บุญกิจ – ปิติ ลีเลิศพันธ์

ปิติ ลีเลิศพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บ. ดอกบัวคู่ จำกัด หนึ่งในบุตรชายของนักขายมืออาชีพ บุญกิจ ลีเลิศพันธ์ ที่ปัจจุบันนั่งอยู่ในตำแหน่ง ประธานกลุ่มบริษัทดอกบัวคู่ เจ้าของธุรกิจผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำหรับช่องปาก เส้นผม ผิวพรรณ ชื่อดังของเมืองไทย รวมไปถึง ‘ทวินโลตัส’ โรงแรมหรูที่สุดในนครศรีธรรมราช ซึ่งแม้วัยจะล่วงเข้าสู่เลข 7 แล้ว แต่ก็ยังเป็นร่มเงา ชี้แนะการทำงานให้กับลูกๆ อยู่เสมอ อาจเป็นเพราะช่วงก่อร่างสร้างตัวนั้นเขาต้องเดินสายทำตลาดไปทั่วประเทศ การอยู่พร้อมกันทั้งครอบครัวจึงมีน้อย แต่ปิติมีโอกาสมากกว่าพี่น้อง เมื่อมีโอกาสติดตาม ‘คุณพ่อนักสู้’ เดินทางไปเปิดตลาดตามที่ต่างๆ

“เวลาจะพบปะกันมีไม่มากนัก แต่กิจกรรมภายในบ้านที่จะทำต่อเนื่องกันมาตลอด คือจะทานข้าวเที่ยงร่วมกัน บริษัทของเราจะทานอาหารร่วมโต๊ะกันระหว่างผม ภรรยา ปิติ หรือแม้แต่พนักงานก็จะทานร่วมกัน มีอะไรปรึกษาก็จะนั่งคุยในโต๊ะเลย”

‘อาปา’ ของลูกๆ และเหล่าพนักงานพูดถึงกิจกรรมอันเป็นกิจวัตรคือการพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยน ส่วนหนึ่งอาจเพราะในอดีตกว่าจะพบเจอพูดคุยกับลูกๆ ก็ทิ้งช่วงกินเวลานานนับเดือน ซึ่งลูกชายก็ให้การยืนยันขันแข็ง

“ตอนเด็กๆ ที่จำความได้ไม่ค่อยได้เจอพ่อแม่ เพราะส่วนใหญ่ท่านออกตลาดไปขายของทั่วประเทศ ผมและพี่น้องอยู่กับป้า พ่อแม่จะกลับมาเดือนละครั้ง เวลาท่านกลับมาเราดีใจมาก วิ่งเข้าไปกอดกันกลม มีของติดมือมาฝาก ส่วนที่จะสนิทสนมกันบ้างก็ตอนที่ผมดร็อปเรียนและออกไปขายของกับพ่อปีหนึ่ง ได้อยู่กับพ่อแม่ทั้งปี”

“เขาเที่ยวมาก ผมเลยพาเขาไปขายของด้วย ก็หายคิดถึงไปเลย ตอนหลังคิดว่าเราให้เขา แต่เขาไม่เอา ก็ส่งไปนอกเถอะ เพื่อนคนหนึ่งบอกผมว่า ส่งไปอยู่กับเขาแล้วจะดีเอง เห็นโอกาสผมก็ส่งให้ไปเรียนแล้วเขาก็ดีขึ้น”

คุณบุญกิจเสริม ด้านเด็กหนุ่มเข้าใจความหวังดีของพ่อทำให้มีความรู้ที่พ่วงท้ายด้วยดีกรีนักเรียนนอก

“ปล่อยให้เราไปเรียนรู้เอง ไม่ได้กำหนดว่าต้องเดินสเต็ปแบบนี้แบบนั้น คิดได้ก็ไปทำเอาเอง แต่พ่อก็จะเตือนอยู่บ้างก่อนไปอเมริกา ไม่ได้บอกว่าต้องไปตั้งใจเรียนนะลูก พ่อแม่เสียเงินไปเยอะ พูดอยู่อย่างเดียวว่า ไปแล้วอย่างน้อยมันก็ได้ภาษากลับมา แต่หารู้ไม่ว่าถ้าไปแล้วเกเรไม่เรียน และยิ่งไปอยู่กับคนไทย นอกจากภาษาจะไม่ได้แล้วยังได้ความร้ายมากยิ่งกว่าอยู่เมืองไทยซะอีก อิสระมากกว่า ซึ่งเราต้องคิดด้วยตัวเองว่าอย่างน้อยเราไปแล้วต้องทำความสำเร็จ ตอนเรียนผมไม่ได้ไปเที่ยว เหล้าก็ไม่กิน เพราะคิดว่าไปแล้วต้องตั้งใจเรียน

