ศาสตราจารย์ นายแพทย์ นิธิ – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทันตแพทย์หญิง ดร.รังสินี มหานนท์

” อยู่เมืองนอกด้วยกันหลายปี ถ้าไม่มีกันและกันก็คงแย่ มีอยู่ 2 อย่างก็คือให้อภัยกัน กับ กตัญญูต่อกัน ถ้าคนหนึ่งไม่มีอีกคนหนึ่งก็มาไม่ถึงวันนี้ ”

อีกหนึ่งบทพิสูจน์ความรักครั้งแรกที่สามารถพัฒนามาเป็นคู่ครองและครอบครัวคุณภาพของสังคม อีกหนึ่งบทบันทึกความรักของนักศึกษาแพทย์ศิริราชและนิสิตทันตะฯ จุฬาฯ ศาสตราจารย์ นพ.นิธิ มหานนท์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจ อดีตอาจารย์คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ซึ่งปัจจุบันเป็นกรรมการบริหาร โรงพยาบาลปิยะเวท ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายอายุรแพทย์หัวใจ สถาบันหัวใจเพอร์เฟคต์ฮาร์ท-ปิยะเวท กับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทพญ.ดร.รังสินี มหานนท์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในฐานะที่เป็นแพทย์ด้านหัวใจ การบริหารหัวใจของเขาจึงล้วนเป็นขั้นเป็นตอน ครอบครัววิชาการครอบครัวนี้จึงกลายเป็นครอบครัวที่มีทั้งความรักและความรู้เป็นใบเบิกทางที่ดีในการดำรงอยู่ เป็นครูที่ดีให้กับศิษย์ และเป็นผลผลิตที่งอกงามท่ามกลางความรักซึ่งรดน้ำพรวนดินด้วยปุ๋ยแห่งความเข้าใจ ศ.นพ.นิธิ ยิ้มกริ่มพูดถึงความหลังเมื่อครั้งวันวาน

“ก่อนแต่งงานก็เป็นคล้ายๆ กับรุ่นพี่รุ่นน้องอยู่สาธิตจุฬาฯ เราเป็นเพื่อนกัน แต่ก็หวังว่าหลังแต่งงานก็คงเป็นเพื่อนกันและแก่ไปด้วยกัน อีกหน่อยเหลือสองคนก็อยู่เป็นเพื่อนกัน ลูกๆ เขาก็โตกันหมด เป็นเพื่อนชีวิตกัน ซึ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนที่อยู่เป็นครอบครัว”

“ช่วงที่จะไปเรียนต่อเมืองนอกตัดสินใจไปพร้อมกัน ไปเรียนที่ออสเตรเลีย เรียนที่เดียวกัน ไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วยกัน 8-9 ปี ตอนนั้นก็เริ่มสนิทเริ่มใกล้ชิดกัน และถ้าจะอยู่ด้วยกันก็ต้องไปและช่วยกันเรียน และก็ผลัดกันช่วยจริงๆ ตอนนั้น คนหนึ่งเรียนอีกคนหนึ่งช่วย พออีกคนหนึ่งผ่านอีกคนก็สอบสลับกันไปสลับกันมา เราถึงได้อยู่เมืองนอกนาน คนหนึ่งจบอันหนึ่งอีกคนเรียนอีกอันยังไม่เสร็จ จนกระทั่งไม่มีอะไรจะเรียนแล้วทั้งคู่ถึงได้กลับมา”

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ทันตแพทย์สาวผู้นี้มั่นใจนั่นคือความเป็นผู้นำที่มีอยู่ในตัวของเขา

