รสนิยม และคมความคิด ดร.วัชระ พรรณเชษฐ์

รสนิยม และคมความคิด

นับสิบปีในสายงานธุรกิจ ชื่อเสียงของ ดร.วัชระ พรรณเชษฐ์ หรือ “ด็อกเตอร์โด่ง” อยู่ในชั้นแนวหน้าเสมอมา ในฐานะนักธุรกิจผู้หาญกล้าส่งออกรถยนต์จากฐานการผลิตในเมืองไทยไปช่วงชิงพื้นที่ตลาดยานยนต์ของอเมริกาเหนือ ยุโรป และออสเตรเลีย รวมถึงจัดจำหน่ายรถยนต์นำเข้าจากเยอรมนี ไม่เพียงเท่านั้น ธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมระดับโลกยังได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อธุรกิจทั้งหลายไปได้สวยก็ถึงคราวที่เขาจะค่อยๆ ย่างก้าวเข้ามาในงานเพื่อสังคม จากเก้าอี้คณะกรรมการระดับสูงของหอการค้าไทย ตามมาด้วยงานด้านการเมือง ในวันที่สิ่งต่างๆ ในรอบ 6 ปีผ่านไป หลายคนว่างงาน แต่รายชื่อของ ดร.วัชระ ยังถูกบรรจุไว้เป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยทำหน้าที่กรรมาธิการและเลขานุการ จนทำให้กลายเป็นบุคคลที่ ‘งานหลวงไม่ให้ขาด งานราษฎร์ไม่ให้เสีย’ แต่เป็นที่น่าสงสัยว่าภารกิจที่รุมเร้าไม่อาจทำให้ชายวัยสี่สิบตอนกลางอ่อนล้าเช่นคนอื่นในรุ่นเดียวกัน หากแต่กระฉับกระเฉง แถมยังนำพลังล้นเหลือในการทำงานมาสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวมได้เป็นอย่างดี

ไฮคลาส : จากนักธุรกิจแนวหน้า คิดอย่างไรจึงก้าวเข้ามาช่วยเหลือภาคราชการจนเหมือนเป็นงานหลัก
ตั้งแต่ปี 2540 ผมได้เข้ามาช่วยราชการมากขึ้นเรื่อยๆ พออายุ 40 ก็คือประมาณ 6 ปีที่แล้วก็เริ่มเต็มเวลา เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีสมัยจัดเอเปค ได้รับหน้าที่ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดประชุมเอเปคภาคเอกชน (APEC CEO SUMMIT 2003) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

ปีถัดไปได้ย้ายมาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ปีกว่าๆ และมาเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุขอยู่เกือบปี จนกระทั่ง 19 กันยาฯ มีการปฏิรูป เครื่องบินลงวันที่ 20 ตอนเช้าก็พ้นตำแหน่ง จากนั้นอีกสัก 2-3 อาทิตย์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อมีการเลือกตั้งคณะกรรมาธิการ ได้เข้าไปอยู่ในคณะกรรมาธิการที่ตนเองถนัดคือกรรมาธิการด้านต่างประเทศ และเนื่องจากว่าเป็นเด็กกว่าเขาเพื่อน ท่านผู้ใหญ่ก็ให้เป็นเลขานุการคณะ มีหน้าที่ช่วยดูแลงานภารกิจทั่วไปของกิจการกรรมาธิการต่างประเทศ

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า 3-4 ปีที่ช่วยงานอยู่กระทรวงมานั้นเป็นส่วนบริหารก็ทำงานออกหน้าออกตา ช่วย(อดีต)รัฐมนตรีว่าการฯ ช่วย(อดีต)รองนายกฯ ทำงานในรัฐบาล ส่วนมากจะเป็นงานอุตสาหกรรม งานต่างประเทศ งานเอเปคต่างๆ ก็ว่าไป แต่พอมาอยู่สภาบทบาทจะต่างกัน เป็นอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจนิติบัญญัติไม่ใช่หน้าที่ไปทำงานแต่เป็นหน้าที่ตรวจสอบ หน้าที่ให้คำปรึกษาคู่ขนานกัน เพราะฉะนั้นกรรมาธิการต่างประเทศจะทำงานล้อกับกระทรวงการต่างประเทศ

ไฮคลาส : ความสำคัญและแตกต่างในภารกิจเฉพาะกิจ
ถึงแม้ว่าสภานี้จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแต่บทบาท ความเข้มข้น และความสำนึกต่อหน้าที่ไม่ได้ลดลงไปเลย ท่านกรรมาธิการที่อยู่ในชุดเดียวกับผมมีท่านพิชัย วาสนาส่ง เป็นประธาน มีผู้หลักผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน เช่น ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ท่านวิทยา เวชชาชีวะ ท่านวิทย์ รายนานนท์ ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล เป็นอาทิ แต่ละท่านมีความรู้ความสามารถ คณะนี้เราก็ทำหน้าที่คู่กับกระทรวงการต่างประเทศ

เราทำหน้าที่คู่กับนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่จะทำกับต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นกลุ่มในระดับอาเซียน เอเปค การทำสัญญาเอฟทีเอที่กำลังกล่าวขวัญถึงคราวนี้ก็จะมีการผ่านสภาด้วย นโยบายเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน สิทธิและผลประโยชน์ของคนไทยในต่างแดน กฎหมายระหว่างประเทศที่ประเทศไทยไปทำกับเขาไว้หรือกำลังจะทำ ได้เปรียบเสียเปรียบแค่ไหน นี่คือหน้าที่ของเราในการขับเคลื่อน รวมถึงภาคใต้เกี่ยวกับเรื่องมุสลิมก็ได้มีบทบาทเยอะทีเดียวเลย

อย่างที่เรียนไว้ว่าตั้งแต่อายุ 40 จนถึงตอนนี้ พอบอกว่าจะรับใช้ชาติผมก็เอางานส่วนตัวผมเข้าเกียร์หลัง ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญนะแต่ว่าเราต้องแยกบทให้ออก เช่นตอนอยู่กระทรวงก็อยู่เต็มเวลาจันทร์ถึงศุกร์ งานธุรกิจขับเคลื่อนโดยกรรมการของบริษัทต่างๆ ผมเป็นประธานกรรมการอยู่แต่ว่าไม่ได้ทำงานทุกวันแล้ว เพียงช่วยดูนโยบายให้เดินหน้าเท่านั้น

ตอนที่ทำอยู่ตำแหน่งในราชการยังไม่จำเป็นต้องลาออกจากงานส่วนตัวจึงไม่ลาออก ที่นี่ก็เหมือนกันยังไม่ต้องลาออกจากตำแหน่งส่วนตัว แต่ว่าเราก็มีเวลาที่ให้กับสภาเป็นหลัก พอมีงานราชการกับงานส่วนตัวที่ต้องนัดต้องชั่งดูว่าสิ่งใดควรจะมาก่อน

ตอนนี้จะคบกับผมก็ต้องดูผมเป็นข้าราชการนิดหนึ่ง เพราะว่าผมเอางานราชการมาก่อน แต่ว่าเมื่อเราทำอย่างนี้ก็ต้องแน่ใจว่างานธุรกิจเราวิ่งไปได้ คนที่ไม่พร้อมแล้วเข้าไปในสังคมราชการหรือทำงานให้ส่วนรวมมันจะมีความไม่สะดวกหลายประการ เราต้องพร้อมก่อน ความพร้อมต่างๆ ทั้งเวลา ทั้งทรัพยากรอื่นๆ ทั้งการเงิน ทางด้านบุคคลเราต้องพร้อม ไม่อย่างนั้นเข้าไปก็จะมีการ “เบียดเบียน” ได้ แต่ไม่อยากเบียดเบียนราชการ ถ้าต้องเบียดเบียนไม่ทำซะดีกว่า

