการซื้อขายหลักทรัพย์ของประเทศไทย

“เส้นทางชีวิตต้องบอกว่าไม่ค่อยราบรื่น ดิฉันเกิดที่จังหวัดยะลา เข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ เส้นทางตอนนั้นก็เป็นเหมือนคนปกติทั่วไป เมื่อเรียนจบปริญญาตรีที่ธรรมศาสตร์ก็เข้ามาทำงาน โดยเริ่มต้นที่อื่นก่อนได้สัก 2-3 เดือนก็เข้ามาทำงานที่ตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2520 ยังจำได้ดีว่าเป็นช่วงฤดูร้อนเดือนเมษายน และทำงานที่นี่มาตลอด เรียกว่าเป็นลูกหม้อของที่นี่ เข้ามาทำงานไต่เต้าเหมือนกับเด็กที่เริ่มทำงานใหม่ทุกคน เข้ามาทางด้านสายงานตรวจสอบภายใน ซึ่งจะนับเป็นรุ่นบุกเบิกก็ว่าได้นะคะเพราะตลาดหลักทรัพย์เปิดทำการปี 2518 เราเข้ามาทำปี 2520”

สาวจากใต้สุดแดนสยามย้อนรำลึกถึงเส้นทางชีวิตก่อนจะมาถึงวันนี้ ซึ่งจุดพลิกผันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ และถ้าหากครอบครัวของเธอยังคงความเชื่อแบบดั้งเดิม คือให้ความสำคัญต่อการศึกษาของลูกสาวน้อยกว่าการช่วยเหลือธุรกิจและเตรียมตัวแต่งงานมีครอบครัวก็คงไม่มีผู้บริหารหญิงเหล็กคนนี้เป็นแน่

“ด้วยพื้นฐานครอบครัวแบบคนจีน ยิ่งที่บ้านมีลูกผู้หญิงมากกว่าคือ ผู้หญิง 4 คน ผู้ชาย 2 คน พื้นฐานก็เป็นเหมือนธรรมเนียมจีน ลูกผู้หญิงไม่ค่อยได้รับการส่งเสริมให้เรียนหนังสือ แต่ดิฉันโชคดีตรงที่ว่าเป็นลูกคนกลาง และช่วงนั้นเริ่มมีการเปลี่ยนแนวความคิดบ้างจึงได้มีโอกาสมาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ”

“เผอิญเอ็นทรานซ์ติดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลือกเรียนคณะบัญชีฯ เพราะเขาบอกว่าสอบเข้ายากมั้ง (หัวเราะ) ถ้าจะมองโดยนิสัยของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีต้องมีความละเอียดถี่ถ้วน แต่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นอย่างนั้น คือเป็นสาขาวิชาชีพหนึ่ง ตอนนั้นอาจจะยังนึกไม่ออกว่าจบบัญชีแล้วจะไปทำอะไร แต่เป็นสาขาวิชาชีพที่ส่วนใหญ่ผู้หญิงเรียนเยอะเมื่อเทียบกับผู้ชาย”

“ช่วงเรียนปริญญาตรีเราก็อยู่ในเหตุการณ์ที่ชาวธรรมศาสตร์มีส่วนร่วมทางสังคม การเมือง เพียงแต่เราไม่ได้เข้าไปเป็นตัวตั้งตัวตี เวลามีการชุมนุมก็จะเข้าไปฟังด้วย คิดว่าธรรมศาสตร์ก็ช่วยหล่อหลอมเรามา และสาเหตุที่เลือกทำงานที่ตลาดหลักทรัพย์เพราะว่าเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้เป็นของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง เป็นการทำงานให้กับประโยชน์ส่วนรวม”
จากการตัดสินเลือกทางเดินด้วยตัวเอง จึงทำให้บัณฑิตสาวจากรั้วแม่โดมมุ่งหน้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งในขณะนั้นอยู่ในช่วงเริ่มต้นดำเนินการ ขณะที่เธอนั้นก็เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงานเช่นกัน

