กรณ์ จาติกวณิช

หนึ่งขุนพลประชาธิปัตย์ กับวิสัยทัศน์ลมใต้ปีก

หากให้เขียนรายการปัญหาที่น่าหวั่นใจในระดับโลกและระดับชาติ ณ เวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโลกร้อน มลภาวะเป็นพิษถึงขั้นวิกฤต ปัญหาภัยธรรมชาติ ปัญหาความยากจน ปัญหาสงคราม ภัยก่อการร้าย ภัยระเบิดนิวเคลียร์ การสูญสิ้นของทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาเศรษฐกิจระดับโลก ระดับประเทศ และระดับชุมชน ปัญหาด้านจริยธรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาโสเภณี ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ฯลฯ แทบไม่น่าเชื่อว่า ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการแก้ปัญหาทุกปัญหาให้กับทุกสังคมคือ ‘นักการเมือง’ นั่นหมายถึง การที่ใครสักคนจะกระโดดลงมาสู่เวทีการเมืองไม่ว่าในระดับใด หน้าที่ของเขาก็คือการแบกปัญหาของโลกเอาไว้บนบ่าและหาทางแก้ไขเพื่อประโยชน์สุขของผู้คนหมู่มาก ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะกระโจนลงมาจากหอคคอยงาช้าง หรือมุดดินไต่เต้าขึ้นมาจากชนชั้นรากหญ้า เมื่อรับบทนักการเมืองแล้ว เขาคือคนของประชาชน

กลิ่นการเมือง จะหอมหวานยวนใจอย่างไรไม่มีใครตอบได้ดีเท่ากับคนเล่นการเมือง

กรณ์ จาติกวณิช ก็เป็นผู้หนึ่งที่ถูกเสน่ห์ของการเมืองดึงดูดเข้ามาเดินบนถนนเส้นนี้ จากบทบาทของนักธุรกิจด้านการเงินที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพ มาสู่บทบาทใหม่ในฐานะตัวแทนผู้แสวงหาโอกาส สิทธิเสรีภาพและความอยู่ดีกินดีให้แก่มวลชน โดยมิได้กำหนดเส้นชัยเอาไว้ ณ จุดสูงสุดใดๆ บนขั้นบันไดการเมือง นอกจากเป็นเพียงลมใต้ปีกให้กับกัลยาณมิตรในดวงใจอย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้โผบินสู่จุดหมายแห่งการนำพาประเทศไปสู่ความผาสุกตามอุดมคติของเขา

บทการสนทนานี้เปิดฉากขึ้นภายใต้สภาพอึมครึมของบรรยากาศการเมืองในร่มเงาสีเขียว ท่ามควันปืนเสียงระเบิดกึกก้องจังหวัดภาคใต้ คำสั่งห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง และการนำเสนอข่าวสารในกรอบวิจารณญาณของผู้ควบคุมมาดสุภาพบุรุษ จึงเป็นหน้าที่ของผู้อ่านที่จะต้องเติมพริกเติมเกลือกันเอาเองด้วยจินตนาการส่วนบุคคล

ไฮคลาส : เพราะเหตุใดคุณจึงหันเหจากงานด้านธุรกิจมากระโดดเข้าสู่เวทีการเมือง
การทำธุรกิจกับการทำงานการเมืองนั้นเป็นคนละโลกกันครับ ผมคิดว่าใครที่เดินเข้ามาสู่ถนนการเมืองโดยเฉพาะในประเทศที่ยังอยู่ในช่วงที่กำลังพัฒนาอยู่อย่างเมืองไทยนี้ วัตถุประสงค์สำคัญส่วนหนึ่งก็คือ เข้ามาช่วยหาวิธียกระดับความเจริญของประเทศโดยรวม ในที่นี้หมายถึงการกำจัดความยากจน และอย่างน้อยต้องมีส่วนในการลดความเหลื่อมล้ำในเรื่องรายได้ของคนไทย แน่นอนว่าเป็นเป้าหมายที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการทำธุรกิจ โดยเฉพาะงานเก่าที่ผมทำ เป็นงานที่เราทำรายได้จากการค้าตราสารการเงิน ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นงานในระบบทุนนิยมแบบสุดขั้ว เพราะมุ่งเน้นเรื่องของการทำกำไรเป็นหลัก ระหว่างธุรกิจและการเมืองจึงมี 2 ปรัชญา 2 เป้าหมายที่แตกต่างกัน

แต่หากถามว่า ผมสามารถใช้ประสบการณ์ความรู้จากการที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมมาเป็นประโยชน์ในการแก้ปัญหาความยากจนได้หรือไม่ ผมคิดว่าได้ แต่หากจะสรุปว่าเราจะสามารถยึดเอาแนววิธีจากระบบทุนนิยมมาใช้ในการแก้ปัญหาความยากจนคงไม่ถูกต้องนัก เรารู้ในข้อบกพร่องของระบบและนำส่วนดีมาประยุกต์ใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

ไฮคลาส : บรรยากาศทางธุรกิจและการเมืองในครอบครัวที่คุณเติบโตมา ด้านใดมีอิทธิพลในการหล่อหลอมความคิดของคุณมากกว่ากัน
ไม่มีทั้งสองอย่างครับ เวลาอยู่ในครอบครัวเราก็ไม่ได้พูดเรื่องอย่างนั้นกัน การหล่อหลอมของครอบครัวส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องคุณธรรมจริยธรรมมากกว่า เช่น อย่าเอาเปรียบคน ทำอะไรให้นึกถึงความรู้สึกของคนอื่น ไม่ควรพูดปด การเลี้ยงดูจากครอบครัวจะมีอิทธิพลในเรื่องค่านิยมมากว่าการปลูกฝังแนวคิดเรื่องของธุรกิจ สังคม หรือการเมือง ผมไม่เคยได้รับการปลูกฝังในเรื่องของการค้าขาย หรือในอีกแง่หนึ่งเราก็ไม่ได้รับการปลูกฝังให้ช่วยเหลือคนจน แต่เราจะได้รับการสั่งสอนมาเสมอว่า เราได้เปรียบในแง่ของโอกาส ทั้งโอกาสที่ได้รับการศึกษา โอกาสที่มีครอบครัวที่อบอุ่น โอกาสที่ไม่ต้องทน คือมีพอจะกิน ฉะนั้นหน้าที่ของเราคือต้องใช้โอกาสความได้เปรียบให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม อย่าไปหลงระเริงเพลิดเพลินกับความได้เปรียบทางสังคมที่เรามีโดยไม่นึกถึงคนอื่น

ไฮคลาส : คุณมองอนาคตไว้อย่างไรจึงได้ตัดสินใจเลือกเรียน ปรัชญา เศรษฐศาสตร์ การเมือง
ณ เวลานั้น การเลือกเรียนไม่เกี่ยวกับอนาคต ผมเพียงแต่มีความสนใจในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ และในวัยนั้นเคยคิดว่าอยากที่จะกลับมารับราชการ ด้วยความที่คุณพ่อรับราชการอยู่กระทรวงการคลัง ก็คิดว่าคงไม่พ้นกระทรวงการคลังหรือว่าธนาคารแห่งประเทศไทย แต่สมัยนั้นก็แค่คิดว่าจะเลือกเรียนในสิ่งที่เราถนัดเท่านั้นเอง ไม่ได้ถึงกับวางหมากเอาไว้ว่าจะต้องเรียนมาเพื่อเอาไปทำอะไร โดยเฉพาะการเรียนปรัชญา มันก็เป็นการสอนให้เราคิด ไม่ได้ให้เรานำมาประกอบธุรกิจได้

