โพธิพงษ์ – สาระ ล่ำซำ

ธุรกิจประกันชีวิตในยุคที่ สาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด พูดว่า…ไม่อยากจะใช้คำว่าเป็นล่ำซำคนสุดท้ายของเมืองไทยประกันชีวิตในรุ่นที่จะผ่านพ้นไป ในอนาคตอาจจะเป็นไปได้แต่ว่าต้องมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น ทำให้คนนอกรับทราบถึงเจตนารมณ์ในภายหน้าว่าการเติบโตขององค์กรที่คุณพ่อ โพธิพงษ์ ล่ำซำ ประธานกรรมการบริหาร ได้วางรากฐานไว้นับสิบปีนั้นเป็นใบเบิกทางให้คนรุ่นใหม่อย่างเขารับไม้ต่อจากมือของพ่อได้อย่างมั่นคง

“สาระเป็นลูกชายคนเดียวและเป็นลูกคนเล็กด้วยนะครับ ผมก็พยายามให้เขาช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่เด็ก จะมาบอกว่าเป็นลูกคนที่มีฐานะดีหรือว่าเป็นเศรษฐีมันไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าวันข้างหน้าอะไรจะเกิดขึ้น การเป็นลูกคนเล็กแม่ก็ค่อนข้างรักและเอาอกเอาใจมาก แต่สาระเขาดีอย่าง ตั้งแต่เด็กมาแล้วเขามีความมุ่งมั่นหากเขาตั้งใจจะทำสิ่งใดเขาจะพยายามให้ได้ เมื่อเล็กๆ เรียนไม่เก่งเลย ค่อนข้างมีปัญหาเพราะเรียนไม่ทันเพื่อนเขา จนกระทั่งในที่สุดผมก็ส่งไปเรียนซัมเมอร์ที่อังกฤษ 2 ครั้ง เพื่อให้เขาชินกับการช่วยเหลือตัวเอง จากนั้นตอนอายุ 13 ผมก็ส่งไปอเมริกาเรียนไฮสกูล เป็นการฝึกชีวิตให้รู้จักหัดคิดหัดทำอะไรเป็นตัวของตัวเอง

“ตอนเขายังเด็กระหว่างปิดเทอมตอนนั้นผมดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการอยู่ที่บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต เวลาผมออกไปตรวจงานต่างจังหวัดผมก็พาเขาไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ยังเด็กๆ อยู่เลย ให้เขาได้ซึมซาบกับการทำงานของประกันชีวิต ไปเยี่ยมสาขาก็จะพาไปด้วย”

ท่านประธานฯ ผู้พ่อพูดถึงอดีตของ ‘เด็กชายสาระ ล่ำซำ’ ด้านลูกชายคนเดียวย้อนภาพเก่าเล่าเรื่องราวชีวิตครอบครัวอันแสนอบอุ่นพ่อแแม่และลูกๆ ซึ่งปลูกฝังให้เขานำมาใช้เมื่อมีครอบครัวเป็นของตนเอง

“ท่านเป็นคนไม่พูดอ้อมค้อมนะครับ และตอนเด็กๆ ผมจะรู้สึกว่าดุด้วยซ้ำไป อาจจะเพราะว่างานที่รัดตัวคุณพ่อ แต่จริงๆ เป็นคนที่มีความอบอุ่น และเป็นแฟมมิลี่แมนในความรู้สึกของผม ผมมีพี่สาวอีกสองคนคือ นวลพรรณ กับ วรรณพร ตั้งแต่เด็กๆ มาเวลาไปไหนเราไปด้วยกัน เรื่องงานประกันชีวิตคุณพ่อไม่อยากจะเอามาเกี่ยวข้องในเสาร์อาทิตย์หรือชีวิตครอบครัว แต่ว่าลักษณะของงานประกันชีวิตมันเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นบางทีคุณพ่อต้องออกไปสาขาต่างจังหวัดก็ถือโอกาสเอาครอบครัวไปด้วย เรียกว่าได้ทั้งงานและความอบอุ่นของครอบครัว”

“คุณพ่อเป็น Rool model ของผมในแง่ของความเป็นแฟมมิลี่แมน ผมเองก็ผมเป็นแฟมมิลี่แมนมีลูกสาว 8 ขวบ กับ 6 ขวบ เสาร์อาทิตย์ผมให้เวลากับครอบครัวผมเต็มที่เหมือนกัน แต่ว่าชีวิตผมก็ไม่แตกต่างจากชีวิตของคุณพ่อ เลี่ยงในเรื่องของประกันชีวิตไม่ได้ ในเมื่อมาอยู่ในระบบนี้การจะเลี่ยงมันยาก บางทีผมก็เลยต้องมีการผสมผสานครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในการใช้เวลา”

“จะไม่ได้มาคอยจู้จี้ในรายละเอียดกับผมเท่าไหร่ ผมรู้สึกของผมไปเองว่าดุ พอสุดท้ายที่ผมทำอะไรหนักเกินไปคุณพ่อจะลงมา ไม่ได้บู๊นะครับแต่จะเป็นการสอนมากกว่า”

ซึ่งคุณพ่อมาดเคร่งขรึมก็เผยถึงวิธีการทำให้ลูกๆ เกรงกลัวโดนไม่ต้องใช้กำลังเข้าปราบปราม

