เดอนีส์ โคโม

เดอนีส์ โคโม เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย

เรารู้จักแคนาดาจากขนาดของพื้นที่ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองของโลก รู้จักใบเมเปิลแดงสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่บนธงชาติ รู้ว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก (G8) รู้ว่าเป็นประเทศที่อ้าแขนรับคนภายนอกเพื่อการตั้งรกรากบนแผ่นดินแคนาดา รู้ว่าความแตกต่างของประชาชนมิได้ส่งผลในทางลบต่อการอยู่ร่วมกันของพลเมือง ฯลฯ แต่สำหรับผมได้รู้จัก ฯพณฯ เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย เดอนีส์ โคโม (H.E. Denis Comeau) ซึ่งกำลังจะหมดวาระและเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ แต่ก่อนที่เราจะจากกันนั้นผมก็ไม่พลาดที่จะชวนท่านผู้อ่านสัมผัสกัลยาณมิตรวัย 55 ปี ชายที่รู้สึกผูกพันกับเมืองไทยถึงขั้นซื้อคอนโดมิเนียมเตรียมเอาไว้ เมื่อว่างจากภารกิจด้านการต่างประเทศเขาตั้งปณิธานว่าจะต้องกลับมาเยี่ยมเยือนเพื่อนๆ ชาวไทยอย่างแน่นอน

และด้วยไมตรีจิตที่ท่านทูตมอบให้แก่เรานั้นทำเอารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เมื่อยอมให้บุกไปถึงทำเนียบเอกอัครราชทูตบ้านอันพักแสนร่มรื่นย่านถนนนางลิ้นจี่ พร้อมเปิดโอกาสให้ได้สนทนาพาทีกันอย่างสบายอารมณ์

“สำหรับบ้านนี้ผมอยู่กับภรรยาและลูกชายคนเล็กหลังจากที่ผ่านการเดินทางไปประจำในหลายประเทศในเอเชีย ในช่วงหลังๆ ได้มีโอกาสแวะมาเที่ยวประเทศไทยบ่อย และก็ได้รู้จักประเทศไทยผ่านการท่องเที่ยวตรงนี้ก็เห็นโดยส่วนตัวแล้วว่ากรุงเทพฯ และประเทศไทยนี้เป็นเมืองที่น่าอยู่ เป็นเมืองที่ยอดเยี่ยม อาหารอร่อยมาก แล้วผู้คนก็ใจดี ผมมีโอกาสได้สัมผัสจากจังหวัดใต้สุดนราธิวาสจนเหนือสุดก็ไปถึงเชียงราย โดยส่วนตัวผมชอบที่นี่มากแถมยังได้เคยไปเยี่ยมชายแดนของไทยกับพม่าซึ่งผมก็มีหน้าดูแลอยู่เช่นกัน”

“ผมเป็นชาวมอนทรีออลโดยกำเนิด เรียนชั้นประถมที่นั่นโดยผมพูดภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก พอโตขึ้นก็เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยออตตาวา ซึ่งที่นี่เป็นที่ๆ ได้มีโอกาสเรียนทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสทำให้พูดได้คล่องทั้งสองภาษา หลังจากนั้นก็เริ่มเข้ามาทำงานกับรัฐบาลเมื่อปี ค.ศ.1970 โดยเริ่มประจำที่วอชิงตัน ดี.ซี แล้วก็มีหลายประเทศที่ได้ไปประจำ เช่น กรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ก่อนจะย้ายไปประจำอยู่กรุงโซล เกาหลีใต้

“ด้านสถานภาพครอบครัว ตอนนี้ผมแต่งงานแล้วมีลูกชาย 2 คน ลูกชายคนโตอายุ 27 อยู่ที่แคนาดา ทำงานอยู่ธนาคารโนวาสโกเชียในโตรอนโต ส่วนคนเล็กอายุ 17 ปีตามมาอยู่มาเรียนที่นี่รู้สึกว่าเขาจะรักเมืองไทยเอามาก ก่อนที่จะมาที่นี่เล่นยูโด 6 ปี แต่พอมาเมืองไทยหันมาเรียนมวยไทยไปเรียนที่ค่ายนราตรีกุล ส่วนภรรยานั้นทำกิจกรรมตลอดเป็นทั้งประธานของกลุ่มสตรีภริยาทางการทูตหาทุนต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสภากาชาดไทย และเมื่อปลายปีที่แล้วก็มีส่วนร่วมในกิจกรรมของ YWCA ที่ได้มีส่วนร่วมในการช่วยหาทุน”

