นพพร วิฑูรชาติ

WORKING LIFESTYLE บริหารชีวิตอย่างมีรสนิยมในสไตล์ นพพร วิฑูรชาติ

“งานที่ผมทำก็คือผมต้องชอบ เพราะผมเป็น คนชอบช้อปปิ้ง สังเกตได้ในวงการนักธุรกิจนี้ มือพระกาฬต้องเป็นผู้หญิงทั้งนั้น คุณต้องชอบ ช้อปปิ้ง คุณต้องเข้าถึงแบรนด์ ต้องเข้าใจมัน คุณต้องเข้าใจถึงความรู้สึกของลูกค้า วันที่คุณ สร้างศูนย์การค้าต้องนึกภาพออกมาเลยว่าคุณ จะเห็นใครมาเดิน หน้าตายังไง แต่งตัวแบบไหน ถือถุงยี่ห้ออะไร ถือกระเป๋าแบบไหน มันต้องนึกภาพ ออกเลย ต้องเห็น ต้องเป็นแบบนั้น ผมต้องเป็น คนชอบช้อปปิ้ง ต้องเป็นคนชอบแต่งตัวบ้าง ชอบออกไปใช้ชีวิต ต้อง Really fell ที่จะมี ความสุขกับมัน”

รูปแบบชีวิตของนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จจากการสร้างสรรค์ความแปลกใหม่ในเชิงพาณิชย์ที่ชื่อ นพพร วิฑูรชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ฝากผลงานไว้เป็นที่กล่าวขานในเหล่านักช้อป ผู้พิสมัยรูปแบบการใช้ชีวิตอันมีระดับ แต่สามารถ เข้าถึงได้โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีขนาดใหญ่ ใจกลางเมือง ซึ่งมีอยู่ทั่วไป แต่ยากต่อการเข้าถึง และเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์การค้าได้ ซึ่งโครงการ ในความรับผิดชอบนั้นประกอบด้วย Convenience center 4 แห่ง, Neighborhood center 8 แห่ง, Lifestyle center 3 แห่ง, Power center 3 แห่ง และอีก 1 Urban entertainment center ในจุด ต่างๆ ทั้งกรุงเทพฯ และพื้นที่รอบนอก

“ผมจบวิศวะฯ คอมพิวเตอร์ที่ลาดกระบัง เรียนแค่ปริญญาตรีแล้วมาทำงาน พอดีทำงานเร็วนะ รุ่นๆ ผมที่ทำงานเร็ว มีเยอะ เคยทำหนังสือในเครือ Man group ทำหนังสือ Electronic Magazine และไปอยู่บริษัทที่ร่วมทุนกับไอบีเอ็มขายคอมพิวเตอร์ประมาณ 1 ปี ขายคอมพิวเตอร์ไอบีเอ็มที่เป็นโน้ตบุ๊ค และเครื่อง ใหญ่”

“ก่อนจะมาทำธุรกิจผมทำงานอยู่เครือซีเมนต์ไทย ซึ่งเมื่อผมตัดสินใจว่าอยากจะเรียนต่อปริญญาโทในต่างประเทศจึงลาออกจากเครือซีเมนต์ไทยมาช่วยดูแลกิจการที่บ้านพักหนึ่งระหว่างที่เตรียมตัว ซึ่งครอบครัวของผมเป็นเจ้าของตลาดที่มีนบุรี ทำมาหลายรุ่นแล้ว สัก 50 ปี ดูไปดูมาทางญี่ปุ่นคือจัสโก้อยากทำซุปเปอร์มาร์เก็ต เขามาคุยถึงแนวทางความเป็นไปได้ในทางธุรกิจว่ามี Shopping center คอนเซ็ปต์แบบนี้ที่เมืองนอก เราเองไม่รู้จักก็เลยบอกว่าโอเคเอามาสิ พาผมไปเรียนรู้และเราสร้างให้เขาบนที่ดินของเราทำออกมาเหมือนกับเมืองนอก และผลก็คือประสบความสำเร็จ

