ไกรสีห์ กรรณสูต

ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

แม้ว่าเราทุกคนจะถูกสอนมาตลอดว่า ปัจจัยทั้งสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของมนุษย์ ประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า พลังงานหลักที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของกระบวนการผลิตสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นต่อชีวิตมนุษย์คือพลังงานไฟฟ้า ด้วยเหตุนี้ภารกิจในการผลิตพลังงานไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการรอบด้านของประชาชนจึงเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่และมีความสำคัญ เปรียบได้กับเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงกระบวนการผลิตในทุกภาคส่วน ในทุกเสี้ยววินาทีที่ผ่านไป ปริมาณความต้องการใช้พลังงานขยายตัวเพิ่มขึ้นทวีคูณ สวนทางกับปริมาณทรัพยากรในการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่กำลังร่อยหรอลงจนถึงจุดวิกฤต ภารกิจและปัญหาที่ต้องแก้ไขของผู้บริหารองค์กรซึ่งมีหน้าที่ผลิตไฟฟ้าให้คนทั้งประเทศจึงมิเคยสิ้นสุด

ณ ตำแหน่งบริหารสูงสุดของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่จัดว่าเป็นหนึ่งในองค์กรของรัฐที่มีมูลค่าสินทรัพย์มากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ มีขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบอันกว้างใหญ่ไพศาล ไกรสีห์ กรรณสูต ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จึงต้องใช้ความรู้ความสามารถ แรงกาย แรงใจทุกหยาดหยด ในการขับเคลื่อนองค์กรให้เดินหน้าไปได้อย่างสง่าผ่าเผย บนหนทางที่ปูลาดไปด้วยอุปสรรคและแรงกดดันทั้งภายนอกและภายใน หากผู้ที่ไม่เคยมีโอกาสสัมผัสกับตัวตนของนักบริหารผู้นี้จะมีจินตนาการถึงภาพของผู้บริหารที่เคร่งเครียด ดุดัน และเฉียบขาด ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ทว่า ตัวจริงเสียงจริงของผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ไฮคลาสได้สัมผัสในครั้งนี้ กลับยิ่งทำให้ต้องทึ่งและแปลกยิ่งกว่า ด้วยบุคลิกที่อ่อนโยน สุภาพ มีความเป็นกันเอง และแววตาที่แสดงถึงความสงบเยือกเย็นจากภายใน ท่ามกลางความรุ่มร้อนของอุณหภูมิแผดเผาที่และสถานการณ์ต่างๆ ที่ไม่หยุดนิ่ง

จากหนุ่มวิศวะ จุฬาฯ พ่วงด้วยดีกรีปริญญาโทด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา จบใหม่หมาดๆ ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรผลิตไฟฟ้าในช่วงตั้งไข่ และไต่เต้าขึ้นมาพร้อมกับความเติบโตขององค์กร เหตุผลในวันแรกที่มาสมัครงานนั้น ไกรสีห์ กรรณสูต ยังไม่เคยลืม

“ผมมาเข้าทำงานที่นี่โดยบังเอิญครับ เรื่องของเรื่องก็คือมีเพื่อนคนหนึ่งเขาบอกว่าจะมาสมัครงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ตอนนั้นมันไกลมาก ที่นี่เป็นสวนทุเรียน (หัวเราะ) เขาขอให้ช่วยนั่งรถมาเป็นเพื่อนหน่อย ผมก็มาเป็นเพื่อนกับเขา การสมัครงานเมื่อก่อนนี้เราไม่ได้สมัครไปที่ฝ่ายบุคคลเหมือนในปัจจุบันครับ เขารู้จักใครก็ไปหาคนนั้น ซึ่งคุณพ่อเขาเป็นเพื่อนกับผู้อำนวยการฝ่ายคนหนึ่ง เขาก็พาผมไปคุยด้วย

หลังจากที่ผู้อำนวยการฝ่ายคนนั้นเขาตัดสินใจรับเพื่อนผมซึ่งมีคุณสมบัติพร้อม และเขาก็หันมาถามผมว่าเรียนจบที่ไหน ได้งานทำหรือยัง ผมก็ตอบไปว่าสมัครแล้วครับเป็นอาจารย์ รอเรียกตัวไปทำงาน แต่พอผมตอบว่าเรียนจบอะไรมา เขาบอกว่าเป็นสาขาที่ตรงกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต สนใจทำงานที่นี่ไหม ผมก็ถามต่อไปว่าทำงานที่นี่จะได้เงินเดือนเท่าไหร่ เขาบอกว่าเงินเดือนมากกว่าเป็นอาจารย์แน่ (ยิ้ม) เผอิญผมทำวิทยานิพนธ์เรื่องหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับเรื่องระบบไฟฟ้าและความมั่นคง ผู้อำนวยการกองคนนั้นเขายืนยันว่าเป็นงานในสาขาที่ตรงกับที่ผมเรียนมาจริงๆ และเขาก็เอารายงานให้ผมอ่าน ผมเห็นว่าเป็นโอกาสที่ผมได้ใช้ความรู้เต็มที่ ผมเลยเปลี่ยนใจมาสมัครที่นี่

