กมล เอี้ยวศิวิกูล

นิยามความสำเร็จในชีวิตของคนแต่ละคน ย่อมมีความแตกต่างกันไปตามเป้าหมายที่มุ่งหวัง มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่เดินทางมาสู่หมุดหมายแห่งความสำเร็จในชีวิตด้วยระยะทางเพียงไม่กี่ก้าว ขณะที่ผู้คนอีกไม่น้อยเช่นกันกำลังไล่ล่าความสำเร็จไปอย่างไม่รู้จบสิ้น เพราะมีเป้าหมายชีวิตที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

แต่หากจะพิจารณากันอย่างหยาบๆ ด้วยกฎเกณฑ์ทั่วไปของสังคมที่วัดความสำเร็จของคนจากสถานภาพ ฐานะ ชื่อเสียงเกียรติยศ อาณาจักรธุรกิจที่สร้างขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ ในระยะเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วคนจากหยาดเหงื่อและมันสมองของผู้ชายคนหนึ่ง ผู้มิได้เป็นทายาทเศรษฐีหรือมีนามสกุลดังเป็นใบเบิกทาง อย่าง กมล เอี้ยวศิวิกูล นักธุรกิจผู้ครอบครองหลายฉายาเด่นๆ ประเด็นข่าวร้อนทั้งดีและร้ายบนหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจ ซึ่งเติบโตมาจากธุรกิจเช่าซื้อในนาม ‘ไมด้า’ ที่ในปัจจุบันกำลังขยายอาณาจักรไปสู่ธุรกิจประเภทอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม รวมถึงการเป็นเจ้าของสถานบันเทิงชื่อดัง และธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีนิตยสารนู้ดหัวนอก ‘เพนท์เฮ้าส์’ เป็นตัวชูโรงโดดเด่นอยู่ในเครือ ทำให้ภาพชีวิตที่ ‘เลือกได้’ และ‘ซื้อได้’ อันเปี่ยมไปด้วยสีสันการต่อสู้บนเส้นทางธุรกิจของหนุ่มใหญ่วัยห้าสิบต้นๆ คนนี้ กลายเป็นหนึ่งในวิถีที่หลายคนกำลังใฝ่ฝัน
สายลมพลิ้วไหวในยามเย็น ณ คฤหาสน์ไทยร่วมสมัยที่ออกแบบก่อสร้างอย่างวิจิตรบรรจง ประกอบด้วยเรือนใหญ่ซึ่งเป็นเรือนนอนของเจ้าบ้าน และเรือนบริวารล้อมอีกหลายหลัง ท่ามกลางสวนสวยโอบล้อมรอบแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่อาจเรียกขานว่าเป็นทะเลสาบส่วนตัวได้อย่างไม่ขัดเขิน บนพื้นที่เกือบสองร้อยไร่ ตกแต่งประดับประดาอย่างโอ่อ่าเต็มพิกัดทั้งภายนอกภายใน ดูแล้วไม่ต่างกับเรือนขุนนางสมัยอยุธยาที่เห็นกันในละคร และเมื่อเสร็จสมบูรณ์ก็คงจะเป็นหอศิลป์ย่อมๆ ที่รวบรวมผลงานศิลปะของศิลปินชั้นครูของเมืองไทยเอาไว้มากมายหลายชิ้น

กมล เอี้ยวศิวิกูล หรือ เสี่ยโต้ง ควบคลับคาร์เข้ามากับสถาปนิกคู่ใจ เมื่อเสร็จภารกิจการตระเวณตรวจงานก่อสร้าง ‘บ้าน’ แห่งล่าสุดที่วาดหวังจะใช้เป็นที่พักผ่อนหลังเกษียณ หลังจากทักทายกันด้วยคำสวัสดีและรอยยิ้ม (เพราะเสี่ยโต้งบอกว่าเขาเป็นคนไม่ชอบไหว้ใคร) นักธุรกิจหนุ่มใหญ่ก็ชี้ชวนให้ชมคลับคาร์ อีกหนึ่งธุรกิจที่เขานำ ‘เข้าตลาด’
ชื่อเสียงของ กมล เอี้ยวศิวิกูล เกรียวกราวอยู่ไม่น้อยในตลาดทุน ทั้งในฐานะของนักเล่นหุ้นระดับกูรูและแหล่งข่าวฝีปากกล้า ที่มีลีลาส่วนตัวโดดเด่นไม่เป็นรองใคร แถมพ่วงด้วยตำแหน่งเจ้าของนิตยสารนู้ดเล่มดัง เป็นเจ้าพ่อธุรกิจบันเทิง ซึ่งแน่นอนว่า ผู้ที่ชำนาญการในการทำธุรกิจประเภทที่มี ‘มหาชน’ ห้อยท้ายย่อมจะต้องมีสัญชาตญาณสูงในการเก็งกำไร มีสายตาชนิดพิเศษที่จะมองเห็นช่องทางทำกำไรในธุรกิจและกำไรชีวิตก่อนคนอื่นเสมอ

แต่หากจะย้อนเวลาไปเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน คงไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กช่างกลซึ่งถูกเชิญออกจากโรงเรียนหลังเริ่มเรียนได้เพียงปีเดียว ด้วยสาเหตุทะเลาะวิวาทอย่างนายโต้งจะกลายมาเป็น ‘เสี่ยโต้ง’ กมล เอี้ยวศิวิกูล เจ้าของธุรกิจนับพันล้านบาทได้อย่างปัจจุบัน เขาเผยเบื้องหลังความสำเร็จที่สามารถมายืนอยู่ ณ จุดนี้ว่า เกิดจากการที่เขาเลือกเดินทางถูก กล้าที่จะตัดสินใจมุนานะทำงานหนัก คิดนอกกรอบ ด้วยเหตุนี้เขาจึงกลายมาเป็นเป้าหมายของเหยี่ยวข่าวสายธุรกิจจนได้รับฉายามากมาย เช่น ราชาธุรกิจเงินผ่อน, เจ้าพ่อนู้ด, เจ้าพ่อปั่นหุ้น, เจ้าพ่อตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมด้า แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) ผู้นี้ก็ไม่เคยยิ้มรับกับฉายาเหล่านั้นอย่างเต็มใจ แต่ไม่ว่าจะขนานนามเขาด้วยวลีใด คำนั้นย่อมมีที่มาที่ไป ใช่ว่าจะผุดมาเองได้เสียเมื่อไหร่ บทสนทนาของเขากับนิตยสารไฮคลาสที่คุณจะได้อ่านต่อไปนี้จะช่วยให้ทราบที่มาได้เป็นอย่างดี

ไฮคลาส: ทราบว่าสมัยเรียน คุณถูก Retire ตอนนั้นรู้สึกอย่างไร เข็ดไหม
ตอนนั้นยังเด็ก จะมีความรู้สึกแย่ก็แค่พักเดียว พอเจอเพื่อนก็เอาอีก ถ้าโดยข้อเท็จจริงแล้วคือไม่เข็ด ยังมีเรื่องเข้ามาเรื่อยๆ หลังจากคราวนั้นพ่อไม่ให้เรียนช่างกลอีกเลย ได้เลือกเรียนช่างกลเข้าเรียนสายอาชีวะแล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลยไปเรียนพานิชย์ จนจบออกมาทำงาน แล้วได้ไปเรียนต่อที่วิทยาลัยกรุงเทพฯ ภาคค่ำ ตอนนั้นยังเป็นวิทยาลัยอยู่
สาเหตุที่เรียนช่างกลเพราะได้ใส่กางเกงขายาว นั่นคือความคิดเดียว ไม่เรียนที่ไหนจะเรียนตรงนี้

ไฮคลาส: เริ่มต้นธุรกิจแรกด้วยอะไรครับ
ผมขายพวกไซรับ อย่างโค้ก เป็ปซี่ เริ่มจากรู้จักเพื่อนคนหนึ่งเขาชวน เพื่อนบอกว่า เฮ้ย! จังหวัดมึงยังไม่มีเอเย่นต์เลย ผมก็ไม่ได้คิดอะไรผมก็มาทำ เขาแนะนำขั้นตอนมาทุกอย่างฟังดูง่ายๆ แต่พอทำจริงๆ ปรากฏว่าโดนหลอก มันไม่ง่ายครับ เพราะมีคนมาติดต่อทำที่นี่หลายครั้งมากแล้ว แต่ไม่มีใครเจาะตลาดได้เลย ผมก็เลยฮึด ตั้งใจว่าจะต้องทำทุกอย่างให้มันได้ และผมเป็นคนคิดนอกกรอบมาตั้งแต่เด็ก พยายามคิดหาช่องทางว่าทำไมถึงไม่ได้ ไปเข้าโรงเรียนหนึ่ง เขาบอกโค้กมันไม่มีประโยชน์ พอเข้าอีกโรงเรียนเขาก็บอกว่ามีครูคนนี้ทำอยู่แล้ว แต่ครูคนนี้เป็นภรรยาลับๆ ของผอ. ผมเจอปัญหาสารพัดก็มาคิดว่า ทำไมอะไรๆ มันต้องเป็นอย่างนี้ (หัวเราะ) ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า โอเค… ถ้าเป็นอย่างนั้น กูไม่เข้าทางผอ. ดีกว่า กูก็ไปเจาะเมียน้อยเลยก็ได้ แล้วในที่สุดมันก็ได้อย่างที่ตั้งใจไว้จริงๆ (หัวเราะ)
พอทำสำเร็จได้ที่แรกมันก็มีความรู้สึกฮึกเหิมครับ ก็มานั่งคิดต่อไปว่าทำอย่างไรดี มีเงินทุนอยู่แค่นี้มาเสนอขายเขาไม่ OK. ก็ไม่เสนอเลย ผมใช้วิธียกตู้ให้ ตอนนั้นคิดคำนวณแล้วครับว่าจะทำอย่างไร เริ่มจากคิดต้นทุนแต่ละถ้วย คิดว่าขายแล้วจะได้กำไรเท่าไหร่ แล้วยกตู้ให้ทางโรงเรียนไปเลย ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่มีใครทำกัน แต่มีข้อแม้ว่าต้องสั่งหัวน้ำเชื้อจากผม ผมก็ Mark up ตัวหัวน้ำเชื้อที่เป็นแกลลอนนี่ขึ้นไป สมมุติว่าเราเคยขายแกลลอนละ 85 ก็ไปขาย 120 คำนวณว่าปีเดียวเราก็คืนทุนแล้วตู้นี้ หลังจากทำได้โรงเรียนหนึ่ง ต่อมาอีกโรงเรียนหนึ่งก็มาอ้างอิงโรงเรียนพวกนี้ว่าที่นี่ก็ทำ ก็ใช้วิธียกตู้ให้อย่างนี้ แล้วธุรกิจมันก็เกิด
หลังจากนั้นผมก็มาทำธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า เริ่มจากเปิดร้านขายของ ขายเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็มีเซลล์ขายหน้าร้าน ทำได้สักพักหนึ่งก็สังเกตว่า ถ้าอาศัยแค่ลูกค้า Walk in มา มันก็พอขายได้ ไม่ขาดทุน แต่มันไม่โต ถ้าจะไปเปิดสาขาอีกแห่งหนึ่ง ก็ไม่คุ้มที่จะลงทุน ผมก็คิดวิธีไปหารถกระบะมา มาใส่ แล้วก็เอาสินค้าจากหน้าร้านออกไปตั้งขายตามหมู่บ้าน
ตรงนี้เองที่เป็นตัวจุดประกายการทำธุรกิจเช่าซื้อ เนื่องจาก Margins สมัยก่อนมันสูง เด็กที่เอาของไปขายเขาเอาไปเปิดขายแบบเช่าซื้อให้ลูกค้าผ่อนส่ง จึงเป็นไอเดียที่ทำให้ผมเริ่มเปิดธุรกิจทำเช่าซื้อ เครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้นมา พอทำไปนานๆ ก็ขยายตัวเปิดเป็นหลายสาขา แล้วก็เริ่มพัฒนาเป็นธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ไป

