สงกรานต์ – วรสิทธิ์ อิสสระ

ท่ามกลางการจับตามองคลื่นลูกใหม่แห่งอาณาจักรชาญอิสสระ ว่าคลื่นยักษ์หรือระลอกการกระดิกพลิกตัวของหนุ่ม ‘วาฬ’ จะแรงกว่ากัน แต่เกือบสองปีที่ผ่านมาหนุ่มฮอตแห่งปีล่าสุด ปลาวาฬ วรสิทธิ์ อิสสระ Hospitality and Business Development โครงการพูลวิลล่าหรู ‘ศรีพันวา’ บนเกาะภูเก็ต ทำเอานักอสังหาฯ รุ่นพี่ต้องทำการบ้านหนักเพื่อรับมือ เพราะพ่อหนุ่มคนนี้นอกจากสั่งสมความรู้ ประสบการณ์การโรงแรมจากสวิตเซอร์แลนด์และอิตาลี ยังเป็นลูกชายคนโตที่ถอดแบบคุณพ่อ ‘นกเขา’ สงกรานต์ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ เหมือนหรือไม่คิดเองแล้วกันว่าเกิดวันเดียวกับคุณพ่อจะพิมพ์นิยมเพียงใด

“ความเหมือนกันของเราสองคนอันดับแรกก็คือ เขาเกิดวันเดียวกับผม 14 เมษายน อันนี้เหมือนกันมากไหม (หัวเราะ) พิมพ์เดียวกัน ต่างกันบ้าง ผมหล่อกว่าเขาอยู่แล้ว และราศีเดียวกันคงมีอะไรคล้ายๆ กัน ผมชอบค้าขายตั้งแต่เด็ก วาฬเขาก็คงชอบเหมือนๆ กัน ตอน 5 ขวบผมเริ่มค้าขายแล้วนะ ขายหนังสือการ์ตูน ให้เช่าหนังสือการ์ตูนอยู่ที่โรงหนังคิงที่หาดใหญ่ ระหว่างรอเวลาหนังเราก็เอาการ์ตูนของเราไปขาย เพราะผมชอบอ่านการ์ตูน คืนหนึ่งได้ 50-60 บาท เป็นกอบเป็นกำดี กับวาฬก็มีอะไรคล้ายๆ กัน ชอบค้าขายชอบทำงาน”

“สาเหตุที่ตั้งชื่อนี้อาจมีส่วนจากที่พี่น้องผมมีชื่อเล่น นกเขา (ตัวเอง) นกขุนทอง ไก่ เป็นสัตว์ปีก ลูกผมก็เป็นซีรี่ย์ปลา ไม่ได้ตั้งใจให้ลูกชื่อเป็นปลา เผอิญเพื่อนที่อเมริกาส่งปลาวาฬเป็นของขวัญมาให้ก็เลยให้ชื่อปลาวาฬก็แล้วกัน ปลาวาฬหรือวัน ปลาทูที่เรากินกันก็คือความหมายดับเบิล ปลาเข็มก็คือคนเล็กเป็นลูกสาว”

ลูกชายรีบประกาศยึดพื้นที่การสนทนาพร้อมให้อรรถาธิบายอย่างฉับไว อาจเพราะฤทธิ์วอดก้าที่ตกค้างอยู่หลังเพิ่งบินกลับจากภารกิจในรัสเซีย

“หน้าตาไม่เหมือนกัน ผมหน้าตาเหมือนฝั่งแม่ผม เท่ากับว่าหล่อกว่า นิสัยก็คล้ายกันนะครับ แต่ผมยังเด็กกว่าเขาเยอะก็เลยใจร้อนกว่าเขา ส่วนรสนิยมความชอบก็ชอบอะไรเหมือนๆ กัน อาหารก็กินเหมือนกันครับ อาจเป็นเพราะตอนผมเด็กๆ ผมได้อยู่กับพ่อบ่อย”

“เวลาทำงานต่างคนต่างมีมุมมอง ก็เถียงกันนะครับ ผมกับพ่อเถียงกันเรื่อยแต่ว่าผมก็ต้องฟังเขา แล้วแต่ว่าใครจะชนะ ถ้าเกิดทะเลาะกันก็ทะเลาะเรื่องไม่เป็นเรื่องนะครับ พูดเสียงดังเกินไป แต่ไม่เคยทะเลาะเรื่องธุรกิจเพราะผมก็ถามเขาปรึกษาเขาทุกวัน”

“เป็นเหมือนเพื่อนสนิทกันมากกว่า ไม่รู้ว่าเท่ห์หรือเปล่านะครับ แต่ว่าก็สบายๆ ดี พ่อผมเป็นคนง่ายๆ เพราะผมเห็นพ่อบางคนเขาค่อนข้างโหดกับลูกหรือคาดหวังกับลูก แต่ว่าพ่อผมเขาไม่คาดหวังอะไร คุณชอบก็ทำไป เรียนอะไรก็เรียนได้ขอให้จบเถอะ ตัวใครตัวมัน อยากมาทำที่บ้านก็ต้องทำที่อื่นก่อน ไม่มีการคาดหวังว่าเรียนจบต้องมาทำงานให้ครอบครัว ไม่ได้วางทางอะไรไว้ให้ ผมมีอิสระกับการวางชีวิตของตัวเองมาก มาทำที่นี่เขาก็ไม่ได้ชวน ผมอยากมาทำเอง ไม่มีการบังคับกัน”

