ร้อยเอก นายแพทย์ ยงยุทธ มัยลาภ

กระบอกเสียงรัฐบาล โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ภายหลังหมอกควันแห่งความอึมครึมทางการเมืองผ่านพ้นไป คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้สรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่และจัดตั้งรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาและบริหารประเทศในระยะเวลาหนึ่งปีโดยประมาณ ท่ามกลางกระแสทั้งเห็นด้วยและคัดค้านวิถีการเมืองเช่นนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่จะช่วยประสานความเข้าใจของคนในชาติซึ่งเกือบถูกแบ่งฝักฝ่ายจากผลของการเมืองก็คือการทำความเข้าใจ ถ่ายทอดความคืบหน้าในภารกิจของรัฐบาลต่อประชาชน

หัวหน้าทีมงานประชาสัมพันธ์เสียงใสของ ‘รัฐบาลขิงแก่’ แต่ไม่แก่ดั่งสมาชิกคณะรัฐมนตรี เป็นบุคคลที่คุ้นหน้าและมีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง จากคุณหมอในเสื้อกาวน์ มาสู่เครื่องแบบนายทหาร ก่อนจะสลัดมาใส่สูทสากลนิยมหน้าจอโทรทัศน์ และล่าสุดร้อยเอก นายแพทย์ ยงยุทธ มัยลาภ ได้รับมอบหมายหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เส้นทางชีวิตที่กำหนดเองเปลี่ยนไปอย่างมาก ตั้งแต่รับภารกิจผู้ช่วยโฆษก คปค. ในการทำความเข้าใจประกาศฉบับต่างๆ ต่อสื่อมวลชนต่างชาติ ‘คุณหมอยงยุทธ’ จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในคณะ “โปรดฟังอีกครั้ง!” ที่ทุกคนซึ่งได้ยินต้องหยุดวิจารณ์และฟังอีกครั้ง

ไฮคลาส : เส้นทางชีวิตก่อนที่จะได้รับตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ผมเรียนจบชั้นมศ.3 จากโรงเรียนเซนต์คาเบรียลตอนอายุ 16 แล้วผมก็ไปอังกฤษเพราะคุณพ่ออยากให้ไปเรียนและรู้จักชีวิตของชาวอังกฤษ และความตั้งใจของผมก็อยากที่จะเป็นแพทย์ตั้งแต่แรกนะครับ จึงไปอยู่โรงเรียนประจำ 3 ปี ที่ Eastbourne College ทางตอนใต้ของเกาะอังกฤษ อากาศก็ค่อนข้างเย็น เป็นเมืองสำหรับที่พักคนชรา แต่ก็มีโรงเรียนอยู่กลางเมือง บรรยากาศดี หลังจากนั้นผมก็เข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยในลอนดอนชื่อ London Hospital Medical College เรียนอยู่ 5 ปี หลังจากนั้นทำงานเป็นแพทย์อยู่อีก 3-4 ปีก็กลับมาเมืองไทย รวมระยะเวลาที่อยู่ที่นั่น 14 ปี รู้สึกเองว่าผมไปตอนอายุเยอะแล้ว ภาษาอังกฤษมันจะดีก็ไม่เชิง จะไม่ดีก็ไม่ใช่ เพื่อนผมที่ไปก่อนหน้านั้นคือไปตอนอายุ 13 ปี ภาษาอังกฤษเขาดีมาก แต่ภาษาไทยจะหย่อนกว่า

ไฮคลาส : มีความตั้งใจที่จะเรียนทางด้านแพทย์
ครับ มีความคิดอยากจะเป็นแพทย์ ใช้ความสามารถช่วยเหลือคนอื่น ตอนผมอยู่เซนต์คาเบรียล ผมทำชมรมสังคมสงเคราะห์ ก็ไปสลัม ไปสอนหนังสือให้เด็กในชุมชนแออัดเวลาหยุดเรียน จึงมีความรู้สึกว่าเราน่าจะพอเรียนแพทย์ได้ จะได้เอาความรู้แพทย์ไปใช้ในด้านสังคมสงเคราะห์ ก็เลยตั้งธงไว้ตั้งแต่ตอนนั้น