ไฮคลาส : จากวันนั้นมาถึงวันนี้ ชีวิตมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
จากจุดนั้นมาถึงตอนนี้ ณ ปัจจุบันถ้าให้พูดถึงธุรกิจหลักๆ ของผม ก็จะมีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ตอนนี้ 4 บริษัท คือ ไมด้า แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน), ไมด้า ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน), ไมด้า-เมดดาลิสท์ แอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) แล้วก็ ดีอี แคบปิตอล
ไมด้า แอ็ทเซส มีทุนจดทะเบียน พันกว่าล้าน ไมด้า ลิสซิ่ง 400 ล้าน นอกนั้นก็อยู่ในช่วงประมาณ 300 – 500 กว่าล้านบาทครับ
ถึงแม้ว่าขนาดของธุรกิจที่ผมทำเมื่อเทียบกับตอนเริ่มแรกจะต่างกันมาก แต่ตัวผมเองไม่เคยเปลี่ยนแปลง ผมยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ผมไม่เคยใช้ชีวิตแบบที่เขาเรียกว่าไฮโซ ชนิดที่ต้องการอยากดัง หรืออะไรทั้งนั้น แต่ผมมาพลิกตัวเองกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงมากขึ้นหลังจาก ‘ไมด้า’ เข้าตลาด สื่อเริ่มรู้จักผม เพราะสมัยนั้นมีการ รวมบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ แอสเซ็ท พลัส เข้ากับ เอเชีย กลายเป็นเอเชียพลัส ผมเอาบริษัทให้เขา List ให้เขาเป็น FIB เสร็จ ปุ๊บ เขาบอกว่าธุรกิจนี้ไม่มีใครรู้จักเลย ควรจะทำ PR เราก็ตกลง พอเริ่มทำ PR ปรากฏว่าทำยาก เพราะเขาเปิดตัวผู้บริหาร ในขณะที่ผมก็พูดไปตามสไตล์ที่ผมอยากจะเป็น ปรากฏว่ามันเป็นอะไรที่ OK นักข่าวสนใจ PR เขาบอกเปลี่ยนได้ไหม เปลี่ยนเป็นโปรโมทตัวคุณโต้งเลย ผมก็ต้องตกลง ทุกวันนี้ ผมจึงมีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆ แต่ผมไม่เคยขอไปเป็นข่าว ไม่เคยเปิดแถลงข่าว นักข่าวเขาโทรมาขอความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ผมก็แค่ตอบไป เพื่อนๆ นักข่าวบางทีก็ไปนั่งกินเหล้ากัน เขาบอกผมว่า พี่เป็นแหล่งข่าวที่ขายได้ รูปพี่ขึ้นหน้าหนึ่งแล้วหนังสือพิมพ์ผมขายดี เห็นได้ชัด ผมถามว่าทำไม เขาบอกว่า พี่อาจจะกวนมั้ง คนเขาอาจจะรอดูว่าพี่เมื่อไหร่จะเจ๊งจะได้สมน้ำหน้า (หัวเราะ)

ไฮคลาส : รู้สึกอย่างไรกับฉายานักปั่นหุ้น
ไม่จริง! ในชีวิตไม่เคยทำ! ก็ยังคงยืนยันอยู่เสมอ ถามว่าเล่นหุ้นหนักไหม เล่นหนัก แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้เล่น

ไฮคลาส : มีข่าวว่าเอาธุรกิจเข้าตลาดแล้วไม่ทำจริง พอหุ้นขึ้นก็ขาย พอราคาลงก็ปล่อยบริษัททิ้ง
มีหุ้นตัวไหนที่ผมทิ้งบ้าง เคยมีการขายหุ้นผมในตลาดไหม ไม่มี ทุกวันนี้หุ้นผมทุกตัว ผมยังถือหุ้นใหญ่อยู่ แค่นี้ก็พิสูจน์ได้ว่า ผมไม่เคยทิ้งธุรกิจเลยจริงๆ ถึงไหนถึงกัน ผมทำไมด้า แอสเซ็ท ทุกวันนี้ ตระกูลผมก็ยังถือหุ้นอยู่ 60% เหมือนเดิม จากหุ้นราคา 30 กว่าบาทยังไม่ขายด้วยซ้ำ เพียงแต่ไม่คิดว่าธุรกิจเช่าซื้อ เครื่องใช้ไฟฟ้ามันจะดาวน์ถึงขนาดนี้
การแข่งขันมันสูง Demand มันน้อยกว่า Supply มันเป็นเรื่องที่ต้องแข่งขันราคากัน แล้วอีกอย่างเทคโนโลยีปัจจุบันนี้มันพัฒนาไปเยอะ ทำให้ต้นทุนลด ต้นทุนลดก็แข่งกันสูง ปัจจุบันอย่างไมด้าขาย ถ้าพูดถึง Unit เท่าเก่า Volume หายไปครึ่งหนึ่ง อย่างทีวี 21 นิ้วสมัยก่อน 5,000 – 6,000 บาท เดี๋ยวนี้เหลือแค่ 2,000 กว่า 3,000 บาทต้นๆ เท่านั้น

มันเป็นเรื่องปกติที่เขาบอกว่าแดดร่มลมตกแบงค์เขาจะส่งร่มมาให้เรา พอฝนตกแดดออก เขาก็จะเอาร่มคืน ผมเพิ่งจะซาบซึ้งตอนนั้นแหละว่ามันเป็นอย่างไร แต่ถามทุกวันนี้ก็ยังต้องกู้เขาอยู่ดี มันหนีไม่พ้น ถ้าไม่กู้เขาธุรกิจมันก็เดินไม่ได้ อาศัยทุนตัวเองจะไปโตได้อย่างไร อย่างทุกวันนี้ ไม่ด้า แอสเซ็ท เปลี่ยนแนวธุรกิจไปทำโรงแรม โรงแรม 5 ดาว 3 แห่ง 6 ดาว 1 แห่ง ใช้เงินประมาณหมื่นล้าน ตัวประมาณ 2,000 ล้าน ก็คือลงทุน 1 ส่วน กู้ 2 ส่วน มันก็ต้องใช้นะ แต่ถามว่าเรากู้แบบไหน ผมไม่เคยง้อใคร ให้ก็ให้ไม่ให้ก็อย่าให้ Project เราดีซะอย่าง ทุกคนต้องมาหาเราเอง