“ที่จริงก็คือรูปแบบของตลาดสดติดแอร์ ว่าอย่างนั้นเถอะ จากตึกแถวก็เปลี่ยนมาให้มันมีรูปแบบโค้งๆ มีที่จอดรถ มีสวน มีบริเวณ มีร้านที่มีชื่อเสียงที่ดี มีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ คอนเซ็ปต์พวกนี้ มันมีในเมืองนอกมา 50-100 ปีแล้ว ต่อมาคิดว่า มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเพราะทางจัสโก้เองเขาก็บอกว่าอยากให้เราทำที่อื่นด้วย ซึ่งไม่ใช่รูปแบบธุรกิจครอบครัว ผมก็เลยตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ โดยชวนเพื่อนร่วมงานที่ปูนฯ (เครือซีเมนต์ไทย) ผู้บริหาร เจ้านาย มารวมกัน ตั้งบริษัท สยามฟิวเจอร์ฯ ขึ้นมาเมื่อปี 1994

“พนักงานที่ร่วมตั้งบริษัท ก็มาจากการชวนพรรคพวก ที่เครือฯ (ซีเมนต์ไทย) มาร่วมด้วยกันขยายสาขาปีละแห่ง จากนอกเมืองเข้ามาสู่ในเมือง จริงๆ รูปแบบพวกนี้ที่เราทำงานนับเป็นปีก็ 13 ปีแล้ว ไม่เรียกว่าของใหม่ ทำงานไปก็นึก…มันมีสูตรสำเร็จ เช่นว่า หลักทางการตลาดมีปริมาณ มีประชากร รองรับ มีลูกค้าเท่าไหร่ คอนเซ็ปต์จะเป็นอย่างไร เรียกว่าเราทำไปได้เรื่อยๆ แต่ตอนหลังมีรูปแบบที่ Up scale ขึ้น เป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น เมื่อก่อนเราเป็น Neighborhood shopping center เป็นศูนย์การค้า ชุมชน”

“เราตั้งบริษัทโดยยึดหลักที่คนเป็นหลัก ข้อแรกอยู่ที่คน เราให้ความสำเร็จกับคนเหมือนตอนอยู่เครือฯ คนก็คือคนคุณภาพ มีรูปแบบระบบบัญชีที่ถูกต้อง เราคิดถึงคุณค่าของคน คนที่ได้มีคุณภาพมันก็พัฒนาบริษัท ในระยะยาวได้ เรามองในระยะยาวมากกว่า เพราะธุรกิจ Real estate มันเป็นธุรกิจที่ลงทุนสูง และโดยเฉพาะสินค้ามันก็กินค่าเช่า มันก็กินไปได้ทุกปีนะ อยู่ที่การบริหารงานซึ่งเราเป็นบริษัทแรกๆ ที่มี Good governance บัญชีก็ใช้ ชัยยศตรวจสอบ”

“เรื่อง Governance ของเงินเช่นสมัยก่อนทำ Real estate เยอะแยะเลย ซื้อที่ดิน Land bank ไว้แล้วพอได้เงินเยอะๆ ช่วงธุรกิจดีก็เอาไปทำ อย่างอื่นซะ ขยายธุรกิจที่ทำไม่ถนัดไป บางคน อาจจะไปซื้อของด้วยนะ แต่ของผมโฟกัสในธุรกิจ ที่เราถนัด เราใช้เงินทุนเฉพาะธุรกิจที่เราทำ ไม่ใช่เรา ไปซื้อตึก ซื้อเรือ ซื้อนู่นซื้อนี่อย่างนั้นเราไม่ทำ บริหาร การเงินอย่างมีประสิทธิภาพไม่ให้มี Ratio สูง พวกนี้ มันเป็น Governance มากกว่า

