ฐาปน สิริวัฒนภักดี

เส้นทางบนหลังช้าง

ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เข้าถึงสมาชิกในครอบครัวของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี มหาเศรษฐีอันดับต้นของเมืองไทยซึ่งพ่วงอันดับ 5 ในชาร์ท 40 เศรษฐีอาเซียนของนิตยสารฟอร์บเมื่อปี 2548 แม้กระทั่งเรื่องราวต่างๆ เราก็มักจะรับรู้รับทราบได้น้อยแหล่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวส่วนตัว แง่มุมในการดำเนินชีวิตและการทำงานยิ่งนานทีปีหนจึงจะได้รับทราบจาก ‘คนใน’ สักครา

เบิกฤกษ์ปีใหม่ พุทธศักราช 2550 ปีที่ใครๆ ต่างภาวนาให้เป็นปีหมูทอง ลมหนาวพัดกระทบผิวกายเป็นระลอก นับเป็นฤกษ์ดีที่เริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยคนคุณภาพรุ่นใหม่ระดับคับแก้ว ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ช้างหนุ่มแห่งไทยเบฟฯ ยอมออกจากป่ามาพูดคุยกับชาวเมืองอย่างเป็นกันเอง ซึ่งสัตว์ประจำนักษัตรของล้านนาประจำปีกุนนั้นคือ ช้าง (เรียก “ปีไก๊”) ความรู้สึกก่อนและหลังสองชั่วโมงแห่งการสนทนาจึงทำให้เรามีทัศนคติต่อองค์กรที่เป็นข่าวดังแห่งปีได้แจ่มชัดมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพราะบทสนทนานั้นเจาะลึกถึงประเด็นร้อนของธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากแต่แง่มุมของการให้ ที่ “เบียร์ช้าง” เป็นผู้อุปถัมภ์โครงการต่างๆ ของสังคมนั้นยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน มีทั้งโครงการในนามขององค์กร-บริษัทในเครือ รวมถึงกิจวัตรประจำครอบครัวสิริวัฒนภักดีซึ่งนิยมการให้โดยไม่ต้องเป็นข่าวอีกนับไม่ถ้วน

ไฮคลาส : พูดถึงทายาทของเจ้าสัวเจริญ ต้องนึกถึงคุณฐาปน ลูกชายคนเก่งที่ได้รับมอบภารกิจดูแลธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบริษัทในเครือ แต่คนทั่วไปก็ยังไม่ค่อยรู้จักคุณในเชิงลึกและมุมกว้าง
ผมจบปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจ สาขา Finance และปริญญาโทบริหารธุรกิจ สาขาเศรษฐศาสตร์การเงิน จาก Boston University หลังจากจบมาก็เริ่มเข้ามาทำธุรกิจครอบครัวทันที โดยเริ่มที่บริษัท สุรากระทิงแดง (1998) จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือของไทยเบฟฯ ดูแลกระบวนการผลิตและสายการผลิตสินค้า โดยกระทิงแดงนั้นเป็นโรงงานที่มีศักยภาพสูงในการผลิตเพื่อส่งออก ทำให้ได้เรียนรู้ด้านการตลาดเพื่อส่งออกไปด้วย

ที่ผ่านมา ทายาทของคุณพ่อทุกๆ คนตั้งแต่พี่สาวคนโต อาทินันท์ พี่สาวคนรอง วัลลภา ดูแลอสังหาริมทรัพย์ น้องสาว ฐาปนี และน้องชายคนสุดท้อง ปณต จะเข้ามาช่วยงานคุณพ่อ ในภาระที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความสามารถและความถนัดของแต่ละคน

พี่สาวคนรองเรียนจบด้านสถาปัตยกรรม ก็ให้ดูแลธุรกิจกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ ขณะที่ผมได้รับมอบหมายให้ดูแลกลุ่มธุรกิจสุราและเบียร์ รวมทั้งเครื่องดื่มทั้งหมดในฐานะกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) มีบริษัทลูกเป็นเครือข่าย 84 บริษัท

ซึ่งบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมธุรกิจเกี่ยวกับสุราและเบียร์ทั้งหมดให้เข้ามาอยู่ภายใต้บริษัทเดียวกัน บทบาทของผมจึงเพิ่มขึ้นในการเข้ามาดูกลุ่มไทยเบฟฯ คือดูครบทั้งสายการผลิตและสายการตลาด

ไฮคลาส : 84 บริษัทในเครือของไทยเบฟฯ นั้นมีรูปแบบธุรกิจอย่างไร
ปัจจุบันไทยเบฟฯ มีธุรกิจในเครือที่มีความเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมในอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ โดยสามารถแบ่งตามกลุ่มธุรกิจหลักได้ดังนี้
1. กลุ่มธุรกิจเบียร์ น้ำดื่ม และโซดา ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ตราช้าง”
2. กลุ่มธุรกิจสุรา ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสุราขาว สุราผสม (สุราสมุนไพรจีน) สาเก และสุราสี
3. กลุ่มธุรกิจแอลกอฮอล์ที่ใช้ในอุตสาหกรรม
4. กลุ่มอื่น ที่เป็นบริษัทการตลาดและส่งออก กลุ่มบริษัทการขนส่ง และกลุ่มบริษัทธุรกิจต่อเนื่อง

ไฮคลาส : มีนโยบาย กลยุทธ์ การตลาดอย่างไรจึงสร้างความนิยมและกวาดรางวัลในระดับนานาชาติ
บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่มีธุรกิจในเครือครบวงจรในธุรกิจเบียร์และสุรา นโยบายก็คือมุ่งเน้นการเป็นบริษัทอันดับชั้นนำในเอเชียและในระดับโลกที่เป็นของคนไทย สามารถผลิตสินค้ามีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ เป็นบริษัทที่จะนำรายได้กลับมาสู่ประเทศ ในช่วง2 -3 ปีที่ผ่านมาเราได้มีการปรับตัวมากพอสมควรในเรื่องเหล่านี้ โดยศักยภาพของบริษัทในปัจจุบันสามารถพูดได้ว่าทิศทางที่เราเดินไปข้างหน้ามีความท้าทายมากมาย การออกไปแข่งขันในเวทีโลก การเข้าไปมีส่วนร่วมกิจกรรมในต่างประเทศมากมาย

