H.E.Rodolphe Imhoof

H.E.Rodolphe Imhoof เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 110 ปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสยามได้เสด็จพระราชดำเนินประพาสทวีปยุโรปและรัสเซียนานกว่า 8 เดือน ซึ่งหนึ่งในหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินนั้นบรรจุการเสด็จฯ เยือน สมาพันธรัฐสวิส ในระหว่างวันที่ 18 เดือนพฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน พ.ศ.2440 (ค.ศ.1897) นับจนถึงปัจจุบันปี พ.ศ.2550 ความสัมพันธ์ระว่างประเทศทั้งสองยังคงแน่นแฟ้นและดำรงความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันมาตลอด พร้อมทั้งก้าวสู่ปีที่ 77 นับตั้งแต่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ

ฯพณฯ โรดอล์ฟ อิมโฮฟ (H.E. Mr.Rodolphe Imhoof) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย เปิดห้องทำงานในสถานเอกอัครราชทูตฯ ถนนวิทยุ พูดคุยถึงความประทับใจในฐานะผู้แทนรัฐบาลและประชาชนสวิส ย้อนอดีตจากหนุ่มลูกทุ่งในฟาร์ม สู่นักการทูตผู้แทนประเทศซึ่งเป็นกลางที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พร้อมทั้งแสดงความเห็น ผ่านประสบการณ์ทางการทูตที่เคยดำรงตำแหน่งในหลายภูมิภาค และจากสถานการณ์สิ่งแวดล้อม ความรุนแรง ฯลฯ ในส่วนต่างๆ ของโลก ท่ามกลางจุดยืนอันหนักแน่นดำรงนโยบาย ‘ความเป็นกลาง’ ล่าสุดก่อนที่จะมาพำนักอยู่ในประเทศไทยนั้นท่านทูตเคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการเมือง กระทรวงการต่างประเทศ

“ณ ปัจจุบันนี้ทั้งสองประเทศควรมองถึงความเป็นไปได้ที่จะก้าวไปสู่อนาคตด้วยกันครับ ไม่ใช่แค่เพียงจะมองย้อนกลับไปถึงความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานมา 76 ปี ในอดีต แต่ควรดูว่าเราจะสามารถทำอะไรได้ต่อไปในอนาคต เพื่อประโยชน์ของลูกหลานของเรา เพื่อชาวไทยและชาวสวิสรุ่นหลัง เพราะเราไม่สามารถอยู่ไปตลอดกาลได้ เราจึงต้องควรมองไปข้างหน้าเสมอ และนั่นคือจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้คนที่นี่ (ที่ประเทศไทย)ได้เห็นว่า สวิตเซอร์แลนด์ไม่ใช่แค่ประเทศสวยงามที่มีช็อกโกแลตและเนยแข็งมากมายเท่านั้น แน่นอนว่าชาวสวิสภูมิใจกับสิ่งเหล่านั้น มันเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ว่าสวิตเซอร์แลนด์ก็ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากทั้งงานวิจัยต่างๆ หรือเทคโนโลยี ทั้งสวิตเซอร์แลนด์และไทยสามารถทำงานร่วมกันได้ในเรื่องเหล่านั้นได้โดยอยู่บนหลักการที่มองไปยังอนาคตเป็นหลักครับ”

ท่านทูตเปิดประเด็นให้เราได้คิดตาม เพราะโดยทั่วไปเมื่อเรานึกถึง ‘ดินแดนหลังคายุโรป’ นั้นมักจะเห็นภาพเทือกเขาสูงปกคลุมด้วยหิมะ นาฬิกาชั้นยอด ชอกโกแลต เนยแข็ง ฯลฯ หากแต่สวิตเซอร์แลนด์นั้นเป็นผู้นำในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะเทคโนโลยี เวชภัณฑ์ การแพทย์และการสาธารณสุขซึ่งล้ำหน้าที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และพร้อมให้ความเกื้อกูลอย่างเต็มกำลังแก่มิตรประเทศอย่างเมืองไทย

“ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันได้ในหลายๆ ด้านด้วยกัน อย่างเช่น การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพราะสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศหนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ส่วนประเทศไทยเองก็มีบุคลากรที่มีความสามารถและมีความละเอียดอ่อนแม่นยำ หรืออย่างด้านเภสัชกรรมหรือด้านการแพทย์