เมื่อผมจบทางแพทย์ทั่วไป ผมจะเน้นไปทางด้านอายุรกรรม ส่วนทางเรื่องของเขตร้อน อยากมีความรู้เพิ่มเติมก่อนมาทำงานในเมืองไทย เผอิญในลอนดอนมีสถาบันที่ทำเกี่ยวกับเรื่องของโรคเขตร้อนที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงมาก ซึ่งก็ไม่ใช่ได้แต่ความรู้เรื่องเขตร้อนในเมืองไทย แต่ได้ทั้งพื้นที่แอฟริกาและพื้นที่เขตร้อนอื่นๆ อย่างอเมริกาใต้ด้วย ผสมผสานกัน และก็ได้เพื่อนเยอะด้วย เพื่อนจากหลายๆ ประเทศก็มาเรียนกันที่ลอนดอน

กลับมารับราชการที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ตอนแรกยังรอเวลาสอบใบอนุญาตประกอบโรคศิลป ช่วงนั้นมีเวลาเยอะหน่อย เพราะผมยังรักษาใครไม่ได้ ได้แต่สอนนักเรียนแพทย์ ได้ฟังวิทยุประเทศไทยภาคภาษาอังกฤษตอนขับรถมาทำงาน ก็เลยสนใจอยากไปลองสมัครดู ตอนนั้นไม่ได้รู้จักใครก็ขับรถเข้าไปที่วิทยุประเทศไทย ก็พบพี่บุปผา แหลมหลวง คุณแม่ของคุณหัทยา เกตสังข์ เป็นหัวหน้าแผนกกระจายเสียงต่างประเทศ ท่านคงงงว่ามาได้ยังไง มาขอสมัครและขอบันทึกเทปไว้ หลังจากพิจารณาแล้วก็เรียกผมไปเริ่มงาน

ไฮคลาส : เรียกได้ว่าเริ่มต้นงานสื่อสารมวลชนพร้อมกับการเป็นอาจารย์แพทย์
ใกล้ๆ กันเลย และในวันที่ 26 ธันวาคม 2532 ตอน 8 โมงเช้าเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสออกอากาศหลังจากซ้อมมาสักพัก ได้ออกอากาศทาง Short wave ของวิทยุประเทศไทย ซึ่งเป็นนาทีเดียวกันกับที่คุณพ่อผมเสียพอดีเป๊ะเลย คุณพ่อป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ท่านก็จากไปจังหวะพอดี ไม่มีโอกาสทราบว่านอกจากเป็นแพทย์แล้วผมได้มีโอกาสมาทำทางด้านสื่อด้วย

ไฮคลาส : มีปัจจัยใดเป็นแรงผลักดันให้คุณมาทำงานด้านสื่อมวลชน
ช่วงแรกเป็นเรื่องของความสนุกและความแปลกใหม่ ผมเป็นคนที่อยากทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ชอบศึกษาเรียนรู้และพัฒนา เรื่องของสื่อเป็นเรื่องใหม่สำหรับผมตอนนั้นมาก และมีความคิดว่าเราสามารถใช้เสียงของเรา ความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษและความรู้ทางด้านการแพทย์มาใช้ให้เป็นประโยชน์

หลังจากนั้นทางกันตนาให้ผมไปเล่นละครทางด้านสุขภาพออกอากาศทางช่อง 7 เป็นละครสั้นๆ เรื่อง “บ้านนี้ไม่มีปัญหา” ได้เล่นละครสนุกดีและเป็นคนทำพลอตเรื่อง เขาก็นำไปทำเป็นสคริปต์ เราเล่นเป็นตัวหมอในเรื่อง และก็มีพ่อแม่ลูกในครอบครัวที่มีปัญหาด้านสุขภาพ มีคนดูเยอะอยู่เพราะเป็นช่วงไพรม์ไทม์