ท่านทูตเปิดประเด็นแนะนำตัวพร้อมเล่าประสบการณ์อันประทับใจในเสน่ห์ของสยามเมืองยิ้มเป็นอันดับแรกก่อนจะพูดถึงเมืองไทยที่ได้รู้จักคลุกคลีถึง 3 ขวบปี รวมถึงการเป็นผู้แทนประเทศในต่างแดน

“เมื่อได้มาทำงานที่นี่แล้วก็รู้สึกได้ว่าจินตนาการก่อนหน้ามีทั้งใช่และไม่ใช่ตามที่คาดหวังไว้ แต่ในส่วนตัวผมเห็นว่าคนไทยเป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริต ประทับใจในลักษณะที่คนไทยนั้นทุ่มเท และ เคารพในสถาบันกษัตริย์ ปีที่แล้วเป็นปีมงคลสำหรับคนไทยผมได้พบเห็นลักษณะเหล่านี้ที่มีอยู่ในคนไทยทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค นอกจากนี้ยังเป็นคนเปิดเผย จึงเป็นการง่ายกับการที่ผมปฏิบัติงาน แม้ในบางกรณีที่ผิดไปจากที่คาดไว้ก็มีเหมือนกัน แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็ไม่เห็นว่าเป็นอะไรที่แปลกมากนัก”

“เนื่องจากว่าผมเลือกสายอาชีพนี้ และก็คนส่วนใหญ่ของแคนาดาก็ไม่ได้มาจากครอบครัวที่เป็นนักการทูต หรือว่าเป็นคนที่มีอิทธิพลในสายอาชีพนี้ไม่เหมือนประเทศอื่นๆ ซึ่งบางประเทศส่วนมากถ้าพ่อเป็นทูตลูกก็จะเป็นทูตด้วย สำหรับผมนั้นไม่ใช่เลยที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นทูตขึ้นมาเนื่องจากที่ผมสั่งสมความสามารถ หรือบางขั้นมันต้องมีการสอบซึ่งผมก็ต้องผ่านขั้นตอนเหล่านี้มา”

“อายุ ประสบการณ์ หรือว่าพื้นฐานเดิมของแต่ละบุคคลมีส่วนในการที่จะได้มาเป็นนักการทูต หรือว่าทำงานการต่างประเทศ กระนั้นก่อนที่จะเข้ามาเป็นได้ก็ต้องมีคุณสมบัติที่เขาต้องการบางประการ เช่น ต้องจบการศึกษาเท่านั้นเท่านี้ แต่ว่าในการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งมันขึ้นอยู่กับผลงานจริงๆ ไม่ใช่อายุ ไม่ใช่มีเส้นมีสาย ถึงแม้บางคนจะมีตำแหน่งเป็นด็อกเตอร์จบ Ph.D. ก็ยังไม่ได้เป็นทูตก็มี บางคนอายุแค่ 40-45 การศึกษาไม่ได้สูงขนาดนั้นก็สามารถที่จะเป็นเอกอัครราชทูตได้ถ้าหากเขาสามารถแสดงให้เห็นว่าเขามีความสามารถที่จะทำงานตรงนั้นเพราะฉะนั้นทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลงานของบุคคล

“อาจจะมีบางประเทศแต่ผมไม่ขอบอกแล้วกันว่าเป็นประเทศไหนที่การเลื่อนขั้นอาจจะมีวิธีที่แตกต่างไปจากที่อื่นแต่สำหรับแคนาดาแล้ว คนที่จะมาทำงานตรงนี้ได้พื้นฐานจะต้องมีความเข้าใจในทั่วๆ ไปของกิจกรรมนั้นในหน่วยงานนั้นว่าเป็นอย่างไร แล้วก็ต้องมีประสบการณ์พื้นฐานพอสมควรที่จะมาดูแลรับผิดชอบตรงนี้ได้ ที่สำคัญคือผลงาน คนนั้นมีความสามารถที่จะทำงานได้ดี เป็นเอกอัครราชทูตนั้นคือหน้าตาและเป็นตัวแทนของประเทศ”