“ตอนนั้นคนที่ทำงานตลาดหลักทรัพย์ยังมีน้อย การทำงานจึงค่อนข้างจะเหมือนกับเป็นกลุ่มคนที่พร้อมทำงานทุกอย่าง ร่วมมือร่วมใจกัน มีหลายคนมาทำงานวันเสาร์เราก็มาด้วย หรือว่าช่วยกันทำงานตอนเย็น เพราะตอนนั้นองค์กรค่อนข้างเล็ก เราเองก็เป็นพนักงานเข้ามาใหม่ยังไม่มีบทบาทอะไรมากมาย จนกระทั่งไต่เต้ามาเรื่อยๆ หาเวลาไปเรียนต่อทางนิติศาสตร์เพิ่มเติม เพราะทำงานที่ตลาดหลักทรัพย์แล้วรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายเป็นหลัก แค่เพียงเริ่มต้นก็มีพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แล้ว จึงไปเรียนภาคค่ำเป็นภาคบัณฑิตเพิ่มที่ธรรมศาสตร์ เพื่อให้อ่านและทำงานรู้เรื่อง จนกระทั่งจบก็ทำงานต่อมาและมีช่วงหนึ่งหาโอกาสไปเรียนต่อสาขาบัญชีในระดับปริญญาโทที่ธรรมศาสตร์อีกครั้ง”

“เมื่อก่อนตอนอยู่ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ดิฉันทำแต่ทางด้านตลาดหลักทรัพย์ เรียกว่าย้ายงานมาทุกหน่วยงานแล้ว ตั้งแต่อยู่ฝ่ายซื้อขาย วิจัย หรือจะเป็นงานบริหาร งานการตลาดก็ทำ แต่จะขึ้นชื่อในงานด้านการตรวจสอบ เมื่อก่อนจะเป็นคนกำกับโบรกเกอร์ หนักไปทางโบรกเกอร์มากกว่า ถ้าถามในแวดวงโบรกเกอร์รุ่นเก่าๆ จะรู้จักมักคุ้นกัน”

“ต้องยอมรับว่างานตรวจสอบเป็นงานที่ไม่ค่อยมีคนชอบ ถูกมองว่าถ้าเราไปตรวจแล้วพบว่าเขาผิด ก็จะต้องมีการลงโทษ เนื่องจากเราถือว่าเป็นหน้าที่ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ไม่ได้คิดว่าเรื่องอิทธิพลจะมีปัจจัยอะไรต่อเรา ถ้ามีอิทธิพลน่าจะมีในผู้บริหารระดับที่สูงกว่า เราคิดว่าถ้าเราทำตามหน้าที่ ยึดหลักการที่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่ควรทำก็ต้องทำ ส่วนเรื่องค่าคอมมิชชั่นเป็นเรื่องที่มีมานานแล้ว มีความพยายามจะหาช่องโหว่ บางกรณีใช้เวลา 2 ปี เราก็ต้องทำถ้าคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม้ไม่ใช่เรื่องที่จะหาเอกสารหลักฐานได้ง่ายๆ หรือตรงไปตรงมา เขาคงไม่บอกว่าทำอย่างไร เราต้องไปหาดูว่าเขาทำในลักษณะใด ซึ่งบางครั้งก็ต้องใช้เวลานาน”

“อยู่มานานจนบางคนเรียกเจ้าแม่ (หัวเราะ) และก็ได้ไปสัมผัสกับโบรกเกอร์ เป็นผู้ตรวจสอบต้องออกไปตรวจสอบข้างนอก ไปถึงออฟฟิศเขา จนกระทั่งขึ้นเป็นระดับหัวหน้าคอยให้คำแนะนำและข้อคิดเห็นในเรื่องการตรวจสอบ”

สำหรับ ‘ห้องใหม่’ ‘โต๊ะทำงานใหม่’ ในชายคาเดียวกัน คนทั่วไปนอกจากกลุ่มนักลงทุน เรียกได้ว่าชื่อ บจก.ศูนย์รับฝาก
หลักทรัพย์ (ประเทศไทย) แทบจะไม่คุ้ยเคยมากนัก จึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ MD หรือ ‘พี่จาว’ ของน้องๆ TSD จำเป็นต้อง
เร่งสร้างผลงาน

“TSD นั้นถือหุ้นโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีหน้าที่ค่อนข้างจะหลากหลาย หน้าที่หลักคือการชำระราคาและส่งมอบหุ้น ถ้าตลาดหลักทรัพย์มีการซื้อขาย พอซื้อขายเสร็จก็จบของเขา หลังจากนั้นคนที่ซื้อจะได้หุ้นไป ส่วนคนที่ขายก็จะได้เงินไป ตรงนั้นคือหน้าที่ของเรา เสมือนเป็นตัวกลางระหว่างตลาดกับโบรกเกอร์”