“เราเห็นพ่อในภาพคนทำงานหนัก และเป็นคนที่มีความรู้เรื่องสมุนไพรจริง คุณพ่อเป็นคนใจดีมากแต่ผมก็เคยดื้อมากๆ จนโดนทำโทษ เพราะหนีเที่ยวนี่แหละ (หัวเราะ) ช่วงที่เป็นวัยรุ่นถึงขั้นต้องหยุดเรียน หนีเที่ยวช่วงที่พ่อออกไปขายของ แต่เวลาคุณพ่อกลับมาแล้วผมเกเรมากก็จะว่า เพราะติดผู้หญิง (หัวเราะ) พอโดนว่าผมก็หนีออกจากบ้าน พ่อไปตามกลับมาแล้วก็พาผมไปช่วยขายของ ไปเกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย ท่านเป็นคนเงียบๆ นะครับ ไม่ค่อยดุแต่ปล่อยให้ไปเรียนรู้เอง ประสบด้วยตนเองโดยคอยบอกอยู่ห่างๆ มากกว่าที่จะไปจ้ำจี้จำไช เหมือนอย่างเก้าอี้สามขา ถ้ามีสองขามันก็เอนไปเอนมา ถ้ามีอีกขาก็ไม่เอน ใช้หลักของเหตุและผล”

“อย่างหนึ่งที่คิดว่าคุณพ่อกับผมน่าจะคิดเหมือนๆ กันก็คือ สมมติคนอื่นเขาคิดกันอย่าง1-2-3-4 แกจะไปคิดในแง่กลับกันอาจจะ 1-4-3-2 ซึ่งผมจะคิดอย่างนี้เหมือนกัน ประหลาดๆ น่าจะเป็นวิธีคิด out of box คิดให้แปลกออกไป ถ้าไม่อย่างนั้นท่านก็คงไม่สร้างยาสีฟันสมุนไพรขึ้นมาได้เช่นนี้”

“พ่อเรียกผมว่า “พังตี๋” พัง แปลว่าหอม ตี๋ แปลว่าเด็กผู้ชาย พ่อผมชื่อ “เช้าตี๋” เช้า แปลว่า เหม็น (หัวเราะ) อาม่าผมตั้งให้ เพราะว่าพ่อเมื่อก่อนก็เกเร พอเห็นว่าพ่อชื่อ เช้าตี๋ ก็ให้ลูกชื่อ พังตี๋ แล้วกัน”

ซึ่งคุณพ่อแอบหยอกเพื่อสร้างแรงผลักดันให้กับลูกชายสุดเฮี้ยว แต่อดปิดบังความภูมิใจในคำพูดไม่ได้

“แล้วก็มาเป็นชื่อปิติ คือดีใจ แต่ตอนนี้ถ้าถามว่าสร้างความปิติให้หรือไม่นั้น ยังไม่ได้สร้างให้เลย ผมต้องทำให้เขาดูแล้วให้เขาเจริญรอยตามผมนั่นแหละ ซึ่งตอนนี้เขารู้แล้วอะไรผิดอะไรถูก”

“สาเหตุที่ผมมอบหมายให้ จักรพรรดิ ลูกชายอีกคนหนึ่งไปดูแลโรงแรมเพราะภรรยาเขาจบมาด้านการโรงแรม จะช่วยดูแลได้ ส่วนปิติมีประสบการณ์ด้านการค้าขาย เพราะลูกๆ คนอื่นไม่เคยไปคลุกคลีตรงนั้นเลย ผมไม่ได้สอนหรือว่าชี้นำอะไรมาก ทุกอย่างที่ให้ทำคือให้ทดลอง อยากทำอะไรทำไปเลย แล้วก็จะเรียนรู้ด้วยตัวเองว่าถูกหรือผิด อาจจะมีแนะนำบ้าง แต่จะนำไปใช้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง และอีกเหตุผลที่มอบให้ปิติ เพราะคิดว่าเขาคงไม่ทำให้ธุรกิจเราไปเบียดเบียนใคร เขาเป็นคนทันคน”

“เขาเป็นคนขยันทำงาน แต่ว่าเรื่องที่จะทำงานแบบผมเขายังทำไม่ได้ ถึงอย่างไรผมก็ไม่เคยเข้มงวด แต่ว่าถ้าจะทำได้ดีก็ต้องขยัน อดทน และต้องหมั่นศึกษา ผมให้ความคิดเขาอย่างนั้น”

“ผมหล่อสู้เขาไม่ได้หรอก ผมขี้เหล่”

ชายผู้พ่อทิ้งท้ายด้วยประโยคถ่อมตัว ถือเป็นการบ้านให้คุณผู้อ่านตัดสินเองจากภาพ

Related contents:

You may also like...