ไฮคลาส : ประสบการณ์ในงานด้านธุรกิจส่งเสริมงานการเมืองมากน้อยแค่ไหน
ก็เยอะนะครับ เพราะงานด้านธุรกิจของผมนั้นเกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ ผมจึงสามารถที่จะนำประสบการณ์นั้นมาใช้กับการเมืองได้โดยตรง นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของทักษะต่างๆ ที่ได้เรียนรู้จากการทำธุรกิจ ทั้งการบริหารจัดการ การตลาด ซึ่งงานการเมืองต้องการความหลากหลาย

พรรคการเมืองที่ประสบความสำเร็จอย่างพรรคเราไม่ได้มีแค่คนประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือว่าทุกคนจะต้องจบมาจากสถาบันใดสถาบันหนึ่ง เพราะประเทศเราไม่ได้เป็นประเทศเล็ก มีประชากร 60 กว่าล้านคน ความต้องการของคนแตกต่างอย่างมหาศาล ในส่วนของผมก็นำประสบการณ์ในส่วนของการนักธุรกิจ ประสบการณ์ในส่วนของการเป็นนักบริหารเข้ามาเสริมกับองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วในพรรค

ไฮคลาส : ภายใต้หมวกของนักการเมืองส่งผลต่อมุมมองและความคิดเปลี่ยนไปเพียงใดบ้าง
การเมืองทำให้เราเห็นโลกได้กว้างขึ้น เมื่อเราอยู่ในวงการธุรกิจผมคิดว่าโลกมันแคบกว่า ก็มีแค่ระหว่างเรากับลูกค้า เราช่วยลูกค้าอย่างไรให้เขาทำกำไรได้มากขึ้น และเขาจะแข่งขันอย่างไรกับคู่แข่งที่เรามีในการช่วงชิงลูกค้า ธุรกิจมันก็มีอยู่แค่นั้น แต่ในแง่การเมือง เรากำลังพูดถึงความต้องการของคนที่หลากหลาย จำเป็นต้องสื่อสารกับคนที่มีความต้องการที่แตกต่าง มีระดับการศึกษาพื้นเพทางครอบครัวที่แตกต่าง เราจึงต้องมีความยืดหยุ่นมากกว่า ต้องเข้าใจในความต้องการของมนุษย์มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังคงไว้ซึ่งความเชื่อและจุดยืนทางความคิดของตัวเอง

ไฮคลาส : จุดยืนในการทำงานของคุณคืออะไร
ก่อนอื่นคงต้องบอกว่า ผมไม่เคยมีความรู้สึกว่าผมเป็นนักบุญนะครับ ช่วงที่ทำธุรกิจผมก็เป็นนักธุรกิจคนหนึ่ง แต่ผมก็มีความภาคภูมิในวิธีการทำธุรกิจของตัวเองมาตลอดเวลา ผมไม่เคยเอาเปรียบใคร ตรงกันข้ามรู้สึกสนุกกับการนำมาตรฐานด้านธรรมาภิบาลหรือจรรยาบรรณในการทำธุรกิจที่สูงขึ้นเรื่อยๆ มาใช้กับวงการค้าหลักทรัพย์ที่ถือว่าเป็นวงการของเสือสิงห์กระทิงแรด ในแง่ของการให้ความยุติธรรมกับลูกค้า การให้ความยุติธรรมกับพนักงาน การให้ความยุติธรรมกับคู่แข่ง ซึ่งเป็นความท้าทายในการยกมาตรฐานของอุตสาหกรรมขึ้นมา เป็นจุดยืนเช่นเดียวกันกับการทำงานการเมือง พอเข้ามาปุ๊บ ผมก็เห็นหลายอย่างที่ผมจะต้องพยายามแก้ไขเปลี่ยนแปลงในเรื่องของความถูกต้อง

นักการเมืองในอดีตหลายคน ยกตัวอย่างจากยุคที่แล้วมาเป็นต้น ตอนที่เข้ามาใหม่ๆ เขาก็เชื่อมั่นในตัวเองมากว่า เมื่อเข้ามาแล้วอาจจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม สำคัญมากที่เขาต้องได้มาซึ่งอำนาจ ไม่อย่างนั้นเขาก็จะทำในสิ่งที่เขาเชื่อว่าดีต่อสังคมไม่ได้ เขาจึงยอมที่จะทำทุกสิ่งแม้แต่สิ่งที่ไม่ถูกต้องเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ แต่สำหรับผมเชื่อว่า การกระทำดังกล่าว แม้จะเริ่มต้นด้วยเจตนาที่ดี แต่เมื่อคุณต้องทำหลายสิ่งที่ไม่ถูกต้อง วันหนึ่งก็ไม่มีสิ่งใดที่สามารถจะการันตีได้ว่าคุณยังเป็นคนเดิมอยู่หรือเปล่า ซึ่งอาจเป็นด้วยสาเหตุต่างๆ นานา หรืออาจจะเป็นด้วยหนี้สินบุญคุณที่คุณมีกับคนตั้งเยอะจนทำให้คุณไม่สามารถที่จะบรรลุเป้าหมาย

ผมคิดว่าวิธีการที่จะได้มาซึ่งความสำเร็จ การเลือกเส้นทางเดินที่ถูกต้องนั้นเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดสุดท้ายว่าคุณอยู่ในสถานที่คุณจะทำดีตามที่คุณต้องการ หรือตั้งใจไว้ได้หรือไม่

ไฮคลาส : หลายคนมองว่า การเมืองมีให้เลือกเดินทั้งทางตรง ทางอ้อม และทางลัด
มันไม่ใช่ทางเลือกระหว่างทางลัดกับทางอ้อม ผมเดินทางตรง ผมไม่ชอบและไม่เคยใช้ทางลัด แม้แต่การทำธุรกิจผมก็ไม่เคยใช้ทางลัด คู่แข่งผมล้มหายตายจากกันไปเยอะ เจอช่วงวิกฤติเศรษฐกิจส่วนใหญ่ไม่รอด เพราะทุกคนใช้ทางลัด ภูมิต้านทานมันไม่มี พอเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ หรือประสบปัญหาขึ้นมันไม่สามารถที่จะแข็งแกร่งได้พอ

เช่นเดียวกันกับการเมืองผมคิดว่าทางลัดมันไม่มีนะ คุณต้องสะสมความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชนโดยรวม ด้วยการทำงานที่เสมอต้นเสมอปลาย สะสมด้วยผลงานซึ่งต้องใช้เวลา นักการเมืองที่ดังขึ้นมาชั่วขณะด้วยการกระทำอะไรบางอย่าง หรือด้วยวิธีการบางอย่างที่อาจจะฟู่ฟ่าสะดุดตา ผมว่ามีมากมายในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่การที่คุณจะประสบความสำเร็จได้ ผมคิดว่าคุณต้องมีทั้งความมุ่งมั่นและความชัดเจน ประชาชนต้องรู้ว่าจุดยืนของคุณคืออะไร เมื่อเขาเลือกคุณมาแล้วเขาจะได้อะไร การสื่อสารต้องชัดเจน และสม่ำเสมอ