ต่อมามีคนชวนไปสมัครที่ช่อง 9 เปิดข่าวภาคภาษาอังกฤษเป็นที่แรกในประเทศไทย ชื่อ Good morning Thailand คัดเลือกจาก 200 คนเหลือ 4 คน คือ ผม, คุณฮาร์ท (สุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล), ครูเคท (เนตรปรียา ชุมไชโย) และคุณมอลลี่ (จินดา จางเบญจรงค์) ช่วงนั้นก็ไปทำเกือบทุกวัน โดย(สำนักข่าว)เนชั่นทำสคริปต์

จากตรงนั้นก็ไปติดต่อทางช่อง 5 ว่าอยากจะทำรายการทางด้านสุขภาพ เพราะเป็นพิธีกรให้กับรายการอื่นมาหลายรายการ อยากจะทำรายการเพื่อนำเสนอมุมมองของหมอเองเกี่ยวกับสุขภาพไปสู่ประชาชน ตอนนั้นท่านผอ.ก็ถามไถ่ว่าทำอะไรอยู่ ก็เลยดึงผมมาช่วยทางช่อง เป็นช่วงเวลาที่อาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล กำลังจะออกจากช่อง 5 ไป และตอนนั้นช่อง 5 เป็นผู้ผลิตข่าวเอง ผมจึงสมัคร

ผมอยู่ที่ช่อง 5 ในฐานะผู้ประกาศข่าวภาคภาษาไทย มาตั้งแต่มกราคมปี 2536 จนกระทั่งช่วง 4-5 ปีหลังก็แปลงสภาพตัวเองมาเป็นผู้วิเคราะห์สถานการณ์ต่างประเทศ สืบเนื่องมาจากท่านพลเอกสุรยุทธ์นี่ละครับ ท่านอยากจะให้ช่อง 5 มีการนำเสนอเกี่ยวกับต่างประเทศไปสู่ประชาชนโดยเฉพาะอาเซียน โดยมีผมเป็นผู้ดำเนินรายการ ผมก็ต้องศึกษาด้านนี้ค่อนข้างมาก เพราะไม่เคยทำมาก่อนและตั้งอกตั้งใจมาก ทำมา 4-5 ปี

ไฮคลาส : ในระหว่างที่ทำงานด้านสื่อสารมวลชน จัดการกับภารกิจของการเป็นอาจารย์แพทย์อย่างไร
ตอนผมมาอยู่ที่ช่อง 5 ผมลาออกจากแพทย์พระมงกุฎฯ ที่ทำมาได้ 4 ปี คิดว่างานกับราชการคงพอแค่นั้นก่อน ผมคิดว่าอยากจะทำงานทางการแพทย์ในลักษณะเชิงเอกชน จะได้มาทำงานในแง่ของสื่อมากขึ้น และผมก็ทำเป็นบริษัทเล็กๆ ของผมผลิตรายการโทรทัศน์ (บริษัท ดี.เอ็ม. อินเตอร์คอมมิวนิเคชั่น จำกัด) ทำมาตั้ง 14 ปีก็แทบจะไม่มีกำไร ทุกคนก็อยู่กันอย่างพอเพียง

ไฮคลาส : ไม่รู้สึกเสียดายสิ่งที่คุณทุ่มเทเรียนมาทางด้านการแพทย์บ้างหรือ
ไม่หรอกครับ ผมคิดว่าสิ่งที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มาจากสิ่งที่เราเรียนรู้มา โดยเฉพาะตอนที่ผลิตรายการ ในการเรียนแพทย์มีเรื่องของสาธารณสุขชุมชน ตรงนี้นำมาใช้ประโยชน์ได้ค่อนข้างเยอะ ทำให้มองภาพปัญหาต่างๆ ในลักษณะสื่อไปถึงสาธารณชนซึ่งมันแตกต่างจากการสื่อคนต่อคน ต่อคนไข้เป็นรายๆ ในขณะเดียวกันผมก็ยังเป็นแพทย์รักษาคนไข้เป็นรายบุคคลไปด้วยนะครับ จนกระทั่งถึงช่วงที่มาวิเคราะห์ต่างประเทศทางช่อง 5 ทุกวัน ตรงนั้นจะไม่ค่อยมีเวลาแล้ว