คุณพ่อคุณแม่สอนว่า “ต้องดูแลตัวเองให้เรียบร้อยก่อนนะ ถ้าตัวเองยังไม่ดีพอจะไปดูแลคนอื่นได้อย่างไร” ดูแลตัวเองก็หมายถึงว่ามีการศึกษาที่ดี โชคดีว่าได้เข้าเรียนอย่างเต็มที่ตั้งแต่ชั้นเล็กๆ จนถึงปริญญาโท ปริญญาเอก ไม่ได้บอกว่าตัวเองฉลาดกว่าใครนะครับ แต่มีโอกาสได้เรียนจนครบ และเมื่อเรียนครบ มีความรู้ความสามารถเราจะช่วยแค่ตัวเองก็ไม่ได้ เราต้องมาช่วยครอบครัว บริษัทของเรา สังคม และสุดท้ายก็ประเทศชาติ เป็นวงกลมที่กว้างใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ

ไฮคลาส : สมัยเรียนคุณเป็นนักกิจกรรมหรือเด็กเรียน
ผมเป็นทั้งเด็กเรียน เด็กกีฬา เด็กกิจกรรม 3 อย่างรวมกัน เพราะฉะนั้นวันๆ หนึ่งของผมสมัยเรียนจะเต็มตลอด เรื่องเรียนผมไม่ทิ้งเพราะว่าเป็นคนชอบเรียนหนังสือ แต่ก็ไม่ถึงขั้นหนอนหนังสือ ด้านกีฬา ผมเล่นกีฬาบาสเก็ตบอลให้กับโรงเรียนตั้งแต่อยู่อัสสัมชัญบางรัก เตรียมอุดมศึกษาก็เล่น วิศวะ จุฬาฯ ก็เล่น และตีเทนนิส แต่ที่แข่งขันก็คือบาสเก็ตบอล ผมเล่นถึงระดับคณะ ตอนอยู่โรงเรียนก็แข่งระดับโรงเรียนด้วย

เรื่องของกิจกรรม ผมทำกิจกรรมมากมายตอนเรียนเตรียมอุดมฯ เป็นประธานชมรมภาษาอังกฤษ ประธานชมรมถ่ายภาพ และประธานชมรมต่างๆ เป็นประธานชมรมบาสเก็ตบอลตอนอยู่ที่จุฬาฯ ผมทำกิจกรรมกีฬาต่างๆ ไปเรื่อย เวลาเย็นๆ ไปกับเรื่องนี้เยอะ อยู่นิ่งไม่ได้อยู่ไม่สุข ทำโน่นทำนี่ตลอดเวลา เป็นคนแอคทีฟ เพราะฉะนั้นก็เลยพยายามเอาความแอคทีฟในส่วนที่ดีมาใช้ประโยชน์ให้ส่วนรวม

เวลาทำงานให้กับงานหลวงเราก็ใส่เต็มๆ แต่ว่าเวลาทำงานให้หลวงไม่เหมือนกับงานบริษัทนะ ต้องมีข้อห่วงใย ข้อรอบคอบอยู่เยอะทีเดียว และกฎระเบียบของราชการมีระบบอยู่ จะทำอะไรตามใจชอบไม่ได้ ฉะนั้นบางอย่างในการทำแรกๆ อาจจะอยากขับเคลื่อนเร็วๆ แต่ว่าการเร็วเกินไปไม่ถูกต้องในกระบวนการทั้งหมดก็ไม่เป็นผลดีที่สุด เราพยายามที่จะเรียนรู้ ตั้งแต่อายุ 40 จนถึงตอนนี้ทำงานกับราชการมาหลายปีแล้ว ก็มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น

ไฮคลาส : ก่อนที่จะเข้ามาช่วยงานราชการคุณอยู่ในสายงานธุรกิจ คาดหวังว่าจะเอาความสามารถใดมาช่วยภาคราชการ

ผมมองจากการที่ถูกสอนว่าหลังจากชีวิตเราเรียบร้อย ครอบครัว บริษัท สังคม เราก็โตขึ้น แต่เราจะไม่ไปช่วยประเทศชาติตอนที่ตัวเองไม่พร้อม เพราะมันจะขัดแย้ง เมื่อพร้อมผมก็เริ่มทำงานกิจกรรม เป็นเลขาธิการหอการค้าไทยตอนอายุ 35 เป็นบอร์ดหอการค้าไทยมา 11 ปี ตอนเป็นเลขาฯ อยู่ 5 ปีก็เป็นเลขาธิการที่เด็กที่สุด เป็นบอร์ดของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ก็เป็นไปเรื่อย

ล่าสุดก็เป็นกรรมการอำนวยการของสภาเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Pacific Basin Economic Council : PBEC) เป็นองค์กรของส่วนงานระหว่างประเทศด้านเอกชน คล้ายๆ เอเปคแต่เอแปคมีรัฐบาลด้วย PBEC เป็นนักธุรกิจเอกชนชั้นนำ 300 คน จาก 30 ประเทศรวมกันเป็นกลุ่มองค์กรใหญ่ สมาชิกคนไทยมีอีก 2 ท่าน แต่บอร์ด 10 คนมีคนไทยคนเดียว อันนี้ก็จะเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่กรรมาธิการต่างประเทศก็ดี บทบาททำงานต่างประเทศก็ดี ความถนัดของผมส่วนหนึ่งคงเป็นเรื่องต่างประเทศเพราะว่าตอนทำมิตซูบิชิส่งออกรถยนต์ไป 140 กว่าประเทศ เป็นคนบุกเบิกรถยนต์ส่งออกครั้งแรกในประเทศไทย (มิตซูบิชิ) แชมป์ไปแคนาดา รถยนต์กระบะ (มิตซูบิชิ) L200 ก็ไปทั่วโลก ไปยุโรป ไปออสเตรเลีย ตรงนี้เราคิดว่าเราทำประโยชน์ได้เพราะเราเข้าใจต่างประเทศ เรามีเครือข่ายการทำงานต่างประเทศ ถ้าเราไปหัวเดียวกระเทียมลีบไม่ได้นะ คุณต้องมีคนรู้จัก คุณต้องรู้ว่าใครเป็นใคร และเขาต้องยอมรับเราได้ด้วย

ฉะนั้นเวลาเราไปติดต่อส่วนนี้บางครั้งก็ได้รับประโยชน์จากงานที่เราอยู่ สมมติว่าถ้าจะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากประเทศนี้อาจจะไม่มีใครรู้จักประเทศนี้เลย แต่เผอิญผมมีเพื่อนหรือคนรู้จักอยู่พอดีเราก็ทำอะไรได้เร็วขึ้น สังคมปัจจุบันไม่ได้แข่งกันที่ความถูกผิดแล้ว แต่แข่งกันที่ว่ามันทันเวลาหรือเปล่า (Economy of speed) สำคัญมาก บางทีคำตอบที่ถูกอาจจะมาช้าเกินไป ตลาดวายแล้วก็ไม่ทัน

ไฮคลาส : ทำหน้าที่ใดใน PBEC
ที่ PBEC ประชุมเมื่อเดือนพฤศจิกายนก็ได้ไปพูดถึงนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เราเรียกว่า “Sufficiency Economy” ในความหมายของ Sufficiency ไม่ได้แปลว่า อยู่เอง นะครับ อันนั้นเรียกว่า Self Sufficient คืออยู่ของเราเอง เราไม่ใช่พม่าที่ปิดประเทศ เราเป็นประเทศซึ่งดำรงอยู่ในเศรษฐกิจที่มีความสมดุล คำว่า “พอเพียง” ไม่ได้หมายความว่าไม่ขยายตัวนะ แต่ขยายตัวอย่างมีความเหมาะสม มีความสมดุล เช่น แบ่งเป็น 3 หมวด

หมวดหนึ่งก็คือด้านขององค์ความรู้ก่อน คุณถึงจะขยายตัวได้ ถ้าขาดความรู้ก็จบกัน คุณขยายแบบแรงงานขั้นต่ำซึ่งประเทศไทยไม่ควรจะเป็นแบบนั้นอีกแล้ว เราควรจะก้าวขึ้นมาด้วยภูมิปัญญาของเรา

