คมสันต์ เชษฐโชติศักดิ์

ตะวันดวงใหม่แห่งค่ายฯ อาร์เอส

ท่ามกลางการจับตามองถึงก้าวกระโดดครั้งสำคัญบนหน้าปัดคลื่นวิทยุในเครืออาร์เอส กลางปีที่ผ่านมาหลังจากฉลองความสำเร็จในปีที่ 25 เมื่อ คมสันต์ เชษฐโชติศักดิ์ ลูกชายคนโตของ ‘เฮียจั้วะ’ เกรียงไกร ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ถูกวางตัวให้นั่งแท่นผู้บริหารใหญ่ในส่วนคลื่นวิทยุอันเป็นฟันเฟืองสำคัญในธุรกิจค่ายเพลงและสื่อบันเทิง

“ความกดดันมาจากรอบข้างด้วยนะครับ ทั้งหมด ข้างบนก็เป็นเฮียที่กดดันเรา กับผู้บริหารระดับสูงทั้งหมดเขาก็มองเรา และส่วนระดับล่างก็เป็นเหมือนกันเพราะเราพุ่งขึ้นมาเลยไม่ได้มาจากเริ่มต้น เราต้องใช้ความสามารถและเรียนรู้งานให้เร็วที่สุด หากคิดว่ากระโดดขึ้นมาเร็วก็คิดว่าเร็ว แต่เป็นสิ่งที่ต้องพยายามเร่งสปีดตัวเอง เฮียบอกตลอดว่าการอยู่ในธุรกิจนี้เป็นธุรกิจต้องรวดเร็ว ธุรกิจไม่รอเรา คู่แข่งไม่รอเรา เราต้องวิ่งให้ทันให้ได้ ถ้าเราวิ่งไม่ทันก็คือตาย”

ภายหลังจากสั่งสมประสบการณ์เบื้องหลังเป็นมือดีของ ‘เฮียฮ้อ’ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ เกือบ 3 ปี ในสายงานต่างๆ ทั้งสายงานธุรกิจและการตลาดกับต่างประเทศ, ฝ่ายวางแผนทำเพลง, ดูแลธุรกิจเพลงและโทรทัศน์ เมื่อบวกกับดีกรี ปริญญาโทบริหารธุรกิจ (เอ็มบีเอ) จาก อิลินอยส์ สกูล ออฟ เทคโนโลยี มลรัฐอิลินอยส์ สหรัฐอเมริกา จึงทำให้ผู้เป็นอามอบความไว้วางใจมอบหน้าที่ควบคุมดูแลเต็มที่ในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท สกาย-ไฮ เน็ตเวิร์ค จำกัด ให้กับคมสันต์ หรือ กวง หลานชายคนโต จากการตกเป็นเป้าสายตานี่เองที่ส่งผลให้เขาเร่งพิสูจน์ฝีมือการทำงานให้เป็นที่ประจักษ์พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้เป็นไปตามเป้าหมายอันท้าทาย

“ผมกับเฮีย (คุณอา) ห่างกันประมาณสิบกว่าปี ใกล้ชิดในการทำงานและอายุ ช่วงที่ผ่านมาได้เรียนรู้จากเฮียเยอะมากเพราะว่าเขามีมุมมองต่างๆ มีวิสัยทัศน์ สิ่งที่เขาสั่งสมมาเขาถ่ายทอดให้เรา ดีนะครับที่ได้ทำงานกับ เรามองตัวเองว่าเราไม่ได้เป็นหลานเขา แต่เราเป็นพนักงานคนหนึ่งก็ต้องทำเต็มที่เพื่อพิสูจน์ให้คนอื่นได้เห็นว่าไม่ใช่เป็นเพราะนามสกุลเดียวกัน เราพยายามพิสูจน์ให้ได้”

“คำว่าประสบความสำเร็จเป็นสถานการณ์ในอดีต สมัยใหม่ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้วเพราะฉะนั้นมันอาจจะไม่ได้ใช้มากเท่าไหร่ แต่ที่เห็นได้มากที่สุดก็คือคุณพ่อเวลาทำงาน เริ่มจากความลำบากมาก่อน เราไม่ได้มีเงินมาก่อน เราเห็นเขาทำงานซื่อสัตย์ อดทน พูดคำไหนคำนั้น ตรงไปตรงมา ผมว่าเป็นคุณค่าที่เห็นและนำมาใช้กับการทำงานไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน คุณค่านี้มันใช้ได้หมด ใช้ได้ตลอดเวลา”

“คุณพ่อทำตั้งแต่ผมเกิดเลย เห็นมาตั้งแต่เล็ก ช่วงอ๊อดคีรีบูนเริ่มโอเคก็จะมีการซื้อเครื่องจักรเข้ามาผมก็เป็นส่วนหนึ่งที่เข้าไปช่วยงาน เคยเห็นเทปและข้างในเป็นสายดำๆ ไปไหมครับ อันนั้นเป็นเครื่องจักรที่ผมเข้าไปช่วยทำ หมุนสายเทปเข้าไปในตลับเทปและขันน็อต ห่อเทป เอาใส่ในกล่องและเตรียมไปที่ยี่ปั้วะ ซาปั้วะ ผมชอบ

“สมัยผมเด็กเป็นช่วงที่ยังลำบากอยู่ผมได้เข้าไปช่วยงานเขา บ้านเป็นบ้านหลังเดียวแต่ก็ทำเป็นทั้งออฟฟิศและที่พักอาศัย และคนงานที่ทำนั้นก็ทำทั้งเช้าและเย็นผมจึงสนิทกับคนงานที่ห่อเทป ก็ไปช่วยเขาห่อ ชอบนั่งคุยกับเขาเห็นทำเราก็ช่วยเขารู้สึกว่าสนุกดีนะเหมือนกับเราไม่มีอะไรทำก็ไปช่วยงาน”