“พอเศรษฐกิจตกปั๊บคนก็เอาแล้ว…ไม่มีเงิน จ่ายหนี้ เพราะหนี้เงินกู้ธนาคาร ไม่มีเงินจ่าย เงินเดือนลูกน้อง ของผมไม่มีแบบนั้น ผมทำ โปรเจ็คต์หนึ่งก็มาใส่โปรเจ็คต์ใหม่ ที่ดินไม่ซื้อ Land bank ไว้เยอะ ทำเฉพาะที่เราเห็นว่ามีโปรเจ็คต์ มีลูกค้าซื้อจริงๆ คนเราก็ไม่ได้จ้างมากเกินไป เราคัดคนที่มีคุณภาพและจ่ายเงินเดือนอย่าง เหมาะสม ระหว่างที่เศรษฐกิจตกผมแทบไม่ได้ให้พนักงานออกเลย อยู่มาสิบกว่าปีมีพนักงานออกนิดเดียว ถือว่าน้อยมาก แต่พนักงานไม่เยอะนะครับ ทั้งบริษัททุกวันนี้ก็มี 50 กว่าคน ดูแล 18 ศูนย์ฯ”

“ถามว่ามีปัญหาไหม เราก็รีบคืนเงินกู้ เพราะว่าดอกเบี้ยมันแพงเหลือเกิน 17-18% แต่ผม ก็กู้ไม่เยอะนะ ผมกู้ส่วนตัวที่บ้านบ้าง กู้ธนาคารบ้าง กู้ปู่นั่นแหละพูดง่ายๆ กู้ธนาคารอยู่ก็รีบคืน เศรษฐกิจตกปีแรกเราแทบจะคืนหมดแล้ว ไม่ถึงครึ่งปีเราก็คืนหมด แทนที่เราจะเอาเงินไปลงทุนเพิ่ม เราก็เอาคืนดีกว่า ดอกเบี้ยมันสูงชะลอไปสัก
2 ปีก่อน

“แต่เศรษฐกิจยังไม่ทันพ้นช่วงผมก็สร้าง ศูนย์ใหม่ที่พระโขนง สุขุมวิท 71 และปรากฏว่า เราโชคดีไม่มีหนี้ เราก็มีเครดิต ที่ดินของคนที่จะมาทำแข่งกับเราก็แย่ไปหมดนะ ราคาที่ดินตก ผมก็หาเช่าที่ดินใหม่ได้ราคาดี ผู้รับเหมาว่างงาน เรามีงานเขาก็อยากทำ จริงๆ ลูกค้ายังมีเหลืออยู่เยอะเพราะว่าลูกค้าที่เป็น Professional เขาอยากขยาย แต่เขาไม่มีคนทำพื้นที่ศูนย์การค้าให้ เพราะช่วงนั้นศูนย์การค้าหยุดขยายทั้งหมด และเราไม่ได้ทำศูนย์การค้าขนาดใหญ่ด้วย เราทำขนาดกลางกับเล็ก ลูกค้าก็เป็นรายเดิม ซึ่งเป็นลูกค้าที่เป็น International chain พวกนี้ เขามีกำลังสายป่านยาว เราโชคดีได้อย่างนั้นไป

“ระหว่างเศรษฐกิจตก ไม่มีเงินกู้เหลือสักบาทเดียวก็รอดมาได้ พอมีโอกาสมีคนเสนอที่ดินให้ มีคนเสนอต้องการเช่าพื้นที่ มีซุปเปอร์มาร์เก็ต บอกว่าอยากขยาย ซึ่งช่วงนั้นซุปเปอร์มาร์เก็ตมาเมืองไทยเยอะนะ จัสโก้ ท็อป ฟู๊ดไลออน ฯลฯ เข้ามาเยอะแยะแต่เราไม่มีศูนย์การค้าทำให้เขา เราเห็นโอกาสก็เลยเข้าตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์เข้าไปทำไม 1.คุณต้องการเงิน 2.คุณมีโอกาสขยายธุรกิจ มี 2 อย่างก็เป็นโอกาส”