หมวดที่สองต้องใช้ความโปร่งใส ใช้ ‘ธรรมาภิบาล’ ทำอะไรแล้วต้องดี พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงสอนไว้ คนฉลาดจะต้องดีด้วย ถ้าฉลาดแล้วไม่ดีเป็นอันตรายยิ่งกว่าอีก

หมวดที่สามก็คือความเพียร ความวิริยะอุตสาหะและการเน้นเรื่องคน เพราว่าคนเป็นผู้ขับเคลื่อนทุกอย่าง และทุกอย่างอยู่ในขา 3 ขา ซึ่งมีความสมดุล

ฉะนั้นก็หมายความว่าเราสามารถขยายตัวไปมากๆ ได้ ถ้าเราพร้อมแล้วเราขยายได้หลักเกณฑ์นี้ ไม่ใช่ว่าไม่ให้ขยายมาก ให้ถอยหลังอันนั้นไม่ใช่ แต่ถ้าเราไม่พร้อมเราก็ต้องขยายในส่วนที่เราทำได้พอเหมาะพอสม ก็เลยไปอธิบายตรงนี้ให้ต่างประเทศฟัง การที่เราเป็นบอร์ดคนเดียวที่เป็นคนไทยก็ช่วยได้ เพราะไม่เช่นนั้นนะ…

ตอนก่อนผมไปประชุมมีคนถามว่าประเทศไทยหลังจากเกิดปฏิรูปปิดประเทศใช่ไหม ไม่ต้องค้าขายแล้ว ถ้าเป็นประเทศอื่นที่อยู่ใกล้เราแต่ไม่มีความปรารถนาดีเพราะว่าเขาต้องแข่งขันกับเรานี่เรื่องปกติ เขาก็อาจจะพูดไปอย่างอื่นก็ได้ว่า “เออ…ใช่ตอนนี้ประเทศไทยเขาไม่ทำอะไรแล้วนะ มาค้าขายกับอั๊วะดีกว่า…” แต่การที่ผมไปนั่งอยู่ในนั้นด้วยมันไม่มีทาง คนอื่นก็ไม่กล้าพูดอยู่แล้วเพราะว่าผมนั่งอยู่ด้วย และนอกจากคนอื่นจะไม่พูดถึงเราไปในทางไม่ดีแล้ว เรายังพูดความดีของเราได้อีก

หลักเกณฑ์ของผมอันหนึ่งก็คือ เราไม่โจมตีคนอื่น แต่เราพูดเรื่องดีของเราให้เขาฟัง ถ้าเขาคิดว่าของเราดีพอ การลงทุนการค้าขาย คบหาสมาคมกับประเทศไทยดีเขาก็ทำต่อ ตอนนี้ที่ผมพยายามทำให้ประเทศไทยแตะมือกับต่างประเทศได้มากขึ้นเรื่อยๆ มีหลายๆ หน่วยงานทำอยู่แล้วเพียงแต่ว่าเรามีความสามารถที่จะไปเสริมให้มันมากขึ้นอีกแรงหนึ่งในฐานะเป็นคนไทยที่มีโอกาสทำตรงนี้เราก็ทำ

ไฮคลาส : แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารแต่คุณก็ยังได้รับความไว้วางใจ
ก็นับว่าเป็นเกียรติอย่างมากนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นตำแหน่งโปรดเกล้าฯ เป็นเกียรติยศของวงศ์ตระกูลด้วย ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เราดีใจ ท่านผู้ใหญ่ก็เห็นว่าเรามีหลักการในการทำงาน จะว่าผมไม่เล่นการเมืองคงบอกไม่ได้ แต่ผมเล่นการเมืองในหลักเกณฑ์ ในหลักการที่เรามีจุดยืนของเรา

หลักการของผมง่ายๆ ก็คือทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม ฉะนั้นที่ผมเข้าไปผมคิดอย่างเดียวว่าผมจะ “Give” อย่างไร คำว่า “Take” ไม่อยู่ในหัวผมเลย เพียงแต่ว่าเราต้องมีตำแหน่งเพื่อไปเจรจาเท่านั้นเอง ถ้าเราไม่มีตำแหน่งจากรัฐบาลอยู่ๆ เดินไปเจรจา บอกว่า “ผมเจรจาในนามประเทศไทย” เขาก็ต้องถามว่าคุณเป็นใคร คุณมาเจรจาในฐานะนายวัชระ แล้วจะเชื่อใจได้อย่างไร

ความรับผิดชอบตามหน่วยงานต่างๆ มันก็มากับความเหมาะของเรา ตอนนี้มาใส่หมวกกรรมาธิการต่างประเทศ หน้าที่เราแรกสุดเลยก็คือไปคุยกับภูมิภาคต่างๆ ยุโรป อเมริกา อาเซียน ว่าเราพร้อมจะทำธุรกรรมกับคุณต่อนะ คุณอย่าคิดว่าตอนนี้ประเทศไทยไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็เลยจะไม่ทำอะไร…ไม่ใช่อย่างนั้นเลย เราก็ทำแบบนี้ พอมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งก็ต่อเนื่องเลย ถ้าเราหยุดตอนนี้เหมือนดับเครื่อง กว่าจะไปสตาร์ทใหม่เหนื่อยและเขาก็ไปกันไกลแล้ว เราก็ไม่อยากตกขบวน

สายสัมพันธ์ที่เรามีอยู่ก็มีประโยชน์ เพราะว่าทำการค้ากับต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นอิตาลี ฝรั่งเศสก็ดี ญี่ปุ่นในเรื่องรถยนต์ของผมก็ดี เยอรมนีคือบีเอ็มดับเบิลยูก็ดี ความเชื่อมโยงต่างๆ เหล่านี้มันทำให้เราช่วยเผยแพร่และช่วยให้ความเข้าใจประเทศไทยกับเวทีโลกได้มากขึ้น

ไฮคลาส : มีอารมณ์เหนื่อยจากหลายบทบาทบ้างไหม
อายุก็มากขึ้นเรื่อยๆ เราก็พยายามจะ keep up พลังงานนะครับ ตั้งแต่อยู่กระทรวงสาธารณสุขมา 11 เดือน ที่ได้อย่างหนึ่งก็คือผมดูแลสุขภาพซึ่งผมก็ดูแลอยู่แล้ว แต่รู้สึกว่าต้องดูแลมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าพอกราฟอายุเราเพิ่มขึ้นความเสื่อมโทรมของสุขภาพร่างกายก็ลดลงเป็นเรื่องธรรมดาของสังขาร เพราะฉะนั้นก็จะทานอาหารที่มีประโยชน์ มัน หวาน เค็ม ทานหมดนะ ผมเป็นคนที่ไม่หยุดแต่ทานให้น้อยลง ควบคุมความสมดุลของอาหาร ทานผักผลไม้ตั้งแต่เช้าให้มาก อาหารแต่ละมื้อที่เราทานสมมติ 10 คำ ผมจะทานอยู่สัก 7 คำ ขนมปังแบบบราวน์มากกว่าแบบขาว ข้าวซ้อมมือ ขนมก็ทานนะแต่ทานให้มันน้อยลง ถ้าไปกำหนดตัวเองมากเกินไปก็ทรมาน ผมว่าชีวิตไม่มีความสุข ผมไม่ทำอย่างนั้น เราเดินสายกลางแต่เรามีความมั่นใจว่าเราดูแลสิ่งที่เราทานอย่างดี ผมเป็นคนที่ชอบทานสเต็กมากแต่ผมทานสักครึ่งชิ้น หรือว่าทานที่ไม่ค่อยมีมันมากนัก

