สินีนาฏ เกษประไพ

ชีวิตคือละคร

แม้ศาสตร์การละครจะถือกำเนิดขึ้นในโลกเมื่อหลายพันปีมาแล้ว แต่มนตร์ขลังและความนิยมของมันไม่เคยเสื่อมคลาย หน้าที่ในการสะท้อนตัวตนและรากเหง้าของสังคมยังคงกระจ่างชัด และเงาอันทรงพลังนี้ก็ยังตราตรึงอยู่ในใจคนละครอย่างสนิทแนบแน่นเสมอมา รุ่นแล้วรุ่นเล่า

กว่า 10 ปีที่สินีนาฏ เกษประไพ ทุ่มเทพลังกายพลังใจก้าวเดินบนถนนมายา ละครเรื่องแล้วเรื่องเล่าโลดแล่นไปตามพลังใจและพลังความคิดของเธอ

“ได้เข้ามาเป็นสมาชิกรุ่นที่สามของพระจันทร์เสี้ยวการละครประมาณปี พ.ศ.2538 คือเมื่อเรียนจบแล้วก็สนใจอยากทำละครมาก จึงเข้าไปช่วยงานที่คณะละคร 28 และได้พบกับครูคำรณ คุณะดิลก ซึ่งกำลังจะจัดตั้งคณะละครถาวรร่วมกับศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแสงอรุณ จึงขอเข้าร่วมด้วยนับตั้งแต่นั้นมา

ประมาณปี 2538-2539 งานละครถือว่าได้รับการตอบรับ และมีผู้สนใจผลิตงานละครออกมาหลายรูปแบบ ช่วงนั้นมีเทศกาลละครที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมแสงอรุณเป็นครั้งแรก ทำให้แวดวงละครมีความเคลื่อนไหวมาก และทำให้ละครเวทีออกนอกรั้วมหาวิทยาลัยได้สำเร็จ แต่หลังจากนั้นมันก็กลับซบเซาลงไปอีก เพราะพิษเศรษฐกิจ ในปี 2540 งานละครก็มักเป็นอย่างนี้ คือคนที่ทำก็มักทำด้วยใจรัก แล้วก็พยายามทำ มันจึงขึ้นมาแบบวูบวาบ

ตอนนี้ละครกลับมาเป็นที่กล่าวถึงอีกครั้ง เพราะงานเทศกาลละครกรุงเทพ ตอกย้ำชัดๆเลยว่าละครไม่ได้อยู่ในโรงละครหรือในรั้วสถาบันเท่านั้น ละครสามารถเล่นได้ทุกที่ สามารถเข้าไปหาคนดูได้ แล้วรู้สึกว่าละครไม่ใช่เรื่องยากที่จะดู ไม่ใช่เรื่องยากที่จะปฏิสัมพันธ์ รู้สึกว่าเสียงตอบรับมันมากขึ้นๆ

กลุ่มละครที่เข้าร่วมในงานเทศกาลละครเคยมีเยอะมาก ประมาณ 40-50 กลุ่ม แต่ในปีนี้ลดลง คิดว่าเป็นเพราะเรื่องของเศรษฐกิจ แต่สถานการณ์ก็ช่วยคัดกรองคนที่ตั้งใจจริงและต้องการพิสูจน์ตัวเอง ให้ยังรักและผลิตละครอยู่ พวกนี้ก็จะพยายามสร้างงานที่มีทิศทางชัดเจนขึ้น มีเนื้อหาสาระที่เข้มข้น แล้วก็ให้ความสำคัญกับงานโปรดักชั่นมากขึ้น หันมาลงลึกในรายละเอียดมากกว่าเดิม