“คือผมขายของที่ไม่ได้ไปขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจมากนัก เราขายของจำเป็น ของกินของใช้ สังเกตดูว่าต่อให้ศูนย์ของผมจะหรูหราขนาดไหน แต่พื้นฐานจะเหมือนเดิม คอนเซ็ปต์ยังเหมือนเดิม เราเป็นบริษัทในตลาดฯ เราไม่มีทางที่ทำสิ่งใดแล้วจบ เราต้องทำอะไรที่เราสามารถขยายคอนเซ็ปต์ ไปได้เรื่อยเพื่อให้ธุรกิจเจริญเติบโต ทำของขาย ชิ้นเดียวเราไม่เอา

“เราเปิด J Avenue และเราก็เปิดพหลโยธินต่อ แจ้งวัฒนะต่อ เอกมัยเราทำเสร็จ เรียกว่าเป็น ศูนย์รวมสินค้าเฉพาะอย่างเยอะๆ ขายไม่แพง เป็นพวก Value oriented ในยุโรปเขาเรียก Retail park และที่เราทำก็จะมี Esplanade เปิด มีพัทยา ปีหน้าเราก็มีไปเรื่อยๆ มีรัชโยธินตรงข้ามเมเจอร์ รัชโยธินเป็นโปรเจ็คต์ปีหน้า พวกนี้จะกระจาย ไปตามที่อยู่อาศัย วงไปรัศมี 2 กิโลฯ ไม่มีคู่แข่ง วงไปเห็นหัวได้เลย 60,000-70,000 หลัง กำลังซื้อ ขนาดนี้บ้านเท่านี้มีกี่หลัง ต้องมาอยู่แล้วใส่ลงไป เพราะคนต้องไปซื้อของ และต่อด้วยดูหนัง ขอให้มี ของดีๆ ใกล้บ้านคุณ มันเป็นเรื่องที่ดี เราไม่ได้ทำ ของแปลก”

“คอนเซ็ปต์ขายของจำเป็น เป็นศูนย์การค้า ชุมชนใกล้บ้านคุณนี่คือหลักการ ลูกค้าก็ต้องการ ศูนย์การค้าชุมชนใกล้บ้าน เราจะอยู่ตรงนั้น เราทำ ศูนย์การค้าชุมชนใกล้บ้านคุณ”

“ผมมีหลักการในการทำธุรกิจคือคุณต้องทำ ในสิ่งที่รัก คุณมีอิสระ คุณไม่ได้ถูกบังคับให้ไปทำ และถ้าคุณทำแล้วชอบและคุณรักมัน งานที่ออกมา นั่นคือความสุขที่คุณได้จากการทำงาน และได้ 2 อย่างนั้น ได้ทำในสิ่งที่รักและได้รักในสิ่งที่ทำ ผมพยายามหาอย่างนี้มาตลอดตั้งแต่ทำงานมา”

เบื้องหลังของความสำเร็จ กว่าจะเป็นไปตาม เป้าหมายนั้นไม่มีสิ่งใดได้มาง่ายๆ แต่ผู้ชายคนนี้ กลับยิ้มรับ และค่อยๆ คิดหาทางออกอย่างมีระบบ ทำให้บุคคลรอบข้างแทบไม่รู้สึกถึงปัญหาที่กำลัง ถาโถมเข้าใส่

“มี…โธ่ แหมท้อแท้เจอความกดดันจากงาน ทุกอย่าง บางทีก็เครี้ยดเครียด เรื่องนู้นเรื่องนี้ ศูนย์เปิดไม่ทัน เรื่องปัญหาเยอะแยะ ปฏิวัติก็เครียด อีกแล้ว กลัวว่าจะสร้างทันรึเปล่า มีเรื่องเยอะแยะ ที่พึ่งทางใจดูหนังฟังเพลง มี 2-3 อย่าง ผมคิดว่า คนเราต้องรู้ตัวตลอดเวลา มีสติอยู่ตลอดว่าเรา อยู่ตรงไหน ผมว่าไม่ต้องไปพึ่งอะไรไกลตัว อันดับแรกคือตัวเราและเพื่อน สังคมที่อยู่รอบ ตัวเราก็ครึ่งหนึ่งแล้วแหละ และเพื่อนกับครอบครัว อีกครึ่งหนึ่ง งานก็อย่าไปทำให้เครียดเลย ถ้าคุณทำ ในสิ่งที่รักและรักในสิ่งที่ทำก็ไม่ต้องเครียด”