สามารถพูดได้ว่าคนไทยผลิตเบียร์สู้ต่างประเทศได้ เรามีวางจำหน่ายในหลายประเทศ โดยเฉพาะ
ในอังกฤษก็ได้รับการตอบรับที่ดีพอสมควร ที่สิงคโปร์ซึ่งทางบริษัทได้ไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็ได้รับการตอบรับที่ดี

เราได้รับ 2 รางวัลหลังจากจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ เป็นรางวัลในฐานะบริษัทจดทะเบียนใหม่ที่ได้รับการจับตาจากสื่อมวลชนนับตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ โดยเฉพาะนิตยสารชั้นนำอย่าง IR (IR Magazine) นิตยสารที่นักลงทุนในสิงคโปร์และนักลงทุนทั้งโลกนิยมอ่านเป็นจำนวนมาก ได้มีการจัดงาน IR Magazine South east Asia Conference and Awards ขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2549 ที่ผ่านมา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลบริษัทไทยที่ดำเนินงานนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยมในตลาดสิงคโปร์ (Best Investor Relations in the Singapore Market By a Thai company)

อีกรางวัลเป็นรางวัล Merit Award ในสาขา “บริษัทที่มีความโปร่งใสสูงสุดสำหรับจดทะเบียนใหม่” จาก SIAS ซึ่งเป็นสมาคมนักลงทุนหลักทรัพย์แห่งสิงคโปร์ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเฝ้าติดตามบริษัทต่างๆ ให้มีการดำเนินงานอย่างตรงไปตรงมา

นอกจากนั้นทางด้านสังคม บริษัทยึดมั่นตลอดในการเป็นบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคม และเป็นบริษัทที่ทำประโยชน์ให้สังคม เรามีโครงการต่างๆ ทางสังคมมากมายรวมทั้งด้านกีฬา ภายใต้สโลแกนที่เรายึดถือมาตลอด “คนไทยให้กันได้” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างประโยชน์ให้กับสังคม อาทิเช่น โครงการแจกผ้าห่มต้านภัยหนาว ซึ่งเราได้ดำเนินการมาปีนี้เป็นปีที่ 7 แจกไปทั้งสิ้น 1.4 ล้านผืน รวมเป็นเงิน 210 ล้านบาท

จุดแข็งของบริษัท การที่เราเป็นบริษัทที่มีการผลิตอันทันสมัย ทำให้เราสามารถผลิตสุราและเบียร์คุณภาพระดับโลกได้ การมีสินค้าที่มีคุณภาพเป็นก้าวที่สำคัญของการแข่งขันระดับโลก และการก้าวไปสู่เป้าหมายของการเป็นหนึ่งของบริษัทคนไทยที่เป็นองค์กรชั้นนำระดับโลก

ไฮคลาส : แนวคิด “คนไทยให้กันได้” นั้นสะท้อนตัวตนอะไรของไทยเบฟฯ บ้าง นอกจากภาพยนตร์โฆษณาและเพลงประกอบของศิลปินชื่อดัง แอ๊ด คาราบาว
เริ่มแรกเลย ไทยเบฟฯ คือองค์กรที่บริหารโดยคนไทย ใช้วัตถุดิบของไทย สร้างงานให้กับแรงงานไทย เพื่อพัฒนาให้ไทยก้าวไกล ดังนั้นเมื่อไทยเบฟฯ ริเริ่มที่จะทำโครงการหรือกิจกรรมใดๆ เพื่อสังคมแล้ว แน่นนอนว่าจะต้องเริ่มต้นพื้นฐานเดียวกับแนวทางการประกอบธุรกิจอันเป็นรากแก้วของบริษัทฯ ซึ่งเมื่อประมวลจากพื้นฐานขององค์กร พื้นฐานการขับเคลื่อนแล้ว เราพบว่าทั้งหมดล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากพี่น้องคนไทยทั้งสิ้น เราจึงมีแนวคิดที่จะคืนทุนแก่แผ่นดินและพี่น้องไทย และเมื่อนำมาผสมผสานร่วมกับแนวพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในด้านการแบ่งปัน เกื้อกูลเสียสละ และช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนไทยแล้ว เราก็มั่นใจได้ว่าจะมุ่งมั่นไปตามเส้นทางนี้ ซึ่งนั่นก็คือ “คนไทยให้กันได้” นั่นเอง

ไฮคลาส : ตัวอย่างโครงการและกิจกรรมที่สะท้อนแนวคิด “คนไทยให้กันได้”
เริ่มต้นเลยคงเป็นกิจกรรมที่ไทยเบฟเวอเรจริเริ่มตั้งแต่ช่วงแรกๆ จนต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 7 แล้วในปีนี้ นั่นก็คือโครงการ “ช้าง…รวมใจต้านภัยหนาว” ซึ่งได้มอบผ้าห่มแก่ผู้ประสบภัยหนาวในภาคเหนือและอีสาน โดยมอบแล้วรวม 1 ล้าน 4 แสนผืน รวมมูลค่า 210 ล้านบาท โครงการนี้เราได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกระทรวงมหาดไทย ในการประสานด้านพื้นที่และคัดสรรจำนวนผู้ประสบภัย โครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้เราภูมิใจและยืนยันที่จะเดินหน้าทำโครงการนี้ต่อไปอย่างแน่นอน เพราะทำแล้วเกิดความสุขกับคนที่ได้รับ และเราเองก็ภูมิใจที่ได้ริเริ่มโครงการดีๆ เหล่านี้ขึ้นมา เรามีการปรับปรุงอยู่เรื่อยๆ นะครับในแต่ละปี พยายามพัฒนาคุณภาพของตัวผ้าห่มด้วย โดยโครงการ “ช้าง…รวมใจต้านภัยหนาวปีที่ 7” นี้เราได้ทำพิธีเปิดโครงการร่วมกับกระทรวงมหาดไทยไปแล้ว และลงพื้นที่เพื่อแจกจริงในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาซึ่งประชาชนกำลังประสบภัยหนาว