ไฮคลาส : บางคนเมื่ออายุเพิ่มขึ้นถ้าชอบทานสเต็กจะเน้นปลาเป็นหลัก
ตอนนี้ผมทานเนื้อเหมือนเดิม แต่ว่าเมื่อก่อนตอนหนุ่มชิ้นใหญ่ๆ กินทั้งชิ้นก็ไม่เป็นไรเพราะมันเผาผลาญได้ ตอนนี้อายุอย่างนี้ไปกินอย่างนั้นก็เสร็จสิครับ ก็เหลือครึ่งหนึ่ง บางทีไปสองคนก็จะบอกว่าสั่งปลาที่หนึ่งสั่งเนื้อที่หนึ่งแล้วก็แบ่งกันคนละครึ่ง และทานไม่หมดก็ไม่เสียดายนะ ไม่หมดไม่เป็นไร ต้องคิดว่าไอ้ชิ้นที่เหลือกินลงท้องไปก็โอเค แต่ผลที่เกิดขึ้นหลังจากที่ลงท้องไปแล้วมันไม่คุ้ม

ไฮคลาส : อายุ 40 กล่าวกันว่าเป็น Age of wisdom
เหมือนกับว่าอยู่ๆ ก็ตรัสรู้อะไรบางอย่างขึ้นมา อาจจะเป็นจุดหนึ่งที่เราได้ผ่านชีวิตมามากพอสมควร และเราก็เห็นข้างหน้าอยู่นานพอสมควร มันมีกลางๆ คือ Mid life ถ้าอายุมากกว่านั้นแล้วเป็นคนสูงอายุก็ต้องใช้ชีวิตอย่างหนึ่งที่เรียกว่าวัยทอง ไม่มีโทษอะไรนะในวัยทองมันก็มีความสุข แต่ถ้าตอนเด็กกว่านี้อายุ 10 กว่า เป็นวัยรุ่น หกล้มนิดเดียวก็หาย ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนแต่ตอนนี้ก็ไม่ห่วงนะ ไม่รู้จะห่วงไปทำไม ถ้าเราเล่นกีฬา เราแอคทีฟก็ไม่มีปัญหา

ไฮคลาส : นอกจากอาหารที่ควบคุมเพราะวัยที่เพิ่มขึ้นแล้วดูแลอะไรอีก
ผม Exercise ผมเป็นคนชอบดื่มไวน์แต่ไม่ได้ทานแบบให้ไวน์เป็นนายเรา เราเป็นนายไวน์ ผมทำบริษัทไวน์ผมว่าไวน์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีคุณมากกว่าโทษ มีคุณถ้าหากดื่มในปริมาณที่เพียงพอ และผมไม่ดื่มอย่างอื่นเลยนะครับ วิสกี้ บรั่นดี เบียร์ไม่ดื่มเลย บุหรี่ไม่สูบ เพราะฉะนั้นไวน์เป็นอย่างเดียวที่ผมดื่ม ถ้าไม่ดื่มก็ไม่ดื่มเลยเท่านั้นเอง

ผมทำกรรมวิธีเฟเชียลต่างๆ เมื่อก่อนใบหน้าผมแย่กว่านี้เยอะเลยนะ นับสิบกว่าปีผมตากแดดบ้าคลั่ง ผมเป็นคนชอบตากแดดมาก ไปหาดทราย สระว่ายน้ำ เล่นน้ำก็จะโดนแดดแบบเต็มๆ แล้วทา Sun tan เบอร์เล็กๆ เพื่อให้หน้าเข้ม ตอนหลังก็เป็น Resolution ตัวหนึ่งตอนต้นปี ทุกๆ ต้นปีผมจะกำหนดตัวเองว่าปีนี้จะทำอะไร ก็เลยบอกว่าจะดูแลผิว แย่มากๆ แล้วก็เข้าสปา ใช้เลเซอร์ช่วยบ้าง เรียนตรงๆ มีคอนลาเจนบ้างและผิวหน้าก็กลับมา ผมทำมาสักประมาณปีหนึ่ง ถอยหลังจากเดือนกันยายน ปี 2548 หน้าของผมอีกหน้าหนึ่ง เหมือนคนละคนเลย ดูเป็นเด็กลง เพราว่าผิวพรรณต่างๆ มันดีขึ้น หน้าใสมีประกายมากขึ้น

ไฮคลาส : งานที่ล้นตารางไม่ทำให้รู้สึกเครียดบ้างเลยหรือ
ผมปิดสวิทช์เป็น ถึงจุดหนึ่งต้องปิดสวิตช์ให้เป็นนะ ทุกๆ วันต้องมีปัญหาเรื่องการงานอยู่แล้ว ใครจะไม่มี ทำงานมีปัญหาทุกคน แต่มีแล้วต้องคิดถึงจุดหนึ่งแล้วก็หยุดไว้ ต้องบอกตัวเองว่าถ้าคิดมากกว่านี้จะช่วยอะไรมั้ยนอกจากกลุ้ม เออจริงว่ะ นี่ผมพูดกับตัวเองนะ กลุ้มแค่นี้ก็พอแล้วมั้ง ปิดสวิตช์เถอะ ไปคิดเรื่องอื่นเถอะ

ไฮคลาส : การที่เป็นคนแบบนี้เป็นได้เองหรือว่ามีพาร์ทเนอร์ หรือมีต้นแบบที่ดี
ตั้งแต่เด็กๆ ผมถูกสอนโดยคุณแม่ให้มีระเบียบวินัย โต๊ะ ข้าวของ ตู้ที่จัดต้องมีระเบียบ และผมก็เรียนวิศวะ จุฬาฯ วิศวะสอนให้คนเรามีระบบในการคิด สองอย่างนี้รวมกัน ระเบียบวินัยทำให้งานสะอาด ถ้าโต๊ะรกมากผมทำงานไม่ได้คิดไม่ออก ต้องจัดให้ลงตัวก่อน พอนิ่งแล้วโฟกัสได้ เหมือนสมาธิ นั่งสมาธิต้องเงียบสงบ สบายๆ มีเสียงได้บ้างแต่ไม่เยอะมากนัก อากาศโล่งถ่ายเทดีคุณถึงจะนั่งสมาธิได้ เหมือนกันเลย สมองเราก็มีฟังก์ชั่นแบบนั้น วิศวะสอนให้เราคิดเป็นตรรกะ เป็นเหตุเป็นผลจับต้องได้ คิดเป็นสเต็ปแล้วไปพิสูจน์เอาสุดท้าย เวลาทำข้อสอบวิศวะโจทย์ข้อเดียวกับสมุดเปล่าๆ เล่มหนึ่งนั่งเขียนข้อเดียว หน้าหนึ่งจะนำไปสู่หน้าสอง หน้าสองนำไปสู่หน้าสาม จนถึงหน้าสุดท้ายก็จะได้คำตอบ ฉะนั้นตรรกะจะไล่ไปเรื่อยๆ ชีวิตผมก็เลยคิดเป็นตรรกะไปเรื่อยๆ

ไฮคลาส : เรียกได้ว่าคุณเป็นคนที่เลือกทางเดินของตนเองตั้งแต่เริ่มต้น
คุณพ่อคุณแม่ให้ไกด์เยอะครับ ตอนแรกที่บ้านมีบริษัทรถยนต์ สิทธิผลมอเตอร์ คาดหวังว่าเรียนวิศวะ ก็ดี แต่ไม่มีใครบังคับนะ สมัยเอ็นทรานซ์เนื่องจากผมอยู่เตรียมอุดมฯ เพื่อนผมในห้องแทบทั้งหมด จาก 39 คนมี 33 คนเลือกแพทย์ และมันก็บังคับให้ผมกาแพทย์ด้วยก็ต้องไปเลือกกับมัน พอดีคุณอาผมท่านหนึ่งเป็นศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ผมไปดูห้องผ่าตัดเขากำลังผ่าตัดมะเร็งเต้านมของคนไข้ผู้หญิงคนหนึ่ง ผมเห็นเลือดก็เลยตัดสินใจไม่เอาแล้วไปเป็นหมอเครื่องยนต์ดีกว่า เปลี่ยนจากเลือก จฬ1 คือแพทย์จุฬาฯ มากา จฬ16 เป็นวิศวกรรมศาสตร์ ห้องผมออกมาทางวิศวะ แค่ 3 คนที่เหลือแพทย์หมดเลย มันลากกันไปซึ่งผมก็รู้สึกว่าดีแล้วแหละที่เราไม่เรียนแพทย์ เพราะแพทย์เหมาะกับคนซึ่งไม่มีธุรกิจของตัวเองและออกมาต้องทำการค้า ยิ่งอยู่กระทรวงสาธารณสุขยิ่งรู้เลยว่าขาดแพทย์ ทั้งประเทศมีหมอแค่สองหมื่นคน เฉลี่ยแล้วประชากรหมื่นคนต่อหมอคนเดียว หมอไม่พอ เพราฉะนั้นผมว่าคิดถูกแล้วที่เราไม่ได้เป็นหมอ