“ผมคิดว่าในประเทศไทย การรักษาพยาบาลผู้ป่วย การให้บริการคนที่ไปโรงพยาบาลมีคุณภาพสูงทีเดียวนะครับ ภาพลักษณ์หรือความเชี่ยวชาญของหน่วยงานและบุคลากรก็ดีมาก ผมคิดว่านี่เป็นอีกด้านหนึ่งที่ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันได้ และยังมีอีกหลายด้านครับ แม้แต่ด้านสิ่งแวดล้อม เราสามารถเรียนรู้จากความแตกต่างของทั้งสองประเทศได้และเมื่อเราเข้าใจความแตกต่างซึ่งกันและกันแล้ว เราก็สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้ข้อจำกัดครับ

“สิ่งที่สำคัญก็คือเราต้องมองล่วงหน้าไปยังอนาคต เราทั้งสองประเทศยังมีทรัพยากรคนวัยหนุ่มสาวอีกมาก และถ้าเราสามารถร่วมกันนำกำลังคนเหล่านี้มาพัฒนาด้านต่างๆ เช่น การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เราก็สามารถสร้างความสำเร็จร่วมกันได้ครับ”

“ในมุมกลับกันชาวสวิสนั้นพวกเขารู้จักเมืองไทยมากทีเดียวเลยล่ะครับ มีชาวสวิสจำนวนมากที่เดินทางมาที่นี่ อันที่จริงมีชาวสวิสจำนวนไม่น้อยที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สึนามิที่ประเทศไทย พวกเราชื่นชมคนไทยกันมาก มีคนไทยกว่า 8,000 คนอาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ และที่นี่ก็มีคนสวิสอาศัยอยู่กว่า 4,700 คน นี่แสดงให้เห็นว่าคนไทยและคนสวิสรักและรู้จักคุ้นเคยซึ่งกันและกันครับ”

สวิตเซอร์แลนด์หรือสมาพันธรัฐสวิสในชื่ออย่างเป็นทางการ (Swiss Confederation) แม้จะเป็นประเทศเล็กๆ ซึ่งไม่มีทางออกสู่ทะเลแต่การดำรงตนประกาศสถานะเป็นกลางมาโดยตลอดไม่ว่าจะมีกรณีพิพาท ขัดแย้งในระหว่างประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบของตน และยังได้รับเกียรติให้เป็นสถานที่ตั้งของที่ทำการองค์การระหว่างประเทศ อาทิ องค์การกาชาดสากล สหประชาชาติ สภาแรงงานโลก แต่หลังจากเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติมีข้อสงสัยซึ่งหากไม่ถามจากท่านในวันนั้นคงทำให้รู้สึกเสียโอกาส ถึงประเด็นทางจุดยืนของสวิตเซอร์แลนด์ในเวทีโลก และมีผลให้สถานะความเป็นกลางเปลี่ยนไปบ้างหรือไม่

“คุณคงทราบดีว่าสวิตเซอร์แลนด์เข้าร่วมองค์การสหประชาชาติเมื่อเกือบ 5 ปีที่แล้ว แต่ก่อนหน้านั้น เราไม่เคยเป็นสมาชิกขององค์กรย่อยใดๆ ของยูเอ็นหรือฝักใฝ่ขั้วอำนาจทางการเมืองใดๆ ในยูเอ็นเลย อาจด้วยประเพณีของเรา รัฐธรรมนูญของเรา ภูมิปัญญาของเรา (wisdom) ทว่าชาวสวิสก็เห็นแล้วว่าสหประชาชาติมีความสำคัญมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“สิ่งที่น่าสนใจก็คือ สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศเดียวในโลกที่ประชาชนได้ลงประชามติเพื่อเข้าร่วมองค์การสหประชาชาติ ดังนั้นผมจึงคิดว่า แม้สวิตเซอร์แลนด์จะเป็นสมาชิกได้ไม่นาน แต่เราก็อาจจะมีความทุ่มเทและอุทิศตนให้กับองค์กรนี้มากกว่าหลายๆ ประเทศที่เข้าเป็นสมาชิกก่อนหน้าเราก็เป็นได้