แม้ว่าความแตกต่างทางเชื้อชาติของแคนาดาค่อนข้างหลากหลาย แต่เราก็ได้ประจักษ์แล้วว่ามิตรประเทศที่อยู่ไกลแสนไกลของเรานั้นสามารถอยู่ร่วมและพัฒนาประเทศไปสู่ความเจริญได้ด้วยสำนึกรักแผ่นดิน

“ทั้งสองประเทศนั้นเป็นมิตรที่ดีต่อกันเสมอมา ประวัติศาสตร์ 40 ปี ให้หลังมานี้ ส่วนมากผู้ที่อพยพไปแคนาดาจะเป็นคนจากเอเชีย ส่วนประเทศไทยนั้นอยู่มานาน มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เพราะฉะนั้นจะมีความเป็นตัวของตัวเอง ในขณะที่แคนาดาเป็นประเทศที่อะไรต่ออะไรยังใหม่มากเลย แต่จุดแข็งของประเทศแคนาดาในการที่มีคนกลุ่มใหม่ๆ อพยพเข้ามาเป็นการดี เพราะว่าคนพวกนี้มามองหาโอกาสที่จะตั้งรกราก มาสร้างความคิดใหม่ๆ มาสร้างชีวิตใหม่ ก็เป็นการมีส่วนที่จะเอื้ออำนวยต่อความคิดเห็นทางด้านความยุติธรรม ด้านสิทธิมนุษยชนของพลเมือง ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันทำให้แคนาดากลายเป็นชาติอุตสาหกรรมชั้นนำ 1 ใน 10 ของโลก มีเศรษฐกิจที่ดี และส่งผลให้ความเป็นอยู่คนประชากรดีขึ้นด้วย”

“แคนาดานั้นเสมือนพระเจ้าประทานเรื่องของการเคารพสิทธิมนุษยชนมาให้ การให้ความสำคัญกับงานด้านสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เป็นหลักการหรืองานที่ใครสั่งมา แต่มันเป็นความเชื่อถือ ความเชื่อมั่นของคนแคนาดาว่าสิ่งนี้คือสันติภาพ โดยการปกครองที่ดีคือกุญแจสำคัญของการอยู่ร่วมกัน เพราะฉะนั้นถ้าจะดูตามประวัติศาสตร์ของเราแล้ว การกระทำต่างๆ ที่เกิดขึ้นมันจะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอยู่หรือการกระทำของคนแคนาดาซึ่งพยายามเคารพความแตกต่างและความเท่าเทียมกัน

“แม้กระทั่งในประเทศแคนาดาเองซึ่งมีปัญหาก็พยายามที่จะดูแลคนพื้นเมือง ก็พยายามที่จะเน้นตรงนั้นจะต้องดูว่าคนของเราได้รับการปฏิบัติด้วยความยุติธรรม ตรงไปตรงมา โปร่งใส อันนี้เขาถือเป็นความรับผิดชอบพิเศษเลยที่จะพยายามทำให้เกิดขึ้นเพราะเราขอยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นงานหลักที่มีใครสั่งมา แต่ทุกคนมีความเชื่อ เชื่อมั่นในสิ่งนี้”

เรามิอาจปฏิเสธได้ว่าประชากรในปัจจุบันของแคนาดาส่วนใหญ่ต้องการแสวงหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่า ต้องการหลีกหนีปัญหา การแก่งแย่ง และความวุ่นวายที่หาทางสงบได้ยาก โดยเฉพาะในแถบเอเชีย แคนาดาจึงเป็นบทเรียนที่น่าศึกษาในการร้อยรัดความสงบสุขเอาไว้เป็นเอกภาพท่ามกลางความหลากหลายของกลุ่มชน

“ผมขอขอบคุณมากเลยที่คุณเสนอเหตุผลในเรื่องของความรักสงบของชาวแคนาเดียนที่เบื่อปัญหาสงคราม ปัญหาต่างๆ จากถิ่นฐานเดิม แสวงหาสิทธิที่พวกเขาพึงมี สันติสุข การปกครองที่มีธรรมาภิบาล คอนเซ็ปต์เหล่านั้นทำให้ประชาชนทุกคนเข้าใจในคุณค่าของตน