ไฮคลาส : คุณก็เป็นคนคุณภาพและกำลังนำเมืองไทยไปบอกกับชาวโลกว่าเราเป็นประเทศที่มีคุณภาพ อยากทราบแนวคิดในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล

ผมว่าทรัพยากรทั้งหลายทั้งปวง คน สำคัญที่สุด ลูกสาวผมเรียนอยู่มาร์แตเดอี ผมก็เป็นกรรมการสมาคมผู้ปกครอง ครู เป็นประธานอนุกรรมการการศึกษาของสมาคมฯ เป็นประธานเครือข่ายผู้ปกครอง ผมเป็นตั้งหลายอย่าง ผมอยู่ที่ไหนก็แอคทีฟมากเลย ถ้าไม่อยู่ก็ไม่อยู่เลย ถ้าอยู่ต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์

ผมยังคุยกับท่านอาจารย์ใหญ่ว่า เด็กไทยมีความไม่กล้า ผมทำโปรแกรมหนูน้อยนักเล่า หนูน้อยนักอ่าน หนูน้อยนักเขียน หนูน้อยนักพูด ในส่วนของหนูน้อยนักเล่าก็ให้ไปเล่านิทานบนเวที เด็กไทยไม่กล้าแสดงออก จะเงียบเป็นส่วนใหญ่ รู้นะแต่พอเดินเข้าไปถามจะพูดก่อนเลยว่า “ไม่ทราบค่ะ” เราจึงฝึกตรงนี้ นิทานเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด นักอ่านก็ให้อ่านหนังสือมา นักเขียนก็ให้ลองเขียน ล่าสุดกำลังจะฝึกป.6 มีในหลักสูตรให้กล้าขึ้นเวทีเป็นพิธีกร เราพยายามผลักดันให้เด็กกล้าคิดกล้าแสดงออก

เราอาจจะเรียนวิชาทั่วไปมากเกินไป สัดส่วนของการศึกษาบ้านเราน่าจะมีวิชาเฉพาะกิจมากขึ้น และมีการสันทนาการมากขึ้น เด็กจะมีความพร้อมมากขึ้นไม่ใช่หัวโตตัวลีบ

ไฮคลาส : จุดยืนของงานแต่ละหน้าที่เมื่อต้องทำงานในหลายบทบาท
อยู่ที่ตำแหน่งปัจจุบันที่เราทำนะครับ หน้าที่รับผิดชอบเราอยู่ตรงไหนเราต้องพยายามทำตรงนั้นให้ดีที่สุด ผมถือว่าอะไรก็ตามที่ใส่อยู่มันไม่ใช่หัวโขนไม่อยู่กับเราตลอดไป เราก็ต้องพยายามทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด นั่นคือเรื่องของตำแหน่งหน้าที่ แต่สิ่งหนึ่งที่เราเปลี่ยนไม่ได้คือตัวของเราเอง เรามีหลักการของชีวิตให้นิ่ง เพราะเราหนีตัวเองไม่พ้น เราอยากจะให้คนอื่นเรียกเราว่าเป็นคนดี หรือยากให้เรียกว่าเป็นคนไม่ดี ถามว่าอยากให้เป็นอะไรคุณก็ต้องทำอย่างนั้น จะบอกว่าทำไม่ดีแล้วให้เขาเรียกคนดีก็ทำไม่ได้ อยากให้เขาเรียกว่าคนดีก็ต้องทำดีไปสิ “You want to be a nice person, you have to be nice.” ถ้ารู้สึกว่าทำไมเราไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นคน Nice ก็เพราะคุณไม่ Nice ใครจะไปเรียกคุณได้อย่างไร ต่อหน้าเขาอาจจะเรียกแต่ลับหลังก็ไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว อยากให้เป็นคนที่สม่ำเสมอในเรื่องเหล่านี้

ไฮคลาส : ประเทศไทยหลังจากนี้ไปต้องการผู้นำผู้บริหารแบบไหน
ใช้คำว่า “สังคม” ผมอยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมภูมิปัญญา คนคนเดียวเป็นผู้นำอาจจะดีแต่ว่ามันคงไม่พอ สังคมภูมิปัญญาคือคนไทยต้องเป็นคนที่มีการศึกษาดี ตอนนี้ความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าอ่านออกเขียนได้แต่ภาษาไทย คนต้องมีความรู้มากขึ้นเพราะว่าโลกพรมแดนมันลดลงแล้ว

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่จะต้องใช้ได้ดี ว่าไปแล้วไม่ใช่ภาษอังกฤษภาษาเดียวตอนนี้ยิ่งมีภาษาที่สามอีก เราเสียเปรียบนะ คนสิงคโปร์ คนฮ่องกงเขาเติบโตมาด้วยภาษาจีนบวกภาษาอังกฤษ เปิดฉากด้วยภาษาอินเตอร์เลย เราภาษาไทยภาษาเดียวก็ไม่ใช่ภาษาอินเตอร์ กว่าจะเรียนภาษาอังกฤษได้และพูดได้ก็ไม่ใช่ภาษาอังกฤษแบบสิงคโปร์ ฮ่องกงพูดกัน แถมเขามีภาษาจีนอีกนะน่ากลัวมาก เขานำ 2-0 ประตูเลย อย่างน้อยที่สุดภาษก็ต้องได้

สมมติผมเป็นคนไทยคนเดียวที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมด เช่น PBEC ที่ผมเล่าให้ฟังว่าเป็นบอร์ดคนเดียว และผมเป็นคนที่เก่งมาก แต่ว่าผมพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น พวกคุณ 5 คน มาจากมาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน อเมริกา ฮ่องกง คุยกัน 5 คนผมก็เรียบร้อย มีความรู้เท่าไหร่ต้องถ่ายทอดต้องสื่อสารออกมาให้ได้ ผมคิดว่าความเป็นเลิศทางภาษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง

ไฮคลาส : แล้วคุณมีพื้นฐานที่ดีในภาษาใดบ้าง
ผมได้ญี่ปุ่นพอสมควรเพราะไปอยู่ญี่ปุ่นระยะหนึ่ง แต่ภาษาจีนน่าเสียดายที่ค่อนข้างจะลืมไปแล้ว พอไปเรียนญี่ปุ่นตัวอักษรคล้ายๆ กัน ไปอยู่ญี่ปุ่นต้องจำเสียงเดียวถ้าจำสลับไปมาจะมั่ว ก็เลยจำญี่ปุ่นและใช้ญี่ปุ่นค่อนข้างเยอะเพราะทำงานกับญี่ปุ่นภาษาจีนก็ห่างๆ ไป ตอนนี้บอกกับน้องสาวว่าจะไปเรียนภาษาจีนกับเขาด้วย น้องสาวผมเขาเรียนภาษาจีนเท่ากับผม 3 ปี