โครงการต่อมาคือโครงการ “คนไทยรักในหลวง” ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงความจงรักภักดีต่อ ‘พ่อหลวงของคนไทย’ ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี โดยเราเริ่มต้นกันตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยได้เบิกโรงด้วยกิจกรรมประกวดขับร้องหมู่เพลงสรรเสริญพระบารมีระดับมัธยมศึกษาจากทั่วประเทศ ซึ่งได้รับความสนใจและเข้าร่วมถึงกว่า 80 โรงเรียน กิจกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดแรงกระตุ้นและผลักดันให้เยาวชนไทยหันมาทำกิจกรรมร่วมกัน อันก่อให้เกิดความสามัคคี รวมไปถึงได้ซาบซึ้งกับความหมายของเพลงสรรเสริญพระบารมีมากขึ้น และทำให้หลายโรงเรียนหันมาพัฒนาในด้านการขับร้องหมู่มากขั้น ซึ่งทำให้ศักยภาพในด้านดนตรีของไทยดีขึ้น

ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2549 อันเป็นวาระแห่งความปลื้มปีติของชาวไทยทั้งชาติ ไทยเบฟฯ ได้จัด “ลานรักในหลวง” บนพื้นที่ขนาด 1,000 ตารามเมตรภายในงานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ณ เมืองทองธานี ซึ่ง บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ เป็นส่วนหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของนิทรรศการแห่งประวัติศาสตร์นี้

“ลานรักในหลวง” ดังกล่าวได้จัดให้มีส่วนสำคัญๆ ไว้หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นพระบรมฉายาลักษณ์และลานขนาดใหญ่เพื่อให้ประชาชนไทยได้มีโอกาสกราบ ‘ในหลวง’ นิทรรศการในหลวงกับช้างต้น โดยให้เห็นภาพพระราชพิธีสมโภชและขึ้นระวางช้างต้น และภาพในหลวงกับช้างต้นคู่พระบารมี รวมไปถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ ตลอด 60 ปี ซึ่งนิทรรศการดังกล่าวได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากผู้เข้าชมงาน เพราะโปสเตอร์ในหลวงกับช้างต้นที่เราจัดพิมพ์ขึ้นจำนวน 2 ล้านแผ่นถูกแจกจ่ายอย่างรวดเร็วให้กับผู้เข้าชมงานตลอดระยะเวลาจัดงาน

หลังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ล่าสุดจึงมีโครงการจัดนิทรรศการดังกล่าวสัญจรไปยังหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา เป็นต้น เพื่อนำโอกาสไปสู่พี่น้องไทยในต่างจังหวัดตามปณิธานหลักของบริษัท

ยังมีกิจกรรม “ร้อยเรียงความผูกพัน แทนความห่วงใยจากใจ ไทยเบฟฯ” เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งจากการที่เราเห็นความสำคัญและส่งเสริมสถาบันครอบครับ เราจึงร่วมกับรายการผู้หญิงถึงผู้หญิงจัดกิจกรรมดังกล่าว โดยได้คัดเลือกคู่แม่-ลูกจำนวน 1,000 คู่ เพื่อมอบโอกาสในการเข้าชมการแสดงอันวิจิตรของสยามนิรมิต อันเป็นการแสดงที่สะท้อนภาพของความเป็นชาติไทย คนไทย และเอกลักษณ์ไทยได้อย่างสมบูรณ์ โดยเราได้เปิดเป็นรอบพิเศษเพื่อกิจกรรมนี้โดยเฉพาะ โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากสยามนิรมิตครับ และหลังจบงานเราได้รับผลตอบรับที่ดี และสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้มาก

ขณะที่ล่าสุด เรากำลังมีส่วนร่วมอยู่ในงานพืชสวนโลก 2549 ซึ่งจะมีต่อเนื่องไปจนถึงเดือนมกราคม ในการเป็นผู้สนับสนุนหลัก “ลานต้นโพธิ์แห่งความจงรักภักดี” ที่ได้จัดกิจกรรมเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันเขียนข้อความถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ลงบนใบโพธิ์ทอง และนำไปติดไว้บนต้นโพธิ์แห่งความจงรักภักดีภายในงาน ก่อนที่จะรวบรวมใบโพธิ์เหล่านั้นไปหล่อรวมกันเป็นพระพุทธรูปเฉลิมพระเกียรติสมถะวิปัสสนากรรมฐาน และน้อมเกล้าฯ ถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในลำดับต่อไป

อีกส่วนหนึ่งที่ไทยเบฟฯ เป็นผู้สนับสนุนหลักภายในงานพืชสวนโลก ก็คือ สวนล้านนาเวียงเจ็ดลิน ซึ่งเป็นสวนที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิดที่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นล้านนาอย่างแท้จริง เน้นให้เห็นประเพณีความเชื่อของชาวล้านนา ซึ่งสามารถเข้าชมได้ภายในงานพืชสวนโลกดังกล่าว

กิจกรรมเพื่อสังคมดังกล่าวทำให้ไทยเบฟเวอเรจมีกำลังใจและพร้อมจะเดินหน้าก้าวไป ทำกิจกรรมดีๆ เพื่อส่งเสริมและสร้างสรรค์สังคม พร้อมทั้งแบ่งปันความสุขแก่กันและกัน เพราะเราเชื่อเสมอว่า “คนไทยให้กันได้” รวมไปถึงในปี 2550 เราจะมีกิจกรรมต่อเนื่องทั้งปีด้วย ซึ่งก็ถือเป็นปีมหามงคลอันต่อเนื่องกัน แน่นอนครับ ในส่วนนี้ไทยเบฟฯ มีความตั้งใจที่จะสานต่อการทำกิจกรรมเพื่อเทิดพระเกียรติอย่างแน่นอน อาจจะเป็นในรูปแบบของการให้การสนับสนุนหรือเป็นผู้ริเริ่มกิจกรรมเอง ซึ่งกิจกรรมจะสอดรับกับแนวทางของบริษัทครับ