ไฮคลาส : หากพิจารณาจากสถานภาพทางสังคมและสถานะทางเศรษฐกิจ คุณก็จัดว่าเป็นนักการเมืองที่มาจากชนชั้นสูง เข้ามาปกครองบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตยที่มีแต่คนยากคนจนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งต้องคิดแล้วคิดอีกว่าวันพรุ่งนี้จะกินอะไร การแก้ปัญหาคนยากคนจน ส่วนหนึ่งก็ต้องเข้าถึงจิตใจของประชาชน คนอย่างคุณจะรู้จักความจนได้อย่างที่เป็นอยู่จริงหรือเปล่า
ถ้าให้ตอบว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร…ผมก็ต้องคิดนะครับ แต่ถ้าถามว่าพรุ่งนี้จะมีกินหรือเปล่า อันนี้ไม่ต้องคิด (หัวเราะ)

ผมคิดว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่แฟร์ แต่ขณะเดียวกัน คำตอบมันก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมที่จะเปิดรับและทำความเข้าใจกับปัญหาของประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้ผมไม่เคยมีโอกาสที่จะได้สัมผัสพวกเขาหรือไม่ สำหรับผมคิดว่าความสามารถในการเปิดใจมันไม่ได้จำกัดอยู่ที่คุณมีสถานะทางเศรษฐกิจอย่างไร มันขึ้นอยู่กับความตั้งใจ ว่าคุณตั้งใจจะเข้ามาแก้ปัญหาจริงหรือเปล่า หรือว่าคุณตั้งใจเข้ามาทำอย่างอื่น?

ผมรู้ตัวดีเสมอว่า ผมมีความตั้งใจอะไร และผมคิดว่ามันป่วยการที่จะมานั่งพูดให้คนฟัง สุดท้ายมันขึ้นกับการกระทำในระยะยาวมากกว่า ซึ่งไม่ใช่เดือนสองเดือนหรือแม้แต่ปีสองปี ผมคิดว่าคงต้องรอดูกันดีกว่า

แต่อย่างไรก็ตาม แม้แต่นักการเมืองที่มาจากสังคมด้อยโอกาส ไม่ใช่แค่ในเมืองไทยแต่ทั่วโลก พอมีโอกาสแล้วก็โกงกินลืมบ้านเกิดตัวเอง ลืมปัญหาของประชาชนกลุ่มที่ตนเคยอยู่ร่วมด้วยก็มีมากมาย นักการเมืองที่รวยแล้วเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์เพิ่มเติมให้กับตัวเองและพวกพ้องก็มีเยอะแยะไปหมด ในขณะเดียวกันนักการเมืองที่มาจากครอบครัวกลุ่มอภิสิทธิ์ชน แต่พอมาถึงก็เข้ามาอุทิศตนเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับประชาชนชนผู้ด้อยโอกาสก็มีเช่นกัน

ที่มาของคนแต่คน มันไม่ได้เป็นตัวชี้ว่าสุดท้ายแล้วเขาจะทำอะไร มันขึ้นอยู่กับความตั้งใจ ขึ้นอยู่กับผลงานในระยะยาวของเขาต่างหากที่เป็นตัวพิสูจน์

ไฮคลาส : หากมองว่าคนในโลกนี้ไม่มีใครที่ขาวหรือดำสนิท ถ้าให้เอาคนในประชาธิปัตย์มาเขย่ารวมกันจะได้สีเทาที่ค่อนไปทางไหน
แหม… ถามแบบนี้ ผมก็ต้องตอบว่าค่อนมาทางสีขาวสิครับ (ยิ้ม) และที่ผ่านมามันก็พิสูจน์ว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากพอสมควร เราสามารถเลือกหัวหน้าพรรคที่สังคมยอมรับว่ามีความโปร่งใส มีมาตรฐานในเรื่องความสุจริตที่ค่อนข้างสูงมาโดยตลอด ไม่ว่าคนปัจจุบัน คุณอภิสิทธิ์ ท่านบัญญัติ หรือท่านชวน ท่านพิชัย รัตตกุล ไปจนถึง ม.ร.วเสนีย์ หรือ ท่านควง อภัยวงศ์

หัวหน้าพรรคน่าจะเป็นตัวชี้วัดได้ดีที่สุดในแง่วัฒนธรรมของพรรค ว่าเราคิดว่าอะไรเป็นเรื่องสำคัญ บางคนอาจจะบอกว่า พรรคเรายึดเรื่องของความเที่ยงตรงเป็นวาระสำคัญกว่าความสามารถด้วยซ้ำไป ซึ่งหลายๆ คนก็ติงว่า เอ๊ะ…จะเหมาะหรือเปล่า บางทีคนโกงแต่เก่ง อาจจะดีกว่าหรือเหมาะกว่าไหมสำหรับสังคมไทย ซึ่งผมคิดว่าอย่างน้อยเราก็พิสูจน์จุดยืนของเรามาโดยตลอดว่า อันดับแรกต้องสะอาด และก็ไม่ใช่ว่าคนสะอาดจะต้องไม่เก่งหรือทำไม่เป็น

ไฮคลาส : แต่ ในบางขณะ คนในสังคมส่วนหนึ่งก็มองว่า ประชาธิปัตย์เน้นแต่เรื่องคนดี เพราะไม่มีคนเก่ง
มามองกันในแง่ของประสบการณ์การรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์อย่างน้อยสองสมัยที่ผ่านมาเมื่อ 6 ปีที่แล้ว รัฐบาลชวน 2 มาหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี40 ผมคิดว่าปฏิเสธข้อเท็จจริงไม่ได้ว่า วาระสำคัญที่สุดของรัฐบาลชวน 2 ก็คือเข้ามากอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจ ดูแลไม่ให้ประชาชนต้องเดือดร้อน ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการรื้อฟื้นเศรษฐกิจขึ้นมาเร็วมาก ไม่ว่าจะวัดด้วยทุนสำรองระหว่างประเทศ หรือวัดด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

สุดท้ายก็ทำให้รัฐบาลที่ตามมาคือรัฐบาลทักษิณชุดที่1 มีโอกาสใช้นโยบายในแง่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็เพราะพื้นฐานความแข็งแกร่งที่รัฐบาลชวน 2 ได้สร้างไว้ ผมคิดว่าผลงานตรงนั้นชัดเจนเพียงแต่ถ้ามองย้อนกลับไปช่วงท้ายๆ คนเริ่มเบื่อรัฐบาล เพราะรู้สึกว่าเชื่องช้าเกินไป ผมไม่ปฏิเสธความเป็นจริงในแง่นั้น