ที่มาร์แตฯ ป.6 พอลูกสาวเขาก็ต้องเรียนภาษาจีน มีให้เลือกจีนกับฝรั่งเศส แต่สมมติเขาเลือกจีนเราก็จะต้องไปเรียนกับเขาด้วย เริ่มบอกตัวเองว่าจะต้องเรียนภาษาจีนแล้วนะ และปีที่ผ่านมานี้เนื่องจากมีงานมากก็เลยเรียนภาษาจีนไม่ได้ดีเท่าไหร่ ดีไม่พอ แต่ปีนี้จะตั้งเป้าหมายให้จริงจัง วันนี้เรื่องสุขภาพผมอยู่ตัวแล้ว ต่อมาก็จะเน้นภาษจีนเพิ่มขึ้น ต้องกำหนดเป้าหมายว่าต้องทำอะไรทุกๆ ปี ไม่อย่างนั้นก็ย่ำอยู่กับที่จะหยิ่งผยองว่ารู้ทุกอย่างนั้นไม่ได้

ไฮคลาส : แสดงว่าผู้นำรุ่นเก่าก็ไม่มีสิทธิแล้วล่ะสิ
ผมใช้คำว่า “สังคม” สังคมต้องประกอบด้วย ชาย หญิง ผู้สูงอายุ เด็กทารก ผู้ที่จบปริญญาตรี ปริญญาโท ผู้ที่เป็นเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน เป็นสมดุลที่อยู่ในสังคมหมด ถ้าถามว่าไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งได้มั้ย ถ้าไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่งก็ขาดสมดุลไป

ท่านผู้ใหญ่มีอย่างหนึ่งซึ่งเราจะเก่งอย่างไรก็ตามไม่ทัน คือท่านมีประสบการณ์ ถ้าพูดถึงคุณบรรหาร คุณชวน เป็นนักการเมืองเป็นผู้นำรัฐบาลมาแล้ว ผมเชื่อว่าทั้ง 2 ท่านมีประสบการณ์อยู่ในตัวเอง คนอื่นมีตำราร้อยเล่มก็สู้ไม่ได้ หรือให้ท่านเหล่านี้มาให้ความรู้มาให้คำชี้แนะหรือเป็นผู้ชี้ทางให้คนรุ่นใหม่ที่ขึ้นมาจะมีความสมบูรณ์มากขึ้นทันทีเลย ฟังจากท่านผู้ใหญ่เหล่านี้ชั่วโมงหนึ่งดีกว่าคุณไปเรียนหนังสือ 6 เดือนในเรื่องเดียวกัน เพราะเขาถ่ายทอดจากสิ่งที่เขาเจอมาจริงๆ

และสังเกตว่าประเทศอื่นๆ ตอนนี้เริ่มใช้ผู้อาวุโสเข้ามาทำงาน ญี่ปุ่นในวันนี้คนที่เกษียณไปแล้ว 55-60 ก็ยังถูกดึงกลับมาทำงานใหม่ เพราะเดี๋ยวนี้คนญี่ปุ่นที่จบใหม่ๆ ยังไม่อยากไปทำงานบริษัทใหญ่ๆ เช่น มิตซุย ซูมิโตโม มิตซูบิชิ ฯลฯ เขาอยากค้าขาย ทำธุรกิจของตัวเอง บริษัทญี่ปุ่นก็เลยเอาคนเก่าๆ ที่อาจจะ Early retire ไปแล้วกลับมาใหม่ เงินเดือนอาจจะไม่สูงเท่าเดิมเพราะแค่มาช่วยงาน แต่ประสบการณ์คนเหล่านี้ทำให้บริษัทของญี่ปุ่นเคลื่อนที่ไปได้ดีเหลือเกิน เพราะว่าสิ่งที่เขาผ่านมาแล้วพอเห็นแป๊บเดียวหากเป็นสิ่งที่เคยเกิดมาแล้วแก้แบบนี้จะเวิร์ค หรือว่าแก้แบบนี้มันไม่เวิร์ค คราวนี้ก็ไม่แก้แบบเดิมแล้ว สิ่งเหล่านี้ไม่มีในเด็กๆ การสร้างสมดุลของสังคมให้มีคนที่มีประสบการณ์ มีความรู้ มีไฟพร้อมที่จะทำตำแหน่งใดๆ มารวมกันได้อย่างดีจะขับเคลื่อนต่อไปได้

ที่คาดการณ์ว่าสังคมจะมีผู้สูงอายุมากขึ้นทั้งไทยและญี่ปุ่นก็มี ในญี่ปุ่นนั้นอีกแป๊บเดียวจะเป็นสังคมสูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ปี 2007 เป็นปีที่ 60 หลังจากที่มีเบบี้บูมเกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถูกทำลายโดยระเบิดปรมาณูเมื่อปี 1945 ที่ประชาชนปฏิสังขรณ์ประเทศ เริ่มมีครอบครัวแต่งงานใหม่ปี 1946 มีลูกปี 1947 พอปี 2007 จะมีคนเกษียณทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ชายจะเกษียณพร้อมกันอย่างน่ากลัว เบี้ยบำเหน็จบำนาญที่จะออกมาจ่ายเป็นค่าเกษียณอายุทั้งหมดเป็นล้านๆ เหรียญ ต้องเตรียมการรับสังคมใหม่

คนญี่ปุ่นที่เกษียณเป็นล้านๆ คนต้องมีสังคมมารองรับ ไม่ได้ตื่นเช้าไปออฟฟิศเย็นกลับบ้าน ไม่มีแล้วมีแต่เวลาว่าง มีคอร์สสอนให้คนเหล่านี้คิดว่าจะทำอะไรบ้าง เช่น จะเริ่มท่องเที่ยว อยากไปเที่ยวที่ไหนที่ไม่เคยไป อยากไปตีกอล์ฟ ต้องอยู่บ้านช่วยแม่บ้านบ้าง

ช่วงอายุ 60 เป็นช่วงที่หย่าร้างมากที่สุด เพราะแม่บ้านญี่ปุ่นทนไม่ไหว ผู้ชายปกติไปทำงานกลางวันตกกลางคืนก็กลับบ้านนอน อาจจะร้องคาราโอเกะ กลับถึงบ้านดึกเจอกันนิดเดียวเสาร์-อาทิตย์พอได้ แต่นี่อยู่ทุกวันตั้งแต่เช้าทำอะไรก็ทำไม่ได้ เพราะผู้ชายญี่ปุ่นไม่ใช่เป็นทุกคนนะ ชินกับการใช้ภรรยา “หยิบนี่ให้หน่อย หยิบนั่นให้หน่อย…” ทำงานบ้านไม่เป็นเลย พอทนไม่ไหวก็หย่า ทีนี้ผู้ชายญี่ปุ่นก็ต้องหัดทำซูชิ ซักผ้า หรือออกไปท่องเที่ยวออกไปนอกบ้าน เพราะว่าคนญี่ปุ่นพอเกษียณแล้วได้บำเหน็จบำนาญจำนวนมาก มากพอที่จะมาซื้อบ้าน ธุรกิจ Long stay จึงเกิดขึ้น มาอยู่ที่พัทยา เชียงใหม่ หรือไม่หน้าหนาวก็หนีมาอยู่บ้านเราสัก 4 เดือนแล้วค่อยกลับบ้าน คนเยอรมันก็เริ่มเข้ามาเยอะเหมือนกัน จะเป็นสังคมใหม่ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นปี 2007 ของญี่ปุ่นจะเป็นปีที่เรียกว่า Ageing Society

ไฮคลาส : คุณมีหลายบทบาทจำเป็นต้องมีความรู้เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผมเป็นคนที่เชื่อเสมอว่าห้องเรียนคือทุกแห่ง ผมอ่านหนังสือตลอดเวลา เมื่อเช้านี้ก็เพิ่งอ่านรวบรวมเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมพระราชดำรัส 30-40 ปีที่แล้วมาเป็นหมวดๆ เล่มนี้ดีมากเลย ผมยังคุยกับอาจารย์ใหญ่ ร.ร.มาร์แตเดอีฯ ว่าท่านอาจารย์เอาสิ่งนี้เข้ามาใส่ให้นักเรียนได้ศึกษาสิครับ