“และเนื่องจากสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศเล็กๆ ดังนั้นเราจึงให้ความสำคัญกับเรื่องความโปร่งใส และการสนทนากันอย่างเปิดเผยจริงจังเป็นอย่างมาก เราคิดว่ามีแต่การพูดคุยสนทนาร่วมกัน การได้แลกเปลี่ยนทัศนคติซึ่งกันและกันเท่านั้น ที่จะช่วยลดช่องว่างของความแตกต่างกันระหว่างชาติสมาชิกได้”

แต่ปัญหาต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในโลกขณะนี้ก็ส่งผลกระทบต่อทั้งประเทศร่ำรวย ประเทศยากจน ประเทศผู้นำอุตสาหกรรม และรวมไปถึงประเทศที่ดำรงสถานะเป็นกลางในทุกสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งสวิตเซอร์แลนด์เองก็มีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในมุมต่างๆ ของโลก อันรวมไปถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมซึ่งขยายผลกว้างออกไปและน่าเป็นห่วงมากยิ่งขึ้น

“ผมคิดว่ามนุษยชาติโดยทั่วไปกำลังประสบปัญหา 3 ปัญหาใหญ่ๆ ครับ ประเด็นแรกคือ ความรุนแรงหรือความไม่มั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีการก่อการร้ายทั้งหลาย

“ประเด็นที่สองคือเรื่องสิ่งแวดล้อม มนุษยชาติมักไม่นึกถึงอนาคต และนี่คือหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุด เราสนใจเพียงแต่ว่าตัวเราต้องอยู่ดีมีสุขในแต่ละวัน วันนี้เราต้องการจะรับประทานอาหารเพราะวันนี้เราหิว แล้วลูกหลานของเราล่ะ ต่อไปพวกเขาจะเป็นอย่างไร เราจะพูดว่า ไม่เป็นไร” (พูดเป็นภาษาไทย) อย่างนั้นหรือ

“และผมก็คิดว่าปัญหาของมนุษยชาติที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 คือ โดยทั่วไปแล้ว คุณจะพบว่าผู้คนทั่วโลกนั้นยังไม่ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกันและเราจะไม่มีวันได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน เพราะเราต่างกัน คุณก็มีโอกาสของคุณ ผมก็มีของผม ตราบเท่าที่ยังไม่มีการโคลนนิ่งมนุษย์ ผู้คนก็ต้องมีความแตกต่างกัน และตราบเท่าที่ผู้คนแตกต่างกัน พวกเขาก็จะได้รับโอกาสที่แตกต่างกัน

“อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าถึงแม้มนุษย์เราจะไม่สามารถเท่าเทียมกันทุกอย่างโดยสมบูรณ์ได้ เพราะแต่ละคนก็ย่อมมีความแตกต่างกัน ทว่าความไม่เท่าเทียมกันในการได้รับโอกาสต่างๆ นั้นก็ควรถูกทำให้เหลือน้อยมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สิ่งเหล่านี้แหละคือปัญหา 3 ประเด็นหลักๆ ของโลกเราครับ”

“เราต้องรู้สึกกังวล อันที่จริงเรากังวลกันมาก ซึ่งประเทศของเราก็แสดงจุดยืนเกี่ยวกับประเด็นนี้มานานหลายศตวรรษแล้วนะครับ เราเป็นชาติแรกที่ประกาศสถานะเป็นกลาง นั่นก็คือตั้งแต่เมื่อ 400 ปีที่แล้ว ประเทศของเราตัดสินใจที่จะไม่เข้าร่วมสงครามใดๆ แม้ว่าสวิตเซอร์แลนด์จะตั้งอยู่ใกล้ฝรั่งเศสและเยอรมนีที่เคยมีการสู้รบอยู่บ่อยครั้งในอดีต แต่เราก็ไม่สนับสนุนสงครามหรือฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นก้าวแรกของสวิตเซอร์แลนด์ในการรับมือกับปัญหาความรุนแรง ซึ่งถ้าหากทุกประเทศสามารถยอมรับหลักการที่ว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงหรือก้าวก่ายในผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ผมคิดว่าโลกของเราคงมีความรุนแรงน้อยกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้นะครับ