บรรจุครั้งแรกในตำแหน่งงานวิศวกรรมอันดับ ๑ เป็นบันไดขั้นแรกเพราะเพิ่มเรียนจบทางด้านวิศวะไฟฟ้า ผมเรียนจบปริญญาตรีที่จุฬาฯ ไปต่อปริญญาโทที่อเมริกา มาที่นี่สตาร์ทที่วิศวกรรอันดับ ๑ และค่อยๆ เติบโตขึ้นมาตามลำดับ

ผมทำงานที่นี่ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๑๔ ปีนี้ก็นับว่าทำงานมาได้ ๓๖ ปีแล้ว กฟผ.มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามลำดับนะครับ จากตอนแรกๆ ในยุคนั้นเรายังเป็นองค์กรขนาดเล็ก ไฟฟ้าเพิ่งเริ่มต้น

จุดแรกเริ่มของ กฟผ. มาจากการรวมกันของ 3 องค์กรการไฟฟ้า คือ การไฟฟ้ายันฮี การไฟฟ้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และการไฟฟ้าลิกไนต์ภาคใต้ ขณะนั้นความต้องการใช้ไฟฟ้ายังน้อยเป็นองค์กรขนาดเล็กแต่ตอนนั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูง กฟผ.ก็ต้องพัฒนาในลักษณะที่รวดเร็ว มีการเติบโตจากองค์กรขนาดเล็กมาเป็นองค์กรที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เราต้องรีบสร้างโรงไฟฟ้าให้ทันต่อความต้องการ เพราะไม่เช่นนั้นไฟฟ้าก็อาจจะไม่พอ มีการพัฒนา โครงสร้างต่างๆ มากมาย ในยุคนั้นยังไม่มีบริษัทใดที่จะทำเรื่องไฟฟ้าได้เพราะขณะนั้นภาคเอกชนยังอ่อนแออยู่ ในขณะที่เรามีพนักงานที่มีความสามารถทุกด้านเลย ตั้งแต่เรื่องการวางแผน ออกแบบก่อสร้างไฟฟ้าสร้างเองหมด จึงกลายเป็นหน่วยงานที่ใหญ่มาก

พอเข้าสู่ยุคกลาง เมื่อภาคเอกชนเริ่มเข้มแข็งขึ้นเราก็เริ่มทำ Contract Out มากขึ้น ในส่วนงานบางอย่างที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของเรา ซึ่งในตอนนั้นการเติบโตของเราเริ่มชะลอตัวลง เราก็จะเน้นในเรื่องการทำเชิงธุรกิจ มีการหารายได้เสริมจากการขายไฟฟ้า เรามีการจัดอบรม Mini MBA เราส่งพนักงานไปอบรมให้พนักงานมีความคิดเชิงธุรกิจมากขึ้น

ตัวผมเองก็ได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในด้านการบริหารธุรกิจ เรียน Mini MBA รุ่นที่๑ เลย เราร่วมกับคณะบัญชีฯ จุฬาฯ จัดหลักสูตรตั้งแต่ระดับผู้ว่าการ รองผู้ว่าการ จนถึงระดับหัวหน้าแผนกเลย ตอนนั้นผมเป็นหัวหน้ากอง”

การทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับงานอย่างเต็มที่นับจากจุดเริ่มต้น บวกกับการพัฒนาความรู้ความสามารถในด้านการบริหาร เส้นทางการเติบโตในองค์กรของ ไกรสีห์ กรรณสูต จากงานวิศวกรรม๑ มายังตำแหน่งสูงสุดขององค์กรจึงชัดเจนเป็นลำดับ ซึ่งแน่นอนว่า การได้รับความไว้วางใจในหน้าที่สำคัญนี้ ส่วนหนึ่งย่อมมาจากศักยภาพในการบริหารเป็นสำคัญ

“การบริหารงานของเรา ประกอบด้วยการวางแผนงานที่ดีและการบริหารงานอย่างเป็นระบบ ทุกๆ ปีเราจะมีการวางแผนกลยุทธ์ในการพัฒนาไฟฟ้า เช่น โรงฟ้ามันใช้เวลาสร้างนานบางแห่งใช้ ๕-๗ ปี บางแห่งใช้ ๓ ปี เราต้องวางแผนระยะยาวคือ ๑๐-๑๕ ปีข้างหน้าว่าในอนาคตเราจะมีโรงไฟฟ้าที่ไหนใช้เชื้อเพลิงอะไร รวมทั้งสายส่งว่าเราควรสร้างไฟในทิศทางไหน และทุกปีเราก็จะมีการปรับแผนตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงด้วย เช่น ถ้าเศรษฐกิจบูมเราก็จะต้องปรับแผนให้มีการสร้างโรงไฟฟ้ามากขึ้น ช่วงไหนเกิดเศรษฐกิจชะลอตัวเราก็ปรับแผนให้ลดการสร้างโรงไฟฟ้าน้อยลง