ผมจะคุยกับคนตลอดเวลาและอีกอย่างผมคบกับเพื่อนๆ ซึ่งมีอยู่หลายประเทศ ความรู้ใหม่ๆ จากแต่ละที่จะเข้ามาที่ผมค่อนข้างเร็ว เพราะอ่านหนังสือตลอด หนังสือไม่ใช่หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสารนะ หนังสือก็คือ Text นิตยสารก็ไม่ใช่ไม่ได้ความรู้นะ ได้ แต่ Text หมายถึงว่าวันนี้มีเรื่องอะไรที่เปลี่ยนไปแล้ว ผมอ่าน Harvard Business Review ก็จะสอนเรื่องการจัดการแก่เรา แต่เราต้องอ่านเรื่องอื่นด้วย ในโลกนี้จะสมบูรณ์ได้คุณต้องมีความรู้มากกว่า 1 หมวด ถ้าจบวิศวะมีความรู้เครื่องกลอย่างเดียวก็เป็นความรู้มิติเดียว และคุยกับคนอื่นสักพักเดียวเขาก็เบื่อ คุยแต่เครื่องกลน่าเบื่อ แต่ถ้าเรารู้เรื่องหลายอย่างก็คุยสนุก เรื่องอาหารผมก็ชอบแต่ทำกับข้าวไม่ค่อยเก่งแต่ชอบทาน และรู้ว่าอาหารเป็นอย่างไร ชอบไวน์ พอชอบไวน์ก็ต้องชอบอาหาร เป็นสิ่งที่เรามีความสุข

ไฮคลาส : ต้องตามกระแสบ้างไหมเมื่อทำธุรกิจแฟชั่นเพื่อให้คุณดูดีด้วยและเป็นธุรกิจที่คุณต้องรู้ทัน
ผมตั้งธุรกิจแฟชั่นเพราะโดยส่วนตัวผมเป็นคนชอบแฟชั่น ผมชอบเป็นสไตล์นะ แต่คำว่า “สไตล์” กับ “แฟชั่น” มันต่างกันนิดหนึ่ง ผมเป็นคนที่ชอบแต่งตัวให้ดูดี แต่ถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์คุณจะไม่เห็นผมใส่สูทแบบนี้นะ ผมจะใส่กางเกงขาสั้น เสื้อยืดตัวหนึ่งเดินอยู่แถวๆ สยามพารากอนนี่แหละ คนจะรู้จักผมหรือไม่ก็แล้วแต่เขา ผมมีร้านอยู่ทั้งหมด 8 ร้าน และแบรนด์ของผมเป็นลูกค้าหมายเลข 1 ของพารากอน ผมใส่ขาสั้นเดินทั่วไป เสาร์-อาทิตย์ผมไม่ต้องเน้นมากเพราะวันอื่นๆ แต่งไปแล้วทุกวัน แต่ว่าสไตล์คือสิ่งที่ผมชอบ และแฟชั่นมันคือดีไซน์ ผมอยากรู้ว่าดีไซน์ก้าวไปถึงไหน

ผมอ่านหนังสือใหม่เล่มหนึ่งนะ The Cult of the Luxury Brand (Rhada Chada & Paul Husband)เขียนเรื่องของแบรนด์ ว่าขนาดคนตะวันออกมีวัฒนธรรมเก่าแก่มากๆ หลายพันปีทำไมจึงชอบแบรนด์ตะวันตก เขามีวิธีทำให้คนรู้สึกว่าคนสุภาพต้องใส่อย่างไร ทำไมแบรนด์ถึงใส่แล้วมีความรู้สึกว่ามีความภาคภูมิใจ เป็นเรื่องของบางอย่างที่จับต้องไม่ได้ ผมก็เลยชอบและทำธุรกิจแฟชั่นขึ้นมาเรื่อยๆ คิดไม่ถึงหรอกครับว่าจะมีเยอะอย่างนี้ ทำไปเรื่อยๆ ก็ค่อยๆ ขยายออกไป

ไฮคลาส : คิดอยากสร้างแบรนด์ที่มาจากนายวัชระบ้างไหม
ยังไม่ได้คิดถึงจุดนั้น ตอนที่ผมอยู่กระทรวงอุตสาหกรรม ผมช่วยดูเรื่องแฟชั่นอยู่ ขับเคลื่อนให้ผู้ประกอบการอื่นทำการเปิดตลาด ทำดีไซน์ ศูนย์พัฒนาบุคลากรด้านแฟชั่น (BIFA: Bangkok International Fashion Academy) หรือที่เรียกว่า “โรงเรียนบีฟ่า” ก็ติดต่อ แฟชั่น อินสติติวท์ ออฟ เทคโนโลยี (Fashion Institute of Technology หรือ FIT) แห่งนิวยอร์ก “อินสติติวท์ ฟรองเซ เดอ ลา โมด (Institute Francais de la Mode หรือ IFM)” แห่งปารีส ฯลฯ ให้ไปเป็นทีมอำนวยการสอน และให้ช่วยรับนักเรียนไทยไปเรียนต่อที่นั่น สอบได้ที่ 1 ที่ 2 เข้า FIT นิวยอร์กเลย การันตีได้ ผมเอาองค์ความรู้นี้ให้เด็ก พอกลับมาก็ดีไซน์ได้เอง

ไฮคลาส : แต่ละโครงการที่คุณจัดทั้งดีทรอยต์แห่งเอเชีย บางกอกแฟชั่นวีค หรือแม้กระทั่งเอเปคฯ ซัมมิท เป็นโครงการที่มีผลสืบเนื่องได้ตลอด
ธุรกิจหลักๆ ของเมืองไทยคือ รถยนต์ สิ่งทอ สิ่งทอเราจ้างคนเยอะมาก ด้านอาหาร…ครัวไทยสู่ครัวโลก ท่องเที่ยว พวกนี้เป็นธุรกิจยั่งยืน คุณต้องทำธุรกิจพวกนี้มันหนีไม่พ้นเพราะเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก คิดว่าทำอะไรแล้วต้องทำให้มันดี มีหลักการที่จะสามารถทำต่อได้

ไฮคลาส : เมื่อเข้ามาทำงานหลวงมีกำหนดเวลาว่าจะช่วยเหลือประเทศชาติถึงอายุเท่าไหร่ มีแผนการเกษียณตัวเองหรือเปล่า
คิดคร่าวๆ ไว้ 60 ก็คืออายุเกษียณ แต่ว่ามันตั้งนานนะ วางเอาไว้ก่อน แต่ก็คิดว่าจะต้องให้เวลากับตัวเองด้วย เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องคิดว่ามีคลื่นลูกใหม่ในเวลานั้นขึ้นมา ฉะนั้นเราต้องดูว่าเราเป็นใครในตอนนั้น เราจะเป็นคนเดิมตลอดไม่ได้ เราต้องไปหาคนใหม่ในตัวเราในเวลานั้น “You have to find a new person in you.”

ผมเมื่ออายุ 20 กับตอนนี้ก็คนละเรื่องกัน ตอนนั้นกำลังไฟแรงต้องไปเรียนปริญญาโท นี่เรียนจนจบหมดแล้วไม่รู้จะเรียนอะไรก็ต้องไปหาความรู้เอานอกโรงเรียน ทำธุรกิจในระดับหนึ่งมีความสุขแล้วก็มาช่วยส่วนรวม

ถ้าถามตอน 20 จะมาช่วยชาติไหม…นึกไม่ออกหรอก ไม่อยู่ในหัว แต่ตอนนี้ดูแล้วว่าเรามีโอกาสจะช่วยประเทศชาติได้เราก็ทำเต็มกำลัง อาจจะคิดคร่าวๆ ว่าจะเกษียณตามหลักอายุ 60 ลองดูมั้ย ตอนนี้ผมอายุ 45 อีก 15 ปี 60 ไม่รู้ว่าจะช่วยได้ถึงหรือเปล่า อาจจะไมได้ช่วยก็ได้ หรืออาจจะมีคนเก่งกว่าเรา เราก็ทำเท่าที่เราทำได้ แต่คร่าวๆ ก็ยังอยากทำจนกระทั่งไม่มีแรง ท่านประธานองคมนตรีบอกว่า “เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน” ผมจำเป็นหลักเลย เวลาคิดอะไรต้องคิดส่วนรวมก่อน พอทำให้ประเทศดีแล้วส่วนรวมดีแล้วก็ส่งมาที่เราเอง

