นายแพทย์สมิทธิ์ อารยะสกุล

หนุ่มเนื้อหอมบนเส้นทางซึ่งโรยด้วยกลีบกุหลาบ

หลายคนคงจะเคยใฝ่ฝันอยากเป็นคุณหมอเพราะความประทับใจเมื่อครั้งเยาว์วัย แต่จะมีสักกี่คนที่มุ่งมั่นเดินตามความต้องการที่อาจตกหล่นไปตามเส้นทางและวันเวลาที่แสนจะยาวนาน สำหรับ ‘หมอโอ๊ค’ นายแพทย์สมิทธิ์ อารยะสกุล แพทย์หนุ่มประจำโรงพยาบาลกรุงเทพ นอกจากไม่ปล่อยให้ความฝันนั้นจางหายไปแล้ว ยังเก็บเกี่ยวความสุขจากการทำงานในแวดวงบันเทิงอันเป็นสายงานที่แทบจะอยู่คนละฟากฝั่งของการเป็นสุภาพบุรุษในชุดกาวน์ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

“ผมชอบทำทั้งสองอย่างนะครับ ไม่ใช่สิ่งที่ตรงข้ามกัน มันมีส่วนที่เหมือนกันอยู่ด้วยและก็มีส่วนที่ต่างกัน ที่ต่างกันแน่นอนด้วยหลักวิชาการของแพทย์เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นการคิดแบบเป็นขั้นเป็นตอนเป็นระบบ แต่สำหรับทางการแสดง การร้องเพลง พวกนี้เหมือนกับเป็นศิลปะ ไม่มีอะไรที่ตายตัว เป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือทั้งสองอย่างต้องทำงานกับคน และคนกลุ่มเยอะๆ ด้วย”

เมื่อแหย่ขาข้างหนึ่งเข้ามายังโลกมายาและวงการธุรกิจโดยเป็นทั้งนายแบบ พิธีกรรายการโทรทัศน์ ล่าสุดเป็นศิลปินนักร้องหน้าใหม่ในสังกัดจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ รวมถึงร่วมหุ้นในธุรกิจร้านอาหาร Rise และที่พอจะใกล้เคียงกับเพื่อนร่วมอาชีพก็คงจะเป็นการร่วมเปิดคลินิกรักษาผิว สยามเดอมาร์ติก โดยยังคงดำรงแบบฉบับเฉกเช่นคุณหมอคนอื่นๆ ในการ ‘รักษา’ เป็นแกนหลักของชีวิต

“ความสนใจศึกษาทางด้านผิวหนังก็มีส่วนให้เลือกเรียนในระดับปริญญาโท แต่ถ้ามองว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจไม่ได้คิดจริงๆ นะครับ ต่อให้มันไม่บูมผมก็คงเรียนทางนี้ รู้สึกว่ามีอะไรให้ค้นหาเยอะ มีเครื่องมือที่น่าสนใจออกมาเรื่อยๆ คนรอบข้างก็สนใจ ตอนเรียนหมอทั่วไปมีแต่คนถามเรื่องผิว”

“บางคนอาจจะไม่ชอบอาชีพหมอ มีผู้ใหญ่โดยเฉพาะที่เป็นนักธุรกิจบอกว่าไปเรียนทำไมมันหนักนะ เป็นอาชีพที่ลงเวลาเยอะแต่ผลตอบแทนไม่ได้เท่านักธุรกิจ ซึ่งก็จริง แต่ผมคิดว่าคุณหมอที่เลือกเรียนหมอไม่ได้คิดแต่เรื่องเงินทั้งหมด”

ขณะที่อีกฟากหนึ่ง เขากลายเป็นหนุ่มเนื้อหอมที่สุดคนหนึ่งในโลกไซเบอร์เห็นได้จากเว็บบอร์ดวัยรุ่นมักจะมีกระทู้ ‘หมอโอ๊ค’ เสมือนศิลปินหรือนักกีฬาชื่อดัง และยิ่งมีผลงานเพลงอาจจะเปลี่ยนชีวิตให้กลายเป็นจุดสนใจของคนจำนวนมากยิ่งขึ้น

“การเป็นเป้าสายตานั้นเป็นเรื่องปกติถ้าเราทำงานอยู่ในที่สว่าง แต่ก็ยินดีรับคำวิจารณ์ต้องเตรียมตัวเองว่าคำวิจารณ์นั้นต้องมีทั้งบวกและลบ ต้องเข้มแข็ง การเรียนแพทย์ช่วยให้เราไม่ยึดติดกับอีโก้ ถ้ามีคนบอกว่าทำไม่ดีผมก็ยอมเปลี่ยนเลย อาจจะไม่ถึงขั้นที่เชื่อตัวเองไปเสียหมด ไม่มีปัญหาเรื่องอีโก้แต่กลายเป็นว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งผมมีปัญหาเรื่องเชื่อคนเยอะ เหมือนกับเราไม่นิ่ง ตอนนี้ก็พยายามจะรวบรวมทุกอย่างให้เป็นเหตุเป็นผล จะทำอะไรก็พยายามฝึกประมวลความคิดให้ละเอียดมากขึ้น”

“ตอนนี้มันเกินเป้าหมายที่ผมตั้งไว้และโอกาสพัฒนาก็ยังมีอยู่ตลอด ที่เกรงว่าชีวิตจะวุ่นวายขึ้น ผมกลับรู้สึกว่าเกิดมาครั้งเดียวต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม เราจะกลัวความลำบากแล้วปฏิเสธสิ่งที่อาจจะมีค่ากับเรามากมายมันก็ไม่ใช่เรื่องนะ ผมรู้สึกว่าถ้าไม่ทำก็เหมือนกับจะติดค้างในใจเราไปตลอดว่าทำไมต้องนั้นเราถึงไม่ลองทำดู เพราะมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เสียหาย ไม่ใช่สิ่งผิดด้วย หลายๆ คนเขาต้องการจะไข่คว้ามันด้วยซ้ำไป”