ผมคิดว่าสไตล์หนึ่งของรัฐบาลชุดหนึ่งอาจจะไม่เหมาะสมกับทุกยุคทุกสมัย แต่ประเด็นก็คือรัฐบาลชุดนั้นเข้ามาเพื่อแก้ปัญหา และก็สามารถแก้ได้ หลังจากนั้นประชาชนมีความรู้สึกอยากได้อะไรที่แตกต่าง เช่นอาจจะมีสีสันมากกว่า ซึ่งไม่ใช่รัฐบาลชวนแต่กลายเป็นรัฐบาลทักษิณ ก็ไม่ว่ากัน

และหากมองย้อนไปนานกว่านั้นถึงช่วงพฤษภาทมิฬ เกิดเหตุการณ์นองเลือดกันมาแล้ว ก็มีรัฐบาลชวนเข้ามาสร้างความปกติทางการเมือง ทำให้หลังจากนั้นก็มีการเลือกตั้งได้อีกหลายครั้ง จนกระทั่งเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมา มันก็พูดกันง่ายนะครับ ว่าใครเก่งใครไม่เก่ง และผมก็เชื่อว่าความเหมาะสมของคนแต่ละคนมันขึ้นอยู่กับยุคกับสมัย แต่ที่ผ่านมา ถ้าถามว่ารัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ล้มเหลวในแง่ของความรับผิดชอบต่อสังคมหรือไม่ผมก็ตอบได้ชัดเจนว่า นอกจากเราจะไม่ล้มเหลวแล้ว เรายังประสบความสำเร็จด้วยซ้ำไป

ไฮคลาส : ในสายตาของคุณที่อยากจะเข้ามาช่วย มองว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังขาดในเรื่องใด
การบริหารจัดการของพรรคยังมีประเด็นที่บกพร่องอยู่มาก ผมเชื่อว่าด้วยบุคลากรที่เรามีอยู่ จะสามารถขับเคลื่อนพรรคให้มีพลังมากกว่านี้ได้อีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานเป็นทีม การสื่อสารให้ชัดเจนในแง่ของเป้าหมาย เรื่องของการแชร์องค์ความรู้ที่แต่ละคนมี ผมว่าพรรคยังขาดประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับองค์กรเอกชนที่ผมเคยทำมา และจุดด้อยเหล่านี้มันไม่ได้เป็นจุดด้อยที่เราเพียงแต่จะอ้างว่า…เป็นพรรคการเมือง มันก็ต้องอย่างนี้ จะให้มีประสิทธิภาพในการทำงานมากเท่ากับองค์กรเอกชนคงไม่ได้ ผมไม่เชื่อ ซึ่งผมคิดว่าเรายังปรับปรุงพัฒนาแก้ไขตรงนี้ได้อีกเยอะ

ไฮคลาส : ในช่วงหนึ่งรัฐบาลทักษิณได้สร้างความรู้สึกหรือบรรยากาศให้คนเชื่อว่าไทยรักไทยประกอบไปด้วยบุคคลที่เป็นหัวกะทิของประเทศในแง่ขององค์ความรู้ เป็นคนมีการศึกษา ส่วนประชาธิปัตย์เป็นพรรคชาวบ้าน เป็นนักโต้วาที ประชาธิปัตย์จะสร้างความเชื่อมั่นในส่วนนี้อย่างไร จะต้องมีฮาวาร์ด อ็อกซ์ฟอร์ดมาร่วมเยอะๆ หรือจะดึงนักธุรกิจเข้ามาเสริมทัพ
ผมคิดว่าที่มาของการศึกษาอาจจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญ พรรคเราอาจจะมีเด็กอ็อกซ์ฟอร์ดเยอะด้วยซ้ำไป ตอนนี้ที่นับได้ก็มี 4 คนที่เป็นสส. ที่จบจากฮาวาร์ดก็มี ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ สำหรับคนที่มีประสบการณ์การทำธุรกิจมาคงจะเห็นเช่นเดียวกันว่า ในยุคนี้เศรษฐกิจหรือสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะปัจจุบันภาคเอกชนเป็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนสังคมมากกว่าภาครัฐเยอะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริโภค การผลิต การลงทุน มันไม่เหมือนสมัยก่อนที่รัฐเป็นเจ้ามือทำทุกอย่าง เดี๋ยวนี้รัฐมีหน้าที่เพียงแค่เป็นผู้สนับสนุนส่วนเอกชนเป็นตัวผลักดัน

ด้วยเหตุผลนี้ การเมืองก็ควรจะสะท้อนต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าคนที่มีประสบการณ์จากภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญและสามารถเข้ามาร่วมได้กับภาคการเมือง ถ้าภาคการเมืองขาดคนที่มีประสบการณ์เหล่านี้จะทำให้เชื่อมต่อกับภาคเอกชนซึ่งมีความสำคัญมากในยุคนี้ได้ยากขึ้น และหากเชื่อมต่อกันไม่ได้ การขับเคลื่อนโดยรวมก็จะขาดพลัง

ถ้าเราสามารถหาบุคลากรที่มีประสบการณ์ทางภาคธุรกิจเข้ามาร่วมงานกับพรรคได้มากขึ้น ผมคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะตอนนี้ต้องถือว่ายังขาด

ไฮคลาส : ในยุคที่เศรษฐกิจแบบทุนนิยมแผ่ขยายไปทั้งโลก ในขณะที่คนส่วนมากในบ้านเรามีรากเหง้าพื้นฐานมาจากสังคมเกษตรกรรม ด้อยการศึกษา ด้อยโอกาส อาจถูกเอารัดเอาเปรียบด้วยความไม่รู้เท่าทัน ต้องกลายเป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศตัวเองในโลกที่ไร้พรมแดน ผู้ทำหน้าที่รัฐบาลควรจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไรบ้าง
หน้าที่อันดับแรกของรัฐบาลก็คือการดูแลผู้ที่ด้อยโอกาสเป็นอันดับแรก แต่ถ้ามองการณ์ไกล ถามว่าเราอยากที่จะไปถึงจุดไหน ผมก็จะบอกว่า เราอยากที่จะไปถึงจุดที่ประเทศของเราไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาลมาปกรองเลย ซึ่งถือว่าดีที่สุด ทุกคนอยู่อย่างเป็นสุข ปกครองกันเองได้ สาเหตุที่ต้องมีรัฐบาลเพราะว่า ประเทศมันยังไปไม่ถึงจุดนั้น

ผมมองว่า การที่รัฐบาลยิ่งมีบทบาทน้อยเท่าไหร่ มันยิ่งสะท้อนถึงระดับการพัฒนาของสังคมนั้น