“อเมริกันชนเชื่อมั่นในเสรีภาพในชีวิต ด้านชาวแคนาเดียนเชื่อมั่นในสันติภาพ และการปกครองที่มีธรรมาภิบาล เรามีระบบการดูแลสุขอนามัยประชากรอย่างเท่าเทียมกันเพราะการจ่ายภาษีให้แก่รัฐซึ่งสูงมากนั้นย้อนกลับมาดูแลพวกเขาเมื่อยามเจ็บป่วย ไม่ว่ารวย ไม่ว่าจน คุณมีสิทธิ์ที่จะได้รับสิทธิ์นี้ทุกคนอย่างมีคุณภาพ ชาวแคนาเดียนมีโอกาสทางการศึกษาจนถึงระดับปริญญาเอก ปริญญาโท ในมหาวิทยาลัยเท่าที่คุณสามารถจะเรียนได้ เราต้องการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน หลักธรรมาภิบาล นโยบายภายในทั้งสาธารณสุข ชนกลุ่มน้อย ไม่ใช่แต่เพียงภายในประเทศเท่านั้น แต่ว่าเราต้องการให้เป็นสากลจะเห็นได้ว่างานขององค์กรระหว่างประเทศ การรวมกลุ่มประเทศ แคนาดาพยายามผลักดันให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศที่มีปัญหาให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”

จึงสะท้อนกลับมาที่การเป็นสื่อกลางในการประสานประโยชน์ระหว่างประเทศจากนโยบายของรัฐบาลกลางที่ออตตาวา กับประเทศที่ท่านทูตปฏิบัติงานในภาคสนาม

“ผมไม่ได้ทำเฉพาะเพื่อตนเองแต่ว่า สำหรับแคนาดาและชาวแคนาเดียนโดยส่วนรวมและที่เมืองไทยนี้ในฐานะของหัวหน้าของหน่วยงานตนเองในฐานะทูต โดยเป็นที่คาดหวังของเจ้าหน้าที่คนไทยด้วย การทำงานของผมหัวใจสำคัญคือ พยายามส่งเสริมและปกป้องสันติภาพในกิจกรรมต่างๆ เพราะว่าแคนาดาไม่ใช่ประเทศยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ซุปเปอร์เพาเวอร์ เราเป็นประเทศที่อยู่ในระดับกลาง

“แคนาดาพยายามที่จะผลักดันในสิ่งที่เชื่อมั่น โดยเฉพาะทางด้านกิจกรรมที่ทำร่วมกันเช่น การประชุมร่วมกันกับประเทศต่างๆ แคนาดาก็จะมุ่งมั่นไปทางนั้นแล้วก็โดยเฉพาะทางด้านสันติ ไม่ใช่เฉพาะสงครามอย่างเดียวมันประกอบด้วยอย่างอื่น เช่น การสร้างสรรค์ การสร้างเสริมเพื่อให้สถานการณ์ความขัดแย้งดีขึ้น”

“ผมมีอาชีพทางด้านการเป็นนักการทูตมาตลอดชีวิต แต่ว่าส่วนหนึ่งต้องมีความสามารถที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับสถานที่นั้นๆ สถานการณ์นั้นๆ และต้องมีความรู้และเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรมนั้นๆ ผมเป็นคนที่ชอบการผจญภัย อันนี้แตกต่างจากบริษัทซึ่งถ้าเป็นบริษัทต่างๆ เขาจะเจาะจงไปเลย แต่ของนักการทูตมันกว้างไปกว่านั้นมากนัก เพราะว่าเรามีนายหลายคนหลายระดับที่จะต้องไปทำงานร่วมกัน ได้รับนโยบายมา มีการตอบโต้ไป ฯลฯ

“และนอกจากภายในหน่วยงานเองไม่ใช่เสนอเฉพาะทางด้านรัฐบาลยังมีคนที่เป็นคนธรรมดาสามัญที่เขาต้องการความช่วยเหลือ อย่างการที่ชาวแคนาเดียนที่มาป่วยในเมืองไทย มาเสียชีวิต มาถูกจำคุก เขาต้องการความช่วยเหลือเราก็ต้องไปดูแลเขา หรือว่าพาสปอร์ตหายต้องทำพาสปอร์ตให้ใหม่