ไฮคลาส : ได้มีโอกาสรู้จักพลเอกสุรยุทธ์ตั้งแต่สมัยเป็น ผบ.ทบ. ทำให้มีโอกาสได้มาทำงานตรงนี้
ผมรู้จักท่านในฐานะ ผบ.ทบ. ซึ่งมอบหมายภารกิจให้กับทางช่อง 5 แต่โดยส่วนตัวไม่ได้รู้จักและไม่เคยทำงานโดยตรงกับท่านมาก่อน แต่คิดว่างานตรงนั้นที่ท่านมอบหมายทำให้สามารถมองภาพของทั้งโลกและสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ได้มาก เพราะมีความรู้มากขึ้นเยอะ อันนั้นเป็นสิ่งที่รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณกับท่านมากที่เป็นผู้ริเริ่ม ตอนที่หยุดนั้นออกอากาศไปกว่า 1,400 ตอน นั่นคืองานที่หนักและเหนื่อย เพราะต้องอ่านเองทั้งหมด ผมไม่ได้มีความรู้ด้านการต่างประเทศเท่าไหร่ จนกระทั่งตอนนี้ก็เพียงพอพูดคุยได้

ไฮคลาส : แรงเสียดทานในช่วงแรกเพราะเคยอยู่ข้างไทยรักไทยยังคงมีอยู่ไหม
สมัยนั้นตอนที่ ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ มอบหมายให้ผมเป็นที่ปรึกษา ซึ่งตอนนั้นท่านกำลังเตรียมการที่จะลงชิงชัยในตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งมีที่ปรึกษาที่เป็นคณาจารย์หลายๆ ท่าน ผมก็ไปเป็นที่ปรึกษาในแง่ของการประชาสัมพันธ์ เป็นการช่วยเหลือผ่านทางท่านสุรเกียรติเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ส่วนอื่นก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทางการเมือง จะว่ายุ่งกับพรรคก็คงไม่ได้ยุ่ง เพราะเราเป็นผู้ที่ไม่ได้ แอคทีฟทางด้านการเมือง

ไฮคลาส : งานโฆษกหนักกว่า หรือว่าเครียดกว่า
ที่ผ่านมาผมเป็นหมอ ตอนทำงานอยู่ที่อังกฤษจะต้องเข้าเวรบ่อยวันเว้นวัน จะมีการเข้าเวรวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ยาวติดกัน 60 กว่าชั่วโมงไม่ได้พัก ทำให้เรารู้ว่าการทำงานหนักๆ ต่อเนื่องมันเป็นยังไง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะคล้ายๆ กัน ช่วงหลังๆ ก่อนจะมาทำงานโฆษกนอนแค่ 3-4 ชั่วโมง กว่าจะเข้านอนก็ตี 2 ตื่น 6 โมงเช้า มีความคุ้นกับสิ่งนี้ ไม่ได้มีการปรับตัวอะไรมากมาย เพียงแต่ว่ามันเป็นงานที่มีความเครียดสูง

ผมไม่ได้จะไปเป็นนักการเมืองที่ต้องรักษาภาพลักษณ์ บางครั้งสิ่งที่เราทำก็ไม่ได้หวือหวา เราไม่ได้จะสานต่ออำนาจ พอจบงานนี้ผมก็จะกลับไปเป็นอย่างเดิม ไม่ได้กะจะไปทำอย่างอื่น เพราะฉะนั้นเดี๋ยวสิ่งที่ติดลบไปมันจะบวกกลับมาใหม่ อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อยไม่เป็นไร แทนที่ผมจะต้องไปนั่งชี้แจงหรือไปนั่งตอบโต้ ผมจะต้องทำหน้าที่ให้กับรัฐบาล ไม่ใช่ทำหน้าที่ให้กับตัวผมเอง ตัวผมเองไม่ได้สำคัญเท่ากับรัฐบาล บางเรื่องผมไม่อยากจะดึงมาให้เป็นเรื่องของตัวเอง แต่ถ้าเกิดเป็นเรื่องของรัฐบาลก็อีกเรื่องหนึ่ง