ในประเทศของของเรารัฐยังมีบทบาทในทุกแง่ทุกมุมของชีวิต สะท้อนให้เห็นว่าเรายังไม่พัฒนาเท่าที่ควร แม้แต่ในภาคธุรกิจก็ยังมาขอความช่วยเหลือจากรัฐอยู่เรื่อย หมายความว่าเขายังไม่สามรถแข่งขันได้โดยที่ไม่มีรัฐเข้ามาช่วยอุปถัมภ์ แน่นอนว่าในอันดับแรกเราต้องดูแลคนที่ด้อยโอกาสก่อนและเมื่อเศรษฐกิจโลกมันมีความกลมกลืนมากขึ้น กลายเป็นตลาดยักษ์ใหญ่ เราก็ต้องใส่ใจกับการดูแลคนที่ไม่สามารถที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกลไกการตลาดนั้น ด้วยสาเหตุที่ว่าแข่งขันไม่ได้ หรืออาจจะขาดโอกาสในแง่ของการศึกษาไม่มีทุนทรัพย์ ขาดทรัพยากร อะไรก็แล้วแต่ ให้เขาสามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม ผมคิดว่านี่คืออัจฉริยภาพของแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งความหมายในที่นี้ก็คือการสร้างความสามารถให้ชุมชนสามารถดูแลตนเองได้

ไฮคลาส : ขณะที่ชนชั้นปัญญาชนในเมืองหลวงหรือในเมืองใหญ่ต่างพยายามปรับตัวทุกรูปแบบเพื่อให้เป็นพลโลก World citizen ในขณะที่ชนบทยังขาดแคลนทุกอย่าง มองปัญหาช่องว่างที่ห่างกว้างนี้ขึ้นอย่างไร
ณ เวลานี้ช่องว่างมันกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก เพราะว่าที่ผ่านมาเป็นเรื่องของมูลค่าของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น ที่เป็นตัวเพิ่มความมั่งมี มันไม่ใช่การเพิ่มของรายได้ การที่คนมีที่ดิน มีหุ้น มีกิจการ เห็นมูลค่าทรัพย์สมบัติของตนเพิ่มขึ้นก็เลยทำให้มีความรู้สึกรวยขึ้น มองแค่มูลค่าทรัพย์สินหรือตัวเลขรายได้เป็นเครื่องชี้วัด

เราอยากที่จะแปลงคนในชนบททุกคนให้เป็นคนเมือง เพื่อเราจะสามารถบอกได้ว่า เราพัฒนาแล้วและมีระดับความเป็นอยู่ที่พัฒนาแล้ว หรือเราจะบอกว่า เราจะต้องขีดเส้นแยกเพื่อรักษาวิถีชีวิตรักษาวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเสมือนการยอมรับกลายๆ ว่าเราไม่สามารถที่จะแปลงคนทั้ง 60 กว่าล้านคนให้เป็นคนเมืองได้

รัฐบาลต้องสร้างโอกาสที่ทำให้ประชาชนมีสิทธิ์เลือกได้ว่าเขาจะใช้ชีวิตแบบคนเมืองหรือแบบชนบท โดยการเลือกที่จะมีวิถีชีวิตแบบชนบท ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องกลายเป็นคนจน ในบางประเทศคนที่เป็นเกษตรกรเขาก็รวยได้ อาจจะไม่ได้รวยเท่านักค้าตราสารทุน หรือว่านักอุตสาหกรรม แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเขาเป็นคนจน มีศักดิ์ศรีในแง่ของความเป็นคน สามารถที่จะส่งลูกไปเรียนโรงเรียนเดียวกับลูกของเศรษฐีได้ ผมคิดว่านั่นคือทางเลือกที่เราจะต้องสร้างให้กับคนของเราเอง ให้เขาสามารถเลือกใช้ชีวิตได้ในแนวทางที่เขาพอใจได้โดยไม่จำเป็นต้องย้ายเข้ามาในเมือง และในขณะเดียวกันสามารถที่จะมีคุณภาพชีวิตในระดับที่เรียกว่ามีศักดิ์ศรีได้ ซึ่งตอนนี้มันไม่ใช่

ไฮคลาส : คุณมองแนวทักษิโณมิคส์ที่ผ่านมาอย่างไรในฐานะผู้มีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์
ผมว่าทักษิโณมิคส์มันเป็นตัวหลอก สำหรับผมทักษิโณมิคส์คือการสร้างอำนาจผูกขาดทางการเมืองการตลาดเพื่อที่จะปกป้องผลประโยชน์ของคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ลิดรอนการแข่งขันเพื่อให้มีอำนาจการผูกขาดเกิดขึ้นทั้งในภาคธุรกิจและภาคการเมือง การใช้อำนาจรัฐเอื้อต่อธุรกิจทั้งหมด นี่คือนิยามทักษิโณมิคส์ของผม ผมไม่เห็นจะมีอะไรดีเลย

ที่ผ่านมาตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมดูเหมือนมีการขยายตัว แต่เมื่อเรามาดูว่าประโยชน์ที่ได้รับมันแบ่งปันกันอย่างเท่าเทียมให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่าหรือไม่ ผมคิดว่าคำตอบชัดเจนคือ ไม่

มันมีความกระจุกตัวค่อนข้างสูงในแง่ของการพัฒนาเศรษฐกิจ กลุ่มที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มที่ใกล้การเมือง ทักษิโณมิคส์คือความจำเป็นที่คุณต้องมีเส้นสายทางการเมือง คุณถึงจะประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้ มันไม่ใช่การประสบความสำเร็จด้วยฝีมือหรือความรู้ ผมไม่เห็นว่ามันเป็นลัทธิหรือเป็นอะไรที่ควรส่งเสริมหรือชื่นชม

ไฮคลาส : คนภายนอกส่วนหนึ่งมองว่าคนประเภทคุณ น่าจะเป็นคนกลุ่มน้อยในประชาธิปัตย์ และเป็นคนมาทีหลังในขณะที่ฐานอำนาจ ในพรรคก็มีเป็นมุ้งต่างๆ กันอย่างชัดเจน คุณมีสิทธิมีเสียงในพรรคอย่างไรบ้าง หรือเข้ามาแค่เป็นพรีเซนเตอร์ให้พรรคดูดีขึ้น
การที่ผมเข้ามาในพรรคก็มีสิทธิ์มีเสียงค่อนข้างเยอะ และพิสูจน์ได้นะครับ และในช่วงที่ผ่านมา แนวคิดทางนโยบายเศรษฐกิจของพรรคก็มาจากคนกลุ่มที่คนภายนอกอาจจะมองว่าไม่ใช่ประชาธิปัตย์พันธุ์แท้ เป็นพวกที่มาทีหลัง แต่ทางพรรคก็ได้เปิดช่องให้เราสามารถมีบทบาทได้อย่างเต็มที่ ไม่เคยพบอุปสรรคทางด้านใดในการทำงาน เข้ามารับเลือกตั้งครั้งแรกก็ทางพรรคก็ให้โอกาสได้เป็นรองเลขาธิการพรรค จัดตั้งคณะทำงานเศรษฐกิจ

ผมคิดว่า การบริหารบ้านเมืองยุคนี้สมัยนี้มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจมาก ทางพรรคก็พร้อมที่จะใช้คนที่มีประสบการณ์มีความรู้ทางด้านนี้ ประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่น่าอยู่ ก็เพราะเป็นพรรคที่ค่อนข้างเปิด ใครเข้ามาก็มีโอกาสทำงานได้ทันที