“ก้าวต่อมาคือ ประเทศของเราได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้คนในประเทศที่ประสบภัยสงครามเรื่อยมา คุณคงทราบว่า ชาวสวิสเป็นผู้สนับสนุนองค์การกาชาดสากล (ICRC : International Committee of the Red Cross) ถึงแม้เป็นการยากที่จะไปห้ามผู้คนไม่ให้ใช้ความรุนแรง หรือบอกว่าสงครามเป็นเรื่องความรุนแรง แต่อย่างน้อย บางทีเราอาจสามารถช่วยพวกเขาได้เมื่อพวกเขาต้องการความช่วยเหลือ

“อย่างที่สาม นั่นคือ แม้ว่าสวิตเซอร์แลนด์จะเป็นประเทศเล็กๆ และอาจจะมีความจำกัดในบ้างด้าน แต่เป็นเวลานานมาแล้วที่เรามีนโยบายทางด้านเศรษฐกิจและการเปิดพัฒนาที่เปิดกว้างมากเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ประสบความยากจนและความทุกข์ยาก ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก็เป็นส่วนช่วยลดความรุนแรงได้เช่นเดียวกัน

“อีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญมาก นั่นก็คือประเทศของเราได้สนับสนุนความเคารพซึ่งกันและกันในสิทธิความเป็นมนุษย์ เห็นได้จากนโยบายของเราทั้งในด้านการพัฒนา ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านความมั่นคงของมนุษย์ ด้านประชาธิปไตยและด้านการปกครองที่ดี นี่อาจจะเป็นส่วนเล็กน้อยที่สวิตเซอร์แลนด์ได้ทำเพื่อลดความรุนแรงของโลกในปัจจุบัน”

โดยในส่วนของสวิตเซอร์แลนด์นั้นก็พยายามและหาหนทางในการจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งทรรศนะของท่านทูตนั้นทำเอาผู้มีอันจะกินหลายคนซึ่งอนุรักษ์ธรรมชาติมาเป็นของตนต้องสะอึก และผลกระทบจากการกระทำของน้ำมือมนุษย์นั้นก็ส่งผลกระทบไปถึงดินแดนอันสงบสุขของสวิตเซอร์แลนด์เช่นกัน

“มนุษย์ไม่ว่าชายหรือหญิงย่อมต้องสร้างปัญหาอย่างน้อยอย่างใดอย่างหนึ่งต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ไม่ว่าอย่างไร เราย่อมมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเสมอ แต่คำถามสำคัญคือ เราเต็มใจและมุ่งมั่นที่จะต่อสู้กับปัญหานี้หรือยัง ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีมาตั้งแต่ตอนเรายังเป็นเด็กด้วยซ้ำ

“ผมต้องพูดว่าผมประหลาดใจที่ได้เห็นเมืองไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่ถึงแม้ว่าจะเป็นเมืองใหญ่และมีประชากรอาศัยอยู่มากมาย กลับมีความสะอาดอย่างไม่น่าเชื่อ แม้ว่าอากาศในกรุงเทพฯ จะไม่ดีนักเพราะบนท้องถนนมีรถยนต์จำนวนมากเกินไป ทว่าบนถนนหนทางในหลายๆ ประเทศทั่วโลก คุณจะพบว่ามีขยะจำนวนมาก เพราะแต่ละประเทศก็มีการให้การศึกษากับผู้คนแตกต่างกัน ผมคิดว่าเราต้องปลูกฝังความรู้ จิตสำนึกกับประชาชนตั้งแต่วัยเด็ก ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เวลาสร้างบ้านสักหลังหนึ่ง คุณก็ได้ทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว แต่นั่นก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะคุณก็ต้องการบ้านเป็นที่อยู่อาศัยใช่ไหมครับ