ในการบริหาร ผมให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องคนเป็นอย่างมาก เพราะคนเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวขององค์กร เราให้ความสำคัญกับคนตั้งแต่วันแรกที่รับเข้ามา การคัดเลือกคนของเรานอกจากจะต้องการคนเก่งแล้ว ที่สำคัญเราต้องการคนดีด้วย

ในฐานะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นองค์กรมืออาชีพ เป็นองค์กรที่ห่วงใยสังคม มีการพิจารณาว่าบุคลากรของเราในแต่ละสายงานจะต้องมีความสามารถทางด้านใดบ้าง เราจะมีการประเมินศักยภาพของบุคคลตามสายงานนั้นๆ เมื่อเขาขาดสิ่งใดเราก็ฝึกอบรมเพื่อเสริมศักยภาพของเขา”

นอกจากบริหารความสำเร็จจากภายในองค์กรแล้ว การทำงานประสานกับองค์กรภายนอกที่เกี่ยวข้องรวมถึงภาครัฐและภาคการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์ในหลายสิ่ง

“องค์กรของเรามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เมื่อมีปัญหาใดเกิดขึ้น เราก็เข้าใจและพยายามปรับตัวเอง ในช่วงที่ผ่านมา กฟผ.ปรับตัวได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็ตามที่เข้ามาเพราะเราก็รู้ว่าภารกิจหลักที่สำคัญของเราคือเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ

ยกตัวอย่างเช่น ในบางช่วงเวลาที่คนไม่ค่อยมีงานทำ รัฐบาลก็ให้กฟผ.ช่วยรับคนเพื่อเป็นการสร้างงาน หรือให้เราช่วยเป็นหลักสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ เราก็พัฒนาจนไฟฟ้าพอเพียงกับการใช้งาน มาถึงยุคที่รัฐต้องการให้เราปรับเปลี่ยนองค์กรให้เป็นเชิงธุรกิจ ต้องปรับเปลี่ยนเป็นบริษัทเพื่อจะแปรรูปกฟผ.

ตอนที่ผมเข้ามารับตำแหน่ง มีการต่อต้านเรื่องการแปรรูป แต่เมื่อรัฐมีนโยบายอย่างนั้น ในฐานะที่เราเป็นหน่วยงานของรัฐ เราก็ต้องดำเนินการตามนโยบายถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคมาก

กระแสการต่อต้านการแปรรูปค่อนข้างรุนแรง สิ่งแรกที่ผมทำก็คือเราต้องหาทีมงาน ต้องยอมรับว่าผมไม่ค่อยเชี่ยวชาญเรื่องม็อบนะ (หัวเราะ) เพราะทำงานในสายวิชาการมาโดยตลอด ในเมื่อมีการประท้วง เราต้องหาคนที่พอจะรู้เรื่องเหล่านี้มาสร้างทีมงาน

อันแรกที่ผมทำคือสร้างทีมผู้บริหารให้ไปในทิศทางเดียวกัน และสร้างทีมงานเข้ามาช่วย หาข้อเท็จจริงว่าที่พนักงานเขาต่อต้านมันมีปัญหาใดบ้าง เมื่อวิเคราะห์หาสาเหตุได้แล้วก็ต้องมาระดมความคิดกัน ช่วยกันคิดว่าเราจะมีวิธีการอย่างไรที่จะชี้แจงพนักงานเพื่อปรับเปลี่ยนองค์กรให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลได้

สิ่งสำคัญประการหนึ่งคือการสื่อสารภายในองค์กร ผมพยายามปรับให้เร็วและให้ไปถึงทุกคนภายในองค์กร การที่มีการต่อต้านก็คือความเข้าใจที่อาจจะไม่ถูกต้อง เราจึงต้องพยายามทำการสื่อสารองค์กรเพื่อให้พนักงานทุกคนมีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะถ้าไม่เข้าใจ ก็จะคิดไปเอง และอาจจะคิดในทางลบ

สำหรับการสร้างโรงไฟฟ้าก็มีการต่อต้านมาก มีทั้งเอ็นจีโอ ใครต่อใครมาต่อต้าน ก็ต้องมีการทำงานด้านมวลชนสัมพันธ์ให้มากขึ้น จากเมื่อก่อนที่เราอาจจะให้ความสำคัญเรื่องนี้น้อย เพราะเห็นว่าเราเป็นองค์กรของรัฐเน้นทางด้านช่าง ทางด้านเทคโนโลยี เพราะคนส่วนใหญ่ของกฟผ. เป็นคนด้านช่าง ก็มองแค่ว่าเราตั้งใจจะสร้างเพื่อจะพัฒนาประเทศ ผลประโยชน์ประเทศชาติจะได้รับ แต่เราลืมไปว่าเราไปทำงานที่นั่นแล้วชุมชนจะได้อะไร