คุณสงกรานต์รำลึกอดีตและชี้อนาคตของคนรุ่นลูก หลังจากที่เขาเคยก้าวผ่านมาเมื่อครั้งหนุ่มแน่น

“สมัยก่อนเราก็เที่ยวดึก จะบอกว่าเราไม่เที่ยวก็ไม่ได้ (หัวเราะ) วัยรุ่นสมัยนี้ที่ผมเห็นนะ ผมอยากให้เขามีความรับผิดชอบหนักๆ จะรุ่งกว่าผม แต่นั่นก็ไม่ได้ผิดกันสุดขั้ว แต่ผมใจเย็นกว่า ผมจะใจเย็นกับทุกเรื่องยกเว้นเรื่องในครอบครัว เรื่องทั่วไปผมจะใจเย็น บางทีรำคาญพี่น้องเราพูดแล้วไม่รู้เรื่องอีก (หัวเราะ) ก็มีบ้าง ผมชอบเล่นกีฬามากกว่าเขาเยอะ ทุกอย่างและผมทุ่มเทให้กับมัน”

“ตอนที่พวกเขาเป็นเด็กเราเดินทางไปด้วยกัน มีความทรงจำด้วยกัน เล่นสกี ลุยป่า เขาได้ใกล้ชิดและเรียนรู้โดยการที่เขาเห็นเรา กระทืบนิดหน่อยก็มี ตีนิดหน่อยก็บ้าง แต่ต้องให้เหตุผลเขานะ แต่ก็เรียกว่าแทบไม่ได้ตีเลย การที่ลูกเราอยู่ต่างประเทศ ผมคิดว่าผมใกล้ชิดกว่าพ่อที่มีลูกเรียนอยู่ในเมืองไทยเกินกว่า 50% การที่อยู่ไกลไม่ได้แปลว่าห่างไกล อยู่ไกลอาจจะใกล้กว่าคนที่อยู่ใกล้ก็ได้ เพราะเดี๋ยวนี้การคมนาคมมันสะดวก ตอนไปบางทีก็ไปส่ง หยุดเทอมหนึ่งสามเดือนกลับสักสองหน ตรงกลางทีตรงปลายที หรือไม่กลับผมก็ไปหาเขา”

“ลูกคนนี้ได้ดั่งใจนะ เราอบรมลูกมาเราสอนมาด้วยเจตนาก็คือให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้ ให้การศึกษาเขาเพราะอยากให้เขาเป็นคนดี และให้ได้สัมผัสพุทธศาสนา ไอ้ส่วนที่เขาจะมาช่วยงานเราหรือจะไม่ช่วยมันเรื่องของเขา เขาจะทำอะไรดีหรือไม่ดีเราบังคับเขาไม่ได้ แล้วแต่ชะตากรรมฟ้าดินกำหนด เราให้เขาเต็มที่แล้ว ถ้าเขาอยากมาทำงานกับเราก็โอเค แต่ถ้าทำก็ต้องมาช่วยบริษัทเหมือนกับพนักงานธรรมดา

“อันที่สองก็ไม่รู้นะเราให้เขาหมดแล้ว ทำให้ดีที่สุดก็แล้วกัน แล้วแต่เขา เขาจะสร้างตัวเองหรือว่าเขาบอก เฮ้ย…ขี้เกียจกูจะนอน ก็แล้วแต่ เอ็งจะนอนเอ็งก็ไม่เติบโต ช่วยไม่ได้ เราเลี้ยงแบบใกล้ชิด เราก็ให้ความรักทุกอย่างและเขาก็ทำได้ดีเราก็พอใจ เราให้เขาทุกอย่างแต่ว่าเรื่องอนาคตเขาจะทำได้ดีขนาดไหนเราไม่รู้เหมือนกัน แต่เชื่อว่าเขาจะทำได้ดี”

ขัดจังหวะซึ้งด้วยมุขทะเล้นของลูกชายขี้เล่น…พูดถึงลูกชายไม่ต้องร้องไห้นะ (หัวเราะ) ก่อนจะพูดถึงความรู้สึกที่ได้ทำงานร่วมกับพ่อ

“ผมรู้สึกดีนะครับที่ทำงาน แต่ผมจะรู้สึกแย่มากถ้าหากแขกเขา Complain มา ผมจะรู้สึกแย่ว่าทำไมเขาต้องรู้สึกไม่ดี เราทำให้เขารู้สึกดี เขามาพักผ่อน พ่อแม่ไม่ได้สอนว่าให้ถือตัว ไม่จำเป็นต้องถือตัว จะหยิ่งไปทำไมพ่อแม่มีเงินแล้วผมมีเงินเหรอ (หัวเราะ) พ่อแม่ผมรวยแล้วผมรวยเหรอ ไม่เกี่ยวกับผมนี่เงินพ่อแม่ผม บางคนพ่อแม่รวยแล้วรู้สึกว่าโหย…กูรวย”

อีกหนึ่งเครื่องการันตีคุณภาพรุ่นที่สามของชาญอิสสระเพราะว่าคุณพ่อปลื้ม…

“ใช้คำว่า ปลื้ม ได้นะ เพราะเขาตั้งใจทำงาน ส่วนจะสำเร็จหรือไม่นั่นอีกเรื่องหนึ่ง ก็ภูมิใจแล้ว แต่ทีนี้โครงการถือว่าสำเร็จค่อนข้างมากก็ภูมิใจมากขึ้น เป็นลูกเราและตั้งใจทำงานเราก็ดีใจ”

Related contents:

You may also like...