ไฮคลาส : ทุกวันนี้มีธุรกิจให้ดูแลมากขึ้น ต้องบริหารหนักแค่ไหน
ผมไม่ได้บริหารคนเดียวนะ ปัจจุบันนี้ผมบริหารคน ผมไม่ได้บริหารธุรกิจ ไม่มีความจำเป็นที่ผมจะต้องไปลงลึกที่จะต้องรู้อะไรมากมาย เพียงแต่ผมต้องจ้างคนเก่ง ผมต้องมีคนเก่งๆ ไว้ข้างตัว และที่สำคัญ…ผมต้องรักษาเขาให้ได้
ยุคเริ่มต้นของเรา ในกลุ่มไมด้า คนที่เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาในยุคแรกก็มีญาติพี่น้อง แล้วก็มีเพื่อน จริงๆ ก็ไม่ใช่เพื่อนหรอกคบกันมาตั้งแต่ธุรกิจเล็กๆ ทำงานมาด้วยกันก็เหมือนเพื่อน แต่จริงๆ ก็คือลูกน้องนั่นเอง ก็เที่ยวกันอยู่ คือสมัยก่อนเงินมันหาง่ายไง ก็เที่ยว เที่ยวแล้วเห็นเขาชวนทำ ก็ไปทำ ใครชวนอะไรผมทำ ผมมีตังค์ผมก็ทำ ทุกคนทำงานหนักหมด ความซื่อสัตย์โอเค แต่ทักษะ ไม่ได้ หลังจากบริษัทเข้าตลาด คนกลุ่มหนึ่งก็ออกจากผมไป แต่ก็ไม่ได้ไปทำอะไรก็คืออยู่ตัวแล้ว มีบ้าน มีรถ มีทุกอย่าง เราก็ดีใจที่เขาได้ไปทำธุรกิจที่เขาอยากทำ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร สาเหตุที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าพอมันเข้าระบบ มันก็จะมีคนใหม่ๆ เข้ามา คนรุ่นเก่าเขาก็จะตามพวกนี้ไม่ทัน ด้วยวุฒิภาวะ การศึกษา อะไรต่างๆ มันไม่ได้ แล้วอีกอย่างคนพวกนี้อาศัยลุยอย่างเดียวโดยที่ไม่พัฒนาตนเอง คือเรื่องบางเรื่องเราต้องพัฒนาตัวเองให้ไปให้ได้ทุกวัน ไปได้ทุกเดือน ไปให้ทัน มากกว่าที่จะเป็นอย่างนั้น
ที่ว่าสมัยก่อนเงินมันหาง่ายนั้น เพราะการแข่งขันมันไม่สูง สมัยที่ประเทศยังไม่พัฒนา คนที่ขยันสู้มานะรู้จักคิดมันก็จะไปได้ดี แต่ปัจจุบันประเทศพัฒนาไปในระดับหนึ่งนี่ อย่างกรณี ญี่ปุ่น อเมริกา หรือเกาหลี ในยุคนี้จะเห็นว่าปลาใหญ่มันกินปลาเล็กหมดแล้ว คนที่เรียนจบมาใหม่นี่ อย่าคิดว่าจะมาทำธุรกิจของตัวเอง ถ้าพ่อแม่ไม่ได้มีอยู่ คิดแค่ว่าจบมาแล้วจะได้เข้าทำงานกับบริษัทชั้นนำในประเทศหรือเปล่า โอกาสที่คนจะโตไปทำธุรกิจเองเหลือน้อยมาก เมืองไทยเองกำลังเริ่มพัฒนาไปจุดนั้น
ลองยกตัวอย่างบริษัทที่ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์แห่งหนึ่ง ถึงจะมีคนมาต่อต้านว่า เฮ้ย! มาทำธุรกิจแบบนี้ได้อย่างไร คนทำฟาร์มอิสระตายห่าหมด คนเลี้ยงหมูเจ๊งตายหมด เป็นเรื่องจริง แต่ใครก็ทำอะไรเขาไม่ได้ เพราะเขามีเงินทุนเขาก็กดราคาต้นทุน เขาขายถูกกว่าหรืออาจจะยอมขาดทุนก็ได้ใครจะไปรู้ เพื่อให้รายย่อยๆ ตายให้หมดแล้วทำคนเดียว ผูกขาดตลาด ความจริงปัจจุบันมันก็มีกฎหมายคุ้มครองการผูกขาดอยู่ แต่ว่าถามว่ามันมีประโยชน์อะไร อย่างการขายเหล้านี้ ถามว่าเข้าข่ายผูกขาดไหม เข้าข่ายขายพ่วงหรือเปล่า มันก็เข้าข่ายแต่ทำอะไรใครไม่ได้ กฎหมายไทยมันเป็นกฎหมายตีความ ก็แล้วแต่เส้นใครดีกว่าใคร
ต่อไปในประเทศมันก็จะเหลืออยู่ไม่กี่บริษัทที่มันใหญ่ๆ ที่มันแข่งกัน ปัจจุบันมีโอกาสอย่างเดียวที่คนตัวเล็กๆ จะเกิดได้ นั่นคือคุณต้องทำอาหารอร่อยมาก (เน้นเสียง) เช่น ทำก๋วยเตี๋ยวอร่อยมาก (ย้ำ) อยู่ตรงไหนคนก็ต้องดั้นด้นไปกินของคุณ คุณลงทุน 500 บาท สามารถทำกำไรได้ 1,500 เพราะฝีมือคุณ แต่ผมถามว่าวันหนึ่งคุณก็คิดแบบนี้คุณลงทุน 5,000 คุณจะกำไร 15,000 ไหม คือ Scope งานมันมีลิมิต มันมีเพดาน นอกจากคุณจะปั้นคนไปทำเฟรนไชส์ก็มีเรื่องของการควบคุมเข้ามาแล้ว อันนั้นก็อยู่ที่ Skill คุณล่ะ การวางล่ะ ซึ่งต่อๆ ไป มันก็ไม่มีที่ให้คุณแทรก นอกจากคุณจะไปวางใน Part อะไรต่างๆ วางบนท้องถนนมันก็ไม่มีโอกาส ถ้าจะวางใน Department store ก็ต้องเข้าใจว่าค่าเช่ากินหมด ค่าส่วนแบ่งกินหมด ยุคนี้มันเป็นอะไรที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนมาก มันเป็นอะไรที่ทุกคนน่าจะรู้ว่ามันไม่ใช่ยุคแห่งโอกาสเหมือนเมื่อก่อน ประเทศเราต้องเป็นไปอย่างนี้แน่นอน

ไฮคลาส : ทำอย่างไรให้คนดีๆ อยู่กับคุณไปได้นานๆ
ผลตอบแทนไงครับ ผมให้อำนาจในการบริหารเขาเต็มที่ ถ้าคุณทำดี ผมจะเชื่อทุกคนที่ผมร่วมงาน ตราบใดที่คุณยังทำให้ผมเชื่อใจ อย่าทุจริต หรือหมิ่นเหม่ กิจการกำไรดีคุณก็เอาไปเยอะ บริษัทผม ผมไม่ได้ปิดบังเงินเดือน ผมบอก MD. ทุกคน ทุกบริษัทว่าไม่จำเป็นต้องปิดบัง แต่ถ้าลูกน้องถามมึงต้องอธิบายให้เขาให้ได้นะ ว่าทำไมนาย ก. ได้เงินมากกว่านาย ข. ต้องอธิบายได้ ถ้าอธิบายไม่ได้มึงเป็นผู้นำไม่ได้ เพราะไม่งั้นมันอยากรู้เหลือเงิน ทุกวันนี้ผมบอกแม่ง! หมด ไม่เห็นอยากรู้เลยคราวนี้ ก็ไม่เห็นมาถามเลยว่าทำไมได้น้อยกว่า เข้ามาทีไรก็จะอธิบายว่ามึงขี้เกียจอย่างนี้ ไอ้นี่เขาเป็นอย่างนี้ ผลงานเขาทำมากำไรได้มากเท่านี้ ผมสั่งอะไรไป ที่จริงผมสั่งแล้ว เอามาวางบนโต๊ะ ไม่ดูแม่ง! แต่ถ้าสักวันหนึ่งที่ผมอยากดูต้องอยู่นะ ไม่ใช่เห็นผมไม่ดูแล้วไม่ทำ ไม่ตรวจถ้าวันหนึ่งกูตรวจไม่ได้นะ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นงานของทุกคนต้องชัดเจน

ไฮคลาส : ในบ้านเรา คนที่จะเติบโตได้ขนาดนี้ คงจำเป็นต้องมีเส้นสาย
หากจะมองความสำเร็จจากการมีเส้นสาย ก็อาจเป็นพวก ธุรกิจสัมปทาน ธุรกิจค้าอาวุธ (ยิ้ม) มันก็มีธุรกิจอีกเยอะแยะที่ไม่ต้องอาศัยเส้นสาย ค้าขายด้วยความสุจริต
สำหรับผม การทำธุรกิจ เช่าซื้อ ไม่เห็นต้องใช้เส้นสายอะไรเลย แต่ถ้ามองถึง การเกี่ยวข้องกับเรื่องเส้นสายในชีวิตประจำวันนี่มันเป็นเรื่องปกติ อย่างเช่นคุณไปยึดรถมา คุณจะให้คนไปยึด ถ้าคุณไม่มีเส้นสาย ไม่รู้จักตำรวจ บริษัทคุณไม่ใหญ่พอที่เขาจะมายุ่งกับคุณนี่ เขาก็จะไม่ร่วมมือกับคุณ มันก็แค่นั้น หรือว่าพนักงานคุณทุจริตปัจจุบันนี่ ขนาดทุจริตเด็กยอมรับ พาไปโรงพัก แม่ง! ไม่จับเลย บอกไม่มีหมายศาล ก็ต้องปล่อยเด็ก รอหมาย ถ้าไม่ไปจ่ายเงินตำรวจหมายก็ออก โน่น! 6 เดือนยังไม่ออก ปีนึงยังไม่ออกเลย พวกนี้เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ว่าไปจ่ายเป็นล้าน 10 ล้าน 100 ล้าน เพื่ออะไร มันไม่ใช่ ต้องมีนักเลงคุ้ม มันไม่ใช่ ผมไปไหนผมไปคนเดียว

ไฮคลาส : ไม่กลัวโดนจับเรียกค่าไถ่
ไม่มี เรียกไปเลย คงไม่มีคนไถ่ (หัวเราะ)

ไฮคลาส : ทำธุรกิจอาจจะมีบ้างขัดแย้งทางผลประโยชน์จะทำอย่างไร
ผมมองว่า ถ้าเราไม่เอาเปรียบเขา เขาไม่เอาเปรียบเรา คนส่วนใหญ่ 80-90 เปอร์เซ็นต์จะเป็นอย่างนี้ แต่ในขณะเดียวกันมันก็อาจจะมีคนที่เหี้ยๆ แล้วจะต้องทำอย่างไร ผมว่าถ้าเราคิดอะไรเป็น Logic นี่ ถ้าเราเก่งจริงเราก็ต้องไม่โดนเขาหลอก เราก็ต้องดูเขาออก ถ้าเราดูเขาไม่ออกก็ช่วยไม่ได้ก็ถือว่าอันนั้นเราพลาด มันก็เป็นอะไรที่คุณต้องยอมรับ ถ้าคิดอย่างนี้มันก็จบ ถ้าสมมุติว่าเราพลาดเพราะเราไม่ได้ไปโกงเขานะครับ ก็ต้องจำไว้เอาคืนเมื่อไหร่ก็ต้องคิดดอกด้วย
บุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องชำระ (หัวเราะ)

ไฮคลาส : เขาว่าคุณเป็นกูรูตลาดหุ้น คงมีคนมาขอคำแนะนำมาก
มีคนมาหาเยอะครับ มีตั้งแต่มาถามว่า มีเงินแค่นี้ทำอะไรดี ธุรกิจมีปัญหาขาดสภาพคล่องทำยังไง คุณโต้งมาหุ้นด้วยได้ไหม บางคนธุรกิจไม่ได้มีปัญหา แต่อยากให้คุณโต้งมาหุ้นได้ไหม เพราะอยากเข้าตลาดหลักทรัพย์ เขาคงคิดว่าผมเป็นมือโปรในการเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ (ยิ้ม) ถ้ามีคนมาชวนผมหุ้นเพื่อจะข้าตลาด ผมก็จะดูว่าถ้าธุรกิจมันโอเคก็เอา ถ้าไม่โอเคก็ไม่เอา ก็พิจารณาเอาง่ายๆ อย่าง Club car ผมเพิ่งเข้าไป 2 ปีเอง เขาก็เข้ามาหาผม เขาบอกว่านี่เขาอยากเข้าตลาด ก็มี ATV club car ผมก็จับสองบริษัทนี้มารวมกัน แล้วผมก็ถือหุ้น 40% เขา 2 เจ้าถือ 60% ปีนี้ก็น่าจะเข้าได้ ก็ถามว่าถ้าอย่างนี้ผมมีสิทธิขายหุ้นผมไหม