“ด้านฝ่ายการค้าเราก็มีหน้าที่ที่จะช่วยส่งเสริมแคนาดา เป็นตัวกลาง ช่วยเป็นตัวเสริมให้ อันนี้ก็เป็นหน้าที่ของเราเหมือนกัน หรือในพันธกิจอื่นเรายังมีอีกด้านหนึ่งซึ่งแคนาดาเองเคยให้ทุนในการที่จะช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของคนที่ต้องการความช่วยเหลือในการสร้างโอกาสให้เขาสามารถจะอยู่ด้วยตัวเองได้ แต่ทั้งนี้ในช่วงปีหลังๆ เรามุ่งไปที่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส ซึ่งมีปัญหาในด้านสวัสดิภาพจึงเน้นช่วยเหลือเป็นส่วนใหญ่

“นอกจากนี้เราก็ยังมีหน่วยงานตำรวจซึ่งคนไทยเรียกว่า RCMP : Royal Canadian Mounted Police ก็คือตำรวจม้าแคนาดานั่นเอง พวกนี้จะมีเจ้าหน้าที่ไทยที่ทำงานติดต่อกับทางรัฐบาลไทยโดยตรงและก็ประสานงานกันเพื่อร่วมมือระหว่างสองประเทศ ส่วนทางด้านการทหารเราก็มีทูตทหารเหมือนกันซึ่งมีลักษณะเดียวกับตำรวจให้ความร่วมมือในการที่จะอบรมประสานงานเพื่อที่ว่างานจะต้องประสานประโยชน์ต่อกัน เราจะอยู่คนเดียวไม่ได้ต้องทำงานตรงนี้ร่วมกัน เพราะฉะนั้นอันนี้เราจึงเป็นความต่อเนื่องในการช่วยอบรมเจ้าหน้าที่ นโยบายจริงๆ

“และเราก็จะมีหน่วยงานฝ่ายทางการทูตด้วย ซึ่งฝ่ายทางการทูตจะเป็นหน่วยที่คอยดูสถานการณ์ทั่วๆ ไปในเมืองไทย การพัฒนา การเปลี่ยนแปลงแล้วก็รายงานให้กับกระทรวงการต่างประเทศที่แคนาดาให้รู้ว่า มีการพัฒนาอะไรอย่างไรบ้าง อาจจะเกิดคำถามว่าในการพัฒนาอันนี้มันจะเป็นการดีกับแคนาดาอย่างไร? เราเหมือนกับเป็นคนที่ป้อนข้อมูลว่าอย่างนั้นเถอะ ตรงนี้แหละที่ทำให้งานของผมเป็นที่น่าสนใจเพราะว่าการเป็นนักการทูต ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ คุณมาเป็นทูตเลย ต้องสั่งสมทำงานมาเป็นระยะเวลา 20 ปี 25 ปี กว่าที่จะได้มาเป็นทูต ประสบการณ์ที่ไต่เต้ามาตรงนี้พอถึงเวลาที่เป็นทูตมันจะเป็นงานเอง

“ผมสั่งสมประสบการณ์เหล่านี้ที่ช่วยให้พร้อมที่จะทำงานในภารกิจเหล่านี้ได้ดี ก็เหมือนลักษณะ CEO ในบริษัทเอกชนเหมือนกัน ผมต้องดูว่าคนในองค์กรมีความเป็นอยู่อย่างไร มีประสิทธิภาพไหมที่พอจะนำออกมาใช้ ที่จะให้ทำงานส่วนที่รับผิดชอบนี้ดีที่สุด อันนี้เพื่อที่ว่างานในสถานทูตทั้งหมดนี้จะได้มาซึ่งประสิทธิภาพสูงสุด”

ผมเองในฐานะพลโลกก็อดสงสัยไม่ได้ว่าในเมื่อแคนาดานั้นเป็นถึงสมาชิกกลุ่มประเทศผู้นำอุตสาหกรรมโลก ทั้งยังมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องอันดับต้นๆ ในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ บทบาทการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนก็โดดเด่นไม่แพ้ชาติใดในสหประชาชาติ แล้วเหตุใดองค์กรเหล่านี้จึงเป็นแค่เพื่อประชาคมที่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนไปสู่สันติภาพและความสงบสุขที่ยั่งยืนได้สักที