ไฮคลาส : ประชาธิปัตย์พันธุ์ไม่แท้ จะมีสิทธิ์เป็นนายกฯ หรือ
คุณอภิสิทธิ์ถือว่าเป็นพันธุ์แท้ไหมล่ะ คุณอภิสิทธิ์ก็อยู่มานาน คุณอภิสิทธิ์เป็นคนเมืองหลวงไม่ใช่เป็นคนใต้ ซึ่งหลายๆ คนบอกว่าประชาธิปัตย์ต้องเป็นคนใต้ แต่นั่นมันก็เป็นค่านิยมเพียงไม่กี่สิบปี เดิมทีก็ไม่ใช่ สมัยท่านควง ท่านเสนีย์ อาจจะมายุคท่านชวนที่เริ่มมีความรู้สึก และที่ผ่านมาเราก็ต้องให้เครดิตสส.ภาคใต้เพราะว่ามีคนบอกว่าสส.ภาคใต้มีอิทธิพลในพรรคมาก ก็แหม…สส.ส่วนใหญ่มาจากใต้ โดยธรรมชาติมันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว (หัวเราะ)

จากคราวที่แล้วที่ผมเป็นสส.เรามี 96 คน เป็นใต้ซะ 50 กว่าคน ที่เหลือก็กระจัดกระจายกันไป ภาพลักษณ์นั้นมันเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่สำหรับผมเวลาเข้าพรรคบางทีผมไม่ถาม ผมไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าใครมาจากไหน ผมไม่ใช่ประเภทที่นั่งจับกลุ่มกันตามภาคอย่างที่คนข้างนอกอาจจะคิดว่าเป็นแบบนั้น ผมไม่เคยมีปัญหานอกจากบางครั้งเขานั่งคุยกันแล้วใช้ภาษาใต้ ผมบอกว่าพูดภาษกลางหน่อย ก็มีบ้าง (หัวเราะ) แต่นั่นมันก็เรื่องปกติธรรมชาติ ก็เหมือนกับบางครั้งที่ผมนั่งคุยภาษาอังกฤษกับคุณอภิสิทธิ์นานๆ เวลามีคนอื่นมาร่วมคุยด้วยเราก็ต้องเปลี่ยนมาคุยเป็นภาษาไทย

ไฮคลาส : คุยกับคุณอภิสิทธิ์เป็นภาษาอังกฤษ แล้วคนอื่นเขาไม่หมั่นไส้เอา
ก็ผมนั่งคุยกันอยู่ 2 คน (หัวเราะ) ภาษาก็คือภาษาไม่ใช่ตัวกำหนดว่าเราเป็นคนอย่างไร

ไฮคลาส : คิดว่าคนอย่างคุณจะเป็นนายกฯ ได้ไหม
ผมหวังว่าผมจะไม่ต้องคิดเรื่องนี้

ไฮคลาส : แม้ว่าจะมีคนขอให้รับตำแหน่ง
ไม่…ความหวังของผมก็คือ ตลอดชีวิตการทำงานทางการเมืองของผม คุณอภิสิทธิ์จะต้องเป็นนายกฯ และผมก็จะไม่ต้องคิดเรื่องนี้

ไฮคลาส : ในฐานะที่คุณอภิสิทธิ์เป็นเพื่อนของคุณและในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรค มองว่าถ้าคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ สังคม หรือประเทศจะพัฒนาไปในแนวทางไหน
ในฐานะที่เป็นเพื่อนผม ฐานะนี้ไม่ได้มีความสำคัญเลยในการกำหนดว่าเขาจะเป็นแบบไหน แม้แต่ภายในพรรคเอง การที่เขาเป็นเพื่อนผม ไม่เคยมีความหมายกับการเป็นหัวหน้าพรรคหรือว่าการตัดสินใจใดๆ ทั้งสิ้นของเขา ถ้าผมจะมีความหมายกับเขา ก็ในฐานะลูกพรรคคนหนึ่งที่มีข้อเสนอแนะให้กับเขาในเรื่องที่ผมมีความเชี่ยวชาญหรือมีความรู้เท่านั้นเอง

ผมคิดว่าคุณอภิสิทธิ์คงเป็นนายกฯ ที่แตกต่างจากนายกฯ หลายท่านที่เรามีความเคยชินในช่วงที่ผ่านมา ทุกคนก็มีความแตกต่าง คุณอภิสิทธิ์เป็นคนที่ไม่เอาใคร ไม่เล่นพวก ซึ่งจะขัดต่อวัฒนธรรมไทยๆ การบริหารแบบไทยๆ ที่หลายคนเคยชิน ถ้าสมมติว่าวันดีคืนดีเราเกิดได้ผู้นำที่เขายึดหลักแนวความคิดที่ถูกต้องมากกว่าจะยึดหลักว่าใครเป็นพวกใคร ผมคิดว่าถ้าพวกเรารับได้ ก็น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี และเป็นการผันวิธีการบริหารเรื่องของวัฒนธรรมแบบไทยๆ ไปในทิศทางที่น่าจะดีขึ้น

ไฮคลาส : คนทุกคนย่อมมีจุดอ่อนจุดแข็ง คุณมองว่าถ้าคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ จะมีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไรบ้าง
มันเหมือนกับเป็นเหรียญสองด้านนะ ข้อดีคือเขาไม่เอาเขาไม่เล่นพวก แต่ว่าอีกด้านหนึ่งของเหรียญนั้นเขาอาจจะดูเหมือนโดดเดี่ยวเกินไป เขาเป็นนักคิด นักวิเคราะห์และเป็นคนที่ฟังความคิดเห็นของคนอื่นสูงมากกว่าผู้นำทุกๆ คนที่ผมเคยผ่านมา โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ ผู้นำมักจะเป็นคนทีมีลักษณะประเภทที่คิดว่าตัวเองเก่งกว่าชอบที่จะทุบโต๊ะ ถ้าโดยรวมๆ แล้วผมวิเคราะห์ตัวเองผมมีจุดอ่อนที่โน้มน้าวไปทางด้านนั้นมากกว่า แต่คุณอภิสิทธิ์ไม่ใช่ เขามีความเด็ดขาด ความเชื่อมั่นในสติปัญญาของเขาที่จะสามารถสรุปจากข้อมูลที่ได้รับจากทุกๆ ฝ่ายและนำมาใช้ในการตัดสินใจและทำให้การตัดสินใจของเขาเด็ดขาดกว่าคนอื่นเพราะว่าเขาเชื่อในตัวเอง มีความเชื่อในตัวเองสูง เขาฟังทุกคนก่อนแล้วจึงตัดสินใจว่าเขาจะเดินไปตามทางไหน

มีหลายครั้งที่ผมได้เห็นความเด็ดขาดของเขา แต่การที่เขาไม่เล่นพวกก็ทำให้ดูเหมือนขาดมนุษย์สัมพันธ์ขาดภาพของนักเลงที่คนไทยชอบ แบบอัศวินขี่ม้ามา ชอบประเภทคนที่รักสนุก เพื่อนเยอะอย่างนายกฯ ชาติชาย ประมาณนั้น ซึ่งคุณอภิสิทธิ์ไม่ใช่ พอถึงเวลานั้นผมคิดว่าพวกเราทุกคนต้องปรับตัวเข้าสู่สไตล์ของผู้นำที่มีความแตกต่างแน่นอน

ไฮคลาส : หมายถึงภาวะผู้นำของคุณอภิสิทธิ์นั้นพร้อมแล้วสำหรับเวลานี้
โอ๊ย…ผมเชื่อว่าไม่มีปัญหาเลย ทั้งในแง่ของความรู้ประสบการณ์ เขาเป็นคนที่ตัดสินใจไม่ค่อยพลาดเพราะว่าเขาสะสมประสบการณ์มาเยอะ เขาสามารถแยกแยะได้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร และที่สำคัญก็คือสัญชาตญาณในแง่ของค่านิยม สัญชาตญาณความถูกความผิดไม่มีที่ติ!

