ภาธีตา กันตามาระ

พิธีกรสาวบุคลิกปราดเปรียวคุ้นหน้าคุ้นตาจากจอโทรทัศน์ เรารู้จักเธอในฐานะพิธีกรสาวสวยแห่งบ้าน AF และเจ้าของคอลัมน์ Her side แห่ง Volume แม็กกาซีน ผู้ร่ำรวยอารมณ์ขัน สนุกสนานแต่งแต้มไปด้วยชีวิตชีวา ลีลาการพูดที่ชัดถ้อยชัดคำและน่าสนใจที่เสมือนการเดินตามร้อยเท้าคุณแม่นักพูดชื่อดัง อาจารย์ผานิต กันตามาระ

“ถ้าจะว่าตามเป๊ะเลยคงไม่ใช่ เพราะคุณแม่เป็นนักพูด แต่ว่าตอนนี้อาชีพเราคือพิธีกร ที่จะสามารถเดินตามรอยเท้าได้คงเป็นเรื่องการพูดในที่สาธารณะ ทำตัวอย่างไรให้เวลาพูดจะสร้างความสนใจให้กับคนหมู่มาก พูดให้ชัด ถูกต้องตามอักขระ มี eye contact ส่วนมากจะเป็นเรื่องนี้มากกว่าที่จะตามรอยคุณแม่”

“อาจจะเหมือนที่เป็นคนนิสัยตลก เพราะคุณแม่ก็เป็นคนเฮฮา เวลาไปไหนจะชอบเล่าเรื่องขำขัน ตลก ขำขัน คำผวน เป็นตัวบันเทิงในกลุ่มเพื่อนฝูง ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเป็นคนร่าเริงคนก็อยากมาอยู่ใกล้ๆ นะ พอเวลาเราไปอยู่กับเพื่อนเราก็พยายามเล่าเรื่องตลก เพื่อนชอบ มันก็เหมือนเป็นข้อดีที่เราเป็นคนเฮฮา”

ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกเป็นไปอย่างสนิทสนม ผลัดกันเป็นผู้ให้และผู้รับประสบการณ์ต่างๆ จึงทำให้เธอถูกจัดอยู่ในแบบสาวจอมแก่น

“มีอยู่ครั้งหนึ่งคุณแม่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเราเป็นคนชอบไปเที่ยวกลางคืน เพราะเขามองว่าผู้หญิงที่ไปเที่ยวกลางคืนคือคนไม่ดี เราก็บอกว่าเราไม่ใช่อย่างนั้น เวลาไปเราก็ไปกับเพื่อนสาวกระเทย ไปฟรีแมน อยากรู้ใช่ไหมฟรีแมนคืออะไร…เราก็พาไปดู แล้วก็คอยเตือนว่าถ้าเห็นอะไรที่แปลกๆ อย่าไปชี้นิ้ว เพราะคุณแม่เวลาเห็นอะไรแล้วเขาชอบชี้ ในฟรีแมนบางทีเขาก็จะมีคู่เกย์เป็นคู่รักหนุงหนิง ด้วยความที่แม่ไม่เคยเห็น เขาก็จะชี้ เป้ๆ ดูนั่นสิ เราก็ต้องบอก อย่าน่าเกลียด เดี๋ยวเขาก็เดินเข้ามาตบหรอก ก็เลยเป็นประสบการณ์ไป คุณแม่ก็เข้าใจว่ามันเป็นอย่างนี้ บาร์เกย์เป็นอย่างนี้”

ไม่เพียงแต่ทางด้านการพูดที่สนุกสนานเป็นที่ชื่นชอบของคนรอบข้างเท่านั้น ในการดำเนินชีวิตคุณปูเป้ก็มีคุณแม่เป็นแบบอย่างในการเข้าหาธรรมมะ

“เวลาคุณแม่ไปปฏิบัติธรรม ก็หนีบเราไปด้วยตลอด ตอนเด็กๆ เราอยากตามไปเพราะจะได้ไปต่างจังหวัด ไปแล้วรู้สึกมีความสุข เห็นมีน้องเณร มีพระ มีเจ้าอาวาส คือรู้สึกว่ามีน้อยคนที่จะได้ใกล้ชิด ไม่ได้ใกล้แบบสีกานะคะ แต่ว่าได้เห็นมุมมองอีกแบบ เพราะว่าส่วนมากเขาก็แค่ไปทำบุญ ถวายสังฆทาน แต่นี่เราได้เห็นมากกว่านั้น ได้เห็นว่าเวลาพระมานั่งฟังแม่เราพูดว่าเป็นยังไง”

ซึ่งธรรมะยังส่งผลไปถึงมุมมองด้านความรักของเธอ ที่ดำรงอยู่บนพื้นฐานแห่งความพอดี

“ชายในฝันต้องเป็นคนมีธรรมะในหัวใจ คือหน้าตาอย่างนี้ มันก็ไม่ต้องหล่อมากหรอก ดูโอเคในสายตาเรา คนอื่นว่าไม่หล่อก็ช่าง แต่เราว่าดูดีก็พอแล้ว จะให้มาบอกว่าตาโตตาเล็กมันก็บอกไม่ได้นะ บางคนตรงเสป็คถูกต้องทุกอย่างแต่ดูแล้วน่าเกลียดก็มี ชอบคนที่อบอุ่น มีอารมณ์ขันเหมือนเรา”

“มันต้องแล้วแต่บุคคลว่าเขายึดคำว่าเสน่ห์ตรงไหน บางคนอาจจะชอบผู้หญิงที่รอยยิ้ม บางคนอาจจะชอบเรื่องการแต่งกาย หรือบางคนชอบที่กลิ่น แต่โดยภาพรวมคิดว่าหลายๆ คนคงจะชอบเรื่องรอยยิ้ม มีอัธยาศัยที่ดี เหมือนอย่างบางคนหน้าตางั้นๆ แต่เวลาเราพูดคุยแล้วรู้สึกดีจัง เฮ้ย…อบอุ่นนะ เหมือนถ้าไปคุยเทียบกับบางคนธรรมดาๆ แต่เก๊กอยู่ได้ เราเองก็กลายเป็นรู้สึกว่าอยู่กับคนหน้าตาธรรมดาหรือว่าน่าเกลียดที่คุยแล้วสบายใจจะดีกว่า เสน่ห์มันต้องมาจากข้างใน ไม่ใช่ภายนอก”

“ความรักเป็นสิ่งที่ดี มันสอนอะไรหลายๆ อย่างให้คนเรา บางคนอาจจะมีความรักไม่สมหวัง แต่มันก็จะสอนให้เราได้อะไรจากรักที่ไม่สมหวัง ถ้าเราเป็นคนที่ไม่กล้ารัก เพราะกลัวอกหัก กลัวจะถูกทิ้ง มันก็จะไม่รู้หรอก ว่าความสุขเป็นอย่างไร แต่ถ้าเรามีแต่ความรักที่สมหวัง ไม่เคยถูกใครขัดใจเลย มันก็จะไม่รู้ว่าอีกแง่มุมหนึ่งเป็นอย่างไร ความรักก็เป็นเหมือนสิ่งที่สวยงาม แล้วก็เป็นเหมือนคุณครูสอนให้เรามีประสบการณ์แล้วก็ก้าวต่อไปได้ถึงแม้จะมีล้มลุกคลุกคลานบ้าง”

Related contents:

You may also like...