“ตลาดหลักทรัพย์มีหน้าที่หลายอย่าง ทั้งในส่วนของการซื้อขาย เรื่องของบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ก็จะเป็นงานที่ต่อเนื่องจากการซื้อขาย เมื่อก่อนนี้ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์เป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ฯ เรียกว่าฝ่ายทะเบียนหุ้น ฝ่ายผู้ชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ คือเรียกตามลักษณะการทำงาน จนกระทั่งปี 2537 จึงมีความคิดที่จะแยกตัวออกมาให้ชัดเจน จนกระทั่งต้นปี 2538 ก็เริ่มการทำงานของบริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์อย่างเต็มรูปแบบ”

“หน้าที่ค่อนข้างจะหลากหลายมาก คือทำหน้าที่ชำระราคา และรับฝากหุ้นด้วย เมื่อก่อนนี้เขาจะมีการออกเป็นใบหุ้น แต่ต่อไปจะไม่มีแล้ว พอเราซื้อหุ้นก็สามารถนำไปฝากได้เลย ไม่ต้องมีการพิมพ์ใบหุ้นแล้ว ถ้ามีการปิดสมุดเมื่อไหร่เราก็จะไม่รับฝาก เหมือนกับสมุดธนาคาร เพียงแต่จะสลับกันคือธนาคารจะรับฝากเงิน แต่เราจะรับฝากใบหุ้น”

แม้จะเป็นบริษัทที่ชัดเจนในการทำงาน มีหน้าที่ความรับผิดชอบอันเป็นเอกเทศ แต่ความเข้าใจของคนทั่วไปยังคงมองว่าเป็นหน่วยงานหนึ่งของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หนึ่งทศวรรษที่ผ่านมาจึงทำให้ในวันนี้ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ ต้องประกาศตนให้วงกว้างได้รับรู้ว่าเป็นองค์กรอันมีพันธกิจใดอย่างชัดเจน

“ส่วนใหญ่คนทั่วไปไม่รู้จักศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ จะรู้จักแต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ TSD จึงเป็นเหมือนองค์กรที่อยู่เบื้องหลังตลอดเวลา แม้แต่พนักงานเวลามีใครถามว่าทำงานที่ไหนแล้วบอกว่าอยู่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ฯ คนฟังก็จะสงสัย อีกอย่างก็คือลูกค้าไม่ชัดเจนว่าบทบาทของเราคืออะไร เราทำหน้าที่คล้ายผู้กำกับ เพราะฉะนั้นในระยะแรกที่ทำคือการแนะนำตัวเองว่ามีหน้าที่อะไร และอาจจะมีการ Re-branding ใหม่ บางคนก็บอกว่าจะไปทำทำไม ก็อยู่ดีๆ ไม่เห็นจำเป็นต้องทำ แต่จริงๆ คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งลูกค้าและพนักงานของเราได้รู้บทบาทที่แท้จริงและจะสื่อออกไปอย่างไร และเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในด้วย การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ต้องเกิดจากภายใน พนักงานของเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานด้วย ภาพลักษณ์ก็ดูโปร่งใสขึ้น

“โดยลักษณะงานศูนย์รับฝากสินทรัพย์ไม่ได้มีบทบาทเป็นผู้นำ อย่างงานซื้อขายเขาก็ต้องมีดรรชนีว่ามีการซื้อขายเป็นยังไง เวลาถูกกระทบโดยสิ่งต่างๆ ก็จะมีตัวชี้วัดเป็นตัวเลขให้เห็นทุกวัน แต่ในส่วนของศูนย์รับฝากสินทรัพย์ไม่ได้มีตัวเลขอย่างนั้น เพราะฉะนั้นโดยลักษณะงานก็จะไม่ใช่ผู้นำ เราจึงใช้สีกลางๆ มากกว่า ไม่ใช้สีแดงหรือสีอะไรที่จัดจ้าน เราเลือกใช้สีส้มที่แม้จะเป็นสีกลางๆ แต่แสดงถึงความกระฉับกระเฉง ให้เป็นตัวแทนของงานเราซึ่งต้องมีการให้บริการแก่ลูกค้าเป็นลักษณะของพาร์ทเนอร์ก็คือเส้นคู่ การใช้เครื่องหมาย fast forward >> ก็หมายถึงต้องทันสมัย มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว จึงลงตัวเป็นเครื่องหมายของ บ.ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์”

“ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์เป็นเหมือนลูกคนโตของตลาดหลักทรัพย์ และก็เป็นลูกที่มีธุรกิจเป็นตัวเป็นตน บางคนบอกเป็นเสือนอนกิน เพราะมีบางอย่างที่เราไม่ต้องไปหา เหมือนเวลามีบริษัทจะนำหุ้นมาจดทะเบียน ก็ต้องให้ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์เป็นนายทะเบียน แต่งานใหม่ๆ ก็ไม่ได้ผูกขาด งานด้านชำระราคาส่งงวดและรับฝากแน่นอนว่าเป็นเราที่ต้องดูแล แต่งานอื่นที่เป็นบริการก็ต้องมีการแข่งขันเหมือนกัน เราคิดว่าบทบาทตรงนี้เราน่าจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์มากกว่า ในแง่คุณค่าให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราให้บริการคุ้มค่านะ ไม่ได้เป็นเสือนอนกิน”

แม้จะถูกคาดการณ์ว่าปีนี้เป็นปีทองสำหรับผู้หญิงทำงาน เป็นช่วงเวลารุ่งเรืองที่สุดของใครหลายๆ คน แต่การที่ โสภาวดี
เลิศมนัสชัย ขึ้นมายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้นั้นไม่ใช่แค่โชคช่วยเป็นแน่แท้ แต่ต้องมีองค์ประกอบต่างๆ ทั้งประสบการณ์ การยอมรับ และผู้ร่วมงานที่พร้อมอุทิศตนไปสู่เป้าหมายที่วาดฝันไว้ว่าจะต้องเป็นจริง

“ผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้นนะ อาจโดยลักษณะผู้หญิงเวลาทำงานมีความมุ่งมั่น ทุ่มเทในการทำงาน สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานคือความทุ่มเทและความเอาใจใส่ ตั้งแต่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ก็เป็นผู้หญิง เราก็เป็นกรรมการผู้จัดการของศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เหมือนกับเป็นจังหวะมากกว่า ที่ตลาดหลักทรัพย์พนักงานก็จะเป็นผู้หญิงส่วนใหญ่”

“ประสบการณ์ที่ผ่านมาทุกงานมีหลักการทำงานเหมือนกัน ถึงแม้เนื้องานจะต่างไป อย่างงานตรวจสอบธรรมชาติของงานจะอย่างหนึ่ง งานการตลาดส่วนใหญ่ก็จะต้องออกไปข้างนอก ไปเจอลูกค้าเอง ต้องไปชวนเขามาจดทะเบียน ไปแนะนำว่าถ้าเขาจะลงทุนต้องทำอย่างไร งานทางด้านนี้จะเป็นงานทางด้าน operation แต่โดยหลักการบริหารแล้วสามารถใช้หลักการเดียวกันได้”

“ก้าวต่อไปในการทำงานและก้าวต่อไปของบริษัทเรากำหนดไว้ว่าให้บริษัทเป็นที่รู้จักและรู้จักในบทบาทที่แท้จริงด้วย เราคิดว่าศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ด้านหลัง แต่สามารถมายืนอยู่เสมอภาคและเคียงข้างกับลูกค้า สามารถให้การสนับสนุนกับลูกค้าได้อย่างเต็มที่”

“คำว่า ปัญหา นั้นเป็นธรรมดาของการทำงาน ไม่มีงานไหนที่ราบรื่น ถ้างานไหนราบรื่นก็คงไม่จำเป็นต้องใช้เรา อะไรที่ทำง่ายๆ เขาก็อาจจะไปจ้างใครก็ได้มาทำ ปัญหาเป็นเรื่องท้าทายทำให้งานของเราสนุก

“ปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคตลาดทุน บางครั้งคนที่ทำอาจจะไม่เข้าใจว่ามีผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์อย่างไร ต้องยอมรับว่าบ้านเรายังมีช่องว่างของการรับรู้ในเรื่องที่บางคนบอกว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ ต้องบอกว่าเรื่องพวกนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไกลตัวมากนัก ในบ้านเราภาคธุรกิจธนาคารค่อนข้างจะมีอิทธิพลเยอะ เวลาจะทำธุรกิจเราก็จะวิ่งไปหาธนาคารก่อน มีเงินผ่านระบบธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างเยอะ แต่การลงทุนยังเป็นเรื่องใหม่ซึ่งยังไม่เป็นที่รู้จักสักเท่าไร อันที่จริงเราควรจะให้ภาคของธนาคารพาณิชย์ ภาคของตราสารหนี้ ภาคของตลาดทุนมีความสมดุลกัน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น”