คุณอภิสิทธิ์อาจจะไม่ใช่ผู้นำที่เร้าใจ แต่ผมเชื่อว่าจะเป็นผู้นำที่ไม่สร้างปัญหาให้กับประเทศแน่นอน พวกเราบางทีอยากจะได้ความเร้าใจโดยเฉพาะในวงการการเมืองจะเป็นอย่างนั้น ด้วยความเคารพนะ เราจะเลือกคนอย่างคุณชูวิทย์ เราจะชอบความฟู่ฟ่าของพลเอกชาติชาย เราจะชอบความดุดันเผด็จการอะไรก็แล้วแต่ของคุณทักษิณ อะไรที่เรียบๆ สุขุม ซึ่งความจริงเหมาะสมมากกว่าในแง่ของการเป็นผู้นำประเทศ เพราะว่าข้อเท็จจริงก็คือ บริหารประเทศมันต้องมีความสุขุม แต่ว่าเรามักจะไม่อยากเลือกคนที่สุขุมเข้ามาทำหน้าที่นั้น ถ้าคุณอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดทางหนึ่ง แม้จะไม่สนุก ไม่ตื่นเต้น ไม่เร้าใจ แต่เราสามารถไปหาความเร้าใจจากเรื่องอื่น

ไฮคลาส : ภายใต้ความเชื่อว่ารัฐบาลหลังจากนี้ ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งในรูปแบบใดก็ตาม ก็ต้องอยู่ใต้ร่มเงาของทหารอยู่คุณมองว่าอย่างไร
ถ้าเขาเดินถูกนะจากจุดนี้และไม่พลาดเหมือนรสช. ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้หลังการเลือกตั้งครั้งต่อไปบทบาทบารมีของทหารก็จะมีมากกว่าก่อนหน้านี้โดยธรรมชาติ แต่ถ้าหากเขาเกิดพลาดขึ้นมาจนถึงขนาดถูกขับไล่นั่นก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ผมมองว่าแนวโน้มตอนนี้ไม่น่าจะถึงขนาดนั้น ถ้าเรามองในฐานะทหารตอนนี้ 1.ตอนนี้เป็นผู้มีอำนาจ 2.เขาเป็นผู้มีส่วนเข้ามาแก้ปัญหาประเทศ และ 3. เขาเป็นผู้ที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นเขาต้องมองว่าเขารับผิดชอบอยู่ และมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ

ในสังคมประชาธิปไตย โดยปกติแล้วทหารไม่น่าจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ตอนนี้ทหารอยู่ในทุกที่ไม่ว่าจะเป็นการท่าอากาศยาน องค์การโทรศัพท์ การบินไทย หรือในรัฐบาล ในทำเนียบ เขาอยู่ไปทุกที่ มีหน้าที่จะพูดเกี่ยวกับทุกอย่าง หลังเลือกตั้งแล้ว จะให้เขาหยุด ผมคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าเวลาผ่านไป เราก็ควรจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ และก็ขึ้นอยู่กับว่าเราได้ใครเป็นผู้นำทางการทหารด้วย ถ้าเราได้อย่างท่านสนธิที่แสดงจุดยืน แม้แต่ท่านสุรยุทธ์เองสมัยที่ท่านเป็นผบ.ทบ.ท่านก็แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าหน้าที่ทหารคืออยู่ในค่าย ไม่มีบทบาทหน้าที่ทางการเมือง ถ้าเราได้ผู้นำทหารที่มีความเป็นทหารลักษณะมืออาชีพ ผมคิดว่าบทบาททางการเมืองของทหารก็ควรจะลดลงไปเรื่อยๆ แต่คงไม่ทันที

ไฮคลาส : ตอนนี้คุณทำงานหนักกว่าก่อนปฏิรูปฯ ไหม
งานผมแทบไมได้เปลี่ยนเลยตั้งแต่สมัยที่ได้รับเลือกตั้งปี 2548 มาจนถึงวันนี้ ก็ยังปฏิบัติหน้าที่เหมือนเป็นสส.ของเขต เพราะว่าผมเป็นสส.รุ่นสุดท้ายของเขา และในแง่จิตวิญญาณเรายังมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเพราะตอนนั้นเลือกมาแล้วยุบสภาไป และยังไม่ทันได้เลือกตั้งใหม่

นอกจากนั้นก็มีหน้าที่ในฐานะทีมเศรษฐกิจ มีบทบาทหน้าที่ต้องคอยติดตามการทำงานทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล บทบาทหน้าที่ในการเรียบเรียงแนวคิดในเชิงนโยบายของพรรค มันก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ และโดยเฉพาะในช่วงนี้เรามองถึงการเลือกตั้งที่จะตามมา เราต้องคิดเผื่อไว้เลยว่า ในการที่เราะจัดตั้งรัฐบาลเราจะต้องขับเคลื่อนเรื่องอะไรบ้าง ต้องอย่างไรและใช้อะไรทำ

ไฮคลาส : ยังไม่มีการแข่งขัน ยังไม่ปรากฏเส้นชัย ตอนนี้ทำงานแข่งกับอะไรอยู่
แข่งกับตัวเองกระมังครับ งานมันก็ไม่มีใครมาสั่งให้เราทำ ใครที่เข้ามาทำงานทางการเมือง มันย่อมเป็นเรื่องของแรงบันดาลใจว่าเรามีแรงจูงใจหรือการผลักดันตัวเองได้มากแค่ไหน การเข้ามาเป็นสส.ก็เหมือนกับการทำทุกอย่าง จะเป็นสส.ที่เป้าหมายก็คือชนะการเลือกตั้งและ Enjoy ชีวิตกับการเป็นสส.ไปเรื่อยๆ ก็ทำได้ ไม่ต้องทำอะไรมาก สส.ส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้นด้วยซ้ำไป จำนวนสส.ที่มีบทบาทระดับประเทศมีไม่เยอะแต่เขาก็เป็นสส.ที่ดีได้ ดูแลพื้นที่ของเขา มีบทบาทในสภาในระดับหนึ่งก็ไปของเขาได้เรื่อยๆ หรือถ้ามองว่าอยากเป็นอะไรมากกว่านั้นมันก็แล้วแต่แรงบันดาลใจ