“บอกได้เลยว่าดิฉันเป็นคนไม่เก่งนะคะ พี่นิธิเป็นคนนำ เขาเป็นคนเก่ง Priority อยู่ที่เขาเสมอเลย เขาจะสอบกี่หนๆ Priority อยู่กับเขา แต่ของดิฉันเข้าสาขาที่ดิฉันอยากเรียนไม่ได้ก็เปลี่ยนไปอีกสาขาหนึ่ง ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ ในที่สุดมันก็ไปตามทางของมันเองจบปริญญาโทได้ทุนก็เรียนปริญญาเอก พอรู้ว่าท้องและจะมีลูกก็ค่อยๆ เรียนไป คลอด 2 คนก็จบปริญญาเอกพอดี แต่ว่ามันเหนื่อยน่าดูนะคะไม่ใช่ว่าไม่เหนื่อย (สามีเสริม…เลี้ยงลูกเหนื่อยกว่า) ค่ะ…เลี้ยงลูกเหนื่อยกว่าเรียนและจะบอกครูเสมอว่า Priority, Hobby ไม่อยากจะพูดเลยว่าพอเห็นลูกแล้วก็แทบไม่อยากจะเรียนหนังสือ

“คนโตห่างกับคนเล็ก 3 ปีค่ะ มีคนโตตอนเริ่มทำปริญญาเอก พอจบปริญญาเอกลูกชายคนเล็กก็ออก ตอนท้องเขียนวิทยานิพนธ์พอดี โชคดีที่ทุกอย่างลงเอยได้ พอกลับมาก็เป็นอาจารย์ที่คณะทันตแพทย์ จุฬาฯ”

ขณะที่ฝ่ายชายก็สารภาพจากใจว่า

“อยู่ที่ออสเตรเลียต่างกับเมืองไทย เพราะอยู่ที่นั่นมีกันแค่สองคน ถ้าอยู่คนเดียวไม่รู้จะไปรอดหรือเปล่า อยู่ด้วยกันช่วยกันก็ไปรอด ไม่เคยให้สัญญากันเลยนะครับ ไม่รู้อยู่กันได้อย่างไร คนเรามันก็มีอยู่ 2-3 อย่างคือคิดถึงบุญคุณกันในช่วงนั้น มีอะไรก็ให้อภัย”

สอดรับกับการที่หลายคนมักอ้างถึงหลักการครองเรือนว่าจะต้องเป็นไปตามเป้าหมายที่วาดไว้ ซึ่งในฐานะคนเป็นภรรยา สำหรับคุณรังสินีนั้นไม่มีสิ่งใดตายตัว

“ไม่มีเคล็ดลับเลยค่ะ มีความรัก ความอดทน หน้าที่ ไปตาม Step ตามเวลา มีความเข้าใจ การบริหารความรักให้ปิ๊งปั๊ง (หัวเราะ) ก็ไม่มีอะไรมากนะคะ จะไปเที่ยวก็ช่วงที่ลูกกลับมาเมืองไทยประมาณ 2 เดือน ชีวิตวันปกติก็จะสั้นขึ้นสำหรับที่ทำงาน เพราะปกติพี่นิธิก็อยู่เวร อยู่ในวัง มีประชุมหรือมีงานต่างประเทศ ดิฉันเองช่วยงานทางด้านต่างประเทศ เป็นผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ เดินทางค่อนข้างบ่อยมากตั้งแต่ลูกไปต่างประเทศ แต่ไม่ว่าอย่างไร Priority ก็คือเด็กๆ สองคน”

และด้วยความที่คุณหมอนิธิเองนั้นเชื่อมั่นในพุทธศาสนา จึงยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้ชัดเจนว่า

“เคล็ดลับ สุดยอดวิชา อย่างที่ว่าเราอ่านหนังสือธรรมะเยอะๆ คนเราอยู่ด้วยกันก็คือให้อภัยกัน เคยบอกเด็กๆ ที่ทำงาน สอนเขา ใช้เองบ้างถ้าหากเขาทะเลาะกับใคร ถ้าเป็นแฟนกันก็ให้นึกถึงเวลาที่ดีๆ ต่อกัน เราโชคดีที่ไปอยู่เมืองนอกด้วยกันหลายปี ถ้าไม่มีกันและกันก็คงแย่ มีอยู่ 2 อย่างก็คือให้อภัยกัน กับ กตัญญูต่อกัน ถ้าคนหนึ่งไม่มีอีกคนหนึ่งก็มาไม่ถึงวันนี้”

Related contents:

You may also like...