“ในฐานะที่แคนาดาเป็นสมาชิกของกลุ่ม G8 ซึ่งจะมีการประชุมระดับผู้นำของประเทศนั้นๆ ปีละครั้งหารือกันและส่งสัญญาณออกไปสู่โลกภายนอกอย่างเช่น ความขัดแย้ง การก่อการร้ายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญและมีผลกับโลกค่อนข้างมากและมันไม่ใช่เฉพาะเหยื่อ แต่ต้องคิดว่าไม่เพียงแค่ผลของการกระทำอย่างเดียวแต่ต้องสรุปดูว่าที่มาของผลนี้มันเกิดขึ้นและมาได้อย่างไร ความผิดหวัง ความหมดหวัง สถานภาพของความรวยความจนของคนไม่เท่าเทียมกันนั้นมีส่วน เพราะฉะนั้นถ้าจะสังเกตจากที่มีการประชุมที่ผ่านมาในแต่ละครั้งที่ประเทศต่างๆ ก็จะสามารถเห็นได้เลยว่าเขาส่งสัญญาณมาว่าควรจะทำอะไร และแคนาดาในฐานะสมาชิก G8 ก็ร่วมในการดำเนินนโยบายที่จะส่งเสริม นำเสนอ สนับสนุน เป็นการขับเคลื่อนที่จะช่วยให้แก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหา”

สิ่งที่แสดงถึงความแน่นแฟ้นของสองประเทศซึ่งอยู่ไกลกันเกินครึ่งฟ้า แต่ยังมีใจผูกพันถึงกันคือ มีความตกลงเป็นเมืองพี่เมืองน้องกันโดยลงนามแล้วถึง 2 เมือง นั่นคือ ระหว่างเทศบาลเมืองสุพรรณบุรีกับเมือง Courtenay และ เทศบาลนครเชียงใหม่กับเมืองโอซาวา นครโตรอนโต นอกเหนือจากความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการซึ่งสถาปนากว่า 45 ปีมาแล้ว

“โดยทั่วไปแล้วความสัมพันธ์ระหว่างแคนาดากับไทยเป็นสิ่งที่ดีมาโดยตลอด เป็นข้อบวกมากกว่าข้อลบแม้กระทั่งสถานการณ์ทางการเมือง ในฐานะที่แคนาดาก็เป็นเพื่อนกับเมืองไทยมาเป็นเวลาช้านานรู้สึกผิดหวังนิดหน่อยที่มีการรัฐประหารขึ้น แต่นั่นก็เป็นกิจการภายในของไทย ขณะเดียวกันจากที่สังเกตดูผมเองก็ได้เห็นว่าคณะปฏิรูปฯ ก็ได้พยายามที่จะรักษาคำพูดในการยกเลิกประกาศบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินให้เร็วที่สุด และพยายามนำการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยกลับคืนมา

“แต่ในฐานะที่แคนาดาเป็นเพื่อนกับประเทศไทย แล้วก็อยากจะกระตุ้นให้ประเทศไทยพยายามทำทุกอย่าง ที่จะให้สถานการณ์กลับมาเหมือนเดิม เพราะว่าไทยก็เป็นประเทศที่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าอย่างไรยังคงเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นผลบวกมาก จะเป็นการค้าก็ดี จะเป็นนักศึกษาที่ไปเรียนที่แคนาดาก็ดีอันนี้มีความแนบแน่นขึ้นเยอะ แม้กระทั่งบริษัทแคนาดาเองที่มาลงทุนเขาก็แสดงออกซึ่งความมั่นใจในประเทศไทยคือ โดยเฉพาะบริษัทแคนาดาที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับพวกน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ รู้สึกว่าจะมีการเพิ่มสองเท่าตัว เพราะฉะนั้นตรงนี้มันส่อให้เห็นถึงความมั่นใจที่บริษัทเอกชนแคนาดามีต่อเมืองไทย”

ในมุมส่วนตัวนั้นนอกเหนือจากหัวโขนที่สวมในภารกิจเอกอัครราชทูตที่หนักอึ้งแล้ว เมื่อถอดออกชั่วคราวเราอาจจะคุ้นหน้าค่าตาชายผู้นี้ในสถานที่ที่มีแสงแดดสอดส่องตามสนามกอล์ฟ หรือชายทะเลก็เป็นได้