ที่ผมบอกว่าสู้กับตัวเองก็คือ ผมตื่นขึ้นมาก็จะเตือนตัวเองว่าจริงๆ แล้วเรามาอยู่ตรงนี้เพราะเราต้องการทำอะไร เพราะโดยธรรมชาติของการแข่งขัน มันทำให้เราลืมไปเลยว่า เรื่องการเมืองมันมีอะไรที่มากกว่าเรื่องของการแข่งขัน เราต้องใช้เวลากับการแข่งขันเยอะเหลือเกินในการพยายามซื้อใจประชาชนและต้องแข่งกันอีกในเชิงนโยบายคือทุกอย่างแข่งขันหมด จนหลายๆ ครั้ง เวลาผ่านพ้นไปเราลืมไปว่าแล้วเราแข่งกันอยู่ทำไมวะ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องตื่นมาตั้งคำถามกับตัวเอง ยังจำได้ไหม…เข้ามาเพื่อทำอะไร ถ้ายังจำได้ก็โอเคทำต่อ

กลับมาถามเรื่องอนาคตการเป็นนายกรัฐมนตรีหรืออะไรก็แล้วแต่ โดยธรรมชาติของตัวผมเอง ผมมีความรู้สึกว่าใจผมสู้ในระดับนี้ ซึ่งมันก็คือเรื่องของ Comfort zone ของคนนั่นเอง คนเราถ้าได้อยู่ใน Comfort zone ของเรา เราเชื่อว่าเราจะทำได้ดีมาก และถ้าต้องหลุดออกไปสู่อีกเวทีหนึ่งอีกระดับหนึ่งเราไม่รู้แล้ว ถ้ามันมีวันนั้นก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเรามีใจหรือไม่ ซึ่งมันก็คงเป็นความรู้สึกกล้าๆกลัวๆ

ไฮคลาส : ในชีวิตคุณเคยล้มเหลวบ้างไหม
ไม่เคย

ไฮคลาส : แล้วถ้าจะต้องล้มเหลวคุณจะรับมือกับภาวะนั้นได้หรือ
ล้มเหลวหรือไม่ ส่วนหนึ่งที่ผมตอบโดยไม่ต้องคิดเลยว่า “ไม่” เพราะผมคิดว่า ผมไม่เคยมองอะไรเป็นความล้มเหลว แต่มองว่าเป็นเพียงบทเรียนบทหนึ่ง หรือประสบการณ์หนึ่ง แม่ผม ภรรยาผม มักจะบอกเสมอว่าผมเป็นคนที่มีความสุขได้ตลอดเวลา

ผมจะมีความสุขจากเรื่องเล็กๆ ได้ง่าย เพราะความสุขเล็กๆ มันเข้าถึงได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว มันขึ้นอยู่กับว่าเราเปิดให้กับมัน แค่ไหน

ผมเป็นคนมองโลกในแง่ดีมาก สมมติผมขับรถเลี้ยวซ้ายไปเจอรถติด แทนที่ผมจะโกรธตัวเองว่าทำไมถึงมาทางนี้ไม่ไปอีกทางหนึ่ง ผมจะคิดทันทีเลยนะว่า มันคงโชคดีถ้าไปทางนั้น ป่านนี้อาจจะถูกรถคันอื่นชนไปแล้ว ผมจะคิดในแง่ดีเสมอว่า ผมอยู่ตรงนี้ดีแล้ว และถ้ามันมีปัญหาเราจะแก้ปัญหานั้นไป เพราะฉะนั้นอะไรที่ดูเหมือนว่าเป็นความล้มเหลวผมก็ทำให้ผ่าน

ตัวอย่างทางธุรกิจมีอยู่กรณีหนึ่ง ตอนนั้นก็เป็นข่าวใหญ่โตช่วงนั้นสักสิบปีแล้ว สมัยนั้นบริษัทผมไม่ได้เป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ เป็น Sub-broker คือลูกค้าสั่งซื้อขายมาผมก็ต้องให้บริษัทที่เป็นสมาชิกเขาส่งผ่านตลาดหลักทรัพย์แทนผมซึ่งเราก็ต้องแบ่งรายได้ให้เขาค่อนข้างเยอะ พวกเราก็อยากเป็นสมาชิกเต็มตัว ตอนนั้นตลาดหลักทรัพย์เขาเปิดประมูล ทุกบริษัทก็เข้าไปประมูลด้วยเงินที่สูงมากหลายร้อยล้านและผมเข้าประมูลจำไม่ได้ตอนนั้นรู้สึกเขาประมูลให้ 3 บริษัท และผมได้ที่ 4 เราพลาดไปนิดเดียว เกือบ 300 ล้าน พลาดไปล้านเดียว ผมได้ทำใจเผื่อไว้แล้ว

การที่เรามีประสบการณ์เล่นกีฬามามันมีแพ้มีชนะตลอดเวลา ทุกครั้งที่แข่งขันเราต้องพร้อมที่แพ้เราสู้เต็มที่แต้องพร้อมที่จะแพ้และผมก็ได้เตรียมโฆษณาที่จะลงเต็มหน้าเลยจองไว้เลย เตรียมไว้ 2 ชุด ชุดหนึ่งเราจะสื่ออะไรถ้าเราชนะ อีกชุดหนึ่งสื่ออะไรถ้าเราจะแพ้ ใจผมสนุกกับการที่สื่อว่าเราจะแพ้มากๆ เลย พอผลออกมาปุ๊บผมก็ส่งไปที่สำนักพิมพ์เลยทันที ไม่มีคำพูดอะไรเลย และสื่อความว่าเราเป็นบริษัทนักสู้ ผมชูว่าเราเป็นSuper Sub-broker และก็เรียกเราตามนั้นมาโดยตลอด ในแง่ธุรกิจอาจจะมองได้ว่าเราพลาด แต่ผมไม่เคยมองอย่างนั้น

ไฮคลาส : คุณเป็นนักพายเรือกรรเชียง ต้องออกแรงพายให้เต็มที่ โดยหันหลังให้กับเส้นชัย ในเกมการเมืองเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า
(หัวเราะ) เราอาจต้องหันไปมองบ้างนิดหน่อยเพื่อให้รู้ว่าเส้นชัยมันอยู่ที่ไหน แต่ตราบใดที่เรารู้สึกว่ากำลังเคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้อง เราก็ไม่จำเป็นจะต้องมองเส้นชัยอยู่ตลอดเวลา เรามาให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนดีกว่าว่าเราจะเคลื่อนไปได้อย่างไรให้เร็วที่สุด

เหมือนกับเวลาคุณแข่งเทนนิส คุณไม่ควรให้ตาคอยแต่มองดู Score board ตาควรจะมองที่ลูก ถ้าตาคุณมองที่ลูก คะแนนที่คุณต้องการเห็นมันจะปรากฏขึ้นมาเอง

และถ้ามองในแง่การเมืองผมไม่เคยคิดเลยว่า ถ้าเข้าการเมืองแล้วผมต้องเป็นรัฐมนตรี หรือต้องเป็นนายกรัฐมนตรี เพียงแต่เราคิดว่าเราทำอย่างไรทีเป็นนักการเมืองที่ดีที่สุด ทำประโยชน์ให้ประชาชนได้ ส่วนผลลัพธ์ของการกระทำนั้น ตราบใดเรามีบุญวาสนาเพียงพอ และเหมาะสม มันจะมาเอง

Related contents:

You may also like...