ไฮคลาส : ดูเหมือนชีวิตคุณยังเดินหน้าลงทุนไม่หยุดหย่อน รู้สึกเหนื่อยบ้างไหม หรือว่ามีความสุข
ผมเคยคิดเรื่องนี้เหมือนกันนะ แต่วันหนึ่งได้พบสัจธรรม การที่ใครบางคนทำอะไรบางอย่างแล้วรู้สึกว่าความสุข อีกคนที่ทำอย่างเดียวกันอาจจะไม่มีความสุขก็ได้ อย่างเช่น ใครที่มีสตางค์แล้วไปเที่ยวสำมะเลเทเมา ซื้อโน่นซื้อนี่ ตามที่อยากได้ คือความสุข แต่บางคนอาจไม่ใช่ บางคนเขาอาจมีความสุขที่ได้เห็นสมุดบัญชีของเขามีเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เดือนหนึ่งก็เอามาดูทีหนึ่ง นับทีหนึ่ง นี่ก็เป็นความสุขของเขา ใครจะไปบอกว่าไอ้นี่โง่ ไม่รู้จักใช้เงิน มันไม่ใช่ มันเหมือนสมัยที่ผมเรียนหนังสือ เมื่อก่อนมีโอกาสนานๆ ไปเที่ยวทีหนึ่งก็ไปเห็นเสี่ยแจกทิปนักร้องทีละห้าร้อยทีละพัน เราก็ด่าในใจหรือบางทีก็ด่าแรงๆ ด้วยซ้ำว่า โง่ ทำไมต้องให้ขนาดนี้ด้วยวะ แต่หารู้ไม่หรอกว่านั่นคือเศษเงินเขา เขากำลังซื้อความสุข แล้ววันนี้ผมแจกมากกว่ามันอีก คือมันเป็น LOGIC ทางความรู้สึกของคน คนหนึ่งที่ไม่มีก็จะบอกโอ้โฮ ทำไมต้องใช้เงินขาดนี้ แต่คนที่เขามีเยอะแยะล่ะ จะให้ทำไงล่ะ เขาอยากซื้อความสุขของเขา เราจะบอกเขาโง่ มันถูกหรือเปล่า จริงๆ เขาฉลาด อย่างเรื่อผู้หญิง เขาก็ไม่ต้องมานั่งจีบเป็นปี

ไฮคลาส : เงินที่มีเยอะๆ ซื้อได้ทุกอย่างจริงไหม
ถามว่าทุกวันนี้ผมมีความสุขแล้วหรือยัง ผมว่าผมได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการหมดแล้ว

ไฮคลาส : ทำงานมามากแล้ว มีสิทธิ์พักผ่อนหรือยัง
จริงๆ ผมอยากเลิกแต่มันยังมีห่วงข้างหลัง ทุกวันนี้ธุรกิจเช่าซื้อมัน Down ในระยะ 2 – 3 ปีนี้ ผมก็รู้อยู่แล้วว่าช่วงนี้คงยังไม่ได้เกษียณตัวเองแน่ๆ ทั้งที่ความตั้งใจคืออยากจะพักตั้งแต่ 2 – 3 ปีที่แล้ว เมื่อไหร่ที่ ไมด้า แข็งแรง สามารถอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองโดยธุรกิจ ผมก็จะรีไทร์แต่ถ้าตราบใดที่ยังต้องทำงานอยู่ ผมก็จะทำต่อไป 100% คำว่า 100% สำหรับผมนี่คือสูงสุดแล้วนะ ไม่มี 120

ไฮคลาส : อะไรเป็นจุดสนใจให้ขยับจากธุรกิจเช่าซื้อมาสู่ ธุรกิจสถานบันเทิง
ก็เริ่มต้นจากการไปเที่ยว ช่วงนั้นอายุราว 30 ต้นๆ เมื่อไปเที่ยวแล้วก็มีความรู้สึกว่า ทำไมเจ้าของร้านมันไม่ทำอย่างนี้วะ ก็เลยลองไปทำเอง เริ่มแรกมันก็เจ๊ง ได้รู้ว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด ค่อยๆ เรียนรู้มา แต่ถามว่าผมมาทำสถานบันเทิงแล้ว ตอนนี้ผมขาดทุนหรือเปล่า? เปล่าเลยครับ ตอนนี้ผมมีสถานบันเทิงประมาณ 10 แห่ง ที่เปิดล่าสุดคือ Sugar Beet มี Sherbet, The Pent, Tango, Forte แล้วก็มี Zeta อยู่ RCA เป็น บาร์ทอม ผู้ชายห้ามเข้าเด็ดขาด บาร์นี้ผู้หญิงคนไหนไม่รู้จักก็แย่แล้ว
การเข้าไปจับธุรกิจสถานบันเทิงของผม มันเริ่มมาจากการมีอะไรที่คาใจ เดิมผมเคยเปิดบาร์ทอม สาเหตุที่เปิดบาร์ทอม เพราะมีเพื่อนกลุ่มหนึ่ง เขาไปทำร้านอาหารชื่อ Victory เขาใช้ชั้นล่าง ชั้นบนมันว่าง ผมก็เลยขอเขามาทำชั้นบน ก็ตอนนั้นมีเงินจำกัด ยังไม่ได้ทำหนังสือ ก็นั่งคิดทำอะไรดีวะ เงินมันน้อย ถ้าปล่อยให้คนค่อยๆ รู้มันก็ไม่เกิด ขึ้นชื่อ แม่งเลย ‘ทอมบอยคลับ’ ใส่มันเต็มๆ เลย ปรากฏว่าเกิด ช่วงนั้นมันยังไม่มีนโยบายที่บอกว่าไม่มีใบอนุญาต เต้นตามโต๊ะได้ ถือว่าลูกค้าอยากเต้นเอง ไม่ต้องมี Floor ถ้าไม่มีใบอนุญาตประเภท 1 ก็ถูกจับ แค่เห็นคุณมี Floor มันก็จับคุณแล้ว พอร้านแม่ง! ดัง ตำรวจมาปิด ปัญหาไอ้โน่น ไอ้นี่ ตามมา…โอ๊ย (อาการเบื่อ) ประกอบกับร้าน Victory เขาเจ๊งด้วย ผมก็เบื่อที่จะต้องมานั่งรบกับพวกนี้ แถมเราก็ต้องมานั่งจ่ายค่าเช่าข้างล่างด้วย ก็เลยเลิก ก็ยังคาใจอยู่ว่า ธุรกิจสถานบันเทิงมันต้องเกิดแน่ถ้าทำแบบนี้ ปล่อยมันไปเรื่อยๆ ก็ไม่เห็นใครทำสักที หลังจากที่ผมหันมาจับธุรกิจบันเทิงอย่างจริงจังอีกครั้ง ผมก็เลยเอาคอนเซ็ปต์นี้มาทำใหม่ ก็คือเป็น Zeta ผมถือหุ้น 60% ทำแล้วมันก็เกิดจริงๆ กำไรตั้งแต่เดือนแรกๆ ทุกวันนี้ศุกร์–เสาร์ คนล้นออกมานอกถนนเลย ข้างในร้านแทบจะเดินไม่ได้เลย ขี่กันเลย คอนเซ็ปต์ก็คือ ไม่มีผู้ชายเลย นักดนตรี นักร้อง เด็กเสิร์ฟ พีอาร์ ผู้จัดการร้าน เป็นทอมกับผู้หญิงหมด แขกมากรุ๊ปใหญ่ ถ้ามีผู้หญิง 10 คน ผู้ชาย 1 คนก็ไม่ให้เข้า
ตอนนี้เริ่มมีคนทำตามแล้ว ผมถือว่านี่คือไอเดียผม ซึ่งเป็นการคิดนอกกรอบ ทำแล้วก็คิดต่อไปเรื่อย จริงๆ ผมมีสถานบันเทิงมากกว่านี้ เพิ่งปิดไป 2 ที่ ไม่อยากเอ่ยถึง ก็คือ Club Astra กับ Threesome เป็นคอนเซ็ปต์ใหม่ ไม่เปิดทุกวัน อาทิตย์หนึ่งอาจจะเปิด 4 วัน 5 วัน มีติดต่อ DJ ต่างประเทศมาแล้วเปิด หรือไม่ก็รวม DJ ในเมืองไทย 3 – 4 คนมาเปิด ทุกคนก็จะรู้ คือขายลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ทำอยู่แค่ปีกว่า ขาดทุนไป 20 กว่าล้าน

ไฮคลาส: นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของนิตยสารปลุกใจเสือป่า Penthouse จนได้รับฉายาว่า “เจ้าพ่อนู้ด” เพราะคุณเป็นเจ้าของสถานบันเทิงอยู่แล้วหรือเปล่าถึงหันมาจับธุรกิจหนังสือประเภทนี้ด้วย
ส่วนธุรกิจหนังสือนี่ ผมทำมาก่อนเปิดสถานบันเทิงอย่างจริงจังครับ คือช่วงที่มีสตางค์ก็มีความรู้สึกว่าอยากทำหนังสือ เพราะผมเองก็เป็นคนที่มีอารมณ์ศิลปินอยู่พอสมควรนะ ก็เริ่มจากนิตยสารไทย ชื่อ City Life ผมเป็นเจ้าของ 100% ตั้งแต่เริ่มต้นจากนั้นก็มาทำ Pent house ซึ่งตอนนั้นเจ้าของเดิมเขาเลิกทำด้วยสาเหตุอะไร ผมไม่อยากรู้ ทางทีมงานของเขาก็มาหาผม ช่วงนั้นผมขาดทุนจากการทำ City Life หนัก ผมทำอยู่ประมาณ 7 ปี ขาดทุนไป 30 กว่าล้าน ลองคิดดูแล้วกันเมื่อ 20 ปี ที่แล้วนะขาดทุน 30 กว่าล้าน พอได้ Pent house มาสักปีกว่าก็เลิกทำ City Life แล้วก็มาซื้อลิขสิทธิ์นิตยสารหัวต่างประเทศเล่มอื่นๆ ตามมา