“ปีที่แล้วผมได้ไปภูเก็ตอีกครั้ง ซึ่งผมเคยไปมาแล้วเมื่อ 25 ปีก่อน ผมคงต้องพูดว่า (ความงามของ) ภูเก็ตได้ถูกทำลายลงแล้ว ในความทรงจำของผม เมื่อ 25 ปีที่แล้ว ภูเก็ตยังเป็นสถานที่ที่สวยงาม แต่ปัจจุบันนี้ ภูเก็ตเปลี่ยนแปลงไปมาก และที่มนุษยชาติย่อมประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเรื่อยไป ก็เพราะเรามักไม่ยอมรับและเอาใจใส่ปัญหาดังกล่าวทั้งที่มันเป็นความรับผิดชอบของเราทุกคน แม้แต่คุณหรือผม”

“เราใช้วิธีการหลายวิธีครับ ซึ่งผมคิดว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่นานาชาติต้องร่วมกันแก้ไข คุณไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดยลำพัง สมมติว่าเศรษฐีสักคนในประเทศไทยอยากสร้างบ้านไม้สักสักหลัง ซึ่งในไทยเอง ไม้สักตามธรรมชาติก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว ดังนั้นเขาก็อาจจะไปสั่งไม้สักที่ลักลอบตัดอย่างผิดกฎหมายจากพม่า ลาว หรือ กัมพูชา ถ้าไทย ลาว กัมพูชาและพม่าไม่ร่วมมือกันแก้ปัญหา เช่น การห้ามตัดไม้ทำลายป่า ปัญหาก็จะยืดเยื้อเรื้อรังเกินเยียวยา และคนที่มีความละโมบทั้งหลายในประเทศนี้ก็อาจจะสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้เหล่าประเทศเพื่อนบ้านด้วย”

“ปีที่ผ่านมายุโรปประสบสภาวะคลื่นความร้อนซึ่งรุนแรงและอันตรายมาก อุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียสทีเดียว นี่ก็แสดงให้เห็นว่าการกระทำทุกอย่างของมนุษย์เป็นการแทรกแซงธรรมชาติ และเมื่อคุณแทรกแซงธรรมชาติแล้ว ก็มีแนวโน้มที่คุณจะไปเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ทั้งหมด”

“มนุษย์เราต้องการมีชีวิตอยู่ ต้องการที่จะเดิน และผมไม่อาจพูดได้ว่าเราต้องไม่ตัดทำลายอะไรเลย เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ทว่าเราควรตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าทุกสิ่งที่เราทำนั้นย่อมมีผลลัพธ์ตามมาและมีผลกระทบต่อกันไปเป็นทอดๆ ดังนั้นก่อนที่เราจะทำอะไร ก่อนที่เราจะแทรกแซงธรรมชาติ เราควรคิดให้รอบคอบว่าสิ่งที่เราทำนั้นคุ้มค่าพอ และเราก็ควรคาดการณ์ว่าการกระทำของเราจะก่อให้เกิดผลกระทบใดๆ ต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคตหรือไม่ เพื่อที่จะได้ลดผลกระทบนั้นให้น้อยที่สุด อย่างเช่นก่อนจะตัดต้นไม้สักต้น เราก็ควรเตรียมปลูกต้นใหม่ไว้ด้วย ดังนั้นคุณควรคิดถึงล่วงหน้าถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการกระทำของคุณเสมอแล้วพยายามแก้ไขมันให้ได้ ผมคงไม่สามารถห้ามไม่ให้คุณทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้ แต่คุณควรพยายามทำความเข้าใจผลลัพธ์ของมันและทำให้มันถูกต้องได้”

และหากเราจะมองถึงสองสิ่งใหญ่ๆ ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งและส่งผลสืบเนื่องเป็นลูกโซ่ระหว่างปัญหาสงครามกับปัญหาสิ่งแวดล้อม การแก้ไขก่อน-หลังไม่ใช่สิ่งสำคัญแต่จะลดหรือระงับอย่างไรนี่คือประเด็น

“ผมเลือกอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้หรอกครับ ผมคิดว่าสงครามทำลายสิ่งแวดล้อมและปัญหาสิ่งแวดล้อมก็สามารถทำให้เกิดสงครามได้เช่นกัน ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวเนื่องเป็นเหตุเป็นผลกันครับ คุณสามารถจินตนาการได้ว่าในอนาคตอาจมีการทำสงครามกันด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น บางคนอาจพูดว่าอีกฝ่ายทำลายป่าไม้ของตน และยกเอามาเป็นเหตุในการทำสงครามกัน ดูไม่น่าจะเป็นไปได้แต่มันก็อาจเกิดขึ้นได้ ทุกอย่างล้วนมีความเกี่ยวพันซึ่งกันและกัน ดังนั้นผมจึงไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งนั้นสำคัญกว่าสิ่งนี้ หรือสิ่งไหนมาก่อนกันหรอกครับ”