ดังนั้น ในการดำเนินงานตอนหลัง เราให้ความสำคัญในการทำมวลชนสัมพันธ์สูงขึ้น ต้องไปทำความเข้าใจกับผู้นำชุมชนไม่ว่าจะเป็นอบต. อบจ. ผู้นำศาสนา รวมทั้งผู้ที่คนในชุมชนให้ความเคารพนับถือ ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด รวมทั้งมหาวิทยาลัยที่อยู่บริเวณนั้น พยายามเข้าถึงทุกคนที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจงให้เขามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น

เราอธิบายให้เขาเข้าใจว่า เราจะไปทำอะไร เราต้องไม่ปิดบัง ข้อสำคัญก็คือความโปร่งใส ให้ข้อมูลที่เป็นความจริงทั้งหมด ผลกระทบจะมีอะไรบ้าง จะแก้หรือบรรเทาผลกระทบอย่างไร คนที่ได้รับผลกระทบเราจะช่วยเหลือเขาอย่างไร เช่น พัฒนาคุณภาพชีวิต แน่นอนเราพูดว่าให้เขามีสภาพดีกว่าเดิม การพัฒนาอาชีพให้เขามีรายได้มากขึ้น รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เขากังวลมาก เราต้องชี้แจงว่า เราดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง ล่าสุดเราสร้างโรงไฟฟ้าที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เราก็ทำเช่นนี้ ได้รับการตอบรับอย่างดี คนที่นั่นไม่มีการต่อต้านและสามารถสร้างได้ทัน”

ในโมงยามที่ปัญหาทรัพยากรด้านพลังงานกำลังใกล้ถึงขีดสุด และทางเลือกในการใช้พลังงานนิวเคลียร์กำลังเป็นข้อถกเถียงของคนทุกหมู่เหล่าในสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตจึงมีหน้าที่ต่อสังคมมากกว่าการหาพลังงานมาให้เพียงพอกับการใช้งาน

“เราได้ทำประชาพิจารณ์ขณะนี้ เพื่อบอกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้ามันจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ในอีกกี่ปีข้างหน้า และแหล่งเชื้อเพลิงทางเลือกมีอันใดบ้าง ตั้งแต่การใช้น้ำมัน การใช้แก๊สธรรมชาติ การใช้แก๊ส LNG ที่ใส่ถังมาจากต่างประเทศ การใช้ถ่านหิน การใช้พลังงานนิวเคลียร์ รวมทั้งการใช้พลังงานหมุนเวียน ก็มีทางเลือกหลายๆ ทางให้เลือกว่าอันดับไหนที่ดีที่สุด

แล้วคำตอบก็ปรากฏออกมาเองว่าไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เช่น การใช้แสงแดด เมืองไทยเราหน้าฝนก็ไม่มีแดด และที่สำคัญกลางคืนไม่มีแดด ที่เก็บเราก็มีได้เล็กน้อย พลังงานแสงแดดมันแพง ต้นทุนการผลิตธรรมดาหน่วยละประมาณ ๑ บาทกว่าๆ ในขณะที่แสงแดดหน่วยละ ๑๐ – ๑๕ บาท ราคาไฟฟ้าก็จะแพง ต้องชี้ให้เขาเห็น

หรือถ้าใช้ไฟฟ้าชีวมวล แกลบเมืองไทยตอนนี้ก็ไม่พอใช้ ถ้าใช้เขื่อนพลังงานน้ำเพราะส่งผลกระทบน้อยไม่มีผลต่อบรรยากาศ แต่เขื่อนเดี๋ยวนี้ก็สร้างแทบไม่ได้แล้วในประเทศไทย หรือถ้าใช้น้ำมันอีก ๕๐-๖๐ ปี น้ำมันก็จะหมดจากโลกแล้ว เวลาเกิดวิกฤตการณ์ราคาจะแพงขึ้นมาก ส่วนแก๊สธรรมชาติในอ่าวไทยที่ใครๆ นึกว่ามีเยอะ แต่การสำรวจของปตท.หลังจากปี ๒๕๕๓ เราต้องนำเข้าแล้วนะ เพราะแก๊สที่มีอยู่ในเมืองไทยไม่พอสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และ LNG ในโลกนี้คนจองเยอะแล้ว ราคาก็จะแพงมากเพราะเราต้องขนส่งเข้ามา และมีจำกัด เหลือถ่านหินซึ่งอาจจะมีเยอะหน่อย ถ่านหินนี้อาจจะมีถึง ๒๐๐ ปี

สุดท้ายก็คือพลังงานนิวเคลียร์ เพราะนิวเคลียร์ให้พลังงานไฟฟ้ามากแต่เชื้อเพลิงใช้น้อย ยูเรเนียมยังมีพออีกมากที่ผลิตนิวเคลียร์สำหรับไฟฟ้า เราชี้แจงให้ประชาชนเห็นว่ามีทางเลือกต่างๆ แต่เราก็พยายามเลือกทางเลือกที่เหมาะที่สุด