ไฮคลาส: ธุรกิจหนังสือไม่น่าจะเป็นตัวทำเงินมากมาย อีกอย่างนิตยสาร Penthouse ราคาค่อนข้างสูงมีวิธีการจัดการอย่างไรครับ
การตั้งราคาขายเล่มละ 180 บาท ผมถือว่ามันเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมของผมอันหนึ่ง ในตลาดมันก็มีหนังสือ M, For men ก็ขายตอนแรก 120 ผมขาย 150 ก็มีหนังสือเปิดใหม่ขาย 150 เท่าผม ผมก็นั่งคิดไอ้เหี้ย! หนังสือแต่ละเล่มขาย 120 คุณก็ขาดทุน แต่ถ้า 180 ไม่ขาดทุน ผมก็นั่งคิดทำอย่างไรดี ผมก็ปรับหนังสือไป 180 เลย ใหม่ๆ ก็กลัวจะตก ก็ให้ พรีเมี่ยม ให้อัลบั้มเล็กๆ ทำอยู่ 6 เดือน ยอดไม่ตกเลย ผมเลิกให้
แล้วผมกลับมาคิดต่อ ของกู Worlde wide โว้ย กูขาย 180 แน่จริงปรับขึ้นมาตามกูสิ พวกมึง Local ก็ขายไป 120 150 ผมได้ 30 บาทโดยที่ไม่มีอะไรกระเทือนเลย ยอดขายเท่าเดิม นี่คือความคิดอันหนึ่งที่ผมโคตรภูมิใจเลย
ก่อนที่ผมจะทำนะ ผมมีหนังสือแนบให้เขากรอกอาชีพ ถ้าใครส่งกลับมาได้ Gift แล้วผมก็มาดูประวัติ โอโห คนที่ซื้อหนังสือกูไม่ใช่พวกเดือดร้อน 30 บาท ผมขึ้นเลย 180 แล้วก็ให้ของแถม วันนี้ก็ยังขาย 180 อยู่ ปีใหม่ขาย 200 ด้วยแถมปฏิทิน ปฏิทินถัวเฉลี่ยก็อันละ 11 บาท กำไรเพิ่มอีก 9 บาทเพิ่มเติม
มันต้องรู้จักคิด ไม่ใช่อะไรก็ได้ บางทีผมทำภาพเก็บตก ทุกคนมาถ่ายเซ็นต์ไว้อยู่แล้ว ภาพเป็นสิทธิ์ของผม ผมก็ออกหนังสือเล่มหนึ่งไม่มีที่อยู่เลย จัดจำหน่าย ขาย 2 เดือนเล่ม 3 เดือนเล่ม มีแต่ภาพ เขียนอะไรนิดๆ หน่อยๆ เล่มละ 220 เล่มหนึ่งก็กำไรแล้วประมาณ 4 – 5 แสน

ไฮคลาส : ใต้หมวกเจ้าของสถานบันเทิงกับเจ้าของหนังสือนู้ด มองสังคมไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธอย่างไร
การที่ผมทำ Pent house ถ้ามองกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ผมคงไม่มานั่งพูด ไม่มานั่งบ่น แต่ที่พูด ณ วันนี้ ใน 3 – 4 ปีนี้ เพราะอยากให้เห็นว่าสังคมไทยมันควรจะเปิดได้แล้ว ทาง Internet นี่ คุณเข้าไปสิ เยอะแยะไปหมด สื่อต่างประเทศ ประเทศไหนเขาก็เปิด มันควรจะให้เยาวชนได้เรียนรู้ได้แล้ว
ผู้หญิงทุกวันนี้สิทธิไม่ได้เท่าเทียมผู้ชายโดยข้อเท็จจริง ถึงแม้ทุกคนบอกว่าวันนี้เท่าเทียม แต่ถามว่ากี่คนที่กล้าจะออกมาเท่าเทียม เพราะอะไร? เพราะถูกอบรมสั่งสอนมาแบบนั้น เกิดมาพ่อแม่ก็สอนต้องรักเดียวใจเดียว มีผัวหลายคนไม่ดี ถ้ามีอะไรกับใครต้องจงรักภักดีไปจนตาย ถามว่าแนวคิดพวกนี้มาได้อย่างไร มันเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีใช่ไหม ผมก็ถามกลับว่าขนบธรรมเนียมประเพณีใครเป็นคนกำหนด มนุษย์ใช่ไหม? คิดเองได้แล้วว่าย้อนหลังไป 1,000 ปี กี่ชั่วคนก็แล้วแต่ ไม่มีเทคโนโลยี ทุกคนต่อสู้ด้วยพละกำลัง แน่นอนผู้ชายเกิดมาโดยสรีระได้เปรียบผู้หญิง ก็ต้องชนะ ก็ต้องเป็นหัวหน้าเผ่า เป็นหัวหน้าก๊วนก็ต้องเป็นคนกำหนดกฏเกณฑ์ ที่ผ่านมาเจอคนดี ก็กำหนดอะไรที่เข้าข้างผู้หญิงน้อยหน่อย เข้าข้างตัวเองมากหน่อย ถ้าเจอคนเหี้ยๆ ก็เข้าข้างตัวเองหมดเลย ทุกคนก็รับมาจนถึงวันนี้ พิสูจน์ได้อย่างไร น้ำขวดนี้ใสสะอาด เอาสีแดงใส่ลงไปเยอะๆ มันก็แดง สีดำใส่ลงไป มันก็ดำ กลับกันสมองเด็กเกิดมายังไม่ได้ Memory อะไรเลยขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใส่อะไรเข้าไปสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร
พิสูจน์อย่างไร เอาลูกคนไทยไปให้ฝรั่งเลี้ยงก็ต้องพูดฝรั่ง อันนี้เป็น Logic นะ เป็นข้อเท็จจริงทุกคนปฏิเสธไม่ได้ ถ้าถามว่าวันนี้ถ้าคุณอบรมผู้หญิงให้อยู่ในกรอบดีทุกอย่าง วันหนึ่งได้พบความรัก รู้จัก Sex กับขนบธรรมเนียมที่บีบตัวเอง ผู้หญิงที่อบรมมาดี เป็นผู้ดี มีเงินมีทอง แน่นอนพวกนี้มีดี เขาจะชอบผู้ชายที่มาเอาใจ แต่ผู้ชายที่มาเอาใจก็คือพวกเหี้ยๆ ผู้ชายที่ดีๆ มันก็ไม่อยากเอาใจใครเหมือนกัน
ผมพูดถึงเปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่ ผมไม่ได้บอกทุกคน
พอผู้หญิงพลาดท่าให้ผู้ชายก็มีความรู้สึกว่า เฮ้ย! ผู้ชายให้เหี้ย ยังไงก็ทน ยิ่งมีลูกเข้าไปแล้วนี่ มันก็ต้องทนอย่างเดียว ผมไม่มีลูก ผมอบรมน้องสาวผมเพราะผมไม่มีลูก ถ้ามึง Happy มึงก็อยู่ ไม่ Happy มึงก็เลิก

ไฮคลาส: เพราะคุณยังไม่มีลูกหรือเปล่าถึงได้มองว่าไม่จำเป็นต้องรักเดียวใจเดียว
ไม่จริง เพราะอะไรรู้ไหมครับ ผมมีหลาน หลานของผมน่ารักๆ ทุกคน แต่ผมก็เฉยๆ ผมมีความรู้สึกว่าต้องอบรมอีกแบบ ผมมีความรู้สึกว่าต้องให้เขาเรียนรู้

ไฮคลาส : แอนตี้สถาบันครอบครัว
ผมไม่แอนตี้ ผมแค่บอกว่าให้เยาวชนเรียนรู้ได้แล้ว พอทำหนังสือ Nude หน่อย ตามกฎหมายถามว่าผิดไหม เห็นหัวนมแล้วผิดไหม เห็นท่าทางไม่ดีก็ตีความไปแล้ว เฮ้ย! อันนี้เห็นท่าทางเหมือนร่วมเพศ ผิดแล้ว อินเตอร์ การสื่อสารต่างๆ ทุกวันนี้มันถึงกันหมดแล้ว
ก็ยังมีคนหัวเก่าไม่กี่คน ว่าโอ๊ย…ไม่ได้เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ต้องรักษาประเพณี มีอย่างนี้ไม่ได้ ผิด มันไม่เคยรู้เลยว่าโลกเขาไปถึงไหนแล้ว
เคยรู้ไหมว่าวัดนี่ล้อมรอบไปด้วยสถานบันเทิง
วัดชนะสงครามนี้ไปดูสิ ถนนข้าวสารไปดูว่าล้อมรอบจริงหรือเปล่า วัดที่อยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวอย่างนี้ ฝรั่งเอย คนไทยเอย ที่แต่งตัวโป๊ๆ ทำไมไม่ออกมาต่อต้าน
ไม่ได้! อย่างนี้เลิก วัดต้องย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดไกลๆ ทำไมไม่ออกมามั่งว่ะ แม่ง! แค่ออกมา โอ๊ยไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย เมืองไทยจะเปิดบ่อนไม่ได้ แต่คนไทยแม่ง! ไปเล่นเอาเงินตราออกนอกประเทศเยอะแยะ
เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ หารู้ไม่บ่อนในประเทศเป็นพันๆ บ่อน แทนที่เงินจะเข้ารัฐไม่เข้า โอเคถ้าเขาไม่รู้จริงนั่นอีกเรื่องหนึ่ง ก็ต้องโทษที่เขาไม่เคยรับรู้สื่อ ไม่เคยบริโภคสื่อ หรือไม่เคยบริโภคอะไร ไม่เคยคบคน แม่ง! อยู่แต่ในรู

ไฮคลาส : สังคมที่ดีในมุมมองของคุณ
ผมว่าทุกอย่างโดยกติกามันต้องตามโลกให้ทัน สื่อต่างๆ ควรมีจรรยาบรรณ เขียนในสิ่งที่มันถูก คุณต้องยอมรับในฐานะที่เป็นฐานันดร 4
คนไทยเราบริโภคสื่อแล้วเชื่อสื่ออย่างเดียว โดยไม่พิจารณาอะไร วันหนึ่งมึงอ่านหนังสือพิมพ์ กูก็อ่านหนังสือพิมพ์ เอาเรื่องในหนังสือพิมพ์มาเล่าอยู่นั่นแหละ ไอ้เหี้ย กูก็อ่าน ผมก็อ่าน ไม่ต้องเล่าได้ไหมกูก็อ่าน วันนี้เป็นอย่างนี้ อ่านมาแล้วมาวิจารณ์อย่างนี้อย่างนั้น หารู้ไม่ว่า แม่ง! ความจริงไม่เกี่ยวเลย คนละเรื่องเลย
ทุกคนต้องยอมรับตรงนั้น ถามว่าทุกวันนี้สังคมควรจะเปิดไหม มันควรจะเปิดให้เขาได้เรียนรู้ เมืองนอกเขาเปิดกันจนหมดแล้ว ถ้าถามว่าเมืองไทยตัวเองปิดประเทศเหรอ? ไม่ใช่ เมืองไทยเคยคิดจะเป็น NICS ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างเรื่องบ่อน ผมไม่ได้พูดในฐานะที่ผมเป็นเจ้าของหนังสือ Nude แต่บังเอิญผมเป็นเจ้าของหนังสือ Nude แล้วผมโดน ผมก็มีความรู้สึกว่าผมก็เคยไปคุยกับผู้ใหญ่ เขาก็บอกสมัยนี้ตำรวจเขาเลิกกันแล้วไอ้แบบนี้ มันไม่ใช่แล้วเขาไม่จับเรื่องพวกนี้หรอก ผมว่ามันมีไอ้พวกเต่าล้านปี ไอ้พวกไม่ยอมรับความจริงอยู่ไม่กี่คน ถ้าผมไม่ตายก่อนเขานะ ผมก็จะรอให้มันตาย แล้วผมก็จะเห็นประเทศที่มันรับความจริง มันหมดยุคที่จะมาคิดแบบนี้แล้ว คุณคิดแบบนี้ เมื่อไหร่คุณจะทันเขา