โดยสิ่งที่ทำให้เราไม่แปลกใจเลยว่าทำไมชายผู้นี้ถึงได้คิดและตอบออกมาอย่างชาญฉลาดเช่นนี้ เพราะประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากตำรา หรือห้องเรียนเท่านั้น หากแต่การเก็บเกี่ยวและเปิดใจรับของเขาที่หล่อหลอมความเป็นบุคคลคุณภาพ

“ในส่วนตัวนั้นผมมีประสบการณ์ด้านการต่างประเทศมากกว่า 30 ปี ผมมีโอกาสได้ทำงานมาทั่วโลก ทั้งจีน ในอเมริกากลาง อย่างปานามา คอสตาริกา นิคารากัว ในยุโรป อย่างเช่น กรุงบอนน์ในเยอรมนี กรุงเอเธนส์ในกรีซ กรุงปารีสในฝรั่งเศส กรุงลอนดอนในอังกฤษ และล่าสุดก็ประเทศไทยนี่แหละครับ”

“ผมจบปริญญาเอกด้านกฎหมาย ผมเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยด้วย ผมถนัดเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญของสวิส (Swiss Constitutional Law) และกฎหมายพาณิชย์ระหว่างประเทศ (International Economic Law) ผมทำวิทยานิพนธ์เรื่องหลักการของแกตส์ (GATS Principles…ซึ่ง GATS เป็นความตกลงระหว่างประเทศภายใต้กรอบองค์การการค้าโลกฉบับหนึ่ง)

“นอกจากนี้ผมก็ศึกษาค่อนข้างมาก เช่น เกี่ยวกับเรื่องปัญหาของความตกลงเขตการค้าเสรี (FTAs) เรื่องสนธิสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองการลงทุน (Investment Protection Treaties) เรื่องสนธิสัญญาเพื่อป้องกันการเก็บภาษีซ้ำซ้อน (Double Taxation Treaties) เป็นต้นครับ”

“อันที่จริงตอนผมเด็กๆ ผมฝันอยากเป็นเกษตรกรนะ ผมเติบโตมาท่ามกลางฝูงแกะ ไก่ ผมเคยขี่ม้าด้วย ตอนเด็กๆ ผมปลูกผัก ปลูกดอกไม้เองแล้วเอาไปขายที่ตลาดเพื่อเอามาเป็นเงินค่าขนมด้วยซ้ำ ต่อมาผมเข้าเรียนด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยในเจนีวา ผมไม่อยากเป็นทนายก็เลยถามตัวเองว่าอยากทำอะไร พอดีผมรักการสอนหนังสือ ผมก็เลยทำงานเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยพร้อมๆ กับทำวิจัยไปด้วย ต่อมาผมอยากลองทำอะไรที่เป็นทางปฏิบัติมากขึ้น เกี่ยวกับการปกครองมากขึ้น ผมจึงตัดสินใจมาเป็นนักการทูตครับ”

“มาถึงตอนนี้ความฝันของผม…(ทำท่าคิด)…ความฝันสูงสุดของผมน่ะหรือ ผมฝันอะไรหลายต่อหลายอย่าง (หัวเราะ) ผมคงต้องบอกว่าความฝันสูงสุดของผมคือการที่เด็กๆ ซึ่งกำลังลืมตามาดูโลก ณ เวลานี้จะมีโอกาสที่ดีกว่าคนรุ่นปัจจุบัน เพื่อที่จะได้ดูแลรักษามรดกที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษให้ดีกว่าที่คนรุ่นปัจจุบันอย่างเราได้ทำไว้ ผมคิดว่าสิ่งที่เราทิ้งไว้ให้ลูกๆ ของเรายังดีไม่มากพอ ผมหวังว่าลูกและหลานของผมจะสามารถสละเวลาเพื่อถ่ายทอดหรือมอบสิ่งที่ดีกว่าแก่ลูกหลานของพวกเขามากกว่าที่ผมสามารถทำได้ในปัจจุบันนี้ เพราะนั่นเป็นหนทางเดียวที่มนุษยชาติจะสามารถเติบโตอย่างมีคุณภาพและดีกว่าที่เป็นอยู่ นี่คือความฝันสูงสุดของผมครับ”

