ไกรภพ แพ่งสภา

จากฟากฟ้าสู่ท้องทะเล

แม้ท้องฟ้าและท้องทะเลจะไม่ใช่ดินแดนของมนุษย์เดินดินเช่นเรา แต่เสน่ห์อันน่าค้นหาก็ดึงดูดให้ผู้คนพยายามไขว่คว้าที่จะท่องเที่ยวไปยังพรหมแดนอันลี้ลับทั้งสอง ไกรภพ แพ่งสภา ตัวแทนประเทศไทยของ คอตตอน เคาน์ซิล อินเตอร์เนชั่นแนล (Thailand Representative Cotton Council International : CCI) ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในมนเสน่ห์ที่เรามิอาจสัมผัสได้บนพื้นดิน

“ตั้งแต่ผมยังเด็ก คุณพ่อเรียนขับเครื่องบินอยู่ที่ดอนเมือง ท่านก็พาขึ้นไปบินด้วยกัน จำได้ว่าอยู่ชั้น ป.1 -ป.2 ไปนั่งอยู่ข้างหลัง พ่อฝึกบินไปส่วนเราก็หลับตลอด จากการที่ตามไปบินมาตั้งแต่ตอนนั้นทำให้ตอนนี้ก็ยังอยากกลับไปบินอีก แต่มันต้องมีปัจจัยอื่นประกอบ และอีกอย่างหนึ่งที่ตอนนั้นอยากจะทำมากก็คือ กระโดดร่ม และเป็นอย่างหนึ่งที่พ่อห้าม มันอันตราย แต่อยากกระโดดร่มมากก็เลยแอบไปเรียน”

“พอคุณพ่อเสีย เครื่องบินขายไป ก็ไม่ได้บินอีกเลย เพราะผมยังไม่ Certify จะบินเครื่องบินเครื่องคู่ได้ต้องบินอีกหลายร้อยชั่วโมงเลยสำหรับใบอนุญาตการบินในมาตรฐานที่เมืองไทยกำหนด ซึ่งต่างจากที่ผมผ่านใบอนุญาตขับเครื่องบินที่อเมริกา และค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเครื่องบินในเมืองไทยนี่แพงมาก ก็คิดจะกลับไปบินอีกแต่ปัจจัยประกอบอย่างหนึ่งคือต้องมีทุน และสองต้องมีเวลาด้วย”

จากบินว่อนไปทั่วท้องนภา เปลี่ยนมาดำถลาลงสู่ใต้ท้องทะเล แม้จะเป็นดินแดนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจที่ไม่แตกต่างกัน

“เมื่อปี ค.ศ.1995 พี่สาวคนโตของผมก็ดำน้ำอยู่แล้ว เป็นคนแรกในครอบครัวที่ดำน้ำ ดำมานานมาก แล้ว ตามมาด้วยคุณแม่และผมก็ไปเรียนต่อ ก่อนที่พี่สาวจะพาคุณพ่อไปเรียน ตอนนั้นก็ขี้เกียจไปเรียน ไม่รู้จะไปดำน้ำทำไมแต่ด้วยความรู้สึกนี้ก็เลยลองไปเข้าเรียนดู เรียนไปเรียนมาติดใจกลายเป็นเรียนเป็นจริงเป็นจังไปในที่สุด”

“ผมเรียนทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เรียนในห้องแล้วลงน้ำ 2-3 อาทิตย์ถ้าจำไม่ผิด แล้วก็ได้ Scuba diver ไปสอบที่พัทยา สอบเสร็จติดใจก็เลยเรียนต่อขั้น Advance และ Master diver พอผ่านก็ก้าวขึ้นไปเรียน Rescue diver ต่อ และก็เรียน Dive master “

ด้วยความหลงใหลในมนต์เสน่ห์ทำให้เขาพยายามเรียนรู้วิชาการดำน้ำให้ถึงที่สุดเพื่อที่จะสามารถถ่ายทอดความงดงามของโลกใต้ผืนน้ำให้กับผู้อื่นได้สัมผัสและรู้สึกเช่นเดียวกัน