“คุณรู้มั้ยว่าเป็นการมองผ่านเลนส์ของ ผู้กำกับ หรือว่าผ่านสมองผู้กำกับว่าคิดอย่างนี้ สตอรี่บอร์ดเป็นอย่างนี้ และคุณดูหนังผู้กำกับ เก่งระดับโลกคุณเห็นความคิดเยอะแยะไปหมด วิสัยทัศน์ของคนฉลาดๆ เต็มไปหมด และไม่ใช่แค่ หนัง มันมีสารคดี คุณไม่ต้องเสียเงินเยอะ เสียแค่ 120 บาท ได้ไปเที่ยว เดี๋ยวไปโรม เดี๋ยวก็ไปนิวยอร์ก มีความสุขจะตาย เป็น Chive traveling ได้เห็นนู่น เห็นนี่ อะไรแปลกๆ ในชีวิตคน”

ดูเหมือนสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใคร ก็ทำได้เมื่อมีใจรักและมีโอกาส หากแต่สิ่งที่ยากใน สายตาของเขาก็คือจิตใจยากแท้หยั่งถึงของ ‘คน’ นั่นเอง

“สิ่งที่คิดว่ายากเรื่องคนยากสุด เรื่องอื่น ไม่ยากหรอก เป็นปัญหาคลาสสิค เจอคน…ลูกน้อง เจ้านาย พาร์ทเนอร์ ฯลฯ การบริหารจัดการอะไร ที่เราถนัดเราก็ทำเองซะ อะไรที่เราไม่ถนัดก็ให้หา คนที่ถนัดมาทำต่อ”

“คุณต้องรู้ตัวว่าคุณถนัดอะไร สมมุติคุณ ถนัดเรื่องการตลาดก็ดูการตลาดไป ถ้าคุณไม่ ถนัดการตลาดแต่ถนัดผลิตก็ไปผลิต ดูเรื่องวิจัย Product development ก็ว่าไป หัดแบ่งเค้กให้ คนอื่นเขาบ้าง ถ้าคุณเก่งเรื่องคนก็ทำเรื่องคนไป คุณเป็นผู้นำแบบหนังเรื่อง Brave heart ต้องขี่ม้า ไปยืนข้างหน้าบอกให้คนอื่นไปรบแทนคุณได้หมด ก็ทำไป ถ้าคุณไม่ทำก็หาคนอื่นมาขี่ม้าแทน ถือธง ปลุกเร้า”

“อย่าไปคิดว่าตัวเราต้องเก่งทุกอย่าง และทำ ได้ทุกเรื่อง ผมไม่ถึงกับโดดเด่น ขายของก็พอได้ แต่ว่าไม่โดดเด่นเหมือนผู้นำองค์กรทั่วไปหลายๆ คน อย่างพาร์ทเนอร์ผมที่อยู่ในวงการธุรกิจ คุณวิชา (พูลวรรักษ์) เขาก็โดดเด่น เขาเก่งกว่าผมเยอะ คุณอรณพ ฯลฯ ผมคิดว่าผมสู้เขาไม่ได้หรอก ไม่เด่น เรื่องพวกนี้ ธรรมดานะ กลางๆ แต่ว่าเรื่องคนเป็น เรื่องที่ยาก ผมคิดว่าเรื่องคนเป็นศิลปะการจัดการ อย่างหนึ่งที่สำคัญมาก แต่ว่าของพวกนี้ถ้าเรา ไม่ถนัดก็ให้คนอื่นเข้ามาทำได้”