หนุ่มกวงย้อนอดีตซึ่งคลุกวงในจากสิ่งที่เห็นเจนตา ไม่ต่างไปจากปัจจุบันเมื่อบริหารธุรกิจคลื่นวิทยุจึงต้องอินกับการทำงานจนปล่อยปละการดูแลตนเองและแอบตัดพ้อเล็กน้อยถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป

“ดูรูปร่างผมก็จะรู้ (หัวเราะ) เมื่อก่อนมีเวลามากกว่านี้ เพราะตอนที่ช่วยเฮียนั้นเป็นงานที่ทำเสร็จแล้วจบในวันก็มีต่อเนื่องแต่ไม่ได้เยอะมาก แต่งานส่วนนี้มันเดินตลอด ฉะนั้นช่วงที่ผ่านมาผมจะกลับบ้านเร็ว 1 ทุ่มกว่าๆ ก็กลับถึงบ้านแต่เดี๋ยวนี้เพิ่มขึ้น ผมเข้ามาสกาย-ไฮ 15 สิงหาคม ปีที่แล้ว ชีวิตเปลี่ยนเยอะนะครับ ตอนที่อยู่ช่วยเฮียผมไม่เคยต้องให้สัมภาษณ์ ไม่เคยต้องไปอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลท์ ผมเป็นคนไม่ค่อยถนัดนะ แต่มองว่าเราทำตรงนี้เป็นธุรกิจเอนเตอร์เทนผมต้องฝึกตัวเองให้ได้ เบื้องหน้าเราก็ต้องออก ข้างหลังเราก็ต้องมาจัดการเพื่อให้สิ่งที่เราพูดออกไปข้างหน้านั้นข้างหลังต้องทำตามไม่เช่นนั้นมันจะไม่เหมือนกับที่เราพูดออกไปมันไม่ดี”

“การมองตัวเองเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จแล้วมันเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ ผมมองว่าถ้าคุณสำเร็จแล้วไม่พัฒนาก็คือกบอยู่ในกะลา ถ้าจะมองว่าตัวเล็กอยู่ตลอดเวลาเป็นสิ่งที่ดี เพราะเหมือนกับว่าคูณต้องพัฒนา ต้องสู้ตลอดเวลาเพื่อให้บริษัทใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นคือวิธีการที่ผมได้มาจากเฮีย นี่คือสู้กับตัวเอง ต่อมาคือสู้กับคู่แข่งเราก็ต้องรู้ว่าคู่แข่งเขามีความแข็งแรงอย่างไร มีจุดด้อยอย่างไร เรามีจุดอ่อนจุดแข็งแอย่างไรใช้สิ่งนี้สร้างกลยุทธ์ขึ้นมาที่สามารถจะไปสู้กับคู่แข่งได้เราก็ต้องมอง”

“ผมมองตัวเองว่าไม่มีสมบูรณ์จะต้องพัฒนาไปตลอด วิทยุเป็นธุรกิจที่ใช้เสียงอย่างเดียว ถ้าเสียงไม่ได้ทำอะไรกับมันมันจะตาย ต้องหาอะไรทำเยอะ ทีวียังง่ายกว่าเพราะมีภาพด้วยและทั่วประเทศ แต่วิทยุมันก็แค่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ด้วยกลุ่มแกนเป้าหมายไม่ได้ใหญ่เท่าทีวี ลูกค้าเขาจะดูว่าเหมาะไหมกับผลการลงทุนในกลุ่มเล็กเท่านี้ เราต้องพยายามหาความคิดสร้างสรรค์เจ๋งๆ ให้ลูกค้ามั่นใจว่าถ้าหากลงทุนที่เราเขาจะได้”

ชื่อ กวง ในภาษาจีนนั้นมีความหมายเป็นภาษาไทยคือ แสงสว่าง และเมื่อเป็นแสงสว่างในยุคใหม่ของธุรกิจสื่อบันเทิงซึ่งมีค่ายเพลงอยู่ในกำมือ ไฉนไม่ลองผลิตงานเพลงในฐานะศิลปินดูบ้างแบบขำขำ ยิ่งผนวกกับความรู้ด้านการบริหารจัดการในเชิงธุรกิจเป็นทุนเดิมจึงไม่น่าจะเป็นเรื่องยากเกินไขว่คว้า

“การเป็นศิลปินผมไม่เคยคิดเลยนะครับ ผมไม่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้ เคยมีคนถามผมหลายคนเยอะเหมือนกันว่าทำไมไม่ไปร้องเพลงไม่ไปออกอัลบั้มสักอัลบั้นหนึ่ง ไหนๆ ก็มีโอกาส ผมก็บอกว่าตัวผมเองทำไม่ได้ ไปคาราโอเกะก็ไม่ร้อง เพราะว่าร้องไปเดี๋ยวคนไม่ฟังก็ไม่ได้คิดตรงนั้น และในสิ่งทีเราเรียนด้วยผมว่าเรามาตรงนั้นมากกว่า ผมเป็นพวกสมองซีกซ้าย ถ้าเป็นกลุ่มสมองซีกขวาก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง”

“ผมมองว่าทำวันนั้นให้ดีที่สุดมันอาจจะเป็นคำพูดที่หลายคนเขาพูดกัน แต่ผมเองก็มองอย่างนั้น แผนการข้างหน้าผมคงไม่ได้ไปมองมันมากเพราะเราอยู่ในธรกิจครอบครัวซึ่งตอนนี้มันเป็นมหาชนไปแล้ว และผมก็พยายามสร้างให้กับบริษัทมากที่สุดเท่าที่จะมากได้”

Related contents:

You may also like...