ไฮคลาส : บางคนเขามองว่า สังคมเรายังต้องอยู่ในความดูแล
นั่นแหละเป็นการฆ่าประชาชน แต่ถ้าคุณเปิดให้เขาเรียนรู้ มันก็จะเป็นเรื่องที่เขาต้องไปตัดสินใจเอง ถ้าเขาผิดพลาดเขาต้องช่วยตัวเขาเอง แต่ถ้าคุณปิดเขาตลอด สักวันหนึ่งเขาผิดพลาด เขาก็ผิดพลาดเพราะคุณปิดเขา เขาไม่เคยเรียนรู้มาก่อน IQ แต่ละคน ไม่ได้แตกต่าง ขึ้นอยู่กับ EQ ที่คุณให้เขา

ไฮคลาส : ว่ากันว่าสถานบันเทิงเป็นแหล่งรับรู้ข้อมูลข่าวสารระดับวงใน
มันมีเวลาคุยกันที่ไหน มัวแต่กอดสาว
การที่ธุรกิจสถานบันเทิงเข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้ ผมก็ถามว่าผิดตรงไหนวะ มันไม่ได้เกี่ยวกับเด็ก เกี่ยวกับเยาวชน อย่างโรงเรียนไม่ควรเข้าตลาดผมเห็นด้วย เพราะถ้าเข้าไปมันต้องแข่งขัน มันต้องสร้างกำไรเยอะ เด็กก็ต้องเดือดร้อน แต่สถานบันเทิงคนไม่เที่ยวได้นี่ โรงเรียนลูกไม่เรียนได้ไหม ไม่ได้
สถานบันเทิงมันผิดตรงไหนที่เข้าตลาดไม่ได้ ก็ผิดตรงที่อยู่ภายใต้กฎหมายเมืองไทย ถ้าผิดจริงก็เอาตำรวจไปจับสิ ถ้าไม่โอเคก็อย่าออกใบอนุญาตให้เขาสิ ในเมื่อเขาเดินตามกรอบทุกอย่างแล้วไปห้ามเขาได้ไง

ไฮคลาส : มองว่าเป็นความผิดใคร
ความงี่เง่าของผู้นำ ของคนที่แม่ง! อยู่ตรงนี้ ถามว่าพอเป็นนักการเมือง คุณเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ คุณก็ไม่อยากจะทำอะไรที่มันนอกกรอบ เพราะคุณอาจจะถูกย้ายได้ คุณอาจจะถูกเกลียดชังได้ นักการเมืองถ้าคิดอย่างนี้ก็อาจจะไม่ถูกรับเลือกได้ ก็แค่นั้น จริงๆ ก็คือ Protect ตัวเอง ไม่กล้าออกมาพูดความจริง อย่างหนังสือ Pent house กี่คนไม่อยากดู โธ่! แม่ง ทำเป็นถือไม่ได้ ลับหลัง แม่ง! ถามสิ ดูหรือเปล่า กล้าโกหกตัวเองไหม อย่าบอกว่า แม่ง! ไม่ดู โธ่! คนแม่ง! หน้าอย่างหลังอย่าง

ไฮคลาส: คุณตั้งมาตรฐานความดีไว้อย่างไร
ในความรู้สึกผม ผมว่าคนต้องมีคุณธรรม ต้องคิดเป็น อะไรคือเหตุ อะไรคือผล
ถ้าคุณไม่คิดจะเอาเปรียบคน ศาสนาก็ไม่จำเป็นด้วยซ้ำ
ถามว่าศาสนาจำเป็นกับประเทศไหม? จำเป็น เพราะว่าสังคมมันยังไม่เท่าเทียม ศาสนายังต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยจรรโลงคนในกลุ่มสังคม
ถ้าเป็นประเทศที่มีการศึกษาสูง อย่างเช่น ออสเตรเลียมีคนออกมาประกาศเยอะแยะว่าตัวเองไม่มีศาสนา ถ้าผมออกมาประกาศแล้ว ผมไม่ผิด ไม่ถูกคนเหยียด ผมก็อยากจะออกมาประกาศเหมือนกัน ว่าผมไม่มีศาสนา

ไฮคลาส : มีไอเดียแบบนี้ต้องเล่นการเมือง
ไม่จริง ไม่เคยคิดเลย
ถ้าเล่นการเมือง ในฐานะผมนะ ไม่ฆ่าเขา เขาก็ฆ่าผม
ผมไม่ชอบยกมือไหว้ใคร ลูกน้องไหว้ หรืออะไรอย่างนี้ ผมก็จะแค่พยักหน้าให้รู้ว่า เออ รับ หรือเพื่อนมา หรือใครที่แนะนำผมก็แค่ว่าสวัสดีๆ อะไรอย่างนี้ ถ้าเป็นทางการหน่อยก็จะโค้งยืน ไม่ชอบยกมือไม่รู้เป็นไง ก็มีคนบอก เฮ้ย! โต้งมึงทำอย่างนี้ไม่ได้หรอกในสังคม
ผมบอกว่า กูจะทำ กูไม่ได้ขอใครกิน
วันหนึ่งถ้ากูจน กูก็เชื่อว่า คนต้องเหยียบกู ไอ้คนที่ด่ากูมันก็ไม่ได้มาช่วยอะไรกู กูต้องไปแคร์มันทำไม คุณแคร์คนรอบข้างแคร์ทุกคน กลัวเขาจะว่าคุณอย่างโน้นอย่างนี้ ถ้าคุณทำในสิ่งที่ถูกต้องคุณทำไปเลย ไม่ต้องแคร์หรอกว่าใครจะวิจารณ์อย่างไรวิจารณ์มาเลย ถามว่าวันหนึ่งถ้าเราไม่มีสตางค์ ไอ้คนวิจารณ์มันช่วยผมหรือเปล่า ไปขอแม่ง! 1 บาท มันก็ไม่ให้เราอยู่ดี เพราะฉะนั้นจะไปแคร์มันทำไม

ไฮคลาส : อย่างนี้มันเข้าทางทุนนิยมเลยนะ
ทุนนิยมได้อย่างไร ผมแค่ไม่แคร์ความรู้สึกของใครเฉยๆ ผมบอกแล้วไงว่าถ้าคุณทำความดี คุณไม่ต้องไปแคร์อะไรใคร แต่ถ้าคุณทำชั่วมันเรื่องของคุณ คุณเล่นการเมืองคุณก็ต้องแคร์แล้ว
ไอ้เหี้ย! มึงไม่ไปเอาใจใคร เขาก็ไม่เลือกคุณ แต่ถามว่าผมมีความสนใจไหม ผมมีความสนใจมากๆ ผมตัดตัวเองด้วยอะไรรู้เปล่า? ด้วยการไม่เรียนต่อปริญญาตรีให้จบ ถามว่าฐานะอย่างผมทุกวันนี้ไปลงตรงไหนก็จบ

ไฮคลาส : ตอนนี้รัฐบาลปัจจุบันทำให้ช่องทางทำกินยากลำบากไหม
ผมมองว่ารัฐบาลนี้ดี
มันเป็นเรื่องปกติ คือผมว่าคนทำธุรกิจที่คิดเป็นจะเข้าใจ รัฐบาลสมัยหนึ่งนี่เว่อร์ทำทุกอย่างที่มันนอกกรอบ แต่ไม่ได้นอกกรอบในทางสร้างสรรค์ นอกกรอบในทางที่ แม่ง! ทำลาย เอาทุกสิ่งทุกอย่างเข้าพรรคพวก แล้วพอมารัฐบาลหนึ่งไม่ได้เดินแนวนั้น การมาปรับให้มันดีขึ้น มันยากเป็น 10 เท่า ถ้าเป็นรัฐบาลปกติ มันไม่ได้ยุ่งยากขนาดนี้หรอก แต่นี้คนมันสร้างเอาไว้มันเน่าสุดขีดแล้ว พอรัฐบาลต่อมาเขาต้องการปรับให้มันอยู่ในสภาพที่มันพอเพียง ถามว่ายากไหม? มันต้องกระทบตัวนี้ กระทบตัวนั้น กระทบหมดแหละ
ถ้าคนคิดเป็นจะไม่บอกเลยว่าไอ้นี่เต่า เพราะว่ากว่าจะเข้ามา กว่าจะแก้ปัญหา กว่าจะรู้เรื่อง แม่ง! ผูกเงื่อนไว้ ถ้าคนธรรมดา แม่ง! ยังไม่รู้เลยว่าโกงกันอย่างไร โธ่! แล้วก็บอกได้เลยว่าของเดิมมันเป็นอย่างไร มันยุ่งยากขนาดไหน จะปรับลงมาตรงนี้คุณต้องให้โอกาสเขา เพิ่มจากรัฐบาลปกติ 10 เท่า ผมว่า 10 เท่ามันน้อยไปด้วยซ้ำ