“สำหรับผมอากาศที่นี่ไม่เป็นปัญหาเลย จะสังเกตได้ว่าชาวแคนาเดียนถึง 130,000 คน เขาก็ทำงานอยู่ที่นี่ แต่อยากจะโฆษณาสักนิดไหนๆ พูดถึงแคนาดาแล้ว ทางด้านการศึกษาแคนาดาเองก็เป็นที่น่าสนใจของคนไทย คือนักเรียนไทยนับพันคนไปศึกษาที่นั่นก็คือเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง และแคนาดาเราเป็นประเทศที่มีสถาบันที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ค่าครองชีพก็ยังค่อนข้างถูกอยู่ และคนอาจจะไม่รู้ว่าแคนาดาคือ 1 ใน10 ประเทศที่น่าอยู่ แล้วก็เป็นแหล่งที่มีพื้นฐานความรู้ในหลายๆ อย่างจะเป็นด้านเศรษฐกิจก็ดี หรือจะเป็นทางด้านเทคโนโลยีก็ดี รวมไปถึงด้านอวกาศ เพราะฉะนั้นแคนาดาเป็นประเทศที่มีความหลากหลายสูง”

“ผมเป็นทุกอย่างอย่างละนิดอย่างละหน่อย เป็นทั้งนักเดินทางและก็นักกีฬาด้วย แต่ในขณะเดียวกันผมพยายามจะมีชีวิตที่สมดุล ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่สามปีแล้วผมก็ทำเป็นกิจวัตรอย่างลงตัว โดยในช่วงเช้าผมจะตีเทนนิสเป็นการออกกำลังกายกับภรรยา ผมเล่นกอล์ฟอาทิตย์สองครั้ง และก็เคยขี่จักรยานเสือภูเขาที่พัทยา ผมอยากจะบอกว่าที่เมืองไทยมีอากาศที่เอื้ออำนวยให้กับการทำกิจกรรมพวกนี้ ผมชอบสิ่งนี้ หากเป็นชีวิตที่แคนาดาผมชอบเล่นสกีเพราะว่าสภาพพื้นที่เป็นอย่างนั้น ฉะนั้นพอมาเมืองไทยสกีไม่ได้แล้วก็เล่นกอล์ฟแทน อย่างลูกชายผมอายุ 17 คนที่เอ่ยถึงตอนต้นเขาก็เป็นนักกีฬาโดยธรรมชาติชอบเล่นมวย แต่ผมนั้นแก่แล้วจะให้เหมือนลูกชายคงไม่ได้ ผมชกมวยไม่ไหวแล้วล่ะ”

สาวๆ หลายคนคงอดใจหายไม่ได้ที่ท่านทูตจะต้องหอบหิ้วเอาหนุ่มน้อยวัย 17 กลับไปด้วย แต่อย่าเพิ่งหมดหวังเสียทีเดียวเพราะท่านทูตกระซิบดังๆ ว่า

“ผมได้ซื้อคอนโดฯ ไว้แล้วที่ภูเก็ตและหวังว่าในอนาคตก็อาจจะใช้เวลาสัก 4-5 เดือน มาอยู่ที่เมืองไทยมาใช้ชีวิตส่วนตัวเมื่อช่วงเวลานั้นอำนวย ซึ่งวันนี้ที่คุณไม่ได้พบกับมาดามของผมก็เพราะว่าเธออยู่ที่ภูเก็ต”

ไม่แน่นะครับอนาคตเราอาจจะเสียดุลการค้าแคนาดากลับไปบ้าง หลังจากที่เรากำลังจะได้ดุลฯ จากคู่ของเพียงฟ้า นาตาลี กับ เจ้าบอล ภารดร

และแม้ว่าท่านทูตจะต้องจากไกลในไม่ช้านี้แต่ผมในฐานะเจ้าบ้านที่ดีก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวอำลา ก่อนจะตั้งตารอการกลับมาของเพื่อนต่างวัยผู้นี้ หวังว่าการจากกันครั้งนี้เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่ราชการ Good bye and see you in the near future.

Related contents:

You may also like...