ไฮคลาส : หากให้คุณพูดถึง ‘การให้’ ในมุมมองส่วนตัวและในฐานะองค์กรที่ให้แก่สังคมนั้น คุณให้อย่างไรและวัดความสำเร็จด้วยสิ่งใด
ถ้าพูดถึงในเรื่องของการให้จริงๆ แล้วก็ต้องพูดถึงแนวทางในครอบครัวและองค์กรธุรกิจของเราที่ยึดถือปฏิบัติกันมานาน อย่างในปัจจุบันถือว่าเป็น Social Responsibility เราต่างตอบแทนในสิ่งดีๆ คืนกลับสู่สังคม

จริงๆ ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในคอนเซ็ปต์ของตัวองค์กรอยู่แล้วที่เราจะบอกว่า เราสามารถจะทำกิจกรรมดีๆ ออกสู่สังคม หนึ่งในนั้นก็คือในเรื่องของการแจกผ้าห่ม เริ่มต้นมาจากทางท่านรองประธานกรรมการ คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ท่านเล็งเห็นว่าปีนั้นเป็นปีที่หนาว เราก็เริ่มมีความคิดที่จะบริจาค และทำอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

ไฮคลาส : การให้ที่คุณพ่อคุณแม่ได้ปลูกฝังมานั้นเป็นการให้แก่คนรอบข้าง เป็นเพราะว่าท่านทั้งสองชอบพากันไปทำบุญ
ทางด้านองค์กรเราก็จะมีภาพลักษณ์ในลักษณะหนึ่ง ทางครอบครัวก่อนที่ไทยเบฟเวอเรจจะจดทะเบียนเข้าในตลาดหลักทรัพย์อาจจะเป็นภาพที่เกี่ยวโยงกันบ้างในบางประเด็น ในส่วนของการให้หรือว่าในสิ่งที่เราได้ทำกิจกรรมร่วมกับทางสังคม คุณแม่ท่านก็เน้นในหลายๆ แขนง จะมีอยู่ 4 แขนงหลักๆ ด้วยกัน
1. สาธารณสุข
2. การศึกษา
3. ศิลปวัฒนธรรม
4. เกี่ยวกับการกีฬา เพราะว่าเผอิญไทยเบฟฯ เป็นสปอนเซอร์ให้กับทางสมาคมต่างๆ และให้กับตัวนักกีฬาเพื่อเป็นกำลังใจให้นักกีฬาที่ไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติเรา

ในแต่ละแขนงก็จะมีรูปแบบของการทำกิจกรรมที่แตกต่างกันไป เรื่องแรกด้านสาธารณสุข มูลนิธิสิริวัฒนภักดีได้ช่วยเหลือสนับสนุนโครงการ พอสว. (แพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี) มาโดยตลอดเป็นระยะเวลากว่าสิบปี ได้มีการบริจาคเครื่องมือแพทย์ ผมขออนุญาตพูดรวมบริษัทในกลุ่มด้วย ก็จะมีเบอร์ลี่ยุคเกอร์ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ เราก็มีการนำเครื่องมือแพทย์ไปบริจาคให้กับหน่วยแพทย์ หรือว่าตามโรงพยาบาล

ล่าสุดเรามีกิจกรรมน้องใหม่ เป็นการ Set up คลินิกช้างขึ้นมาที่โรงงานกำแพงเพชร อำเภอคลองขลุง เนื่องจากว่าคุณแม่ได้รับการสนับสนุนจากแพทย์อาวุโสหลายๆ ท่าน และเป็นกิจกรรมที่เคยร่วมสนับสนุนด้วยกัน คุณหมออาวุโสหลายท่านมาช่วย บางท่านช่วยให้ความรู้กับชาวบ้าน มาทำโครงการเรียกว่าแก้ปัญหาก่อนที่จะเกิด เช่น การให้ความรู้กับชาวบ้านในการกินเนื้อหมูที่ปรุงไม่สุก ซึ่งจะทำให้เกิดอาการหูดับได้ เป็นต้น และกรีนช้างก็ยังทำอยู่ หลายๆ อย่างจะมีคุณหมอที่เชี่ยวชาญในแต่ละแขนงไปช่วยกัน เป็นกิจกรรมประจำปีขององค์กรเรา

ทางด้านการศึกษา มีการให้ทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ต้องเรียนว่าในหลายๆ เรื่องเราก็ได้มีการปรับเปลี่ยน อย่างเช่น แต่ก่อนบริษัทของเราเนื่องจากว่ามีการผลิตปฏิทินแม่โขงซึ่งออกมาในแนวอีโรติก…ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไร โป๊ๆ หน่อย ทางคุณแม่ก็เห็นว่าไม่อยากจะสนับสนุนในลักษณะนี้ ท่านก็เอาค่าใช้จ่ายเงินทุนที่ใช้ในการผลิตปีหนึ่งอย่างน้อยร่วม 20 ล้านบาท เอามาให้เกี่ยวกับเรื่องของการศึกษา แจกทุนการศึกษา และเราก็หยุดผลิตปฏิทินดังกล่าว ผลิตแค่ปฏิทินที่เป็นรูปเล่มของไทยเบฟฯ ที่ใช้ในด้านสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร
(ดร.เกษมสันต์ วีระกุล ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ เสริม…นับถึงปีนี้เป็นปีที่ 10 พอดี เพราะเราเริ่มตั้งแต่ปีกาญจนาภิเษก)

นอกเหนือจากนั้นก็จะมีโครงการเกี่ยวกับการศึกษาต่างๆ ที่เราไปร่วมบริจาค อาจจะเป็นโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน

ในด้านของศิลปวัฒนธรรม เราเข้าไปสนับสนุนในกิจกรรมที่ส่งเสริมถึงความเป็นไทย พูดถึงว่าทั้งครอบครัวเองก็ดี และองค์กรในกลุ่มก็ช่วยสนับสนุน ทั้งคุณพ่อคุณแม่ก็ไปช่วยบูรณะจิตรกรรมฝาผนังที่วัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) ต้นปีเราก็จัดนิทรรศการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของบ้านเรา นอกจากนั้นก็จะสนับสนุนโครงการดีๆ ที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมในเมืองไทยเรา หรือว่าอาจจะเกี่ยวกับการเข้าไปสนับสนุนโครงการ เช่น สยามนิรมิตดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เราก็เข้าไปสนับสนุน หรือโครงการโขนที่ศาลาเฉลิมกรุง เป็นต้น