การควบคุมความต้องการใช้ไฟฟ้ามี ๒ ด้าน คือด้าน Supply กับ Demand ถ้าเราไม่ทำอะไรความต้องการก็จะเพิ่มขึ้นเร็วและเราต้องสร้างให้ทัน กับอีกทางหนึ่งคือทำอย่างไรให้ความต้องการมันขึ้นช้า นั่นก็คือการประหยัดพลังงาน

การสร้างโรงไฟฟ้าต้องใช้เงินมากและปัญหาก็เยอะ เมื่อสักประมาณ ๑๐ ปีก่อน เราเห็นความสำคัญของการจัดการด้านความต้องการใช้ไฟฟ้า กฟผ.เป็นหน่วยงานแรกที่รณรงค์เปลี่ยนหลอดไฟอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นเบอร์ ๕ แม้ในตอนแรกผู้ผลิตเขาไม่อยากเปลี่ยนจนถึงขณะนี้ก็มีใช้กันแพร่หลาย
เราพยายามปลุกจิตสำนึกโดยเฉพาะเยาวชนในเรื่องการประหยัดพลังงาน คนโตแล้วอาจจะเปลี่ยนนิสัยลำบาก เคยใช้ไฟไม่ประหยัดเราจึงหันไปฝึกเด็กๆ ทำโรงเรียนห้องสีเขียว เป็นโครงการต่างๆ เข้าไปช่วยพัฒนาเยาวชนให้รู้จักการประหยัดพลังงาน”

รางวัลที่แท้จริงของคนทำงานนั้นคือความสัมฤทธิผลในการบริหารจัดการและการผลิต แต่รางวัลดีเด่นต่างๆ ที่พิสูจน์ถึงการยอมรับและยกย่องในเกียรติคุณจากสังคมก็มีความหมายอีกทั้งยังเป็นกำลังใจ

“รางวัลการบริหารดีเด่นที่ได้มานั้น มาจากการที่เราบริหารแบบมีแผนงานและเป็นระบบ มีความโปร่งใส โดยยึดหลักธรรมาภิบาลในการบริหารงาน การควบคุมตรวจสอบเราเป็นระบบ มุ่งเน้นทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ประสิทธิผล ก็คือการบริหารให้สำเร็จตามแผนที่ตั้งไว้ ประสิทธิภาพ คือการที่เราทำให้ต้นทุนการดำเนินงานถูกที่สุด

นอกจากนั้นในการทำงานเราใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดีเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อประชาชน และสังคมที่อยู่รอบด้าน กฟผ.จะให้ความสนใจดูแลเขาในเรื่องอาชีพ เราพัฒนาการศึกษาด้วยการให้เงินอุดหนุนกระทรวงศึกษาธิการสำหรับพัฒนาโรงเรียน ในด้านโครงการชีววิถีเราก็ไปช่วยพัฒนาอาชีพเขาใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมีทำให้ชาวนาประหยัดต้นทุน”

ไม่เพียงแต่การบริหารองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนให้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นเท่านั้น ในฐานะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจที่ได้ชื่อว่ารวยที่สุดในประเทศ การบริหารธุรกิจของผู้นำองค์กรระดับนี้ยอมเป็นที่จับตามองจากรอบด้าน

“ก่อนอื่น คำว่า รวย ต้องดูคำจำกัดความให้ดีนะครับ (ยิ้ม) กฟผ.เป็นหน่วยงานใหญ่ เรามีสินทรัพย์มากเกือบ ๔ แสนล้าน แน่นอนเมื่อมีสินทรัพย์เยอะกฟผ.ต้องขยายงานมากเพราะเรายังเป็นประเทศกำลังพัฒนาฉะนั้นการใช้ไฟฟ้านั้นเพิ่มเร็วมาก ตอนนี้เศรษฐกิจชะลอตัวก็เพิ่มปีละ ๕-๖% กฟผ.ต้องการเงินไปลงทุนขยายจำนวนมาก เงินทุนก็มาจากกำไร เราจึงต้องมีกำไรส่วนหนึ่งเพื่อจะไปขยายงาน เพราะถ้าเราไปกู้อย่างเดียวธนาคารเขาไม่ให้กู้โดยไม่มีเงินของเรา โดยทั่วไปโครงการนั้นเราะต้องใส่เงินลงไป ๒๕% และกู้ ๗๕%

แต่องค์กรกฟผ.ไม่ใช่องค์กรที่แสวงหากำไร ค่าไฟของเราถูกควบคุมโดยสำนักนโยบายและพลังงานคอยดูแลว่าจะต้องมีกำไรสักเท่าไหร่ที่เหมาะสมเพื่อที่จะเอาไปขยายงานและเพื่อใช้ในกิจการของกฟผ. ที่บอกว่าเรารวย ถ้าพูดถึงเม็ดเงินเรานำเงินเข้าสู่รัฐ ถือว่าเป็นอันดับต้นๆ อาจจะหนึ่งหรือสองในบรรดารัฐวิสาหกิจจริงเพราะเราเป็นรัฐวิสาหกิจมีสินทรัพย์มากที่สุด เมื่อสินทรัพย์มากกำไรมันก็ต้องตามสินทรัพย์ แต่ถ้าพูดเป็นเปอร์เซ็นต์มันไม่มาก ถ้าเทียบแล้วเราน้อยกว่าเอกชนมาก