วีรบุรุษหรือต้นแบบในการทำงานและการดำเนินชีวิตของชายผู้นี้ไม่ใช่ซุปเปอร์ฮีโร่ ซุปเปอร์สตาร์หรือหรือผู้ทรงอิทธิพลอำนาจล้นฟ้า ซึ่งระบายสีสันความวุ่นวายจนเลอะเทอะเปรอะเปื้อนเกลื่อนโลก หากแต่เป็นคนธรรมดาสามัญผู้แต่งแต้มสีสันให้กับโลกใบนี้ไม่จืดชืดตามครรลองของตน

“ไอดอลสำหรับผมคงไม่ใช่เป็นวีรบุรุษ( hero) หรอกครับ แต่น่าจะเรียกว่าเป็นต้นแบบเสียมากกว่า ซึ่งสำหรับผมก็คือชายและหญิงทุกคนที่ได้พยายามสร้างสันติภาพ (แม้จะไม่ใช่สันติภาพที่สมบูรณ์ก็ตาม) การพัฒนาและนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับโลกในหลายศตวรรษผ่านมา ซึ่งก็มีหลายคนทีเดียว ผมไม่สามารถบรรยายชื่อทุกคนได้หมด และผมก็มีความหวังว่า แม้จะความเป็นไปได้เพียงน้อยนิด ตัวผมเองก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกของวันพรุ่งนี้”

ก่อนอำลาจากความร่มรื่นของแมกไม้โดยรอบสถานทูตซึ่งหาได้ยากยิ่งสำหรับเมืองกรุง และขนมบ้าบิ่นเคียงคู่คุ๊กกี้ฝีมือภริยาท่านทูตเราฝากคำถามทิ้งท้ายประหนึ่งตัดสินผู้เข้าประกวดนางงามจักรวาลว่าเราจะสามารถสร้างสันติสุขให้โลกนี้ได้อย่างไร ซึ่งคำตอบนั้นง่ายแต่หลายคนยังมองข้ามไปและเราเองต่างหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคำพูดอันสวยหรูนี้จะไม่ได้ถูกจารึกไว้เพียงหน้านิตยสารเท่านั้น แต่มันจะกลายเป็นอีกหนึ่งหนทางไปสู่สันติภาพที่เลือนรางในเร็ววัน

“ผมคิดว่า เราต้องการสองสิ่งด้วยกัน อย่างแรก คือ พวกเราต้องหันหน้าเข้าหากันแล้วพูดคุยกัน และขณะเดียวกัน อย่างที่สองคือ เราต้องยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกันให้ได้ อย่างคุณกับผมก็รูปร่างหน้าตาแตกต่างกัน ถ้าผมไม่สามารถยอมรับความจริงข้อนั้นได้ ถ้าผมไม่สามารถยอมรับว่าสิ่งที่คุณคิดหรือสิ่งที่คุณสนใจต่างจากผม ถึงเราจะพูดคุยกัน เราก็คงไม่สามารถเข้าใจซึ่งกันและกันได้ ผมต้องพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่คุณพูด สิ่งที่คุณต้องการหรือเหตุผลที่คุณทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ และเช่นกัน คุณก็ต้องเข้าใจเหตุผลว่าทำไมผมถึงปฏิบัติตนอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าคุณเริ่มเข้าใจซึ่งกันและกันแล้ว เราก็จะสามารถเริ่มพูดคุยกันและก็อาจจะสามารถลดช่องว่าง แม้เพียงเล็กน้อยระหว่างกันได้ สำหรับผมแล้ว เหล่านี้คือหนทางเดียวที่จะทำให้ความฝันเกี่ยวกับสันติสุขในโลกเป็นจริง ให้โลกและมนุษยชาติไม่มีความรุนแรงครับ”

Related contents:

You may also like...