สำหรับพระจันทร์เสี้ยวการละครนั้น ส่วนใหญ่คนจะพูดตรงกันว่าละครของเราเนื้อหาแรง เพราะเราจะสร้างละครที่ไม่ใช่มีไว้เพื่อความบันเทิงอย่างเดียว แต่ดูแล้วต้องคิดตาม วิเคราะห์ แล้วก็ตั้งคำถาม คือคุณจะได้คิดต่อ แม้ว่าละครจะจบแล้ว เรามักจะนึกถึงเรื่องของปัญหาสังคม การเมือง หลังๆนี้ก็จะมีประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องของผู้หญิงอยู่ด้วย แม้ว่าจะหนัก แต่เราก็ยังมีแฟนอยู่ส่วนหนึ่งล่ะ (หัวเราะ)

เมื่อก่อนเราเชื่อว่าคนดูส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว มีนักศึกษาน้อยลง แต่เราได้คนดูในกลุ่มทั่วไปเยอะขึ้น โดยเฉพาะคนดูในกลุ่มอายุ 30-50 จะเยอะมากๆ

เสน่ห์ของละครเวทีคือความสด มันไม่ต้องผ่านจอ(หัวเราะ) นึกย้อนกลับไปว่าทำไมตัวเองถึงสนใจกาทำละคร ทั้งๆที่ลงเรียนละครได้เพียงวิชาเดียวเท่านั้นเอง พอจบวิชานั้นก็ทำละครตลอดเลย มันสนุกตรงที่เราได้สื่อสาร…ไม่ใช่แค่พูดตรงๆกับใครแค่คนเดียว แต่เราได้สื่อสารกับคนมากมาย ด้วยภาษา ด้วยท่าทาง ด้วยอารมณ์ มันมีพลังงาน มีแรงที่อยู่ต่อหน้าต่อตาให้ได้เห็น ไม่เหมือนหนังหรือว่าละครที่ผ่านจอ มีการโคลสอัพ และมีการวางแผนแก้ไขได้ แต่ละครเวทีมันมีระยะ ที่เมื่อเขาส่งสารแล้ว เราจะได้คิด มันไม่จำกัด สามารถเปิดโอกาสให้คนดูได้คิดแล้วมองพร้อมกัน แม้จะมีการกระทำในเวลาเดียวกันตรงนี้ตรงนั้น แต่เราก็สามารถคิดร่วมได้อย่างไม่จำกัด ไม่ตามแค่คนนั้นคนเดียว เราก็รู้สึกว่า มันแปลก ดึงดูด และมีพลังบางอย่าง

นอกจากนี้เรายังมีโอกาสดูแลโครงการละครหุ่น เป็นการทำงานร่วมกันของพระจันทร์เสี้ยวกับมูลนิธิภาวนา ซึ่งเป็นมูลนิธิของครูองุ่น มาลิก ผู้ที่เคยทำงานให้สังคม พระพุทธศาสนาแล้วก็โครงการสำหรับเด็กและเยาวชน

ครูองุ่นคือผู้ที่บริจาคที่ดินในการจัดสร้างสถาบันปรีดี พนมยงค์ แล้วบ้านของครูก็อยู่ติดกัน ก็เห็นหุ่นมือที่ครูทำ ก็อยากทำหุ่นมือ เอาไปเล่นให้เด็กๆได้ดู ก็คิดกันเล็กๆว่า เราจะสร้างโครงการหุ่นมือเพื่อการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนขึ้นมา ในปี 2544 ก็เริ่มโครงการคณะละครยายหุ่น เหมือนกับการต่อยอดจากงานละครเวที คืองานละครเวทีผู้ชมเป็นผู้ใหญ่ เรื่องเป็นของผู้ใหญ่ เราไม่ค่อยมีละครสำหรับเด็ก เราก็เลยใช้หุ่นมาขยายฐานเป็นละครสำหรับเด็ก

อนาคตของวงการละครในบ้านเราตอนนี้คงมองออกได้ยาก ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจด้วย เพราะการสร้างงานแต่ละครั้งมีปัญหาด้านนี้มาก ตั้งแต่เรื่องสถานที่แสดงมาเลย โดยรวมอาจอยู่ได้ แต่ต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากทุกฝ่ายด้วย” สินีนาฏกล่าวอย่างมีความหวัง

Related contents:

You may also like...