“เราต้องยอมรับว่าในภูมิภาคนี้ตลาดทุนเรายังเล็กอยู่ อย่างเมื่อปีที่แล้วดัชนีของเอเชียในตลาดหุ้นอื่นบวกหมด มีเราลบอยู่ที่เดียว เป็นเพราะปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ตลาดเราเล็กลงไปเรื่อยๆ ซึ่งเราอาจจะต้องทำงานหนักมากขึ้น รวมถึงส่วนของผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ที่จะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา จะให้ปล่อยตามธรรมชาติหรือแล้วแต่ปัจจัยมันเป็นไปไม่ได้”

ซึ่งปัญหาคือบทพิสูจน์เหล็กกล้ากว่าจะได้กระบี่เล่มงามย่อมต้องหลอมด้วยความร้อนแรงจากเปลวไฟ ตีขึ้นรูปนับครั้งไม่ถ้วน ลับคมด้วยแรงเสียดทาน ไม่ต่างจากเธอซึ่งสิ่งต่างๆ ที่ประสบพบพานล้วนทำให้เธอกลายเป็นกระบี่เล่มงาม

“ความรู้สึกท้อแท้ก็มีบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีไปตลอดทั้งงาน อาจจะเป็นแค่ช่วงขณะหนึ่ง ต้องคิดว่าไม่มีงานไหนที่ไม่มีปัญหา เราต้องค่อยๆ แก้ปัญหาไปดีกว่า และต้องคิดไปทางบวกว่าปัญหาไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป ถ้าหากไม่มีวิธีการแก้หรืออยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา มันก็จะต้องมีทางออกอยู่เสมอ

“ไม่เชิงสายกลาง แต่จะเป็นเชิงรุกหรือเชิงบวกมากกว่า เพราะทุกปัญหามีทางออก ถึงแม้ว่าบางปัญหาต้องใช้เวลา แต่บางปัญหาก็สามารถแก้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่อยากให้หนีปัญหา มันไม่ช่วยอะไร ดิฉันเป็นคนทำงานแบบยึดหลักการ ไม่รู้ว่ายึดถือมากไปไหม แต่เราคิดว่าการทำงานบนเส้นทางของหลักการอันมีเหตุมีผล ก็ทำไปเถอะ พวกนี้จะเป็นเกราะป้องกันเรามากกว่าที่จะสร้างปัญหาให้กับเรา”

“การทำงานไม่ได้มีช่วงไหนที่หนักจนเกินกำลัง บางคนบอกว่ามาทำงานในจุดนี้น่าจะสบาย ถ้าเราจะทำงานแบบสบายก็ได้ เราก็ทำงานแบบเดิมๆ ไป แต่ว่าดิฉันเป็นคนไม่ชอบทำอะไรแบบนั้น ทุกวันนี้มันมีสิ่งที่เราทำได้ดีกว่า ถ้าเราจะทำเหมือนเดิมก็เหมือนกับถอยหลัง เพราะโลกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คนบอกว่าทำงานด้านประสานงานไม่เห็นต้องทำอะไร น่าจะอยู่เฉยๆ เราคิดว่าไม่ใช่ลักษณะของเรา การทำงานน่าจะมีการให้อะไรกลับไปมากกว่า”

“ตอนแรกไม่คิดว่าจะทำงานอยู่กับตลาดหลักทรัพย์ฯ มานานถึงขนาดนี้นะคะ แต่อยู่ๆ ไปชักจะอยู่นาน ตอนที่เข้ามาเป็นสมัยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนแรก เป็นการสอบคัดเลือกเข้ามา เป็นพนักงานรุ่นแรกๆ ที่นี่จะดีมากตรงที่มีการฝึกอบรมและให้โอกาสพนักงาน”

“ไม่เชิงว่าเป็นกรอบ แต่เวลานึกจะทำอะไรต้องมีจุดประสงค์แน่ชัดว่าทำเพื่ออะไร ทำไม เราจึงจะปรับตัวเราเองได้โดยอยู่บนพื้นฐานของหลักการและเหตุผล”