ไฮคลาส : ภารกิจของโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีกว้างและครอบคลุมแค่ไหน
ผมว่าหน้าที่หลักของเราคือชี้แจงสิ่งซึ่งเราต้องการความร่วมมือจากประชาชนและสิ่งซึ่งประชาชนต้องรู้ ต้องทราบเพื่อความโปร่งใสของทุกฝ่าย อีกหน้าที่หนึ่งคือการประสานงาน โฆษกไม่ได้มีอำนาจ หรืองบประมาณในมือสักบาทที่จะสามารถไปทำอะไรได้ เพราะฉะนั้นเราต้องขอความร่วมมือและช่วยประสานกับหน่วยงานต่างๆ คือโฆษกกระทรวงซึ่งเขามีบทบาทอยู่ เราก็ต้องไปประสาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราพยายามทำอยู่ในขณะนี้คือประสานสิบทิศนะครับ

ไฮคลาส : เนื่องจากรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หากมีการถามว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของใคร ในฐานะโฆษกจะตอบอย่างไร
เป็นรัฐบาลของประชาชน เป็นรัฐบาลที่ทำหน้าที่เพื่อประชาชน โดยยึดหลักที่ท่านนายกรัฐมนตรีย้ำมาตลอดคือความโปร่งใส และความเป็นธรรม เน้นในเรื่องของความประหยัดและกรอบกฎหมาย ส่วนเรื่องของความมั่นคงเป็นเรื่องของคมช. อันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีพูดมาโดยตลอดว่าคมช.ต้องให้คำแนะนำกับรัฐบาลในเรื่องของความมั่นคง จึงไม่มีรองนายกฯ ที่ดูแลเรื่องความมั่นคง แต่สุดท้ายการตัดสินใจทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาล เพราะฉะนั้นคำแนะนำเรื่องความมั่นคงจากคมช.ต้องมาที่รัฐบาล ซึ่งรัฐบาลตัดสินใจทั้งหมด อย่างเช่นเรื่องของการยกเลิกกฎอัยการศึกก็ต้องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้การเห็นชอบ

ไฮคลาส : จากภารกิจก่อนหน้านี้ของคมช.ที่ได้รับมอบหมายจนถึงในขณะนี้ สิ่งที่ทำให้คุณได้รับความไว้วางใจให้ทำภารกิจนี้คืออะไร จากการวิเคราะห์ของตนเอง
ผมไม่กล้าวิเคราะห์ตรงนั้น ผบ.ทบ.เรียกผมไปช่วยเรื่องการให้ข่าวภาษาอังกฤษของคมช. ก็เป็นเรื่องทักษะของเราในด้านภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่ใช่เพียงเราคนเดียว ยังมีในส่วนของน้องๆ ที่ช่วยทำเรื่องของสคริปต์ การใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษให้เหมาะสมก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายๆ ตรงนั้นผมก็ทำหน้าที่เป็นผู้สื่อออกไป

ไฮคลาส : พอจะบอกได้ไหมว่า ณ เวลานั้นผบ.ทบ.ใช้คำพูดอย่างไรถึงเรียกคุณไปให้ความช่วยเหลือได้
ท่านก็เรียกไป (หัวเราะ) ท่านเป็น ผบ.ทบ. ท่านให้ความไว้วางใจเรียกเราไปใช้ เราก็ไป และผมไปในลักษณะของผู้สื่อภาษาอังกฤษเท่านั้นเอง บทบาทของผมดูเหมือนจะจบลงเมื่อวันที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับโปรดเกล้าฯ ในวันที่ 1 ตุลาคม แต่พอตอนเช้าของวันที่ 2 ก็มีท่านเลขานายกรัฐมนตรีโทรมาให้ผมเข้ามาพบท่านนายกฯ ท่านมอบหมายความไว้วางใจให้ผมเป็นโฆษก คิดว่ามันคงไม่ได้เกี่ยวพันอะไรระหว่าง 2 องค์กรนี้เลย

