ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์

หากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ว่าจากอะไร จะส่งผลกระทบต่อภาคหน่วยต่างๆ ทางสังคมไปเป็นทิวแถว ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกลุ่มบุคคลที่คอยจดจ้องความเปลี่ยนแปลงอย่างพินิจพิเคราะห์ เกาะติดกระแสเพื่อวิจารณ์และเสนอแนะวิธีรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนั้นๆ แก่สังคม ซึ่งหนึ่งในก็คือ ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์ ภายใต้หมวกนักวิชาการการตลาด ที่วันนี้จะแปรผลการจับตามองภาวะผันผวนทางการเมืองและผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากนโยบายของคณะผู้นำประเทศ มาแสดงเป็นถ้อยบรรยายให้เราได้รับรู้ร่วมกัน

“ในแง่ของการตลาดแล้ว เมื่อใดก็ตามที่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมันกระทบต่อความมั่นใจของผู้บริโภค ความมั่นใจของผู้ลงทุน ความมั่นใจของนักธุรกิจ เมื่อนั้นมันจะทำให้เศรษฐกิจซบเซา ซึ่งเศรษฐกิจทุกวันนี้ที่มันซบเซามันจะไม่เกิดขึ้นถ้าการเปลี่ยนแปลงของสังคมเป็นการเปลี่ยนแปลงชนิดที่ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่ที่เป็นอยู่ไม่ว่าจะเป็นสภาวะการเปลี่ยนแปลงจากภาครัฐ ภาคการลงทุน มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง (เน้นเสียง) แต่เป็นความไม่แน่ไม่นอน ซึ่งความไม่แน่ไม่นอนนี่แหละจะเป็นภัยทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในสภาพแวดล้อมของธุรกิจถูกกระทบ เมื่อเปลี่ยนไปเปลี่ยนมานักลงทุนก็ไม่กล้าลงทุน เงินไม่อัดฉีดเข้ามา เมื่อเงินไม่อัดฉีดเข้ามาทางฝ่ายผลิตก็ไม่สามารถผลิตได้ เมื่อไม่สามารถผลิตได้เขาก็อาจจะต้องลดคนงาน เมื่อลดคนงานคนงานพวกนี้ก็ไม่มีเงิน เขาก็ไม่บริโภค เป็นลูกโซ่ เมื่อไม่บริโภคเขาก็ไม่ซื้อของ ไม่กินข้าว ไม่ดูหนัง สภาวะเศรษฐกิจก็เลยซบเซาลง”

“ดิฉันไม่ได้มองในฐานะนักวิชาการทุกคน แต่มองในมุมมองของดิฉันเองที่ได้อ่านหนังสือมาก ได้ปฏิสัมพันธ์กับคนข้างนอกค่อนข้างมาก เห็นว่าจุดอ่อนตอนนี้คือคนในสังคมไทยใจอ่อนปวกเปียก ใจอ่อนมาก…(เน้นเสียง) เรายังจับอะไรไม่ถูก ประเทศไทยเป็นประเทศที่จะต้องมีผู้นำที่ชัดเจน ตอนนี้ที่เราสามารถยึดเหนี่ยวได้คือสถาบันพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ลงมาจากนั้นไม่แน่ใจนะ ไม่แน่นอน และใจไม่เป็นสุข ในเมื่อใจไม่เป็นสุขจะให้บริโภคอย่างไร เงินมีเท่าไหร่ๆ ต้องเก็บ ใครจะไปรู้ว่าอนาคตข้างหน้าเราจะเป็นอย่างไร ตอนนี้ห้างขึ้นป้ายกัน Shopping Center ลด 70% แต่ไปนับคนเดินสิ แทบนับได้ นั่นเพราะว่าเขาไม่มีความมั่นใจ รวมไปถึงชาวต่างชาติเขาก็มองว่าตอนนี้ประเทศเราไม่มีความแน่นอน ดิฉันถามชาวต่างชาติตรงๆ ว่าคิดอย่างไร เขาบอกว่า สงสารพวกเธอเหลือเกิน ที่ต้องรับเหตุการณ์นี้ไว้ในอก…”

“กับปัญหาที่เกิดขึ้นมันไม่สามารถแก้ได้ภายในวันหรือสองวัน มันเป็นสิ่งที่ทับถมมาและกำลังจะกระจายออกไปสู่ภาพกว้าง สิ่งที่เราสามารถทำได้ก็คือทำหน้าที่การงานของเราให้ดีที่สุด มีหลายคนรับข่าวสารแล้วเครียดมาก ไม่เป็นอันกินอันนอน ซึ่งนั่นก็จะกลายเป็นลูกโซ่ในการทำงานของเขาต่อไปอีก”

Related contents:

You may also like...