“จริงๆ อยากจะเป็น Instructor นะ แต่ว่าไปตายตอนเรียน Dive master เพราะว่าประสบอุบัติเหตุเกือบเสียชีวิต ตอนนั้นเรียนทุกอย่างจบแล้ว สิ่งสุดท้ายของการวัดผลก็คือต้องพาคณะหนึ่ง เป็นนักเรียนไปสอบ ไปดำน้ำโดยออกไปทริปหนึ่งซึ่งต้องมีครูไปด้วย แล้วเราต้องเป็นผู้คุมทริป เขาจะดูว่าเราจะสอบผ่านเป็น Dive master ได้หรือไม่ วันเสาร์เรือออกเจ็ดโมงคืนวันศุกร์ผมก็เลยบอกแม่ว่าเดี๋ยวจะไปพัทยาก่อนเพราะว่าจะได้ตื่นเช้าแล้วไปถึงที่ เพราะถ้าไปสายก็สอบตกแน่ๆ เลยขับรถไปตอนเที่ยงคืน ขับไปจะถึงบ้านพักแต่ดันรถคว่ำ เลยไม่ได้ไปสอบ และก็หยุดการสอบ Dive master ไปเลย”

แม้จะมีอุปสรรคเข้ามาทำให้ไม่สามารถก้าวไปถึงระดับอาจารย์สอนดำน้ำได้ แต่กีฬาดำน้ำก็ยังคงเป็นกิจกรรมโปรดของคุณไกรภพอยู่เสมอมา

“ปีหนึ่งพยายามไปทริปใหญ่ๆ ให้ได้สักหนึ่งทริป ส่วนมากดำน้ำในเมืองไทย ไปสิมิลันเกือบทุกปีเลย ส่วนฟิลิปปินส์เคยไปสองครั้ง เหตุที่ไม่ค่อยได้ไปต่างประเทศเพราะว่าทุนทรัพย์ (หัวเราะ) และเรื่องเวลาด้วย หากเป็นต่างประเทศต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็สิบวัน ก็เลยไม่ค่อยได้ไปดำน้ำถึงเมืองนอกมากนัก”

“แต่ก่อนไปพัทยาแทบจะอาทิตย์ละครั้งนะ ผมดำน้ำที่พัทยาจนรู้หมดแล้ว ไปทุกอาทิตย์ แต่ตอนหลังก็เปลี่ยนบรรยากาศเป็นสิมิลันบ้าง หรือที่จุดใหญ่อีกแห่งหนึ่งคือเกาะเต่า จ.ชุมพร”

“ครั้งแรกที่ผมได้ไปดำน้ำที่สิมิลัน เขาบอกสิมิลันเป็น Top 10 ของโลก ต้องบอกว่าโชคดีมาก น้ำใส ปลาเยอะ โลกใต้น้ำของสิมิลันสวยงามมาก เป็นโชคดีที่เจอฉลามวาฬ ซึ่งว่ากันว่าครูบางคนสอนมาเป็นสิบปียังไม่เคยเจอ”

“เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับสิมิลัน ปลาน้อยลง มีการระเบิดปลาเกิดขึ้น แต่ตอนนี้เขาพยายามอนุรักษ์มากขึ้น มีนักดำน้ำเยอะขึ้น เป็นหน้าที่ของ Dive master ของ Leader และอาจารย์ว่าควรจะแนะนำให้ดูเฉยๆ มืออย่าแตะต้องของจะเสีย ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสำคัญของนักดำน้ำทุกคน สิมิลันหลังจากที่เกิดสึนามิผมยังไม่ได้มีโอกาสลงไปอีกเลย แต่เพื่อนที่ไปดำก็บอกว่ามันกลับมาสวยเหมือนเดิมแล้ว ทำให้ผมอยากลงไปเยี่ยมเยียนอีกครั้งหากมีโอกาส

“อาจเป็นเพราะการดำน้ำเป็นความสงบ การไปทริปเราสามารถตัดโลกภายนอกออกไปได้ มือถือไม่ต้องเปิด ประหนึ่งหายตัวไปจากโลก นอกเหนือจากนั้นคือมันสวยมาก สงบ และได้ผ่อนคลาย ผมว่าเป็นกีฬาหนึ่งซึ่งเหมือนยาเสพติดนะเมื่อได้สัมผัสก็ต้องมีครั้งต่อไป ตอนนี้กลายเป็นว่าติดการดำน้ำทั้งครอบครัวเลย และยังเป็นกิจกรรมที่ทำได้พร้อมกันทั้งครอบครัว”

Related contents:

You may also like...