ไฮคลาส : งานนี้ทั้งเหนื่อย ทั้งเจ็บ ทั้งทรมาน แล้วรางวัลของมันคืออะไร
ผมว่าสิ่งสำคัญคือ เราทำเพื่อประเทศชาติในยามที่มีความจำเป็น มันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เป็นภาวะที่ไม่ปกติ เพราะฉะนั้นเราเข้ามาทำตรงนี้ด้วยผู้ใหญ่เห็นว่าเราเหมาะ เราก็ต้องทำให้เต็มที่ แต่โดยส่วนตัวจริงๆ ผมอยากให้มันจบเร็วๆ เพราะความเครียดมันสูงมาก และการต้องเป็นคนประสานกับคนเยอะๆ เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ต่างคนต่างก็มีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน ก็มีสื่อมวลชนที่เป็นเพื่อนหลายคนคอยแนะนำ คอยตักเตือน อันนี้เป็นพระคุณมาก เป็น Life saving ผมหลายเรื่อง แต่บางคนอาจจะออกแนวแรงๆ หน่อย คือผมไม่ได้เป็นนักการเมืองที่มีภูมิคุ้มกันอะไรเลย เพราะฉะนั้นบางทีมันก็เจ็บ บางทีท้อใจ แต่ก็ยังเดินหน้าต่อไปในขณะนี้

ไฮคลาส : ชีวิตที่ผ่านมา 48 ปีได้เรียนรู้อะไรบ้าง
อย่างหนึ่งก็คือเราไม่ควรจะดูถูกคน ทุกๆ คนสามารถพัฒนาตัวเองได้ในสิ่งที่อาจจะยังไม่เคยทำมาก่อน แล้วเราจะพบว่าคนที่บางทีไม่น่าจะทำอะไรได้แต่เขาทำได้ก็มี ผมมีลูกน้องเยอะ ส่วนใหญ่ผมก็จะให้เกียรติทุกคน ถึงแม้เขาอาจจะไม่ได้เรียนจบมาทางด้านนี้ แต่ว่าคนเราก็มีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองจากสิ่งที่สั่งสมมา อันนั้นคือสิ่งที่สำคัญ ส่วนหนึ่งที่สำคัญคือทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ตอนอยู่โรงเรียนประจำมีพ่อบ้านเรียกว่าเป็น House master ตอนนั้นเครียดเพราะถูกแกล้งเยอะ แต่ตอนนั้นเขาก็พูดไว้ดี เขาบอกว่า “ตราบใดที่ทำดีที่สุดแล้วก็จะมีคนกลุ่มใหญ่มองเห็นว่าเราทำดีที่สุด ถึงแม้จะมีอีกกลุ่มที่อาจจะมองไม่เห็นก็ตาม แต่อย่างน้อยก็มีอยู่กลุ่มหนึ่งที่เห็นว่าเราทำเท่าที่เราจะทำได้”

ไฮคลาส : ในฐานะประชาชน มองว่ารัฐบาลต่อไปจะเป็นอย่างไร
ผมว่าเราคงคาดเดาไม่ได้ เพราะว่าอันดับที่หนึ่งเราต้องมองช่วงเวลาจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งอีกประมาณ 9 เดือน ต้องดูถึงการร่วมมือกันในการร่างรัฐธรรมนูญ การแสดงความคิดเห็นของประชาชน ความมีส่วนร่วมของประชาชนทุกระดับ รวมถึงประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นด้วยว่าเข้ามามีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยมากแค่ไหน เพราะฉะนั้นถ้าให้พูด ณ ตอนนี้คงพูดไม่ได้หรอกครับ

ไฮคลาส : เพราะเป็นโฆษก
อันนั้นก็ส่วนหนึ่ง เพราะผมคิดว่าถ้าผมจะไปแสดงความคิดเห็นตรงนั้นคงไม่ดี แต่ผมคิดว่าให้ประชาชนทั่วไปดูความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนจากนี้ไปจนเป็นรัฐธรรมนูญออกมาดีกว่า เราถึงจะสามารถบอกได้ว่าการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร

ไฮคลาส : รัฐธรรมนูญจะมีหมดอายุอีกหรือเปล่า
ผมคิดว่าถ้าเผื่อรัฐธรรมนูญที่ร่างออกมามีความเหมาะสมและแก้ไขปัญหาในจุดบกพร่องที่มีมาก็ไม่น่าจะมีปัญหา