สมมติผมมีส่วนช่วยเป็นหนึ่งในเฟืองเล็กๆ ของทีมที่ทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยดีขึ้น มีการค้าขายมากขึ้น ส่งออกมากขึ้น อาจทำให้รถยนต์บริษัทผม สินค้าอื่นดีขึ้นด้วยก็ได้ แต่มันจะดีได้ไม่ใช่ว่าเราทำให้ดีเองนะ แต่เป็นเพราะระบบรวมดีขึ้น หากตลาดไทยมีความสามารถในการจับจ่ายได้มากขึ้นแสดงว่าคนไทยมีรายได้มากขึ้นแล้ว อาจจะซื้อรถซื้อเสื้อได้มากขึ้นก็เป็นเรื่องที่ดี ผมดูจากส่วนรวม ถ้าส่วนรวมดีแล้วจะย้อนมาฉุดบริษัท ส่วนการค้าต่างๆ ให้ขึ้นตามมาด้วย

ไฮคลาส : งานที่ทำอยู่มีประมาณกี่ตำแหน่งหน้าที่ ในหนึ่งเดือนมี 30 วัน สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้ครบไหม

นับไม่ถูกเลยครับ งานบริษัทผมรู้จากกรรมการผู้จัดการหมดแล้ว ผมเป็นประธานกรรมการของทุกบริษัท ประธานกรรมการไม่ต้องทำงานทุกวัน ไปดูนโยบาย คอยขับเคลื่อน ไปประชุมบ้าง ตอนไหนต้องเติมเสริมก็เสริมเข้าไป พอระดมสมองกันเสร็จแล้วผมก็ไม่ลงไปทำแล้ว จะหลีก ถ้าเป็นวงดนตรีก็ขอเป็นคอนดัคเตอร์ที่ดี ผมไม่สามารถไปเล่นไวอลิน ทรัมเป็ต แต่ถ้าในการทำงานเป็นทีมเราพอที่จะเป็นแบบนั้นได้ เพราะในชีวิตเราทำแบบนั้นมาเรื่อยๆ

ไฮคลาส : การทำงานราชการกับออฟฟิศ บุคลากรต่างกัน ทำอย่างไรให้ตามเป้า
เนื้องานราชการกับธุรกิจก็ต่างกัน ถึงต้อง Adopt and Adapt ที่เรียนมาบอกว่าสิ่งที่ใช้กับองค์กรนี้ประสบความสำเร็จแล้วเอามาใช้เป๊ะๆ กับองค์กรอื่นไม่ได้ ถอดแบบออกมาไม่ได้ ต้องนำมาผสมกัน ต้องดูความเหมาะสมของแต่ละที่ แต่ที่จะต้องมีเหมือนกันก็คือต้องทำงานเป็นทีม ต้องไม่มีความขัดแย้งภายในหรือมีก็น้อยที่สุด ถ้ามีต้องคุยกัน

ไฮคลาส : แล้วถ้ามีความผิดพลาดจากการตัดสินใจ
ถ้าเกิดความผิดพลาดจากการที่เราเป็นหัวหน้าทีมผมต้องรับก่อน ผมเป็นคนที่ให้เครดิตกับลูกน้องก่อน และถ้าผิดผมต้องรับก่อน อันนี้คือสิ่งที่ผมทำมานาน

ไฮคลาส : ทุกวันนี้อยากเป็นคนที่คนทั่วไปรู้จักหรือว่าอยากเป็นคนทำงานธรรมดาๆ
ผมไม่ใช่ไฮโซ เผอิญอยู่ในสังคมที่เป็นแบบนี้ แต่ผมจะไปงานเฉพาะงานของผมเอง และงานของเพื่อนที่เป็นเพื่อนของผมจริงๆ ไอ้งานที่อยู่ๆ รับเชิญเพื่อไปออกจิปาถะผมไม่ไปเลย หรือบางทีเพื่อนจัดงานผมก็ไปไม่ได้ก็มีเพราะมีภารกิจ บางทีลูกค้ามางานเรา อาจจะเป็นแบรนด์ที่ไฮโซเพราะเป็นลูกค้าเรา แต่ผมมาในฐานะที่ต้อนรับเขา ฉะนั้นผมไม่ใช่ไฮโซ ผมโลโซ!

ไฮคลาส : ปกติวันหยุดคุณทำอะไร
เสาร์-อาทิตย์ของผมส่วนใหญ่ยกให้ลูก ตีเทนนิสกับเขาวันอาทิตย์เย็น วันเสาร์ก็มาดูร้านบ้าง ได้นัดเพื่อนดูหนังบ้างถ้ามีเวลา แต่ไม่ค่อยมีเยอะนักเนื่องจากผมตื่นเช้ามาก ตี 5 ผมวิ่งแล้ว ฉะนั้นเวลาที่ผมใช้ในการออกกำลังกายดูแลเรียบร้อยตั้งแต่เช้า ผมตื่นมาก่อนโลกยามเช้าของช่องสามตอนที่ แคลร์ ปัจฉิมานนท์ เริ่มพูดผมออกกำลังกายเกือบเสร็จแล้ว ช่วงรายการทันโลกกีฬาผมอาบน้ำเสร็จแล้ว ตอนเช้าสมองใสที่สุด ตอนเด็กผมไม่เคยอ่านหนังสือกลางคืนเลย แต่ถ้าอ่านหนังสือสอบผมตื่นมาอ่านตอนเช้า ถ้าอ่านหนังสือกลางคืนจะล้าง่วงนอนดูไม่รู้เรื่อง ผมเป็นคนง่วงนอนง่าย ผมนอนไม่ดึก ให้เลยเที่ยงคืนนับวันได้เลย ทานข้าวเย็นเสร็จพอ 4 ทุ่มก็กู๊ดบาย เสร็จแล้วก็กลับบ้านนอน ผมนอนง่ายมาก อยู่ในรถปิดสวิตช์ตัวเอง 15 นาทีก็สามารถหลับได้

ไฮคลาส : อะไรที่ทำให้คุณทำอย่างนั้นได้
สุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์สำคัญนะครับ คนที่นอนไม่หลับส่วนใหญ่แสดงว่าสุขภาพไม่ดี คนที่สุขภาพดีสมดุลจะหลับได้เร็ว อีกส่วนอาจจะเป็นการฝึกฝนความเคยชินของร่างกาย

ไฮคลาส : ทุกวันนี้มีชีวิตอยู่เพื่อใคร และเพื่อทำอะไร
โอโห…คำถามนี้ตอบได้หลายทางนะ ทางศาสนา ชีวิตเป็นสิ่งที่กำเนิดเกิดมาแล้วค่าของคนอยู่ที่เราจะทำอะไรให้กับชีวิตเรามากที่สุด มีในเชิงปรัชญาด้วย ถ้าเรามีโอกาสคิดในด้านของ Return of Investment ประเทศชาติ คุณพ่อคุณแม่ให้เรามาขนาดนี้แล้ว เราต้องกลับไปถามตัวเองว่าสบายอย่างนี้แล้ว อยู่เฉยๆ Enjoy life ถ้าผมทำได้อย่างนั้นคงสบาย วันๆ ก็เดินช้อปปิ้ง เดี๋ยวก็บินไปเที่ยวอเมริกา ไปเล่นสกี คุณรู้มั้ยถ้าถึงจุดหนึ่งทำอย่างนั้นแล้ววันหนึ่งมานั่งคิด เอ๊ะ…ชีวิตฉันไม่มีอะไรเลยนี่หว่า ถึงจุดหนึ่งมันอิ่มตัว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน เราจะทำอะไรก็ตามแต่ต้องให้เกิดประโยชน์ขึ้นมา

Related contents:

You may also like...