ไฮคลาส : มีความเชื่อว่า คนที่ไม่เชื่อระบบครอบครัว ไม่มีลูกหลาน ไม่สนใจคนรุ่นหลัง ไม่ห่วงสังคมคือพวกที่เป็นต้นเหตุให้โลกร้อน เพราะเป็นพวกที่จะบริโภคทรัพยากรให้เต็มที่ในช่วงชีวิตของตัวเองแล้วก็ตายจากไป
ถ้าห่วงโลกร้อน ผมก็ห่วงนะ ช่วยอะไรได้ผมก็อยากช่วย แต่ถามว่าถ้าตัวเองต้องมีลูกหลานมาสืบทอดตระกูล ผมไม่ห่วง
บางคนห่วงทำให้ลูกให้หลาน มีทรัพย์สมบัติมหาศาล แต่หารู้ไม่ตายไปลูกแม่ง! ทะเลาะเบาะแว้ง แย่งสมบัติยังกะหมากัดกัน
เมียไปมีผัวใหม่ โกรธเขาได้หรือเปล่า เขาเหงา เขาก็ต้องอยากมีคนอื่น
ถ้าถามว่า คุณอยู่คนเดียว ถ้าคุณไม่ได้เป็นเกย์ คุณก็ต้องไปหาผู้หญิงอยู่ดี ปัญหาก็คือว่า มี 2 กรณี คือถ้าคุณจะกินนม คุณจะซื้อนมที่เขาขายมากิน หรือเลือกที่จะเลี้ยงวัวเพื่อเอาไว้รีดนมมากิน วันหนึ่งถ้ามันจะเป็นมันก็ต้องเป็น มีผู้หญิงเยอะแยะไป ที่มีความรู้สึกว่าไม่อยากผูกพัน เขาก็คิดแบบผม เจอกันก็ OK ไม่เจอกันก็โทรคุยกัน ต่างคนต่างอยู่ ไปเจอเขาอยู่กับแฟนก็ OK ผมก็ไม่เห็นจะมีอะไรมันเป็นสิทธิเขา

ไฮคลาส : วางแผนชีวิตหลังการทำงานเอาไว้อย่างไร
ผมก็จะแปรสถาน (หัวเราะ) ผมมีบ้านริมทะเล ก้าวลงบันไดก็ถึงชายหาดส่วนตัวอยู่ที่ระยอง ผมมี บ้านริมแม่น้ำ ผมมีบ้านเชิงเขา ผมมีโรงแรมอยู่สมุย ภูเก็ต หัวหิน เชียงใหม่ กาญจนบุรี กรุงเทพฯ
โรงแรมผมมีระดับ 5- 6 ดาว สมุย 5 ดาว ส่วนโรงแรมระดับ 6 ดาว ที่ภูเก็ตจะเปิด 1 ธันวาฯ นี้แน่นอน เป็น ชื่อ Hyatt Regency ภูเก็ต (2.59 file2)

ไฮคลาส : มีโครงการหาแม่ศรีเรือนไว้บ้างไหม เพราะบ้านหลังสำคัญในชีวิตก็ใกล้จะเร็จแล้ว
ไม่มี เพราะว่าถ้าคิดจะมีบ้านอื่นๆ ผมก็ OK อยู่ในเกณฑ์ที่หรูหรา
ผมเตรียมจะพักผ่อน หาเงินไว้ก้อนหนึ่งที่คิดว่าใช้ได้จนตาย ถ้าสมมุติว่าไม่มีทายาทไม่มีคนดูแล ก็จ้างพยาบาล

ไฮคลาส : มองข้ามความรู้สึกทางจิตใจเกินไปหรือเปล่า
ผมมี Life partner แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันทุกวัน

ไฮคลาส: ทัศนคติในการมองผู้หญิงของคุณเป็นอย่างไร
ถ้าผมจะมีเมีย เมียผมเป็นกะหรี่มาก่อนก็ได้ ถ้าผมอยู่แล้วผมมีความสุข ไม่เคยแคร์เลย โดยชีวิตผม ผมชอบผู้หญิงกะล่อน ผมไม่ชอบผู้หญิงที่จับตั้งอยู่ตรงไหน อยู่ตรงนั้น มันต้องหลอกล่อ เออ! มีชีวิตชีวา แต่ถ้าจะคบกันจริงๆ ผมขอเขาอย่างเดียว อย่าโกหก โกหกก็ได้แต่อย่าให้กูจับได้ ถ้าจับได้คือเลิก แล้วเป็นเพื่อนกัน
เราจะคุยกันก่อนเลย บอกผมเลยวันนี้มี Date กับแฟนเก่ามาชวนกินข้าว ผมไม่มีอะไรเลยนะ กลับมาก็แค่เป็นไงสนุกกว่ากินกับผมหรือเปล่า Happy จะตาย เราหยอกเอิน เราอยากจะรู้ เอ๊ะ เป็นอย่างไรมี Sex กับแฟนเก่า มี Sex กับแฟนเก่า ใครดีกว่ากัน
กล้ามเนื้อคนเรา เวลาเล่นก็แข็งแรงเป็นมัดๆ เวลาไม่เล่นก็นิ่ม สมองเวลาไม่คิดมันก็นิ่ม ถ้าขยันคิดๆ ไป สมองมันก็พัฒนา แต่ถ้าไม่ได้คิดอะไรเลย มีแฟนก็คอยแต่ดูแฟนว่าแฟนกูไปไหนวะ โทรเช็คสิ โห… ทำงี้ได้ไงทำไมไม่รับสาย โถ…มึงจะตามเขาได้ 24 ชั่วโมงเหรอ ถ้าเขาไม่รักมึงเขาจะไปไหน คิดแบบโง่ๆ ไง ผู้หญิง ชอบถาม…ไปไหนมา ใครเขาจะบอกมึง ก็เล่นถามคำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
สมมุติผู้ชายเขาไปเที่ยวผู้หญิง เขาไปนัดคนอื่นเขาจะบอกเหรอ มันเป็นอะไรที่ได้ถามเพื่อความสะใจ ได้งอนได้โวยวายเพื่อความสะใจ นั่นแหละผู้หญิงที่ไม่มีความคิดอะไรเลย ผู้หญิงต้องเงียบๆ ค่อยๆ เก็บข้อมูลอะไรอย่างนี้ เออ! เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติก็ปล่อยไปไม่เสียหาย

ไฮคลาส : พูดอย่างนี้ เกิดผู้หญิงทุกคนปรับตัวดี สามีรีบกลับบ้าน เดี๋ยวร้านคุณก็เจ๊งกันพอดี
ผมอยากให้เป็นอย่างนั้น เพราะคนคิดแบบนี้ไม่มีหรอก น้อย

ไฮคลาส : เป็นเจ้าของ Pent House ดีตรงไหน
ผมทำ Pent House มาทุกวันนี้ 12 ปี ไม่เคยดูถ่ายแบบแม้แต่ครั้งเดียว เพราะถ้าผมไปดูถ่ายแบบนี่ ลูกน้องผมคิดอย่างไร เฮ้ย นายแม่ง! บ้ากาม Boss แม่ง! บ้ากาม
มีอยู่ครั้งหนึ่งสมัยนั้น ผมก็มีฐานะแล้ว ผมมีหุ้นในโรงงานผลิตตู้เย็น มีหุ้นในโรงงานผลิตทีวี เจอเพื่อนฝูงมีคนอื่นแนะนำไป โต้งเป็นเจ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ แม่ง! มอง (ทำแววตาสงสัย ประกอบ) ไปใหม่ คุณโต้งเจ้าของหนังสือ Pent House ลากเก้าอี้มาคุยเลยเชิญๆ การทำ Pent house บางครั้งหนังสือมันก็มีเสน่ห์ในตัวมัน คุณอย่ามองว่ามันเป็นการอุจาดสิ มองว่ามันเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากจะเห็น มันเป็นธุรกิจ เป็นอะไรที่อยากจะขาย
ทุกวันนี้นะ ผมเห็นผู้หญิงแก้ผ้าผมไม่เคยมีอารมณ์เลย เพราะมันเห็นจนชิน เขาไม่ได้อยู่ในฐานะอย่างผม คุณเชื่อไหมว่า เคยมีผู้หญิงคนหนึ่ง Walk in มา บอกอยากรู้จักผม ถามว่า ทำไม? เขาบอกว่า เขาอยากจะรู้ว่าเจ้าของ Pent House มีอะไรดี

ไฮคลาส : พ่อแม่คงภูมิใจในตัวคุณน่าดู
พ่อผมภูมิใจ แม่ผมไม่มีโอกาส เพราะแม่ผมเสียตั้งแต่ที่ผมยังเรียนหนังสือ
พ่อผมเขาเป็นคนฉลาดแต่เขาไม่มีโอกาสเท่าผม สิ่งที่ผมได้มา มันเกิดจากการเรียนรู้ จำจากคนนี้จำคนนั้นมากกว่า ผมเป็นคนช่างคิด อย่างวันหนึ่งผมเจอขวดพลาสติก แต่เดิมมันเป็นแก้ว พอดูนี่มันพลาสติก แม่ง! ใช้ได้โว้ย! มันคืออะไร มาจากไหน ถ้าคิดไม่ได้ ไปเจอผู้รู้ก็จะถาม

ไฮคลาส : มีอะไรในชีวิตบ้างที่ยังไม่ได้ทำ
ไม่มี ทำหมดแล้ว เล่นรถก็เล่นจนได้เป็นเจ้าของ F 50 ใส่นาฬิกาก็ใส่จนแพงที่สุดแล้ว
ทุกวันนี้ไม่มีอะไรเหลือ เริ่มต้นด้วยการปลดสร้อย เริ่มแรกในสร้อยมีพระ เริ่มจากการปลดพระ มันหนัก ปลดสร้อย ปลดนาฬิกา ปลดเลซ หลังสุดก็คือปลดแหวน ผมไม่ได้ใส่อะไรมาหลายปีดีดักแล้ว สมัยหนึ่งมีความรู้สึกว่าขับรถออกไป เรามีรถดีๆ อยู่ วันหนึ่งเอารถไม่ดีออกไป ไปเจอติดไฟแดง มีรถดีๆ เขามองมา เฮ้ย…เราขับกลับไปเอารถเราออกมาดีไหม (หัวเราะ)
แต่สมัยนี้ผมขับรถปิคอัพ ผมเคยมี Ferrari ทีเดียว 2 คัน เป็นคันที่แพงที่สุดในประเทศไทยคันหนึ่ง แล้วก็ 512 TR คันหนึ่ง ตอนผมซื้อ 35 ล้าน มันเมื่อ 10 กว่าปี 512 TR 14 ล้าน
ตอนที่ผมตัดสินใจซื้อ ผมแค่เดินเข้าไป ทีแรกไม่อยากซื้อ ก็ลองคิดดู ถ้ากูไม่ใช้ตอนนี้ แล้วกูจะใช้ตอนไหนวะ เหมือนกับคนขับเบนซ์เมื่ออายุ 50 มันก็เป็นเรื่องปกติของสังคม ผมขับเบนซ์ตั้งแต่อายุ 30
มึงทำงานมาตั้ง 30-50 ปี มึงขับเบนซ์ไม่ได้ก็แย่แล้ว แค่ผมมีความรู้สึกว่าสนอง need ซื้อเลย ตอนผมซื้อ S54 ผมมีเงิน 34 ล้าน ผมซื้อรถ 35 ล้าน ซื้อหมดเลย
ผมทำสถานบันเทิง ถามว่าทุกวันนี้มีสถานบันเทิงไหนลงทุนมากกว่าที่ผมลง Sugar Beet เปิดลงทุน 80 กว่าล้าน Sherbet 60 กว่าล้าน
Sherbet เริ่มตั้งแต่ต้น ซื้อใบอนุญาตของ บาร์บุรี แล้วก็ทุบทิ้งสร้างใหม่ ทุกอย่างทำใหม่หมด รวมอุปกรณ์ทั้งหมดกว่าจะได้เปิดก็หมดไป 60 กว่าล้าน Sugar beet กว่าจะได้เปิดหมดไป 80 กว่าล้าน ตอนนี้ยังเอาไม่อยู่เลย ถามว่าอยากให้ทำสถานบันเทิงอีกไหม? ไม่เอาขี้เกียจ
ผมทำ Sherbet เพราะว่าเพื่อความสะใจ ผมหุ้นกับเขา ผมก็ไม่ได้ดูอะไรมาก ผมไปซื้อ partner ไปก็ไป บอกกำไรก็คือกำไร พอไปประชุมมันไม่ค่อย Happy แล้วเขาก็บอกเฮ้ย! มาทำตรงนี้ ก็บอก OK ต้องทำกับกู 2 คน ถ้าทำกับคนอื่นกูไม่เอา
วันนี้ผมมีธุรกิจในลาว ผมเป็นนักธุรกิจข้ามชาตินะ ถ้าพูดถึงไฟแนนซ์ในลาว ผมก็ติดเบอร์ 1 เบอร์ 2 เลย