“พ่อผมดุ แต่ผมไม่ดุกับลูกนะครับ ตอนเขาเป็นเด็กถ้าเห็นว่าไม่ถูกก็จะเรียกเขามาอธิบายให้ฟังว่ามันผิดตรงไหน อะไรควรทำไม่ควรทำ ผมไม่ตีลูก เจอหน้าทุกวันทานข้าวเย็นด้วยกันไม่ใช่ทุกมื้อนะครับ เพราะว่าผมก็เป็นนักธุรกิจก็มีภารกิจไปทานข้างนอกบ้าง แต่ตอนนี้เขาก็อายุ 36-37 มีครอบครัวเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว”

“ตอนผมมาทำงานที่นี่ใหม่ๆ ผมเริ่มจากเสมียน ต้องเรียนรู้จากล่างขึ้นไป รู้สึกว่าเขาชอบธุรกิจประเภทนี้นะครับ มีความตั้งใจที่อยากจะทำให้สำเร็จอันนี้สำคัญ ต้องชอบธุรกิจก่อนถ้าไม่ชอบธุรกิจก็ทำไม่ได้ ถึงตอนนี้คิดว่าเขาก็ประสบความสำเร็จพอสมควร บริษัทก็ขึ้นมาอยู่อันดับ 4 และเขาก็ได้เป็นนายกสมาคมประกันชีวิตซึ่งผมก็เคยเป็นเมื่อสักยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ส่วนเขาได้เป็นตอนอายุ 36-37 ก็นับว่าประสบความสำเร็จน่าพอใจอยู่ขั้นหนึ่ง คงไม่ได้เดินตามผมทุกกระเบียดนิ้วนะครับ เพราะเขาไม่ได้เล่นการเมืองอย่างที่ผมเล่น (หัวเราะ) เขาไม่ชอบ เขาคงอยู่ทางธุรกิจ”

เป็นคำยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแบบฉบับผู้มากประสบการณ์ หากเพียงระคนความมั่นใจพร้อมชื่นชมในทายาทผู้เดินตามรอยเท้าพ่อดังอยู่มิวาย

“ไอ้จะเหมือนก็ไม่เหมือน รูปร่างหน้าตาก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว (แต่ไม่ยืนยันว่าใครหล่อกว่ากัน) เราก็เป็นตัวของเราเองทั้งสองคน ก็อาจจะใจร้อนไปบ้าง สมัยผมเด็กผมก็ใจร้อนเหมือนกัน อันนี้มันเป็นเรื่องที่สอนกันไม่ได้มันต้องเรียนรู้โดยประสบการณ์”

ซึ่งลูกชายนั้นยกความดีทั้งหมดที่ได้รับการยอมรับให้กับบุพการีผู้ทำหน้าที่พ่อพิมพ์ได้สมบูรณ์แบบ

“ต่อให้เวลาจะผันแปรไปเท่าไหร่ก็ตาม เรื่องการใช้เงิน เรื่องของจิตใจไม่ให้เอาเปรียบใครอันนี้เป็นเรื่องปกติที่สอนมาแต่ไหนแต่ไรก็สอนมาอย่างนั้น เรื่องธุรกิจก็เรียนชนิดที่เรียกว่า On the job training ออกไปทำแล้วมีอะไรมาปรึกษาเป็นเรื่องๆ ไป ไม่มีสอนเป็นทฤษฎี ผมยอมรับว่าผมได้เปรียบอานิสงส์จากการที่พ่อนั่งเป็นประธานอยู่นั่นคือความเกรงใจ เมื่อเกิดความเกรงใจในแง่ดี ถ่ายทอดให้ผมเร็วโดยที่ไม่ต้องอ่านตำรับตำรา คนอื่นใช้เวลาเป็นอาทิตย์เป็นเดือน ผมฟังจากประสบการณ์เขาเพราะเขาเกรงใจคุณพ่อผม อันนั้นเป็นข้อที่ดี

“ชื่อผมได้มาจากทางคุณตา จะให้ชื่อ สาละ เพราะว่าเป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าท่านประสูติ แต่ตอนที่ไปทะเบียนเขาเขียนผิด เขียนเป็นตัว ร.เรือ ซึ่งวันนี้ก็ไม่แก้แล้ว มันก็ไม่เลว มีสาระหรือไม่ก็ไร้สาระไปเลย 2 ด้าน ส่วนชื่อเล่นผู้ใหญ่เขาอยากจะให้ปกป้อง ผมมีพี่สาวอยู่สองคน และเป็นสิ่งที่คุณพ่อบอกผมอยู่เสมอ บอกว่ามีพี่สาวอยู่สองคน ผมถูกปลูกฝังเรื่องนี้มานาน ถูกสอนมาให้ต้องดูแลพี่สาว เพราะฉะนั้นเป็นความโชคดีของพี่สาวเพราะว่าหน้าเขาดูเด็ก บางทีผมลืมตัวว่าเอ๊ะ…ผมเป็นพี่หรือเป็นน้อง และบางคนเขามาถามผมว่าใครเป็นพี่ใครเป็นน้อง ก็ถูกปลูกฝังมา นั่นคือที่มาของชื่อ ป้อง”

Related contents:

You may also like...