ในประเด็นของการเพิ่มค่าเอฟทีนั้น มันไม่ได้ทำให้กฟผ.กำไรเพิ่มขึ้น แถมยังถูกประชาชนบ่นด้วย บางทีเราไม่ได้มีส่วนได้เลยเวลาเอฟทีราคาเพิ่ม แต่เนื่องจากเราซื้อเชื้อเพลิงมาแพง ประชาชนก็ได้รับผลกระทบค่าเอฟทีแพงขึ้น แต่กำไรก็ยังเท่าเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง”

เพราะหมุดหมายความสำเร็จของคนเรานั้นแตกต่างกัน ณ จุดที่คนรอบข้างมองว่าเป็นความสำเร็จสูงสุด แต่ถ้าบุคคลที่อยู่ตรงจุดนั้นยังไม่พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ ก็คงไม่มีความหมายอะไร และเมื่อถามถึงความสำเร็จในมุมมองของ ไกรสีห์ กรรณสูต กับที่มาแห่งความสำเร็จเหล่านั้น

“ต้องเรียกว่าทุกๆ อย่างประกอบกันนะครับ ในเรื่องครอบครัวผมก็ได้รับการให้กำลังใจเป็นอย่างดี เมื่อเขารู้ว่าผมต้องเจอกับปัญหาเยอะ เขาก็จะคอยให้กำลังใจให้คำปรึกษา ครอบครัวให้เวลาผมเต็มที่เรื่องการทำงาน ผมไม่ต้องไปยุ่งเรื่องงานครอบครัวเลย ทุกอย่างแม่บ้านเขาเทคแคร์ทุกอย่าง ให้เวลาเรา ๒๔ ชั่วโมงในการทำงาน และให้กำลังใจเราเสมอ

เพื่อนที่ทำงานก็เช่นกัน ทุกคนก็เป็นคนที่มีความจริงใจในการทำงาน และเราเป็นคนที่ไม่คิดจะเอาผลประโยชน์จากที่ทำงาน มีเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตยึดเป็นหลักในการทำงาน และผมเปิดใจกว้างนะครับ ใครอยากจะมาพบก็ให้มาพบทั้งนั้นไม่ว่ากลุ่มไหนๆ ก็เปิดโอกาสให้พบ ผมใช้หลักการประนีประนอม อะลุ่มอล่วย ถ้าเราไปบอกว่าที่ทำผิดต้องจัดการโดยเด็ดขาด อย่างนี้อาจจะเกิดปัญหา แต่เราก็มาพูดคุยกันมีอะไรที่เราเห็นว่าผ่อนปรนกันได้ก็ผ่อนปรน เห็นอกเห็นใจเขา พยายามเข้าใจเขาว่าที่ทำเพราะอะไร คนเราไม่อยากทำผิดหรอก ที่เขาทำลงไปเพราะเขาไม่ได้คิดว่าเขาทำผิด แต่คิดว่าต้องการปกป้องเราก็พยายามเข้าใจเขา

ในเรื่องครอบครัว ชีวิตส่วนตัว ผมไม่ถึงกับเป็นคนสนุกสนานร่าเริง เป็นคนที่ไม่ค่อยมีอารมณ์ขันเท่าไหร่นะครับ (ยิ้ม) แต่ผมก็ฟังครอบครัว โดยเฉพาะกับแม่บ้าน เราทำตัวให้เป็นคนดี เขาไว้ใจเราได้เขาก็สบายใจแล้ว ผมมีลูกเยอะ 4 คน และผมก็ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาอย่างมาก ผมรับหน้าที่สอนลูกเองมาตั้งแต่เด็กเพราะคุณแม่เขาไม่ค่อยถนัดหน้าที่สอนเรื่องหนังสือหนังหา

ถ้ามองในเรื่ององค์กรและบุคลากร ผมมองว่า การผลิตคนให้เก่ง ทำได้ด้วยการศึกษา ผมคิดว่าการเรียนของฝรั่งมีข้อดีตรงที่ เขาพยายามให้เด็กคิดเป็นส่วนใหญ่ เขาเรียนไม่เยอะเท่าของเรา เด็กไทยเราเรียนเยอะมากเลย แต่เน้นใช้ความจำเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ของฝรั่งเขาเรียนไม่เยอะทำเราแต่เขาให้เราคิดเวลาออกไปทำงานจะเห็นว่าฝรั่งนั้นช่างคิด นักประดิษฐ์ นักวิเคราะห์ นักวิจัยมักจะเป็นฝรั่ง เพราะฝึกคิดมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้น ถ้าอยากเป็นคนเก่ง ระบบการศึกษาก็ต้องสอนให้นักเรียนนักศึกษาเป็นคนคิดเป็นและช่างคิด ในองค์กรผมพยายามส่งเสริมให้พนักงานมี Innovative Thinking มีความคิดอยากจะปรับปรุงพัฒนาให้มันดีขึ้น คนเราถ้าได้ใช้ความคิดก็จะเก่งขึ้น