“เป้าหมายที่ใกล้ที่สุดในช่วงนี้คือการสานต่องานทั้งหมด คงไม่ไปหยิบจับอะไรเพิ่มเติมแล้ว รู้สึกว่าอันนี้เต็มที่แล้ว เป็นอย่างที่เราอยากทำเกือบทุกอย่างแล้ว ทั้งคลินิกผิวหนัง ร้านอาหาร และเพลงด้วย ตอนนี้ต้องต่อสู้กับตัวเอง ถ้าเริ่มอีเรื่อยเฉื่อยแฉะ เริ่มบ่น (ทำเสียงเอื่อย) โอ้ย…ไม่เอาแล้ว เราต้องพยายามเติมไฟ ถ้าหากคิดถึงผลงานผมจะมีไฟ ถ้าเราทำดีๆ ตั้งใจอีกหน่อยนะ ผลลัพธ์ที่ออกมามันอยู่กับตัวเราไปตลอด ผมคิดอย่างนี้ก็จะเหมือนกับฮึดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ถ้าทำไม่ดีมันก็ติดกับเราเหมือนกันนะ อาการเหนื่อยๆ เบื่อๆ”

“ความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นหมอมาถึงตอนนี้ผมภูมิใจนะ (แววตาเป็นประกาย) ไม่ใช่ว่าได้มาง่ายๆ มันต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยนะครับ เป็นอาชีพที่ต้องมีความรับผิดชอบ เป็นความคาดหวัง ซึ่งบางครั้งเรารู้สึกละอายใจนะ เหมือนกับว่าความรู้ของเรายังไม่พอ เป็นหมอต้องอย่ากลัวที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่ฉลาดหรือว่าไม่รู้ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรู้ทุกอย่าง และถ้าเราไม่รู้ก็ต้องถาม ต้องส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญ เขาอาจจะว่าเราก็ต้องยอม บางครั้งโดนว่า ทำไมแค่นี้ไม่รู้…ผมยอมที่จะโดนว่ามากกว่าปล่อยให้มันเรื้อรังต่อไป สังคมแพทย์สอนให้ผมเป็นคนที่ไม่ติดกับอีโก้ อะไรไม่รู้ก็คือไม่รู้ ต้องส่งต่อก็คือส่งต่อ”

“ก่อนที่จะมาเรียนปริญญาโท ผมเป็นแพทย์ใช้ทุนอยู่ที่ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพฯ (มศว.องครักษ์ จ.นครนายก) ไม่ใช่ว่าการเป็นหมอนั้นจะต้องเห็นการต่อสู้เพื่ออยู่รอดของคนไข้ทุกวี่วัน หมอก็เป็นคนธรรมดา และงานก็ไม่ได้เรียกว่าระทึกใจตลอด มีบ้างที่อยู่เวรฉุกเฉิน เป็นสิ่งที่ทำให้เราปรับตัวได้และทำให้เราเห็นชีวิตภาพรวมมากขึ้น และคิดว่าอย่าไปใส่ใจกับแค่เรื่องเล็กๆ ของเรา มีคนอื่นที่เขาเป็นยิ่งกว่า พอคิดได้เรื่องความเป็นความตายจริงๆ แล้วมันก็เท่านั้นเอง เราได้คิดจากสิ่งนี้

“ทำให้โดยส่วนตัวคิดว่าทำงานไม่หนัก ผมไม่ได้ฝืน กลับรู้สึกสบายๆ ด้วยซ้ำไป เทียบกับเพื่อนที่เรียนแผนกอื่นต้องอยู่เวรกันเหนื่อยและอุทิศตัวเองมากซึ่งผมชื่นชมพวกเขา ผมรู้สึกว่างานผมสบายมากๆ และได้ทำในสิ่งที่รักโดยไม่คาดฝันด้วย ก็ถือว่าเป็นชีวิตที่ดีมากสำหรับผม”

“การทำให้ทุกสิ่งที่ทำอยู่ประสบความสำเร็จก็เพราะว่างานนั้นเกิดขึ้นจากเรามี Passion ที่จะทำ เราจะรู้สึกไม่เหนื่อยเลยถ้าจะมาจมกับมัน ไม่ใช่เป็นเพียงกิจการแล้วเราต้องมาดูแล เพราะฉะนั้นผมไม่เหนื่อยเลยที่จะต้องมานั่งทำหรือว่ามีปัญหาให้เราแก้ มีปัญหาเรื่อยๆ เลยนะครับ มีตลอด”

ความมุ่งมั่นอันประกอบด้วยความสามารถอันหลากหลายจึงไม่น่าแปลกใจว่าหนุ่มวัย 26 คนนี้จะมีรอยยิ้มให้กับชีวิตอันหลากหลาย ราวกับว่าพลังแห่งความสุขนั้นดูจะแรงกล้าและมากกว่าคนในวัยเดียวกัน

“ถ้าให้มองตัวเองนะครับรู้สึกว่าชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบ (ยิ้มกริ่ม) เหมือนกับเป็นไปตามสเต็ป ผลที่ได้รับดีเกินคาด ผลนั้นเกิดขึ้นจากการที่เราลงทุนกับมัน เกิดจากความพยายามของเรา”

Related contents:

You may also like...