นอกจากนั้นคือสนับสนุนกีฬาในหลายๆ ประเภท ดูเหมือนว่ากีฬาที่สนับสนุนจริงจังที่สุดจะเป็นฟุตบอล และก็มีวอลเลย์บอล กอล์ฟ เทเบิลเทนนิส สนุกเกอร์ มีอีกหลายๆ สมาคมกีฬา รวมทั้งว่ายน้ำ กรีฑา เราก็เข้าไปเกี่ยวโยงเป็นกำลังใจให้กับทีมนักกีฬา หรือว่าผู้บริหารของทางสมาคม

ไฮคลาส : มีกีฬาไหนที่คุณเสนอเอง หรือชอบและเห็นคุณค่าอยากจะส่งเสริมให้ก้าวไกลขึ้น
ผมก็ร่วมกับทางทีมงาน กีฬาไหนที่เห็นว่าใช่ก็จะสนับสนุน และเนื่องจากว่ามีกีฬาหลายๆ ประเภทที่ไม่ได้รับการสนับสนุน หรือได้รับการสนับสนุนแต่ยังไม่ได้รับเพียงพอ แต่เราอยากจะสร้างรูปแบบของการจัดการในวงการกีฬาขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม เป็นนักกีฬาอาชีพที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้บ้านเมืองของเราอย่างเต็มที่ อย่างที่เราเห็นว่านักกีฬาที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก เราเห็นเล่นกีฬากันมาบางคนมีพรสวรรค์ก็เล่นเก่ง แต่โตขึ้นมาเรียนมหาวิทยาลัยอาจจะเปลี่ยนทิศทาง เพราะเรียนก็หันไปทำงานและเลิกเล่นกีฬาได้ ต้องบอกว่าเราไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรมารองรับคนที่จะเล่นกีฬาเป็นนักกีฬาอาชีพกัน เรียนให้ทราบคร่าวๆ ว่าเราเข้ามาสนับสนุนการกีฬาในลักษณะนี้

ในส่วนที่ถามว่ามีกีฬาไหนที่ผมเน้นเป็นพิเศษรึเปล่า สำหรับผมฟุตบอลเป็นกีฬาซึ่งอยู่ในใจของคนไทยเรา ไม่ว่าจะดูหรือจะเชียร์ คนเล่นก็เยอะ เป็นกีฬาที่เราเองก็เน้นในทางที่จะสร้างรูปแบบของกีฬาไปอย่างมั่นคงด้วยกันอยู่แล้ว สร้างการให้การสนับสนุนในกิจกรรมต่างๆ

ไฮคลาส : มุมมองต่อเรื่องที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มักตกเป็นจำเลยสังคมอยู่เสมอ
ก็ต้องเรียนว่าเป็นมุมมองและความคิดเห็นของกลุ่มคนในสังคม ซึ่งผมเชื่อว่าจริงๆ แล้วแต่ละกลุ่มก็จะแตกต่างกันออกไป

แต่กระแสของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างที่เราทราบอยู่แล้วว่าไม่ได้เกิดประโยชน์ในการดื่ม หากดื่มอย่างไม่เหมาะสม ถ้ามากไปก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เป็นสิ่งที่พวกเรารู้กันเองอยู่ แต่ทางองค์กรของเราเองก็ให้ความสำคัญและเน้นในเรื่องของกิจกรรมมาโดยตลอด อย่างเช่นกิจกรรมในเรื่องของเมาไม่ขับ

แม้กระทั่งเรื่องง่วงไม่ขับเราก็เข้าไปสนับสนุน ต้องเรียนว่าในภาพรวมของกระแสสังคมที่เกิดขึ้นมา ผมว่ามันเป็นการแสดงความคิดเห็นได้อย่างถูกต้องอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าบริษัทที่ประกอบธุรกิจอย่างเราก็จะมีรูปแบบในการดำเนินกิจกรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เหมือนกับว่าคนหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น เราก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ให้การสนับสนุนในการให้ความรู้เกี่ยวกับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จัดกิจกรรมส่งเสริมเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่เกิดจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

แต่ต้องบอกว่าทางบริษัทเราก็ยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างในสังคม เพราะจริงๆ แล้วมันก็เป็นสังคมเดียวกัน มีทั้งคนที่เป็นห่วงเรื่องสุขภาพและคนที่บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วอยู่ตามกฎเกณฑ์ของสังคม

ไฮคลาส : ถามถึงเรื่องครอบครัว คนที่เกิดมาท่ามกลางความพร้อมคิดว่ามีอะไรให้ต้องลำบาก ให้ต้องเหนื่อยยาก
ต้องเรียนว่าถือเป็นโชคดีที่ได้เกิดมาในครอบครัวของคุณพ่อคุณแม่ที่ให้ความดูแลเอาใจใส่ ให้ความรักกับลูกๆ ทุกคน จริงๆ แล้วทุกๆ คนเกิดมามีภาระ และก็มีสิ่งที่เป็นทั้งปัญหาหรือสิ่งที่ต้องรับผิดชอบในชีวิตของทุกๆ คนอยู่แล้ว ถามว่าสบาย ก็ต้องบอกว่าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เพียบพร้อมในด้านชีวิตการเป็นอยู่ แต่ในอีกสถานการณหนึ่งก็มีภาระความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมายมา เหมือนเป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้ดีที่สุด

ไฮคลาส : รับผิดชอบตัวเองและรับผิดชอบภารกิจที่ได้รับความไว้วางใจมอบหมายมามากมาย แล้วมีเวลาเล่นหรือทำกิจกรรมบันเทิงที่อยากทำหรือ
ก็เลยหันมาเล่นกับลูกน้อง (หัวเราะ) จริงๆ จะบอกว่าเป็นภาระที่ทางคุณพ่อคุณแม่มอบหมายมาให้มันก็ไม่เชิง เพราะมันเหมือนเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นหน้าที่ที่เราเองรู้และเข้าใจตั้งแต่เล็ก เรียนหนังสือ เติบโตขึ้นมาก็ต้องกลับมาช่วยเหลือธุรกิจของครอบครัว เหมือนเป็นธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ต้องบอกว่าโชคดีที่ได้เกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น ทำให้มีความพร้อมหลายๆ อย่างที่จะฟันฝ่าทำในสิ่งดีๆ ไม่ว่าจะให้กับคนรอบข้างหรือให้กับสังคม