เรื่องความดี เราเรียนศีลธรรมมาจากโรงเรียนเยอะ แต่นักเรียนมักจะท่องเป็นส่วนใหญ่ ข้อสำคัญของความเก่งคือจิตใจเราต้องปฏิบัติด้วย หัวหน้าครอบครัวต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่าง เป็นคนดี และลูกๆ ก็จะเอาอย่างพ่อแม่ หรือสังคมก็ตามระดับหัวหน้าต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ถ้าเราเห็นสังคมไหนที่บอกว่าต้องโกงถึงจะได้ดีหรือต้องมีการซื้อถึงจะได้เลื่อนก็จะกลายเป็นวัฒนธรรม ทุกคนจะพยายามเป็นอย่างนั้น ถูกหล่อหลอม แต่ถ้าหัวหน้าหรือผู้บริหารพยายามทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีข้างล่างก็จะปรับตัวตามไปด้วย การรู้ทางทฤษฎียังไม่พอ เราต้องปฏิบัติถึงจะทำเป็นคนดีได้

นอกจากนี้ การทำงานให้ได้ดีนั้น ต้องมีสุขภาพกายดีและสุขภาพจิตดี สุขภาพกายนั้นผมให้ความสำคัญ เรื่องอาหารกับออกกำลังกาย อีกสิ่งหนึ่งคือออกกำลังกาย ผมเล่นกีฬาประจำ เล่นแบดมินตัน ถ้าที่ทำงานผมก็เล่นกับเพื่อนๆ พนักงาน

เวลาอยู่ในเกมไม่มีเจ้านายลูกน้องครับ ทุกคนหวังเอาชนะในเกม ตีกันเต็มที่ ถ้าวันไหนที่ผมมีเวลาว่างก็จะหิ้วไม้แบดฯ มาติดไว้หลังรถประจำ วันนี้ก็เอามา เพราะเรามีสนามแบดมินตัน ไปเล่นกับพรรคพวก ใครอยู่ผมก็จะไปจอยกับเขาเล่นกับใครก็ได้ที่นั่น เสาร์อาทิตย์ผมมีก๊วนตีแบดด้วยกัน ถ้าว่างก็ไปตีกับเขา เรื่องออกกำลังกายรู้สึกได้ผลนะ ทำให้อาการเจ็บไข้แทบจะไม่ค่อยได้เจอกันเลย”

ถ้าผมมีกายใจที่แย่ผมคงทำงานไม่ได้ โดยเฉพาะจิตใจผมก็เจอปัญหาการทำงานเยอะจึงคิดว่าคงต้องหาทางออกแก้ปัญหาจิตใจเหมือนกัน จิตใจแต่ละคนก็ต้องไปศึกษาว่าแก้อย่างไร เราต้องใช้ยาให้ถูกกับขนาดถูกกับไข้ของมัน แต่ละคนไม่เหมือนกันมีความทุกข์แตกต่างกัน การแก้ก็จะต่างกัน”

แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ภารกิจอันมากมายและหนักหน่วง รวมถึงแรงเสียดทานจากทั้งภายนอกและภายในจะทำให้แต่ละวันของผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเคร่งเครียดสักแค่ไหน แต่กระนั้น การบริหารใจตัวเองอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพก็ช่วยให้ผ่านพ้นไปได้

“ธรรมดานะครับ เราเป็นผู้บริหารมันต้องยุ่งกับคน หนีไม่พ้นคือการบริหารงานกับบริหารคน ต้องบริหารสองอย่างนี้ให้ดี แน่นอนว่าต้องมีเรื่องทุกข์ใจพอสมควรในการบริหารคนก็มีบ้าง

ผมคิดว่าทุกข์หรือไม่ทุกข์มันอยู่ที่ใจเรา สิ่งแวดล้อมเราไปห้ามไม่ได้ อย่างตอนที่ผมเข้ามารับตำแหน่งมีม็อบมากดดันหรือมีคนมากดดันต่างๆ ผมคิดว่าสิ่งที่ผมทำคือผมพยายามบริหารจิตใจของเรา อย่าไปทุกข์กับมันคิดเสียว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงานต้องมีปัญหา เป็นสิ่งปกติของชีวิตของนักบริหาร ใครมาอยู่ในตำแหน่งนี้ก็คงต้องเจออย่างนี้ทั้งนั้นแหละ แล้วเราจะทุกข์ไปทำไม ถ้ามีปัญหาก็หาทางแก้มันซะ ถ้าแก้ได้ก็โอเค แต่ถ้าแก้ไม่ได้จะเกิดอะไรมันก็ต้องเกิดต้องปล่อยวาง