ไฮคลาส : จากคนในเสื้อกาวน์ สู่คนในเครื่องแบบ และมาเป็นคนในชุดสูทสากลทั่วไป ช่วงชีวิตไหนที่คิดว่ามีความสุขที่สุด หรือว่ามีความสุขทุกขณะ
ไม่มีหรอกครับ ทุกอันมันมีปัญหา มีทั้งความสุขและทุกข์คละเคล้ากันไป บางจังหวะอาจจะมากหน่อย เช่น เวลาที่เศรษฐกิจมันมีปัญหา ในชุดไหนคงไม่เกี่ยว อย่างขณะที่ผมเป็นอยู่นี้ก็จะมีปัญหาไม่สบายใจในบางเรื่อง เวลาที่เป็นหมอก็จะมีความไม่สบายใจในบางเรื่อง เช่น การที่เราต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและให้ความสำคัญ เมื่อเขามีอาการทรุดลงในช่วงกลางค่ำกลางคืนเราก็ต้องรีบไปดู เป็นความตึงในชีวิตที่ไม่เหมือนกัน

ไฮคลาส : ตอนนี้คล้ายๆ กับการดูแลผู้ป่วย
อย่าเรียกเป็นผู้ป่วยเลย เราต้องให้ความสนใจเต็มที่กับงานที่เราทำ

ไฮคลาส : ทุกวันนี้พักผ่อนและดูแลคนรอบข้างอย่างไรบ้าง
ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน ก็จะเป็นการเดินทางไปต่างประเทศ ไปถ่ายรายการบ้าง ไปพักจริงๆ บ้าง ต่างประเทศนั่นแหละครับที่จะได้พักจริงๆ เพราะว่าอยู่ในประเทศไทยโทรศัพท์ดังตลอด เดี๋ยวมีเรื่องนู้นเรื่องนี้ ก่อนหน้าจะรับตำแหน่งนี้ด้วยซ้ำ อาจมีบ้างที่เป็นช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็จะไปหาลูกๆ ไปกินข้าว ไปดูหนัง

ไฮคลาส : ลูกๆ มีวี่แววดำเนินรอยตามคุณพ่อบ้างไหม
ลูกสาวก็จะไปในทางบริหารงาน ส่วนลูกชายทางวิศวะ คนโตอยู่จุฬาฯ คนที่สองอยู่ธรรมศาสตร์

ไฮคลาส : วางแผนอนาคตของตัวเองอย่างไรหลังจากหมดตำแหน่งนี้
ไม่ได้วางแผนไว้เลย ที่อยากจะทำก็คือพอจบจากงานนี้ อยากจะกลับไปใช้ชีวิตอย่างเดิมสบายๆ กำลังคิดอยู่คร่าวๆ ว่าจะไปดูวิชาชีพแพทย์ ว่าเราจะไปศึกษาต่อหรืออย่างไร ส่วนเรื่องสื่อต้องดูสถานีว่าเขายังอยากให้เราทำต่อหรือไม่ บริษัทที่ยังอยู่ก็เป็นญาติๆ ที่เขาเข้าไปดูแล ผมไม่ได้เข้าไปวุ่นวายสักเท่าไหร่ พอจบงานนี้อาจจะใช้อานิสงส์นี้ไม่กลับไปยุ่งแล้ว (หัวเราะ) คือไม่ไหวครับ ลำดับที่หนึ่งคือจบจากงานนี้ผมอยากจะพักก่อน และก็คิดว่าจะดูลู่ทางเน้นไปทางด้านวิชาการ จะกลับไปทางด้านการแพทย์อีกครั้งหนึ่ง