ไฮคลาส : สำหรับคุณฐาปน ถ้าเป็นการทำงานเพื่อให้มีชื่อเสียงก็ตัดไปได้หนึ่งเรื่อง ขณะงานที่ต้องทำเพื่อสืบทอดจากครอบครัวจะไม่ทำก็ยังได้ เพราะว่าสามารถหาคนเก่งที่สุดมาช่วยได้ แล้วคุณมีจุดมุ่งหมายส่วนตัวที่อยากจะทำอะไรนอกเหนือจากนี้ไหม
ต้องบอกว่าทุกคนมีเป้าหมายในชีวิต ผมเองก็มีในรูปแบบของผม สิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดก็คือสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวของผมที่ปัจจุบันอยู่กับภรรยา หรือจะเป็นสมาชิกครอบครัวที่เป็นพี่น้องหรือคุณพ่อคุณแม่ พยายามเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว เป้าหมายเพียงแค่อยากจะมีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ ไม่ใช่ว่าทุกอย่างต้องเพียบพร้อมนะครับ แค่ได้มีความอบอุ่นรักใคร่กัน เป็นกันเอง ซึ่งก็เป็นพื้นฐานโดยทั่วไป

ถ้าถามว่าเป้าหมายในชีวิต ณ วันนี้ ผมเองก็อยู่ในฐานะทั้งผู้นำครอบครัวคือครอบครัวของผมเอง ทั้งเป็นลูกของคุณพ่อคุณแม่ เป้าหมายชีวิตก็คือทำหน้าที่ทั้ง 2 อย่างนี้ให้ดีที่สุด ซึ่งในปัจจุบันก็กำลังทำอยู่โดยหันมารับผิดชอบทางด้านธุรกิจ

ไฮคลาส : ที่องค์กรเข้าไปช่วยเหลือในภาคส่วนต่างๆ เคยมีโอกาสได้ลงไปติดตามทีมงานที่ออกไปในพื้นที่บ้างไหม
ต้องบอกว่าเป็นกิจกรรมที่ร่วมอยู่แล้ว
(ดร.เกษมสันต์ วีรกุล เสริม…นอกจากการส่งกำลังใจให้ลูกน้องแล้ว คุณฐาปนยังมีการไปช่วยด้วย ล่าสุดตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์มีการจัดวิ่ง และให้คนไทยบริจาคเพื่อช่วยการกุศล นอกจากบริษัทเราจะไปช่วยบริจาคแล้ว คุณฐาปนและภรรยายังไปร่วมวิ่งร่วมเดินด้วย คือแม้ว่าระหว่างคุณฐาปนกับลูกน้องจะหาเวลาลงตัวกันได้ยาก แต่ถ้าเวลาลงตัวเหมือนอย่างไปวิ่ง เขาจะจับแต่งตัวยังไงคุณฐาปนก็แต่งด้วย วิ่งด้วย วิ่งครบ 3 กม.กว่า ลูกน้องวิ่งแค่ครึ่งเดียว
ตอนที่ไปสิงคโปร์ คุณฐาปนไปไหนก็ต้องพาคุณยุ้ย (ประพิมพร) ซึ่งเป็นภรรยาไปด้วยตลอดเวลา มีอยู่ทริปหนึ่งไปด้วยกัน เป็นงานไปรับรางวัล กลับมาสัก 4 ทุ่มได้ก็กลับมาที่ห้อง เราก็จะส่งเจ้านายขึ้นห้อง แล้วจะไปเที่ยวของเรา เจ้านายบอกไม่เป็นไรอยู่คอยกับลูกน้อง คุยกันจนถึงตี 2 โดยที่แฟนเขาก็อยู่บนห้อง ตอนเช้าเราก็ถามว่าแล้วคุณหนุ่มพาคุณยุ้ยมาด้วยทำไม ไปเที่ยวพักผ่อนถ้าเป็นบ้านอื่นก็ไปเที่ยวช็อปปิ้งกันหมดแล้ว เขาบอกว่าครอบครัวนี้ตั้งใจไว้แล้วว่าจะดูตัวอย่างคุณพ่อคุณแม่ เห็นคุณพ่อคุณแม่ใช้ชีวิตอย่างนั้นแล้วตัวเองอยากใช้ชีวิตอย่างนั้น ผมเองฟังแล้วก็อึ้งไปเลย)

ต้องเรียนว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นแบบอย่าง ว่าเวลาเดินทางไปไหนท่านก็จะไปด้วยกันตลอด เรียกว่าทุกทริปไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน เหมือนเป็นเพื่อนคู่คิดเดินทางด้วยกันไปตลอด จริงๆ แล้วผมก็เคยถามทางคุณยุ้ย ถ้าเป็นลักษณะที่เดินทางโดยส่วนใหญ่แล้วก็ไปด้วยกัน ถ้าเขาไม่ติดภารกิจอะไรที่ต้องดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องทางด้านโรงเรียน เราก็จะเดินทางไปด้วยกัน คุณยุ้ยก็น่ารักมาก ยินดีไปร่วมกิจกรรมกับทางไทยเบฟฯ ตอนนั้นก็มาร่วมวิ่งด้วยแล้วก็เดินกลับ ก็เป็นกิจกรรมที่ดีเพราะคุณยุ้ยก็ได้เห็นว่าตลอดระยะเวลาที่ทำงานหรือกิจกรรมมันจะเป็นลักษณะไหน ยังไง ผมว่าการเป็นคู่กัน ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ก็ได้แชร์หลายๆ อย่างร่วมกัน
(ดร.เกษมสันต์ วีรกุล เสริม…ตั้งเป้าเอาไว้ตามอย่างคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่เคยแยกจากกันเลยตั้งแต่แต่งงานกันมาได้ 40 ปีแล้ว คุณหนุ่มก็เลยตั้งใจว่าจะไปไหนก็จะพาคุณยุ้ยไปด้วย คุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่แต่งงานก็ไม่เคยนอนแยกกันเลย)