“มันไม่ยากกว่ากัน อยู่ที่คุณถนัดอะไร พอดี ผมดูเรื่อง Business development พวกนี้ผมถนัด การตลาด หรือการพัฒนาธุรกิจผมจะชำนาญ ด้านนี้ รวมถึงงานที่ผมทำต้องใช้และมีเรื่องศิลปะ มาเกี่ยวกันค่อนข้างสูงนะ อย่าลืมว่าศูนย์การค้า ทุกวันนี้เป็นทั่วโลกเลย เรื่องการดีไซน์การออกแบบ หรือว่า Design planning สำคัญมาก เป็น Key success อันหนึ่ง เรื่องของดีไซน์สูงมาก ร้านอาหาร ก็ต้องดีไซน์ ศูนย์การค้าก็เหมือนกัน”

“ส่วนที่เราทำเป็นรูปแบบสมัยใหม่ที่เราได้รับ อิทธิพลจากตะวันตกอยู่แล้ว ผมนี่ปรับตัวตามคน เมื่อก่อนคนไปจ่ายตลาดตอนเช้า พอไปสายก็เรียก ตลาดวาย สมัยนี้มีมั้ยไปช้อปตอนเช้า ไม่มี มีแต่เลิกงานแล้วแวะซุปเปอร์ฯ วิถีชีวิตคนเมือง คนทำงานออฟฟิศ ผมก็เปลี่ยนตาม ไปเปิดตลาด ขายตอนเช้าก็เจ๊งอย่างเดียว ก็ต้องมาเปลี่ยน
ขายถึงดึกบ้าง ผมว่าไม่ใช่เราตามเมืองนอก อย่างเดียว ไลฟ์สไตล์ของคนก็เป็นสิ่งที่เราต้องดู”

“ผมเป็นคนที่ทำงานในเวลางานนะ ส่วนใหญ่เสาร์อาทิตย์ก็อยู่ส่วนตัวไม่ได้ทำงาน คิดว่าบาลานซ์ได้ดี บางทีทำงานก็เป็นส่วนหนึ่ง ของชีวิตด้วย ไปดูงานก็ใช้ชีวิตกับครอบครัวได้ ไม่ใช่ว่าทุกเรื่องเราต้องทำเป็นงานหมด แต่พูด อย่างนี้ไม่ได้ว่าเลิกงานแล้ว Shut down เลย คุณไม่ ขยันเท่าไหร่นี่หว่า (หัวเราะ) ก็มีบ้างเสาร์อาทิตย์ แทนที่จะไปศูนย์ฯ ชาวบ้านก็มาศูนย์ฯ ของเรา ตรวจงานดูงาน เห็นอะไรก็อดไม่ได้เรียกลูกน้อง มาแนะว่าอันนี้ไม่ดี บางทีผมมากับแฟนก็ซื้อของ เข้าบ้านจากซุปเปอร์มาร์เก็ตของเราไปด้วย ดูงาน ไปด้วย”

สิ่งง่ายๆในความสำเร็จของผู้ชายคนนี้ ประมวลไว้สั้นๆ ซึ่งใครหลายคนมองเห็นแต่เป็น/มี เช่นนั้นไม่ได้ทุกคน และบางคนมีอยู่แต่ไม่สามารถ ดึงออกมาได้เช่นเขา

“คัมภีร์ชีวิตของผมก็คือ ทำในสิ่งที่รักและรักในสิ่งที่ทำ, ทำงานเราก็ต้องอย่าให้งานเป็น ทุกอย่างในชีวิตและให้ชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของงาน และคนที่สำคัญในชีวิตการทำงานก็คือผู้ร่วมงาน / เพื่อนร่วมงานในชีวิตเป็นอันดับหนึ่ง ที่เหลือคือ ครอบครัว และเพื่อนฝูง ก็คือ 3 อย่าง”

Related contents:

You may also like...