สิ่งที่ผมใช้เป็นหลักในการดำเนินงานก็คือปล่อยวาง ถ้าเรายึดติดก็เกิดทุกข์ แต่ถ้าเราปล่อยวางไม่ไปยึดติดในความทุกข์ทั้งหลายก็จะน้อยลง และต้องใช้ปัญญา พิจารณาว่าเราทุกข์แล้วจิตเรากังวลนอนไม่หลับจะเกิดอาการป่วยสุขภาพไม่ดี ทำงานไม่ได้ แล้วเราจะทุกข์ไปทำไม และปัญหาก็แก้ไม่ได้ เมื่อเราใช้ปัญญาพิจารณาเช่นนี้เราก็ไม่ทุกข์ทำงานด้วยความสบายใจทั้งๆ ที่ปัญหาอาจจะรอบด้านเข้ามาเราก็อยู่ได้โดยไม่ทุกข์

สำหรับตัวผม มีโอกาสระหว่างตรวจงานได้แวะไปกราบพระ ได้สนทนาธรรมกับพระท่านบ้าง ทำให้เรารู้สึกว่ามีสิ่งที่ช่วยทำให้เราลดความทุกข์ลงไปได้ พระท่านก็ให้คำแนะนำมาเช่นเรื่องการปล่อยวาง การเป็นคนดี การไปคุยกับท่านก็ให้เรารู้สึกว่าชีวิตของเรามันควรจะต้องได้ดี ผมเชื่อในเรื่องของกรรม คนเราถ้าเราทำกรรมไม่ดีผลก็จะไม่ดีแน่ แต่ถ้าเราสร้างกรรมดีผลทีได้รับมันก็จะดี ถ้าเราเชื่อในเรื่องของกรรมเราก็หาในสิ่งที่ดีๆ ทำ และผมก็ลองหัดทำสิ่งที่ดีๆ และปรากฏว่าตัวเองเราได้รู้เองว่าทุกข์ที่เราเคยมีมันน้อยลง และเมื่อเห็นว่าสิ่งที่ทำให้ผลดีมันก็ค่อยๆ ก้าวลึกลงไปทุกที จนกระทั่งถึงขั้นที่ลองไปนอนวัด ลองไปปฏิบัติธรรมดูบ้าง เมื่อมีเวลาว่างผม ไปวัด ทำทาน อาจจะมีฟังธรรมะบ้างเสาร์อาทิตย์ แต่ถ้าช่วงหยุดยาวก็จะหาโอกาสไปต่างจังหวัด บางวัดก็มีหลักสูตรระยะสั้น ๕ วัน ก็ไปเข้าหลักสูตรเขาช่วงวันหยุด ตื่นตั้งแต่ตี ๓ ครึ่ง มาสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรม สอนธรรมะเป็นระยะๆ

ผมมักจะคุยกับคนที่สนใจเหมือนกัน ผมไม่กล้าไปขายความคิดนี้กับคนบางคน เดี๋ยวเขาหาว่าผมเป็นคนผิดปกติ คนที่ไม่สนใจเรื่องนี้อาจจะมองเราในทางลบได้ แต่คนที่สนใจในทางเดียวกันเราได้ไปไหนก็จะมีการสนทนาธรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพูดคุยกัน บางคนไปคุยเขาก็บอกเรื่องเหลวไหล เขาเชื่อว่าตายไปแล้วก็ดับสูญไปเลย บางคนก็มองว่าเป็นเรื่องเหลวไหล สวนกับกระแสโลกที่เราทำ ยกตัวอย่างเช่น ผมเป็นคนไม่ดื่มไวน์ เวลาเซ็นสัญญาต้องชนแก้ว แต่ผมเป็นคนที่ไม่ทานเหล้า พอไม่ทานก็รู้สึกสวนกระแส เวลาไปงานเลี้ยงบางคนก็ล้อว่า เฮ้ย! กินนมไหม (หัวเราะ) มันเห็นเราเป็นเด็ก เหล้าก็ไม่ดื่ม ไวน์ก็ไม่ดื่ม

การได้ปฏิบัติธรรมเหมือนกับเราอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่มีความสุขในการปฏิบัติ ผมคิดว่าสิ่งนี้น่าจะเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่ทำให้เรามีความสุข การเป็นคนดีทำให้จิตใจเราเย็น เมื่อก่อนผมอาจจะเป็นคนที่มีอารมณ์เวลาสอนลูกอยากให้ลูกเก่ง บางทีเราอารมณ์ร้อน พอเรามีโมโหตัวเราก็ไม่สบายไปด้วย เครียดไปด้วยมันไม่ดี แต่พอตอนหลังฝึกเป็นคนอารมณ์เย็นเราก็รู้สึกสบาย เราเห็นผลของมันเอง”

Related contents:

You may also like...