ไฮคลาส : ความสุขนอกเหนือจากการทำงานให้สำเร็จคืออยู่กับครอบครัว หรือมีงานอดิเรกอื่นๆ
ถ้าบอกว่าเป็นงานอดิเรกก็ต้องบอกว่าชอบพักผ่อนโดยเดินทางท่องเที่ยว ถ้าเป็นกิจกรรมก็คือชอบดูหนังกับอ่านหนังสือ ฟังเพลงนี่ไม่ค่อยเท่าไหร่ หรือว่าเล่นกีฬา ขึ้นอยู่กับโอกาสหรือว่าคู่ที่เราจะเล่นด้วย ส่วนใหญ่จะชอบพาคุณยุ้ยไปออกกำลังกายด้วย ฝึกให้เขาเล่นกอล์ฟแล้วไปออกรอบด้วยกัน จริงๆ ออกรอบนี่ก็ชอบมาก พาคุณยุ้ยไปออกรอบกัน 2 คนตอนวันเกิดเขา

ต้องบอกว่ากิจกรรมที่ทำเพื่อบันเทิงเลยก็คือกิจกรรมที่ทำร่วมกัน แต่สิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้เลย เพราะเป็นสิ่งที่ชอบด้วยกันทั้ง 2 คนคือไปทานอาหารอร่อยๆ

ไฮคลาส : กินอาหารเหมือนชาวบ้านเขากินกันไหม
จานไหนก็ได้ อย่างเช่นข้าวมันไก่ที่ห้าแยกก็ทานมาตั้งแต่เด็ก ขาหมูก็ต้องตรอกแถวบางรัก จะมีอยู่ 2 เจ้า เจ้าหนึ่งอยู่ตรงบางรัก อีกเจ้าหนึ่งอยู่ตรงถนนเจริญกรุง

ไฮคลาส : บางคนนึกว่าตื่นเช้ามาจะขับเครื่องบินเจ็ทไปกินข้าวที่ฮาวาย
ส่วนใหญ่ตื่นเช้ามาก็เดินไปตลาดบ้านแขก

ไฮคลาส : แน่นอนว่าชีวิตอยู่ท่ามกลางความคาดหวัง ทุกคนต้องจับตามอง กับคนรอบข้างที่ไม่ใช่เพื่อนสนิทหรือลูกน้องเรา มีวิธีการรับมือกับคนเหล่านี้ยังไง
จริงๆ พื้นฐานชีวิตก็เรียบง่ายอยู่แล้ว ตื่นเช้ามาก็มาทำงาน ในส่วนตัวกับภาระที่รับผิดชอบก็พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด คงต้องสัมภาษณ์ลูกน้องว่ารู้สึกยังไงบ้าง
(ดร.เกษมสันต์ วีรกุล เสริม…คนอื่นๆ ที่มาขอความช่วยเหลือมักจะคาดหวังจากคุณฐาปนมาก อย่างมาขอสปอนเซอร์รายละหนึ่งแสน มาที่นี่ต้อง 5 ล้าน เพราะฉะนั้นหน้าที่ลูกน้องอย่างผมต้องกรองให้ เพราะเรารู้ว่าเจ้านายเราเป็นคนที่ไม่ค่อยปฏิเสธคน ลูกน้องก็จะเป็นคนช่วยดูแลให้ตลอด แต่ความที่จิตใจงาม ช่วยได้ก็จะช่วย)

ไฮคลาส : เงินทองมากมายขนาดนี้คิดว่าจะเอาไปทำอะไร
ตอบเองไม่ได้เลย เพราะเงินทองนี่ของคุณพ่อคุณแม่ ท่านเองก็คงคิดที่จะนำไปทำประโยชน์ให้กับสังคมดังเช่นที่ท่านได้ทำมา จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่ผม แต่กับพี่น้องทุกคนในรุ่นที่ 2 คุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มที่จะให้รับผิดชอบในโครงการต่างๆ ในรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิสิริวัฒนภักดี แต่ละคนก็เข้ามาช่วยติดตามในแต่ละด้านกันไป ถ้าถามว่ามีเงินเอาไปทำอะไร ก็ฝากธนาคารแล้วก็นำไปลงทุนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม

ไฮคลาส : สิ่งที่เราให้เขาไปแล้วได้รับอะไรกลับมา
ความสุขใจ ความสบายใจของเราที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือคนอื่น ได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่างๆ

ไฮคลาส : การทำธุรกิจต้องหวังผลประโยชน์ แต่การให้ไม่รู้ว่าจะได้รับอะไรกลับมาจากเงินที่จ่ายไปตรงนั้น บางทีมากกว่าที่ตั้งงบประมาณเอาไว้ จะทำอย่างไร
ผมว่าหลายๆ กิจกรรมที่มีการริเริ่มกันเองแล้วงบบานปลายเกินกว่าค่าใช้จ่ายที่กำหนดไว้ เราก็ไม่ได้หนักใจอะไร เพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ไปสร้างให้เกิดประโยชน์ เราก็ทำอย่างเต็มที่ ทำอย่างดีที่สุด และสิ่งไหนที่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องเราก็จะทำไปอย่างที่ทุกท่านได้เห็นกัน

ไฮคลาส : เลือกองค์กรหรือหน่วยงานไหนที่จะเข้าไปสนับสนุน
โดยส่วนใหญ่แล้วดูตามความเหมาะสม และบางทีก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หลายๆ อย่างด้วย เช่นถ้าเรารู้ว่าเงินทุนที่เราได้บริจาคไปได้รับการบริหารจัดการอย่างอื่นเราก็สบายใจ หรือลักษณะบางอย่างที่เราเห็นว่ายังไม่ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ เราก็อาจจะมีกิจกรรมอะไรเสริมในส่วนที่เราใช้จ่ายเองร่วมกับด้านอื่นๆ