ไฮคลาส : ได้มีโอกาสทำงานกับนายกฯ ถึง 2 คนมาแล้ว มีความรู้สึกอย่างไรที่ได้ทำงานกับคนเหล่านี้
ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ทั้งท่านนายกฯ ชวน ท่านนายกฯ ชวลิต ท่านอานันท์ผมก็เคยเป็นพิธีกรให้ แต่ละท่านก็จะมีลักษณะการทำงานที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองตามที่เราได้เห็น แต่สำหรับท่านนายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบันที่เราคลุกคลีใกล้ชิดมาก ท่านเป็นคนสมถะ เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่น่านับถือ และท่านก็เอ็นดูเรามาก ผมว่ามีหลายอย่างที่เราเรียนรู้จากท่านได้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่พบในแต่ละวัน เพราะมีหลายประเด็นซึ่งผมหารือกับท่านว่าประเด็นนี้เราจะชี้แจงออกไปอย่างไร หรือมีอะไรที่ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งเป็นบทเรียนมากเลยว่าการใช้วิธีตรงไปตรงมาแก้ปัญหาได้เยอะ บางครั้งเราก็เป็นกังวลอยู่เหมือนกันว่า เรื่องมันออกมาเป็นอย่างนี้เราจะชี้แจงในแง่มุมไหน เราก็แค่ชี้แจงไปตามความเป็นจริงตามที่ท่านบอก มีอะไรก็บอกเขาไป

ไฮคลาส : การได้อยู่ใกล้ชิดกับบุคคลยิ่งใหญ่เหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้เราก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สามารถช่วยคนหมู่มากได้ยิ่งกว่านี้บ้างหรือไม่
ไม่หรอกครับ ผมคิดว่าความสามารถของผมก็คือทำทางด้านสื่อมวลชน เราก็เอาหลักการปรัชญาของแต่ละท่านมาปรับใช้กับงานที่เรามีอยู่แล้วก็คืองานทางด้านสื่อ งานทางด้านการแพทย์ ผมคิดว่าให้ผมไปเป็นผู้บริหารประเทศคงไม่เหมาะกับตัวผม

ไฮคลาส : คุณเติบโตมาในครอบครัวแบบไหน
คุณพ่อผมเสียไป 10 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2532 เป็นครอบครัวข้าราชการทหาร ตอนที่ท่านเกษียณเป็นเสนาธิการทหารบก คุณแม่เป็นแม่บ้าน คุณพ่อเป็นทหารอาชีพ ตรงไปตรงมา ผมก็เรียนรู้เรื่องของการตรงไปตรงมา ความซื่อสัตย์ โปร่งใสจากท่าน

ไฮคลาส : ความแตกต่างของทหารอาชีพกับทหารไม่อาชีพ
(หัวเราะ) ทหารอาชีพผมคิดว่าเป็นทหารที่เน้นเรื่องการทำงานด้านการทหารโดยยึดสถาบันทั้ง 3 เป็นหลัก ทำหน้าที่เป็นรั้วของชาติ บำบัดทุกข์เวลามีภัยเกิดขึ้นกับประชาชน เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา ผมว่าทหารอาชีพเขามีอุดมการณ์ยึดมั่นอยู่กับสิ่งที่เป็นวินัยของทหารมาตลอด ส่วนทหารไม่อาชีพก็คือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ทหารอาชีพ (หัวเราะ)

ไฮคลาส : การปฏิรูปฯ ถือว่าเป็นทหารอาชีพไหม
การเข้ามาปฏิรูปฯ ผมถือว่าเป็นการเข้ามาแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองในสภาวะที่เป็นทางตันและหาทางออกไม่ได้ โดยทหารที่เข้ามาก็มีเจตนาเพื่อชาติบ้านเมืองและมาทำในสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนนะ เสียงคัดค้านมีน้อย และหลังจากเข้ามาทำการแทรกแซงทางการเมืองและปฏิรูป ประชาชนก็ให้การสนับสนุนในสิ่งต่างๆ ที่คปค.ดำเนินการ ไม่ได้มีการเสียเลือดเสียเนื้อ และสังเกตได้ว่าทั้งหมดเป็นการเจรจาพูดคุย ซึ่งต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลปัจจุบันที่ไปในแนวทางสันติวิธี พูดคุยปรับความเข้าใจกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเป็นการเข้ามาดำเนินการโดยทหารด้วยเจตนารมณ์ที่ชัดเจน ผมคิดว่าเขาก็ทำในบทบาทของเขาคือในฐานะทหาร

Related contents:

You may also like...