แต่ใช่ว่าสุดยอดกระบี่หาใช่เกิดจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญคือวัสดุนั้นต้องมีคุณภาพ ซึ่งเธอเองก็เช่นกัน ให้ความสนใจในศักยภาพของร่างกายอันต้องการการพักผ่อน บำรุงรักษาอย่างมีขอบเขต

“โดยส่วนตัวแล้วดิฉันพยายามแบ่งเวลาให้สมดุล อย่างเสาร์-อาทิตย์ก็จะไม่ทำงาน ให้เป็นเวลาของครอบครัวมากกว่า วันเสาร์ส่วนใหญ่จะอ่านหนังสือ เพราะเวลาทำงานเราก็ยังต้องเรียนรู้อะไรใหม่ๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา กิจกรรมพักผ่อนส่วนใหญ่ก็จะเป็นการไปทานข้าวนอกบ้าน หรือไปต่างจังหวัดที่อยู่ใกล้ๆ เช่น พัทยา ไปสูดอากาศบริสุทธิ์ริมทะเล”

“การออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่ค่อยชอบอยู่เฉยๆ นอนโรงพยาบาลนี่เหมือนจะเป็นบ้า เลยพยายามดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีที่สุด ทำให้ตัวเองกระฉับกระเฉงมีพลังที่จะทำงาน โชคดีที่คนรอบข้างเข้าใจเลยไม่ต้องดูแลอะไรมาก ถ้าทำกิจกรรมก็เป็นวันอาทิตย์ วันธรรมดากลับมาบ้านก็คุยกันเวลาทานข้าว แต่ไม่ชอบคุยเรื่องงานกับครอบครัว”

“ต้องบอกว่าชีวิตอยู่กับงานค่อนข้างเยอะ ยิ่งเมื่อก่อนตอนทำการตลาดต้องไปต่างจังหวัดบ่อยมาก เรียกว่าไปมาเกือบทุกจังหวัด ช่วงหลังพอมาทำงานตรงนี้ก็มีงานไปต่างจังหวัดน้อยลง ทำให้ชีวิตสมดุลมากขึ้น แต่ยอมรับว่าชีวิตอยู่ที่งานซะส่วนใหญ่ อาจจะสักประมาณ 60-70 % แต่เพราะเป็นช่วงเข้ามาเรียนรู้งาน ต่อไปคิดว่าคงให้เวลากับตัวเองและครอบครัวมากขึ้น”

“สำหรับอนาคตนั้นเรื่องจะย้ายไปอยู่ส่วนไหน ไม่ใช่เรื่องที่เราสามารถเลือกได้ เหมือนการมาที่นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราเลือก แต่เข้ามาก็ต้องทำได้ คืออาชีพที่ต้องทำได้ทุกอย่าง เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว เป็นจุดที่เราสามารถทำงานได้ดีที่สุด เคยคิดว่าพออายุ 50 ปีน่าจะเกษียณ แต่พอมาตอนนี้รู้สึกว่าเรายังสามารถทำอะไรได้อยู่ ตอนนี้ยังมีสัญญาอยู่อีก 4 ปี ก็คงมองไปในระยะ 4 ปีนี้ว่าจะสามารถทำอะไรให้ได้ดีที่สุด ทำให้เราเกิดคุณค่าในงานที่ได้รับมอบหมาย และสามารถจูงใจคนอื่นให้ไปพร้อมกับเรา เพราะเราคงไม่สามารถทำงานคนเดียวได้”

เมื่อคุณสมบัติพร้อม การได้รับโอกาสที่ดีให้ประดับด้วยด้ามชั้นเยี่ยมและฝักชั้นยอดสมคุณค่าจึงเป็นครรลองของความ
เหมาะสม มีความคม แข็งแกร่ง และสง่างาม ไม่ว่าจะอยู่ ณ หนแห่งใด

“เราเป็นคนที่ชอบอิสระ พอได้รับมอบหมายงานแล้วก็ต้องสามารถปรับเปลี่ยนตามวิธีการทำงานของเรา ในทางกลับกัน เวลามองลูกน้องก็จะให้อิสระเขาในการทำงาน ในระดับเราจะทำหน้าที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงมากกว่า คอยแนะนำ สนับสนุน และให้เครื่องไม้เครื่องมือ แทนที่จะเข้าไปควบคุมทุกอย่าง ต้องปล่อยให้เขาได้ใช้ศักยภาพของเขาให้เต็มที่”

Related contents:

You may also like...