ไฮคลาส : กิจกรรมต่างๆ นอกจากที่ได้ให้แล้วเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรไปในตัว
ผมเชื่อว่าใช่ เป็นภาพรวมที่ในปัจจุบันเราก็ให้ความชัดเจนว่าอันไหนเป็นกิจกรรมขององค์กรคือไทยเบฟฯ อันไหนเป็นกิจกรรมของทางครอบครัวคือมูลนิธิสิริวัฒนภักดี ก็ค่อนข้างจะแยกกันชัดเจน

ไฮคลาส : ขณะนี้ในเมืองไทยมีความไม่แน่นอนในสถานการณ์การเมือง มีความคิดเห็นอย่างไร
ผมมองว่าเมืองไทยมีคนเก่งเยอะอยู่แล้ว มีผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้อาวุโสหลายๆ ท่านที่ผ่านประสบการณ์ต่างๆ มาแล้ว ผมเชื่อว่าในการบริหารบ้านเมืองและประเทศชาติก็น่าจะไปในทิศทางที่ดีและสามารถที่จะพัฒนารูปแบบการบริหารงานของประเทศให้ก้าวหน้าเทียบเคียงกับประเทศเพื่อนบ้านของเราได้

ไฮคลาส : มองว่าปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนของประเทศไทย ณ วันนี้
จริงๆ น่าจะเป็นประเด็นในเรื่องของความไม่เข้าใจกัน หรือความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน อย่างปัญหาทางภาคใต้ก็เป็นประเด็นล่าสุด พอดีช่วยกับทางโรงพยาบาลพระมงกุฎจัดทำกิจกรรม เข้าไปช่วยทหารที่เข้าไปช่วยทางด้านสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะต้องให้กำลังใจ ปลุกเร้า เพราะว่ายังมีรายละเอียดของความคิดเห็นในเชิงลึกที่ยังแตกต่างออกไปบ้าง แต่ถึงที่สุดแล้วผมเชื่อว่าผู้บริหารประเทศก็คงค่อยๆ คลี่คลายปัญหาต่างๆ นานาได้

ไฮคลาส : นอกจากการช่วยเหลือด้านการเงิน ได้ช่วยเหลืออย่างอื่นที่ไม่สามารถคิดเป็นตัวเงินบ้างไหม
ทุกๆ ปีเราจะร่วมกับทางสภากาชาดไทย มีการบริจาคเลือด และอย่างที่เรียนให้ทราบ จริงๆ กิจกรรมต่างๆ นานาที่ช่วยเหลือสังคมของเราก็มีอยู่แล้ว ถ้ามีกิจกรรมใดที่เราสามารถเข้าไปเป็นส่วนร่วมเราก็ยินดี

ไฮคลาส : แบบอย่างความสำเร็จของคุณ
คุณพ่อเป็นแบบอย่างของการดำเนินชีวิตและการบริหารธุรกิจ ผมได้รับแบบอย่างมาจากท่าน ผมเห็นกิจวัตรประจำวันของท่าน ท่านตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อออกกำลังกายและธุระส่วนตัว พอเจ็ดโมงเช้าก็ไปทำงาน เลิกงานก็ประมาณสองสามทุ่มทุกวัน การที่ผมได้คลุกคลีกับคุณพ่อตั้งแต่เด็ก ได้เห็นแบบอย่างอยู่ทุกวันก็ซึมซับและเป็นวิธีการสอนในทางปฏิบัติที่ผมยังยึดมั่นอยู่ตลอด

นอกจากนั้นผมยังยึดคำอยู่ 4 คำที่คุณพ่อเคยพูดไว้ คือ อดทน เสียสละ เงียบ ร่าเริง ทั้ง 4 คำนี้สะท้อนให้เห็นสัจธรรมที่แท้จริงทั้งการใช้ชีวิตและการทำงาน หากเราทำได้ตาม 4 คำนั้น ผมเชื่อว่าเราจะประสบความสำเร็จได้ในทุกๆ ด้านของชีวิต

ไฮคลาส : เรียกคุณพ่อว่าอะไร
เรียกคุณพ่อว่า “ปะป๊า” และที่สำคัญคุณพ่อไม่ดุเลยครับ ค่อนข้างใจดี ง่ายๆ เป็นตัวอย่างที่ดี

ไฮคลาส : เรื่องอะไรที่คุณพ่อยอมไม่ได้
มีให้เห็นน้อยมากที่คุณพ่อจะโกรธ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องรีบๆ ร้อนๆ ทั่วไป

ไฮคลาส : ในบรรดาพี่น้องคุณเฮี้ยวที่สุดไหม
ผมว่าผู้ชายน่าจะแสบที่สุดอยู่แล้วนะ เพราะผู้หญิงเขาก็เรียบร้อย

ไฮคลาส : แล้วคุณติดคุณแม่มากกว่าคุณพ่อไหม
จริงๆ ครอบครัวผมก็จะอยู่ใกล้ชิดกันอยู่แล้ว จะบอกว่าทุกคนมีรูปแบบเป็นตัวของตัวเองก็ไม่ใช่ จะติดคุณแม่จนเป็นลูกแหง่ก็คงไม่ใช่

ไฮคลาส : ตั้งแต่เด็กคุณพ่อเคยหนีบไปประชุมต่างประเทศเพื่อให้คุณซึมซับและเข้าใจในธุรกิจที่จะต้องรับผิดชอบในอนาคตบ้างไหม
มีอยู่ตลอด ความจริงแล้วตั้งแต่เด็กคุณพ่อไม่เคยเจาะจงว่าจะต้องไป แต่ผมก็ไปตั้งแต่เด็กจนเป็นความเคยชิน เวลาไปไหนที่ไปด้วยกัน ถ้าเป็นงานที่เกี่ยวโยงกัน ก็จะมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อท่านจะได้วิเคราะห์และตัดสินใจ เป็นการทำงานร่วมกัน ถามว่าติดกันไหมก็คงไม่ติดกัน แต่ก็ให้สิทธิ์กัน ซึ่งทำให้ผมคุ้นเคยมาจนถึงทุกวันนี้

Related contents:

You may also like...