ไฮคลาส : ถ้าตายวันนี้ยังมีอะไรที่เสียดายอยู่
ผมเคยพูดเสมอ ว่าชีวิตนี้ถ้าตาย ขอให้ตายแบบ…ปั๊บไปเลย อย่าให้ทรมานอย่าให้ต้องมานั่งรถเข็นหรืออะไร ถ้าเป็นอย่างนี้ได้อายุ 55 ก็พอใจแล้ว ผมพูดอย่างนี้มาหลายปี วันที่ 28 กรกฎาคม นี้ เป็นวันที่ผมครบอายุ 55 ปี ผมก็ไม่รู้ว่าผมจะตายหรือเปล่า พูดแล้วบ่อยๆ เขารับฟังเยอะๆ อาจจะตายจริงก็ได้ 28 กรกฎาคม ผมอาจจะตายจริงก็ได้ ตายผมก็จะเผา

ไฮคลาส : ไม่ห่วงสมบัติมากมายยังใช้ไม่หมด
จะห่วงทำไม ห่วงแล้วเอาไปได้หรือเปล่า อย่างคุณตายคุณห่วงลูก คุณเป็นวิญญาณคุณก็มาดูลูก แล้วผมจะถามว่าคุณช่วยอะไรลูกได้ คิดอะไรเป็น Logic ไว้จะสบายใจ
การเริ่มต้นคิดให้มันเป็น Logic ได้ทำอย่างไรรู้ไหมครับ สมมุติคุณขับรถ ล้อคุณไปเบียดฟุตบาท โดยสัญชาตญาณคุณรู้เลยว่าล้อเบียดเป็นรอย แต่ไม่ถึงกับขับไม่ได้ คุณต้องไม่จอดลงมาดู กลับบ้านแล้วไปดูที่บ้าน เพราะว่าคุณจอดตรงนั้น รถติด ที่เปลี่ยว อันตราย คุณขับไปดูตรงไหนก็ได้ ความเสียหายเท่าเดิมหรือเปล่ากับการที่คุณดูตรงนั้น เพราะฉะนั้นคุณทำตรงนั้นให้ได้ก่อน แล้วมันจะค่อยๆ เป็น Logic ไปเรื่อยๆ

ไฮคลาส : ถ้าตายแล้วคิดว่าจะไปอยู่ไหน ถ้าเลือกได้
คิดว่าผมคงเลือกไม่ได้หรอก เพราะว่าชีวิตผมคงอยู่นรกแน่ๆ อยู่แล้ว ผมไม่รู้ไงว่ามีเทวดา มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีสวรรค์ นรก จริงหรือเปล่า แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้คุณคิด ถ้าคุณอ่านประวัติศาสตร์ คุณยังเห็นว่าเทวดา ยังมีดีมีชั่วเลยจริงไหม เพราะฉะนั้นคุณจะเอาอะไรล่ะ ถ้าคนที่ขึ้นระดับเทพ ระดับเทวดา ก็ควรจะไม่มีกิเลสตัณหาที่จะไม่ดีแล้วถูกไหม อยู่ตรงนั้นเขาก็ควรจะรู้แล้วว่าจิตใจเขาเป็นอย่างไร เขาทำไปเพื่ออะไร มันเป็นคำถามที่มีคำตอบอย่างที่ผมพูดแค่นี้คุณน่าจะเข้าใจ
คนไทยมีความเชื่อไม่สิ้นสุด นักการตลาดเมืองนอกหลายๆ คนเขามาตายเพราะไอ้ความเชื่อของคนไทย ออกรถมาคันหนึ่ง ทั้งๆ ที่รู้ว่าก่อนจะออกมาเป็นรถก็คือแผ่นเหล็ก ก็คือกระป๋องสี ก็คืออลูมินั่ม เอามาปั๊ม เอาเครื่องมาใส่ มาเคาะ พ่นสี เป็นตัวรถ พอออกรถมา โอย…ต้องให้หลวงพ่อเจิม ไปเจิมเสร็จออกมาปากซอยรถชน แทนที่จะบอกถ้ากูไม่มาก็ไม่ชน กลับบอกว่าถ้ากูไม่มาเจิมนะหนักกว่านี้อีก นี่แหละคือคนไทย มันไม่เคยเชื่อตัวเอง ไม่เคยคิดจะพึ่งตัวเอง คิดแต่จะพึ่งแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ร้องขอมันทุกวัน ทุกชั่วโมง
คนพวกนี้ไม่ควรจะให้เกิด ถ้ามีการเกิด อีกอย่างหนึ่งผมไม่ได้สนใจ ผมว่าผมพูดแล้วเป็นบาป ผมเรียกพระว่าไอ้หัวโล้น พระนี้ไม่ดี ผมก็ไม่แคร์หรอก ถ้าผมไปเกิดชาติหน้า สมมุติมีการเกิด ผมก็ไม่รู้หรอกว่าที่ผมเกิดมายากเย็นแสนเข็ญเพราะกูพูด เพราะมันระลึกชาติไม่ได้ มันก็ไม่รู้หรอกว่าชาตินี้ทำอะไร นี่คือข้อเท็จจริง
คุณลองคิดแบบ Logic สิ แล้วถามว่าวันนั้นคุณจะรู้สึกสำนึกไหม ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงก็น่าจะให้รู้สิว่ากูลำบากเพราะชาติที่แล้วกูทำอย่างนี้ คนมันจะได้ไม่ทำ!

ไฮคลาส : มั่นใจทุกอย่างเสียขนาดนี้ เคยมีพลาดบ้างไหม
พลาดก็ไม่เห็นต้องคิด! พลาดแล้วก็ต้องช่วยตัวเอง ต่อไปกูจะไม่พลาดแล้ว เป็นบทเรียน
ผมทำธุรกิจอะไรมาบ้างจะเล่าให้ฟัง สถานบันเทิงผมไม่ได้น้อยหน้าใครนะ หนังสือผมไม่ได้ทำเฉพาะ Magazine นะ ผมมี Pocket book เดือนหนึ่งออก 2 ผมเคยมีร้านเสริมสวยเป็น 10 ร้านเลย วันนี้ยังเหลืออยู่ 4 ร้าน เซ็นทรัลลาดพร้าว มาบุญครอง อิมพีเรียลเวิลด์ ทำเล็บอะครีลิค ผมเป็นรายที่ 2 ในประเทศ ผมมีโรงงานพลาสติก บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ต้องพูดถึง ผมมี คลับคาร์ มีวาเคเช่น คลับ ผมมีบริษัทรับเหมาก่อสร้างมีโรงงานที่เป็นพลาสติก ที่ทำเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป
สมัยเริ่มต้น ผมเริ่มต้นจากศูนย์ ผมได้มา 10 ก็ใส่ไป 10 ได้มา 20 ก็ใส่ไป 20 ผมแค่คิดว่า ผมต้องการอนาคต ผมอยากจะถึงตรงนี้ ถ้ากูเจ๊งกูก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม ไม่ได้ทำให้กูเปลี่ยน

ไฮคลาส : ก่อนจะมีวันนี้ ทำอะไรต้องเทหมดหน้าตักเสมอ ไม่กลัวพลาด
ใช่ แต่วันนี้ไม่ใช่ วันนี้ผมมาอยู่ตรงนี้แล้วจะเทหมดไปทำไมวะ พลาดแล้วกลับไปศูนย์ให้โง่เหรอ ตอนนี้ไม่แล้ว ไม่มีทาง!

ความมืดโรยตัวเข้าปกคลุม บทสนทนาในคฤหาสน์ทรงไทยปิดตัวลงพร้อมกับคำร่ำลาที่ไม่จำเป็นต้องยกมือไหว้ ลีลาการบอกเล่าเรื่องราวชีวิตและมุมมองต่อโลกแวดล้อมของเสี่ยโต้ง กมล เอี้ยวศิวิกูล แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็คงจะเป็นคำบรรยายได้ไม่มากก็น้อยถึงเหตุผลของฉายาเด็ดทั้งหลายที่อยู่ในความครอบครองนักลงทุนหนุ่มโสดคนนี้ นอกเหนือจากอาณาจักรธุรกิจหลายพันล้าน ที่เจ้าตัวยืนยันว่า ถึงจะมีมากแค่ไหน ตายไปก็ไม่เสียดาย เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง ชีวิตที่ลงทุนอยู่ทุกวันนี้ จึงต้องใช้ให้คุ้มค่า หากำไรชีวิตให้ได้สูงสุดทุกวินาทีตราบที่ยังมีลมหายใจ และต้องขอโทษจริงๆ ครับ หากมันจะทำให้ใครบางคนรู้สึกอิจฉา!

Related contents:

You may also like...